บทที่ 17 จะช่วย หรือไม่ช่วย?

บทที่ 17 จะช่วย หรือไม่ช่วย?
ณ ฐานทัพ หลังจากกลุ่มของหลี่อวี่ออกเดินทางไปแล้ว อาและพ่อของหลี่อวี่ก็รับหน้าที่เฝ้าประตู
หลี่หงหยวนจุดบุหรี่ขึ้นสูบ ก่อนจะโยนส่งให้น้องชายอีกมวน
ทั้งสองพ่นควันสีเทาฟุ้งกระจายพลางคุยสัพเพเหระแก้เบื่อ
"พี่ใหญ่ ผมรู้สึกว่าเสี่ยวอวี่เปลี่ยนไปมาก ผมชักจะเป็นห่วงหลานมันซะแล้วสิ"
จู่ๆ อาก็พูดขึ้นมา
หลี่หงหยวนได้ยินดังนั้น คิ้วก็กระตุกเล็กน้อย เขาอัดควันเข้าปอดลึกๆ ด้วยความกลัดกลุ้ม
"มันทำเพื่อพวกเราทั้งนั้น ตอนนี้โลกมันวิบัติไปแล้ว คนข้างนอกนั่นไม่รู้ใครคิดร้ายอะไรบ้าง ดูอย่างวันก่อนสิ ไอ้พวกกุ๊ยพวกนั้นตั้งใจจะบุกเข้ามาชัดๆ ถ้าพวกมันเข้ามาได้ เราจะมีจุดจบที่ดีเหรอ?"
หลี่หงหยวนร่ายยาวรวดเดียวจบ
พูดจบก็นึกถึงท่าทีที่เด็ดขาดและเหี้ยมโหดของหลี่อวี่ เขาอดไม่ได้ที่จะมองตามทิศทางที่ลูกชายขับรถออกไป
"ผมไม่ได้บอกว่าหลานทำไม่ถูก ผมแค่เป็นห่วงว่าหลานมันต้องแบกรับความกดดันมหาศาลขนาดนี้ กลัวว่าข้างในใจมันจะทุกข์ทรมาน พวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ ความจริงหน้าที่พวกนี้ควรเป็นความรับผิดชอบของพวกเรา เฮ้อ... เราต้องช่วยหลานมันให้มากกว่านี้"
อาเองก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน
"โลกบ้าบอนี่!" อาดีดก้นบุหรี่ทิ้งด้วยความคับแค้นใจ
อาไปทำงานที่มณฑลทางใต้มาหลายปี ช่วงไม่กี่ปีมานี้แกเอาเงินเก็บทั้งชีวิตมาลงทุนเปิดโรงงานผลิตแผงวงจรเล็กๆ
อาศัยประสบการณ์ที่สั่งสมมานานบวกกับวิสัยทัศน์ที่เฉียบขาด และจังหวะที่ตลาดกำลังบูม
เห็นอยู่หลัดๆ ว่าธุรกิจกำลังจะไปได้สวย
พอวันสิ้นโลกมาถึง ทุกอย่างก็พังครืนหายวับไปกับตา!
ใช่แล้ว...
วันสิ้นโลกมาถึง ทุกอย่างก็มลายสิ้น!
สิ่งที่หลงเหลืออยู่ มีเพียงครอบครัว
ยังดีที่ญาติพี่น้องส่วนใหญ่ยังอยู่กันพร้อมหน้า!
อารู้สึกปลงตก แต่อย่างน้อยในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีเหลืออยู่
แม้ว่าหลายปีมานี้ การทำธุรกิจในต่างถิ่นจะหล่อหลอมให้อากลายเป็นคนเขี้ยวลากดินและพลิกแพลงเก่ง
แต่กับคนในครอบครัว แกจริงใจเสมอต้นเสมอปลาย
ทุกครั้งที่กลับบ้าน แกมักจะมีของฝากติดไม้ติดมือมาให้หลานๆ เสมอ
รวมถึงคอมพิวเตอร์ที่หลี่หยวนใช้เรียนมหาวิทยาลัย หรืออ่างแช่เท้าไฟฟ้าของปู่กับย่า...
หลี่หงหยวนมองดูน้องชายที่อายุน้อยกว่าตนสามปี
ภาพในความทรงจำ น้องชายคนนี้เป็นเด็กหัวไวเจ้าเล่ห์มาแต่ไหนแต่ไร เผลอแป๊บเดียวกลายเป็นคนวัยสี่สิบกว่าไปเสียแล้ว
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน ก็มีกลุ่มคนเดินออกมาจากแนวป่า
อาเป็นคนสังเกตเห็นก่อน จึงสะกิดเรียกพี่ชาย
"พี่ใหญ่ มีคนมา" อาหลี่หงเฉียนกล่าว
หลี่หงหยวนหรี่ตามอง "นั่นมันเลขาธิการหมู่บ้านนี่หว่า ข้างหลังนั่นก็คนในหมู่บ้านเราทั้งนั้น"
ที่ด้านล่างประตูใหญ่ กลุ่มของเลขาธิการหมู่บ้านกำลังเดินตรงเข้ามา
สภาพของแต่ละคนดูทุลักทุเล มอมแมมไปด้วยฝุ่นโคลน
เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนคราบดินและคราบเลือด
กลุ่มคนนำหน้า 7-8 คนถือมีดทำครัวมาด้วย
บางคนถือจอบ บางคนก็ถือท่อนฟืน
เมื่อเห็นหลี่หงหยวนยืนอยู่บนหอสังเกตการณ์ สีหน้าของเลขาธิการหมู่บ้านก็เปลี่ยนเป็นดีใจทันที
"หลี่หงหยวน ฉันว่าแล้วเชียวว่าพวกนายต้องปลอดภัย!" น้ำเสียงของเลขาธิการแฝงไปด้วยความห่วงใย
"ท่านเลขาฯ พวกท่านยังสบายดีอยู่ใช่ไหมครับ?" หลี่หงหยวนสัมผัสได้ถึงความห่วงใยจึงตอบกลับไป
"ไม่ดีเลยสักนิด มีแต่ตัวประหลาดกินคนเต็มไปหมด วันก่อนฝนก็ตกหนักอย่างกับฟ้ารั่ว เกิดมาทั้งชีวิตไม่เคยเจอฝนห่าใหญ่ขนาดนี้มาก่อน! พวกเราไม่เหลือที่ไปแล้ว"
"นายดูสภาพพวกเราสิ เฮ้อ... บ้านไอ้ต้าจ้วงก็เหลือยัยหนูนี่เป็นทายาทคนเดียวแล้ว"
เลขาธิการดึงตัวเด็กหญิงตัวเล็กๆ ด้านหลังมายืนข้างหน้า เด็กน้อยดูอายุไม่น่าเกิน 8 ขวบ ใบหน้าเปรอะเปื้อนฝุ่นดำปี๋ ดวงตาคู่นั้นไร้ซึ่งแววสดใส หลงเหลือเพียงความสิ้นหวัง
คนในครอบครัวจากไปหมดแล้ว เหลือเพียงเธอที่ต้องเผชิญชะตากรรมอย่างโดดเดี่ยว
เสื้อกันหนาวลายกระต่ายตัวน้อยดูเหมือนจะถูกอะไรบางอย่างฉีกจนขาดวิ่น
และที่เท้าของแกก็เหลือรองเท้าเพียงข้างเดียว
ก่อนหน้านี้ โลกต้องเผชิญกับสภาวะกลางวันกลางคืนวิปริต ตามด้วยคลื่นความร้อนสูง
จนกระทั่งหลังวันที่ 25 พายุฝนก็ถล่มลงมาต่อเนื่อง 10 วัน
ปกติแล้วในพื้นที่ภาคใต้ช่วงเดือนธันวาคม อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณสิบกว่าองศา
แต่หลังจากพายุฝน อุณหภูมิกลับลดฮวบลงต่ำกว่า 10 องศาอย่างฉับพลัน
เนื่องจากการระบาดของซอมบี้ คาดว่าหนูน้อยคงไม่มีโอกาสได้เปลี่ยนเสื้อผ้า
ตอนนี้เธอยังใส่ชุดสำหรับฤดูร้อนหรือฤดูใบไม้ร่วงบางๆ อยู่เลย
เด็กหญิงยืนอยู่บนพื้นที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำ ตัวสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บ
เท้าข้างที่ไม่ได้สวมรองเท้ามีแผลถลอกจนเลือดซึม
คงเพราะกลัวว่ากลิ่นเลือดจะล่อซอมบี้มา เลยเอาโคลนมาพอกลบๆ ไว้ แล้วใช้เศษผ้าพันทับอย่างลวกๆ
เด็กน้อยยืนตัวลีบด้วยความหวาดกลัวอยู่หน้ากำแพง ร่างกายผอมแห้งจนหนังหุ้มกระดูก น่าเวทนาจับใจ
"บ้านแกเหลือตัวคนเดียวแล้ว ช่วงที่ผ่านมาถ้าไม่ได้ชาวบ้านช่วยกันหิ้วปีกมา ป่านนี้คง..." เลขาธิการหมู่บ้านถอนหายใจ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโศกเศร้าจนคนฟังรู้สึกสะเทือนใจ
"เฮ้อ! คาดว่าคนในหมู่บ้านคงเหลือรอดกันแค่นี้แหละ" เลขาธิการพูดต่อ
พูดจบ เขาก็ชำเลืองสายตาขึ้นมองดูปฏิกิริยาของหลี่หงหยวน
เห็นเหมือนหางตาของอีกฝ่ายจะมีน้ำตาคลอ จึงรีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาตัวเองบ้าง
หลี่หงหยวนมองเด็กหญิงตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสาร
เด็กคนนี้ เขาเคยเห็นตอนไปบ้านต้าจ้วงมาก่อน
เมื่อก่อนเธอเป็นเด็กที่ร่าเริงสดใสมาก เจอใครก็ยิ้มแย้มทักทาย
แถมยังมีสัมมาคารวะ
ทุกครั้งที่ไปบ้านต้าจ้วง เธอจะเรียกเขาว่า "ลุงหลี่" เสียงใสแจ๋ว ดวงตากลมโตคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
แต่ตอนนี้... แววตาคู่นั้นกลับเหม่อลอย เสื้อกันหนาวลายกระต่ายสีขาว...
บัดนี้เจ้ากระต่ายขาวตัวนั้นกลับกลายเป็นสีดำสกปรกมอมแมม
เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุแค่ 8 ขวบ วัยขนาดนี้คือแก้วตาดวงใจของพ่อแม่แท้ๆ
เวรกรรมแท้ๆ!
"เอ่อ... หรือว่าเราจะ..." หลี่หงหยวนลังเล เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่จู่ๆ ก็นึกถึงคำกำชับของหลี่อวี่ขึ้นมาได้ จึงเงียบเสียงลง
อาหลี่หงเฉียนเองก็มองด้วยความเวทนา แต่แววตาของเขากลับมีความระแวดระวังมากกว่า
เขาสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่า กลุ่มคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าไม่กี่คนนี้ เสื้อผ้าหน้าผมยังดูเรียบร้อยดี หน้าตาก็ดูมีเลือดฝาด ดูทรงแล้วไม่น่าจะอดอยากปากแห้งเท่าไหร่
ผิดกับพวกที่ยืนอยู่ข้างหลัง เสื้อผ้าดูไม่ได้ หน้าตาซีดเซียวเหมือนคนขาดสารอาหาร
พอได้ยินหลี่หงหยวนเปรยขึ้นมา เขาจึงรีบเตือนสติ
"เจ้าเสี่ยวอวี่สั่งไว้แล้วนะ ไม่ว่าจะเกิดกรณีไหน เจอใครหน้าไหนก็ห้ามเปิดประตูเด็ดขาด!"
หลี่หงหยวนได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า พลางถอนหายใจ "เฮ้อ แต่คนพวกนี้ก็คนกันเองในหมู่บ้านทั้งนั้น เมื่อก่อนก็เห็นหน้าค่าตากันทุกวัน จะ... จะให้พวกเขารอยังไงไหว..."
ที่ใต้กำแพง เลขาธิการหมู่บ้านเห็นทั้งสองคนซุบซิบกัน แต่อยู่ไกลเกินไปจนจับใจความไม่ได้
แกจึงตัดสินใจราดน้ำมันเข้ากองไฟอีกรอบ
"พ่อหนุ่มหงหยวน พ่อหนุ่มหงเฉียน พวกเราคนบ้านเดียวกันทั้งนั้นนะ เรื่องสร้างฐานทัพของพวกนาย ฉันก็เป็นคนเซ็นอนุมัติให้เองกับมือ ให้พวกเราเข้าไปเถอะนะ หลายวันมานี้พวกเราไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันเลย"
หลี่หงหยวนฟังแล้วดูเหมือนจะใจอ่อนลง แต่สุดท้ายก็ยังไม่ยอมพูดอะไร
ส่วนอาหลี่หงเฉียนยืนจ้องเลขาธิการเขม็ง ไม่ปริปากสักคำ
สำหรับเขาแล้ว หากไม่ทำเพื่อตัวเอง ฟ้าดินย่อมลงโทษ
เขาไม่ได้มีจิตใจเมตตาอารีขนาดนั้น สมัยเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวก็โดนคนหลอกมาไม่น้อย จนบทเรียนมันฝังใจ
เลขาธิการหมู่บ้านเห็นทั้งสองยังนิ่งเฉย ในใจเริ่มร้อนรน แต่ภายนอกยังคงตีหน้าเศร้า
ทว่าหัวหน้าฝ่ายสตรีที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับทนไม่ไหว โพล่งขึ้นมาว่า
"หลี่หงหยวน! ที่ดินผืนนี้เป็นสมบัติของหมู่บ้านนะ ไม่ใช่ของนายคนเดียว! คิดจะยึดภูเขาตั้งตัวเป็นราชาหรือไง? ถ้าไม่ยอมให้พวกเราเข้าไป ก็เท่ากับเห็นแก่ตัวหน้าเลือด เห็นคนจะตายแล้วไม่ช่วย!..."
หลังซอมบี้ระบาด พวกชาวบ้านยังไม่รู้ว่าตอนนี้รัฐบาลคุมสถานการณ์ไม่อยู่แล้ว และต่างคนต่างก็เอาตัวไม่รอด
สังคมตอนนี้เข้าสู่สภาวะไร้ขื่อแปไปแล้ว
โชคดีที่หลี่อวี่บอกเรื่องพวกนี้กับหลี่หงหยวนและคนอื่นๆ ไว้ล่วงหน้า ไม่อย่างนั้นคงโดนข้อหาฉกรรจ์นี้เล่นงานจนไปไม่เป็นแน่
ไม้อ่อนไม่ชอบ ชอบไม้แข็งสินะ? อาหลี่หงเฉียนคิดในใจ
เลขาธิการหมู่บ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินยัยหัวหน้าฝ่ายสตรีปากพล่อย ก็โมโหจนควันออกหู รีบกระชากแขนเธออย่างแรง
สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด ในใจก่นด่าเละเทะ:
อีเวรเอ๊ย! ยัยหมูสนาม! ที่ฉันอุตส่าห์ดราม่าเรียกคะแนนสงสารมาตั้งนาน พังหมดเพราะแก! แกคิดว่ายังเป็นเมื่อก่อนรึไง? ตอนนี้อำนาจต่อรองมันอยู่ที่ฝั่งนู้นโว้ย!
ทำไมซอมบี้ไม่มากัดอีนี่ให้ตายๆ ไปซะ ถ้ายัยนี่ลีลาไม่เด็ด หน้าตาไม่พอไปวัดไปวาได้ล่ะก็
ฉันไม่มีทางหนีบมันมาด้วยหรอก!
บนกำแพง หลี่หงหยวนและหลี่หงเฉียนได้ยินคำด่านั้น สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที
ตอนนี้มีปัญหาเดียววางอยู่ตรงหน้า: จะช่วย? หรือไม่ช่วย?

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 17 จะช่วย หรือไม่ช่วย?

ตอนถัดไป