ตอนที่ 22 อดีตของ อวี๋ เซียวเซียว

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้าง คำสุดท้ายที่ จางอวี่ ตั้งใจจะพูดก็ถูกกลืนกลับลงคอไปอย่างยากลำบาก

เพราะเขาไม่รู้จะไปต่อบทสนทนานี้ยังไง

ในตอนนี้ เขาปรารถนาเพียงแค่จะกลายเป็นมนุษย์ล่องหน แล้วค่อยๆ ย่องไปจัดการธุระที่ห้องน้ำเงียบๆ

“คุณครับ เราขอบันทึกคำให้การของคุณก่อนนะครับ”

แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็เริ่มทนกลิ่นเหม็นนี้ไม่ไหวแล้ว อยากจะรีบๆ ทำให้จบเรื่องแล้วไปให้พ้นๆ

ตำรวจรุ่นพี่ที่มาด้วยกันเป็นหัวหน้าทีมกลอกตามองไปรอบๆ อย่างรังเกียจ แล้วจู่ๆ ก็เหลือบไปเห็นลูกน้องที่ยืนข้างๆ

ไอ้เด็กเวรนี่วันๆ เอาแต่กิน เมื่อเช้าก็เพิ่งบ่นว่าท้องเสีย คงไม่ใช่ว่าเป็นมันหรอกนะ?

คิดได้ดังนั้น เขาก็รีบเอามือปิดจมูก แล้วกระซิบด่าเสียงลอดไรฟัน: “ไอ้เวรเอ๊ย! บอกให้เลิกกินตอนทำงานก็ไม่ฟัง! นี่ยังอึแตกอีกเรอะ!? อายุยี่สิบกว่าแล้ว ทำไมยังคุมขี้คุมเยี่ยวไม่ได้! แบบนี้ต่างอะไรกับสัตว์ข้างถนนฮะ!?”

จางอวี่ที่ได้ยินคำว่า ‘สัตว์’ ลอยเข้าหู หน้าก็แดงก่ำยิ่งกว่าเดิม

เดิมทีเขาคิดจะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ แต่ตอนนี้จำต้องกลืนคำพูดลงไปอีกรอบ

เขาไม่อยากเป็นเดรัจฉาน!

ลูกน้องที่โดนด่าต่อหน้าธารกำนัลก็ยืนอึ้ง ก่อนโต้กลับทันที: “ผมไม่ใช่นะครับ! ถึงวันนี้ผมจะปวดท้อง แต่ผมโตขนาดนี้แล้ว จะทำเรื่องแบบสัตว์เดรัจฉานพรรค์นั้นได้ไง! ไม่ใช่ผมแน่ๆ ต้องเป็นคนอื่นสิ!”

แต่พอเห็นหัวหน้ามองมาด้วยสายตาไม่เชื่อเขา ก็ยิ่งเดือด: “ผมพูดจริงนะ! ผมสาบานเลยเอ้า! ใครขี้แตกใส่กางเกง ขอให้มันเป็นไอ้ลูกหมา! ผมน่ะไม่มีทาง…”

คำนั้นยังไม่ทันพูดจบ เขาก็ชะงักกึกไปเสียก่อน พลางมองหัวหน้าตัวเองด้วยสายตาแปลกๆ

หลายปีที่ทำงานด้วยกัน หัวหน้าเขาก็อายุมากขึ้นทุกวัน

ช่วงปีหลังๆ สุขภาพของหัวหน้าก็เริ่มถดถอยตามอายุ แถมเมื่อกี้ พอได้กลิ่นปุ๊บก็รีบโบ้ยความผิดมาให้เขาทันที

การรีบร้อนโยน ‘ขี้’ ให้คนอื่นแบบนี้ มีอยู่เหตุผลเดียว นั่นก็คือ... ขี้ก้อนนี้ อาจจะเป็นของหัวหน้าเขาเองนั่นแหละที่ราดออกมา!

เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ หัวหน้าเลยต้องจุดไฟเผาเขาแทน!!

เอาเถอะ หัวหน้าก็แก่แล้ว บางทีอาจจะคุมหูรูดไม่อยู่ มันก็เป็นเรื่องที่พอจะให้อภัยกันได้…

พอมโนได้เป็นฉากๆ แบบนี้ เขาก็กลืนน้ำลายลงคออย่างขมขื่น

หลายปีมานี้หัวหน้าสอนงานเขามาไม่น้อย ถึงเวลาต้องตอบแทนบุญคุณแล้ว

เอาว่ะ! ขายหน้าก็ขายหน้าไปเถอะ!

การรับจบแบกหม้อก้นดำ (รับแพะ) แทนหัวหน้า ถือเป็นสิ่งที่ลูกน้องที่ดีควรทำ

คิดได้ดังนี้ ตำรวจหนุ่มร่างท้วมก็ทำหน้าปุเลี่ยนๆ แล้วพูดว่า: “ขอโทษครับ…หัวหน้า…”

จางอวี่ ที่ยืนบิดอยู่ข้างๆ พอเห็นว่ามีคนมารับจบแทนเขาแล้ว มุมปากก็ค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นด้วยความดีใจ

สองขาเริ่มค่อยๆ ลากถอยฉาก เตรียมจะชิ่งหนีไปยังที่ลับตาคน

ปากก็พูดไปพลางเดินถอยไปพลาง: “ไม่ต้องแล้ว ผมไม่แจ้งความแล้ว พวกคุณกลับไปเถอะ”

เจียงเฉิง เห็นท่าไม่ดี ก็รีบยกมือปิดจมูกแล้วพูดขึ้นว่า: “ไม่ใช่มั้ง กลิ่นเหม็นนี่มันมาจากทางนี้ชัดๆ นะ…คงไม่ใช่ว่า…”

พูดจบ เขาหันไปมอง จางอวี่ ด้วยสายตามีความหมาย ซึ่งในตอนนั้น จางอวี่ กำลังย่องถอยหลังไปได้สองก้าวอย่างย่ามใจ

เมื่อคนทั้งโรงแรมหันขวับมาจ้องที่เขาเป็นตาเดียว จางอวี่ ก็ลนลาน รีบซอยเท้าจะเดินหนีไปจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด

และก็เพราะไอ้จังหวะการก้าวเดินไม่กี่ก้าวนั้นแหละ… หูรูดที่บั้นท้ายของเขา... ก็หมดความอดทนในที่สุด

เขื่อนแตก! มวลน้ำมหาศาลเริ่มทะลักทลายออกมา!

คนในโรงแรมต่างเบิกตากว้างด้วยความสยดสยอง ฟังเสียง ‘ปู้ดป้าด’ ต่อเนื่องราวมหากาพย์ที่ระเบิดออกมาจากร่างกายของ จางอวี่

เจียงเฉิง ผู้ตาไว รีบคว้าตัว อวี๋ เซียวเซียว ถอยกรูดออกมาห่างจากจุดเกิดเหตุสิบเมตรทันที

ในขณะที่คนอื่นๆ ยังตั้งสติไม่ทัน

ทุกคนต่างยืนแข็งทื่อเป็นหิน มองดูของเหลวสีเหลืองที่หยดแหมะๆ ออกมาจากตัว จางอวี่

“(=°Д°=)!!!”

หลังจากหายช็อก ฝูงชนก็เริ่มเอามือปิดจมูก วิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น พร้อมกับเสียงโอกกอากที่เริ่มดังระงม

“Σ_(OཀO」∠)!”

แหวะ!!!!

เสียงโก่งคออาเจียนดังเซ็งแซ่ไปทั่วล็อบบี้โรงแรม

“แม่เจ้าโว้ย! จะบ้าตาย!!”

“โตป่านนี้แล้วยังจะขี้แตกอีก คนบ้าอะไรวะคุมรูตูดตัวเองไม่ได้!”

“……”

ฝูงชนหน้าซีดเผือด ทั้งอาเจียนทั้งด่าทอ จางอวี่ ด้วยความรังเกียจขยะแขยง

ในตอนนี้ จางอวี่ ไม่สนใจภาพลักษณ์อะไรอีกต่อไปแล้ว เรื่องแจ้งความยิ่งไม่ต้องพูดถึง เขาเอามือกุมท้องไส้ที่ยังคงบิดเกรี้ยวไม่หยุด วิ่งเตลิดเปิดเปิงไปทั่วเพื่อตามหาห้องน้ำอย่างสิ้นหวัง

ยี่สิบนาทีต่อมา เรื่องวุ่นวายในที่เกิดเหตุก็คลี่คลายลง และคำให้การทุกอย่างก็ถูกบันทึกลงรายงานเรียบร้อย

เจียงเฉิงและอวี๋ เซียวเซียว ก็กลับมาถึงคอร์ตยาร์ดวิลล่าในที่สุด

เมื่อกลับเข้ามาในห้องพัก อวี๋ เซียวเซียว ก็ปรนนิบัติเอาใจ เจียงเฉิง เป็นพิเศษ

มือเรียวสวยดุจหยกของเธอ ลูบไล้ไปมาที่ต้นขาของ เจียงเฉิง เบาๆ จนถึงจุดยุทธศาสตร์พร้อมกับพูดว่า: “น้องชายสุดหล่อ ให้พี่สาวดูหน่อยสิว่าบาดเจ็บตรงไหนไหม?”

เมื่อเห็น อวี๋ เซียวเซียว แปลงร่างเป็นนางมารยั่วสวาท เจียงเฉิง ก็ยิ้มเจ้าเล่ห์: “ผมจะไปเจ็บได้ยังไง ไอ้ขยะระดับนั้นทำอะไรผมไม่ได้หรอก”

“ไม่ได้สิ ถึงเธอจะเก่งแค่ไหน แต่พี่สาวก็อยากจะช่วย ‘ตรวจร่างกาย’ ดูให้แน่ใจนะ”

เมื่อเห็นว่า เจียงเฉิง ยังนิ่งเฉย อวี๋ เซียวเซียว ก็ยิ้มขื่นๆ แล้วพูดว่า: “หรือว่า…เธอรังเกียจพี่สาวคนนี้เหรอ? อืม... ฉันเองรู้ตัวว่าฉันไม่คู่ควรกับเธอหรอก…”

เจียงเฉิง เห็นน้ำเสียงที่เศร้าสร้อยของ อวี๋ เซียวเซียว ก็หมดอารมณ์จะแกล้งเธอต่อ

เขาดึงเธอเข้ามากอดปลอบประโลม: “ฉันจะไปรังเกียจคุณได้ยังไง? ล้อเล่นน่า”

พอได้ยิน เจียงเฉิง พูดแบบนั้น ประกายตาของ อวี๋ เซียวเซียว ก็สดใสขึ้นวูบหนึ่ง แต่ไม่นานก็กลับไปหม่นหมองอีกครั้ง

อวี๋ เซียวเซียว ก้มหน้าพูดเสียงเศร้า: “คงตกใจมากใช่ไหม ที่คู่หมั้นของฉันดันเป็น...แบบนั้น”

เจียงเฉิง พยักหน้า: “ก็มีตกใจบ้าง”

“จริงๆ การแต่งงานของฉันกับ จางอวี่ เป็นเรื่องที่คุณปู่คุณย่ากำหนดเอาไว้ตั้งแต่เด็ก ก่อนคุณปู่เสีย ท่านยืนยันว่ายังไงฉันต้องแต่งงานกับเขาให้ได้ ถึงฉันจะไม่ชอบ ฉันก็ยอมทำตามเพื่อให้คุณปู่จากไปอย่างสบายใจ สุดท้ายฉันก็เลยรับหมั้นเขาไว้…”

เมื่อเห็นว่า เจียงเฉิง ไม่ได้มีท่าทางรังเกียจ อวี๋ เซียวเซียว ก็โล่งใจขึ้นเล็กน้อย

แม้ว่านี่จะเป็นการเจอกันครั้งที่สอง แต่เธอก็ตัดสินใจที่จะเล่าความลับที่ซ่อนลึกในใจให้เขาฟัง

ในยุคสมัยของคุณปู่ เรื่องสัจจะวาจาสำคัญที่สุด

ดังนั้นไม่ว่าเธอจะขัดขืนแค่ไหน สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานความดื้อรั้นของคุณปู่ได้

ในวาระสุดท้ายของชีวิต ชายชรายังขู่เธออีกว่าถ้าไม่แต่งงานกับ จางอวี่ ท่านคง ‘ตายตาไม่หลับ’…

สุดท้าย อวี๋ เซียวเซียว ทนแรงกดดันจากญาติพี่น้องไม่ไหว จึงยอมหมั้นกับ จางอวี่

แต่พอได้เจอกันจริงๆ อวี๋ เซียวเซียว ถึงได้รู้ความจริงว่า... จางอวี่ ดันเป็นไบเซ็กชวล (Bisexual)

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 22 อดีตของ อวี๋ เซียวเซียว

ตอนถัดไป