บทที่ 20 เปิดประตูให้พวกเราเดี๋ยวนี้
บทที่ 20 เปิดประตูให้พวกเราเดี๋ยวนี้
รถยนต์แล่นทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง
บางจังหวะล้อรถบดขยี้ร่างซอมบี้บนพื้นจนส่งเสียงกระดูกแตกหักดังกร๊อบแกร๊บฟังดูน่าสยดสยอง
ซอมบี้ระหว่างทางยังคงดาหน้าพุ่งเข้าใส่โดยไม่รู้จักความตาย
โชคดีที่รถออฟโรดรุ่น Red Flag HS5 มีสมรรถนะการกันกระแทกที่ยอดเยี่ยม
แถมยังใช้กระจกนิรภัยความแข็งแกร่งสูง
ถ้าเป็นรถญี่ปุ่นทั่วไป ชนไม่กี่ทีคงบุบสลายไปแล้ว
ตลอดเส้นทาง หลี่อวี่ครุ่นคิดไม่ตก
จะเอายังไงกับพวกหลิวเว่ยหมินดี?
จะให้พวกเขาเข้าฐานทัพดีไหม?
ถ้าเกิดพวกเขามีเจตนาอื่นแอบแฝง จะจัดการยังไง
แต่ถ้าไม่ให้เข้า... ก็ดูจะใจจืดใจดำไปหน่อย
หากไม่ยอมให้หลิวเว่ยหมินเข้าฐานทัพ ลุงใหญ่ก็คงจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง
อีกอย่าง ฐานทัพเองก็ต้องการคนมีฝีมือมาช่วยงาน และแม่สาวคนนั้นก็... ดุใช่ย่อย!
เฮ้อ จัดการยากชะมัด
ตอนนี้ทั่วทั้งโลกถูกซอมบี้ยึดครองไปหมดแล้ว มองไปทางไหนก็เจอแต่พวกมัน
ในช่วงชีวิตก่อนที่เขาย้อนเวลากลับมา ตลอดหลายปีนั้นมนุษย์ไม่สามารถรวมกลุ่มจัดตั้งองค์กรขนาดใหญ่ได้เลย
ยิ่งเมืองใหญ่เท่าไหร่ ประชากรก็ยิ่งเยอะ จำนวนซอมบี้ก็ยิ่งมหาศาล
ซอมบี้หลักร้อย แรงคนยังพอจัดการไหว
ซอมบี้หลักพัน ถ้ามีคนมากพอและมีอาวุธปืน ก็ยังพอรับมือได้
แต่ถ้าซอมบี้หลักหมื่น หากไม่มีฐานทัพที่มั่นคงแข็งแรง ก็ยากที่จะต่อกร
แล้วถ้าเป็นซอมบี้หลักแสน หลักล้าน หรือสิบล้านตัวล่ะ?
เมืองเซี่ยงไฮ้มีประชากรมากถึง 25 ล้านคน บวกกับภัยพิบัติพายุฝน ซอมบี้พวกนี้ดันดำรงชีพในน้ำได้อีก
ผู้รอดชีวิตแทบจะเรียกได้ว่าหนึ่งในร้อย
เขาเคยหนีตายมาจากเซี่ยงไฮ้ โลกหลังพายุฝน ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เมืองหลายแห่งจมอยู่ใต้น้ำ
ฐานทัพยุทธศาสตร์สำคัญหลายแห่งของรัฐบาลก็จมหายไปในมหาสมุทร
จะมีก็แค่พื้นที่ราบสูงหรือเนินเขาทางเหนือและทางใต้บางแห่งเท่านั้นที่ยังพอปลอดภัย
หลังวันสิ้นโลก ศีลธรรมของมนุษย์เสื่อมทรามลง ความสัมพันธ์ระหว่างคนเหลือเพียงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
ความไม่สามัคคีกันนี่แหละ คือสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถสร้างฐานทัพขนาดใหญ่ขึ้นมาได้
ระเบียบสังคมพังทลาย จารีตประเพณีสูญสิ้น
อาจจะยังมีคนดีหลงเหลืออยู่บ้าง แต่คนพวกนั้นมักจะเป็นฝ่ายถูกแทงข้างหลัง และสุดท้ายก็...
เฮ้อ...
ครั้งหนึ่ง เขาเองก็เคยเป็นคนจิตใจดี
จะกอบกู้โลกงั้นเหรอ? เขาถามตัวเอง
หากจะกอบกู้โลก จำเป็นต้องระดมพล ขยายฐานทัพ และจัดระเบียบการบริหาร
เรียนรู้วิธีการแบบเก่า: รวมพลังทุกฝ่ายที่สามารถรวมได้ เพื่อโค่นล้มศัตรู
แต่ทว่า ลำพังแค่ภูเขาลูกใหญ่ที่ชื่อว่า ซอมบี้ ก็กดทับจนทุกคนแทบหายใจไม่ออกแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยพื้นฐานที่สุดก็เปลี่ยนไปแล้ว
ระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินของรัฐ ที่เคยใช้นวัตกรรมอันยิ่งใหญ่แก้ปัญหาการกว้านซื้อที่ดินที่มีมานับพันปี
ทำให้ทุกคนเท่าเทียม มีที่นาให้ทำกิน มีอาหารกิน มีเสื้อผ้าใส่
ทำให้เกิดความสามัคคี
แต่ตอนนี้ พื้นที่เพาะปลูกขั้นพื้นฐานถูกน้ำท่วมไปตั้งเท่าไหร่ ซอมบี้นับร้อยล้านตัวเดินเพ่นพ่านไปทั่ว
ไม่มีแผ่นดินที่ปลอดภัย ก็ไม่มีคนที่สามัคคี ก็ผลิตอาหารไม่ได้
เมื่อไม่มีอาหารเพียงพอ จะไปคุยเรื่องอะไรกันได้อีกล่ะ
บวกกับจิตใจคนยากแท้หยั่งถึง หนทางกอบกู้โลกช่างยากลำบากเหลือเกิน
เฮ้อ... พอคิดมาถึงตรงนี้ หลี่อวี่ก็เลิกคิดฟุ้งซ่าน
สำหรับตอนนี้ เขาขอแค่ปกป้องคนในครอบครัวให้ได้ก่อน
ช่วงชีวิตก่อนหน้านั้น เขาอยู่อย่างตายทั้งเป็น ไร้ญาติขาดมิตร ต้องใช้ชีวิตอย่างซุกหัวนอนไปวันๆ
แบบนั้นเขาไม่เรียกว่า ใช้ชีวิต แต่เรียกว่า แค่ยังไม่ตาย สู้ตายไปเลยยังจะดีกว่า
คิดได้ดังนั้น เขาก็ตบหัวตัวเองเรียกสติ สมองกลับมาแจ่มใสอีกครั้ง
ช่างหัวมันสิ เดินหน้าไปทีละก้าว จะมามัวกลุ้มใจทำซากอะไร
แค่ระวังตัวไว้หน่อย ถ้าใครกล้าตุกติกก็เชือดทิ้งซะ!
วันสิ้นโลกแล้ว ใครกล้าทำร้ายคนในครอบครัวเขา มันต้องตาย
รถยังคงแล่นต่อไปตามถนน โชคดีที่ไม่เจอฝูงซอมบี้ขนาดใหญ่
…
ตัดกลับมาที่ฐานทัพ
อาหลี่หงเฉียนที่อยู่บนกำแพงสูง และกลุ่มของเลขาธิการหมู่บ้านที่อยู่ด้านล่าง กำลังตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
จะช่วย หรือไม่ช่วย? หลี่หงหยวนผู้เป็นพ่อกำลังต่อสู้กับมโนธรรมในใจ
ปกติแล้วหลี่หงหยวนเป็นคนใจดีชอบช่วยเหลือคนอื่น ครั้งหนึ่งเคยเจอคนไม่มีค่ารถ ก็ยังควักเงินจ่ายให้
แต่อาหลี่หงเฉียนกลับมีท่าทีแข็งกร้าว: ไม่ช่วย!
เลขาธิการหมู่บ้านยังคงยืนปักหลักอยู่ข้างล่าง จ้องมองหัวหน้าฝ่ายสตรีด้วยสายตากินเลือดกินเนื้อ
หนูน้อยยืนตัวลีบอยู่ตรงกลางอย่างหวาดกลัว
ราวกับดอกเดซี่ดอกน้อยที่สั่นไหวท่ามกลางพายุฝน
ท่าทางน่าสงสารของเธอทำให้ผู้ใหญ่สองคนบนกำแพงเริ่มใจอ่อน
ทันใดนั้น ชายหนุ่มรอยสักเต็มแขนที่ถือมีดทำครัวอยู่ด้านหลังก็ตะโกนขึ้นมา
"หลี่หงต้า! อย่าคิดว่าออกไปใช้ชีวิตข้างนอกมาสองปีแล้วจะวิเศษวิโสนะโว้ย! คนกันเองทั้งนั้น ถ้าไม่ช่วยพวกเรา ก็ถือว่าแล้งน้ำใจสิ้นดี!"
คนอื่นๆ เริ่มตะโกนผสมโรง
จังหวะนั้นเอง
เสียงคำรามของเครื่องยนต์รถยนต์ดึงดูดความสนใจของทุกคน
ทุกคนหันขวับไปมองทางด้านหลัง
รถออฟโรดสองคันพุ่งตรงเข้ามา ตามมาด้วยรถปราบจลาจลของตำรวจ
เมื่อเห็นรถตำรวจ บางคนก็ส่งเสียงร้องดีใจ แต่บางคนกลับมีแววตาแปลกๆ และหดคอลงด้วยความกลัว
โดยเฉพาะไอ้หนุ่มลายสัก พอเห็นรถตำรวจก็ออกอาการเลิ่กลั่ก แต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือ
ตะโกนกร่างออกมาว่า "ถ้าไม่เปิดประตูช่วยพวกเรา ถือว่าผิดกฎหมายนะโว้ย! ฮึ!"
รถขบวนนำหน้าเมื่อเห็นกลุ่มคนขวางทาง กลับไม่มีทีท่าว่าจะชะลอความเร็ว
เลขาธิการหมู่บ้านและพวกเห็นรถไม่เบรก หัวใจก็หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
เมื่อเห็นว่ารถพุ่งเข้ามาจะชนแน่ๆ ฝูงชนจึงรีบแตกฮือเปิดทางให้
ในที่สุดรถก็มาจอดสนิทที่หน้าประตูใหญ่
หลี่อวี่ปลดเข็มขัดนิรภัย เดินลงมาจากรถ
ในมือกระชับปืนกลมือแน่น
สมาชิกคนอื่นๆ ทยอยลงจากรถตามมา
ลุงใหญ่และคนอื่นๆ มองดูสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความงุนงง ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
ส่วนหลิวเว่ยหมินที่ลงมาจากรถปราบจลาจล
ก็มองซ้ายมองขวาด้วยความสงสัย
หลี่อวี่ไม่ได้พูดอะไร เขาเห็นกลุ่มคนพวกนี้แต่ไกลแล้ว
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ฉากละครแบบนี้ เขาเห็นมาจนเอียนในข่วงแรกของวันสิ้นโลกเมื่อชาติที่แล้ว
พอเห็นหลี่อวี่ลงรถมา เลขาธิการหมู่บ้านก็รีบปรี่เข้ามาทักทายด้วยสีหน้ายินดีปรีดา
"เสี่ยวอวี่หลานรัก ข้างนอกนั่นมีแต่ตัวประหลาด ลุงรู้อยู่แล้วว่าหลานเก่ง สร้างสวนท่องเที่ยวนี้ขึ้นมาได้ ดูสิ... คนกันเองทั้งนั้น ให้พวกเราเข้าไปหลบหน่อยได้ไหม?"
หลี่อวี่ยืนนิ่ง ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ
เลขาธิการเห็นดังนั้น จึงดึงตัวเด็กหญิงตัวน้อยมายืนข้างหน้า แล้วชี้ไปที่เธอ
พร้อมกับร่ายบทโศกแบบเดียวกับที่พูดใส่อาและพ่อของเขาเมื่อครู่
ภาพเด็กน้อยที่สวมรองเท้าข้างเดียว ยืนตัวสั่นเทาอยู่ท่ามกลางลมหนาว
เมื่อได้รับรู้ว่าครอบครัวของแกตายหมดแล้ว ตอนนี้เหลือตัวคนเดียวไร้ที่พึ่ง
ทุกคนที่เพิ่งลงมาจากรถต่างรู้สึกสะเทือนใจ
ลุงใหญ่หลิวเจี้ยนเหวินได้ฟังแล้ว ความปิติที่ได้กลับบ้านหายวับไปทันที
โดยเฉพาะหลิวฮว่าเหมย พอได้ฟังเรื่องราวรันทดของหนูน้อย ขอบตาของเธอก็แดงระเรื่อขึ้นมาทันที
หลี่อวี่มองเด็กน้อยที่เท้าเปล่าและผอมโซ แล้วเหลือบมองไปที่กลุ่มแกนนำอย่างเลขาธิการและพรรคพวกที่เสื้อผ้าครบชุด หน้าตาอิ่มเอิบ
เห็นภาพนี้แล้ว หลี่อวี่ยังคงตีหน้านิ่ง ไม่พูดอะไร
เลขาธิการหมู่บ้านเห็นชุดตำรวจที่หลิวเจี้ยนเหวินสวมใส่ สมองก็แล่นเร็วรี่
แกแสร้งทำเสียงสะอื้น "เสี่ยวอวี่... พวกลุงไม่มีทางไปแล้วจริงๆ หลานคงไม่ใจจืดใจดำปล่อยให้พวกเราเป็นอาหารซอมบี้หรอกใช่มั้ย?"
ชาวบ้านคนอื่นรีบเสริมขึ้นมา "เสี่ยวอวี่ ช่วยพวกเราด้วยเถอะ"
"ให้พวกเราเข้าไปเถอะนะ"
ตอนนั้นเอง หลิวเจี้ยนเหวินและสองพ่อลูกตระกูลหลิวเริ่มเข้าใจสถานการณ์
หลิวเว่ยหมินก้าวออกมาถามหลี่อวี่ด้วยน้ำเสียงขึงขัง
"ทำไมไม่ให้พวกเขาเข้าไป? นายไม่รู้เหรอว่าข้างนอกซอมบี้เยอะขนาดไหน ปล่อยไว้แบบนี้พวกเขาตายแน่!"
สายตาของเขาเต็มไปด้วยการตำหนิและคำถาม วันสิ้นโลกแล้ว การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่พึงกระทำหรอกหรือ?
ตลอดชีวิตการทำงานของเขา เขาคอยช่วยเหลือคนอ่อนแอ ลงโทษคนชั่ว ยามเห็นความอยุติธรรมเขาจะยื่นมือเข้าช่วยเสมอ เต็มเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรม
หลิวฮว่าเหมยที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็มองเขาด้วยสายตาผิดหวังอย่างรุนแรง
เดิมทีคิดว่าผู้ชายคนนี้เก่งกาจขนาดฆ่าซอมบี้ได้เป็นเบือ
แถมเมื่อชั่วโมงก่อนยังช่วยชีวิตพวกเธอสามคนเอาไว้
ทำไมคนทีกล้าเสี่ยงชีวิตช่วยพวกเธอ ถึงไม่ยอมเปิดประตูให้ชาวบ้านพวกนี้เข้าไปล่ะ?
เธอไม่เข้าใจจริงๆ