ตอนที่ 37 ผมหงายการ์ดแล้วนะครับ, ตอนที่ 38 ลัมโบร์กินีสีชมพู

สิ้นเสียงของ เฉิง จื้อเผิง วงสนทนาก็ระเบิดลงทันที โดยเฉพาะ หลี่ สวี่ตง ที่เมื่อครู่ยังยืดอกอวดนาฬิกา Longines เรือนละสองหมื่นกว่าหยวนของตัวเองอยู่เลย ตอนนี้เขาอยากจะหาโพรงดินแล้วมุดหนีหายไปจากตรงนั้นซะเดี๋ยวนี้

ไฟแห่งความหวังของ สวีหยา ที่เพิ่งมอดดับไปเมื่อครู่ กลับลุกโชนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

“เจียงเฉิง! นายจะเทพเกินไปแล้วนะ เล่นเอาตึกทั้งหลังมาใส่ไว้บนข้อมือแบบนี้... ในห้องเราตอนนี้นายคงเป็นคนที่ ‘ขิง’ เก่งที่สุดแล้วมั้ง!”

โจว จื้ออวิ๋น ก็ร่วมวงแซวด้วย: “ให้ตายสิ... เมื่อก่อนตอนบอกให้เลี้ยงข้าว นายก็ชอบร้องห่มร้องไห้ว่าจน ที่แท้ก็แกล้งจนนี่หว่า!”

“ที่แท้ ‘เหล่าเจียง’ ก็เป็นทายาทมหาเศรษฐีตัวจริงเสียงจริงสินะ!” เจียงอวิ๋น เสริมขึ้นมาอีกคน

เจียงเฉิง ได้ยิน โจว จื้ออวิ๋น พูดแบบนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองโดนใส่ร้ายชัดๆ ฐานะทางบ้านเขาถือว่าดีก็จริง

แต่ยังไม่ถึงขั้นมหาเศรษฐีสักหน่อย ค่าขนมเดือนละ 4,000 หยวน อาจจะถือว่าสุขสบายกว่าครอบครัวทั่วไป แต่ถ้าเทียบกับชีวิตลูกคนรวยจริงๆ มันยังห่างไกลกันโข

“ก็ได้ๆ... ฉันหงายการ์ดเลยแล้วกัน ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ เรียนจบทั้งที แถมคะแนนสอบเกาเข่า (Entrance) ก็ออกมาดี พ่อแม่ฉันก็เลยตบรางวัลให้... ช่วยไม่ได้จริงๆ ปฏิเสธยังไงท่านก็ไม่ยอม”

เจียงเฉิง ก๊อปปี้คำพูดขี้โม้ที่ หลี่ สวี่ตง เพิ่งพูดไปเมื่อครู่ มาใช้กับตัวเองแบบคำต่อคำเป๊ะๆ

หลี่ สวี่ตง ได้ยินประโยคคุ้นหูก็หน้าชาด้วยความโกรธ แต่เขารู้สถานะตัวเองดีว่าตอนนี้เขาเทียบชั้นกับ เจียงเฉิง ไม่ได้ ขืนไปงัดข้อด้วยมีแต่จะเจ็บตัว จึงได้แต่แค่นเสียง ‘ฮึ’ แล้วพูดตัดบท: “เย็นมากแล้ว พวกเราไปหาข้าวกินกันเถอะ ขืนช้ากว่านี้เดี๋ยวรถติด”

สวีหยา เห็น หลี่ สวี่ตง ชวนไปกินข้าว ก็รีบหันมาเชิญ เจียงเฉิง ทันที: “เจียงเฉิง ไปกินข้าวด้วยกันสิ กินเสร็จแล้วไปเดินช้อปปิ้งต่อเป็นไง?”

เจียงเฉิง ส่ายหน้าปฏิเสธ: “ไม่ล่ะ คืนนี้ฉันมีนัดแล้ว ไว้วันหลังค่อยเจอกัน”

เมื่อโดน เจียงเฉิง ปฏิเสธ สวีหยา ก็หันไปมอง โจวอิ่ง ด้วยสายตาไม่พอใจแวบหนึ่ง ก่อนจะถามต่อ: “แล้วนายจะกลับหรงเฉิงเมื่อไหร่?”

“อีกสักพักแหละ”

ได้ยินคำตอบแบบขอไปที สวีหยา ก็จำใจพยักหน้า: “งั้นไว้เจอกันที่นู่นนะ พวกเราไปก่อนล่ะ”

หลังจากส่งเพื่อนเก่ากลับไปแล้ว เจียงเฉิง ก็ไม่ได้รบกวนเวลาทำงานของ โจวอิ่ง ต่อ

เพราะสายตาของเขาเหลือบไปเห็นบูธข้างๆ... บูธของ Lamborghini ที่มีรถ ‘กระทิงเปลี่ยว(1)’ สีชมพูจอดเด่นเป็นสง่าอยู่

พอเห็นสีชมพูหวานแหววแบบนี้ เจียงเฉิง ก็นึกถึง อวี๋ เซียวเซียว ขึ้นมาทันที

เป็นที่รู้กันดีว่า ที่ไหนมี Ferrari ที่นั่นย่อมมี Lamborghini อยู่ข้างๆ เสมอ

อาศัยจังหวะที่รอเอกสารของ Ferrari SF90 เจียงเฉิง จึงเดินข้ามไปที่บูธ Lamborghini

พนักงานฝั่ง Lamborghini พอเห็น เจียงเฉิง เดินเข้ามา ก็รีบกรูเข้ามาต้อนรับกันยกใหญ่

ใช่แล้ว... ผู้จัดการฝ่ายขายของ Lamborghini วิ่งเหยาะๆ เข้ามาถึงตัว เจียงเฉิง เป็นคนแรกด้วยความไวแสง

ก็นะ งานมอเตอร์โชว์คนดูเยอะก็จริง แต่คนซื้อจริงๆ มีน้อยยิ่งกว่าขนฟีนิกซ์เขากิเลน

วีรกรรมการรูดบัตรซื้อสดที่บูธ Ferrari เมื่อครู่ ทางฝั่ง Lamborghini ก็เห็นเหตุการณ์กันหมดแล้ว

“สวัสดีครับคุณลูกค้าผู้ทรงเกียรติ ไม่ทราบว่าสนใจรถรุ่นไหนเป็นพิเศษไหมครับ? ให้ผมแนะนำให้ดีไหมครับ?”

เจียงเฉิง เหลือบมองป้ายชื่อของพนักงานขายชายคนนั้น

เป็นผู้จัดการฝ่ายขายจริงๆ ด้วย

เขาชี้ไปที่ Lamborghini Aventador สีชมพูคันนั้น: “คันสีชมพูนั่นสวยดีนะ เหมาะกับผู้หญิงดี”

“ตาถึงมากครับ! เจ้ากระทิงเปลี่ยวสีชมพูคันนี้หายากมากๆ เลยนะครับ ขับออกไปรับรองว่าสะกดทุกสายตา ทาง Lamborghini ของเราสั่งทำสีนี้ขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อคุณลูกค้าสุภาพสตรีโดยเฉพาะเลยครับ”

ผู้จัดการฝ่ายขายพูดพลางถูมือไปมาด้วยท่าทางประจบประแจง แล้วรีบพ่นคำโฆษณาต่อ: “ไม่ใช่แค่สวยนะครับ ระบบความปลอดภัยก็จัดเต็ม ทั้งระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในเลน (Lane Keep Assist), ระบบมองเห็นกลางคืน (Night Vision), ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน, ระบบช่วยเปลี่ยนเลน... แถมยังมีไฟ Ambient Light 7 สี ที่คุณผู้หญิงชอบมากๆ ด้วยนะครับ...”

เจียงเฉิง เห็นผู้จัดการทำท่าจะร่ายยาวไม่จบ ก็ยกมือห้าม: “พอแล้วๆ คันนี้ราคาเท่าไหร่?”

ผู้จัดการเห็น เจียงเฉิง ถามราคา ก็ตื่นเต้นจนเก็บอาการแทบไม่อยู่: “เนื่องจากคันนี้ใส่ออปชั่นมาค่อนข้างสูง ราคารวมเบ็ดเสร็จอยู่ที่ 9.5 ล้านหยวนครับ! ถ้าคุณลูกค้าตัดสินใจรับคันนี้ เราแถมแพ็กเกจซ่อมบำรุงฟรี 3 ปี และแถมบริการติดฟิล์มกันรอยเกรดพรีเมียมของ Lamborghini มูลค่า 200,000 หยวนให้ฟรีเลยครับ”

………………………………

(1)[กระทิงเปลี่ยว (大牛) – คำสแลงในวงการรถ ‘ต้าหนิว (วัวใหญ่)’ หมายถึง Lamborghini รุ่น Aventador ส่วน ‘เสี่ยวหนิว (วัวเล็ก)’ หมายถึงรุ่น Huracan]

………………………………

ตอนที่ 38 ลัมโบร์กินีสีชมพู

“ตกลงครับ รูดบัตรเลย”

พอ เจียงเฉิง พูดประโยคนี้ ผู้จัดการฝ่ายขายถึงกับดีใจจนเนื้อเต้น ไม่ถึงห้านาทีก็ปิดการขายได้แล้ว!

“ได้ครับ! ได้เลยครับ! เดี๋ยวผมรีบไปดำเนินการให้เดี๋ยวนี้เลยครับ”

“จริงสิ ผมอยากได้ ‘พิธีส่งมอบรถ’ ด้วย… ไม่มีปัญหาใช่ไหม?”

ผู้จัดการฝ่ายขายรีบพยักหน้ารัวๆ ตบหน้าอกรับประกันอย่างมั่นใจ: “ไม่มีปัญหาแน่นอนครับ! เรื่องพิธีส่งมอบรถผมรับรองว่าจะจัดพิธีให้แบบครบเครื่อง สร้างบรรยากาศให้สุดๆ เลยครับ เชิญคุณลูกค้านั่งพักด้านนี้ก่อนนะครับ”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมเดินดูเล่นแถวนี้ก่อน คุณรีบไปจัดการให้เรียบร้อยเถอะ เสร็จแล้วช่วยส่งรถไปตามที่อยู่ที่ผมจะให้ด้วย”

“ได้ครับๆ”

พูดจบ ผู้จัดการก็รีบวิ่งเหยาะๆ กลับไปเอาเครื่องรูดบัตร POS ทันที

ในขณะนั้นเอง หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มแต่แต่งตัวยั่วยวนคนหนึ่ง กำลังถือไม้กันสั่นไลฟ์สดเดินถ่ายไปเรื่อยเปื่อย พอเหลือบมาเห็น Lamborghini Aventador สีชมพูคันนี้ เธอก็รีบสาวเท้าเดินตรงเข้ามาทันที

“พี่ๆ ในห้องไลฟ์คะ ดูเจ้ากระทิงเปลี่ยวสีชมพูคันนี้สิคะ สีนี้หายากมากเลยนะ หัวใจสาวน้อยเต้นตึกตักไปหมดแล้ว รถคันนี้รับรองว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนปฏิเสธลงแน่ๆ ไม่รู้ว่าแอร์รถรุ่นนี้จะเย็นฉ่ำไหมน้า? ว่าไงคะ? พี่ชายท็อปตารางคนไหนสนใจจะถอยสักคัน ให้น้องได้ลองนั่งตากแอร์รถคันนี้ดูบ้างไหมคะ?”

“สีชมพูจะไม่สวยได้ไงคะ ใครบอกว่ากระทิงเปลี่ยวต้องสีเหลืองหรือแดงเท่านั้น? ถ้าซื้อคันนี้ไปจีบสาว รับรองจีบติดร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ... อุ๊ย ทุกคนดูสิคะ มีหนุ่มหล่อคนหนึ่งกำลังดูรถคันนี้เหมือนน้องเลย แถมเขายังขึ้นไปลองนั่งด้วย เดี๋ยวเราลองเข้าไปสัมภาษณ์ความรู้สึกเขาหน่อยดีกว่าไหมคะ?”

สตรีมเมอร์สาวพูดยังไม่ทันจบดี พอเดินเข้าไปใกล้รถ ก็ถูกพนักงานต้อนรับของ Lamborghini ขวางทางไว้

“ขอประทานโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงจะมาดูรถหรือสนใจสั่งจองคะ?”

“ฉันอยากขอดูคันนี้หน่อยค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นรบกวนคุณผู้หญิงช่วยแสดง ‘หลักฐานทางการเงิน’ สักครู่ได้ไหมคะ?”

“แค่ดูรถต้องตรวจสถานะการเงินด้วยเหรอ? เมื่อกี้ฉันเห็นผู้ชายคนนั้นเดินเข้าไปดูได้เลยนี่นา?” สตรีมเมอร์สาวเถียงอย่างไม่พอใจ

เธอก็รู้แหละว่ารถหรูบางรุ่นต้องมีการคัดกรองลูกค้า แต่ที่นี่มันงานมอเตอร์โชว์นะ แค่ดูเฉยๆ ทำไมต้องเรื่องมากด้วย?

พนักงานขายสาวยังคงยิ้มแย้มแต่ปฏิเสธอย่างหนักแน่น: “ขอประทานโทษจริงๆ ค่ะ นี่เป็นขั้นตอนปกติของทางเรา”

สาเหตุที่พนักงานขวางเธอไว้ หนึ่งคือดูออกว่าสตรีมเมอร์คนนี้ไม่ใช่ลูกค้าเป้าหมาย และสองคือ เจียงเฉิง กำลังดูรถอยู่ ผู้จัดการกำชับมาแล้วว่าให้ดูแล เจียงเฉิง ให้ดีที่สุด

ดังนั้นเธอจึงปล่อยให้คนอื่นเข้าไปรบกวน เจียงเฉิง ไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะพวกสตรีมเมอร์ไลฟ์สดพวกนี้

คอมเมนต์ในห้องไลฟ์สดเริ่มเด้งขึ้นมารัวๆ

[สตรีมเมอร์ตัวน้อยน่าสงสารจัง กฎการตรวจสอบสถานะของ Lamborghini อย่างน้อยต้องมีเงิน 7 หลักขึ้นไปมั้ง]

[เป็นอีกวันที่น้องโดนรังแก]

[ดูสิ น้องเราไลฟ์อยู่หน้าบูธตั้งนาน ไม่มีใครสนใจเลย]

[น้องๆ รีบหาทางเข้าไปสัมภาษณ์คนรวยคนนั้นสิ]

[……]

สตรีมเมอร์สาวโดนกันอยู่ข้างนอก แม้ในใจจะไม่พอใจ แต่ก็ทำได้แค่บ่นอุบอิบแล้วเดินสะบัดก้นหนีไป

ทางฝั่ง Ferrari ย่อมเห็นเหตุการณ์ที่ เจียงเฉิง ข้ามฟากไปซื้อ Lamborghini อีกคันอย่างชัดเจน

โจวอิ่ง ที่ยังคงยืนทำหน้าที่อยู่ข้างรถ มองดู เจียงเฉิง รูดบัตรอีกครั้งก็อดไม่ได้ที่จะตะลึง

Lamborghini Aventador อย่างต่ำก็ต้อง 5-6 ล้านหยวน ถ้ารวมออปชั่นด้วยคงแตะหลัก 10 ล้านหยวนแน่ๆ

โจวอิ่ง ไม่คิดเลยว่า เจียงเฉิง จะรวยมหาศาลขนาดนี้

ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เจียงเฉิง ใช้เงินไปแล้วเกือบ 20 ล้านหยวน?

ต่อให้เป็นช่วงที่ครอบครัวเธอยังรุ่งเรืองที่สุด แม้ที่บ้านจะมีรถหรูหลายคัน แต่ก็ไม่มีทางใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายแบบ เจียงเฉิง ได้ขนาดนี้

ยิ่งตอนนี้ที่บ้านเธอล้มละลาย โจวอิ่ง ยิ่งไม่มีสิทธิ์ใช้ชีวิตตามใจชอบได้อีกต่อไป

และเพื่อหนีหนี้ พวกเธอต้องย้ายบ้านอยู่บ่อยๆ

แถมพอจบ ม.ปลาย เธอก็ต้องรีบออกมาทำงานพาร์ตไทม์หาค่าเทอมมหาวิทยาลัย

งานพริตตี้ที่เธอทำอยู่นี้ เธอก็จำใจต้องทำ เพราะค่าจ้างมันสูงกว่างานอื่น

อีกสองเดือนมหาวิทยาลัยก็จะเปิดแล้ว เธอต้องรีบหาเงินค่าครองชีพตุนไว้ให้มากที่สุด

โจวอิ่ง ตอนนี้ไม่มีวุฒิการศึกษาและไม่มีความสามารถพิเศษอะไร

มีดีแค่รูปร่างหน้าตา การจะหางานสุจริตที่ได้เงินดีๆ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ผ่านไปสองชั่วโมงกว่า เจียงเฉิง ก็จัดการเอกสารทั้งหมดเสร็จสิ้น

เนื่องจาก Lamborghini คันนี้เขาตั้งใจจะจดทะเบียนในชื่อของ อวี๋ เซียวเซียว เขาจึงไม่ได้สนใจเรื่องป้ายทะเบียนมากนัก

ส่วนทางด้าน Ferrari ผู้จัดการเมื่อมอบกุญแจรถและเอกสารให้ เจียงเฉิง เสร็จแล้ว ก็เอ่ยถามหยั่งเชิง:

“คุณเจียงครับ เรื่องป้ายทะเบียน... ไม่ทราบว่าคุณเจียงวางแผนจะดำเนินการยังไงดีครับ?”

ที่เขาถามแบบนี้ก็มีเหตุผล แม้ Ferrari จะมีบริการช่วยจดทะเบียนให้

แต่เนื่องจาก เจียงเฉิง ไม่มีชื่อทะเบียนบ้านในเซี่ยงไฮ้ ตามกฎแล้วเขาจึงไม่สามารถครอบครองป้ายทะเบียนเซี่ยงไฮ้ได้

เว้นแต่ว่าจะใช้วิธีการพิเศษบางอย่าง เพื่อให้ได้มาซึ่ง ‘ป้ายทะเบียนพิเศษ’

ทันใดนั้น ระบบ ‘ฝันเป็นจริง’ ก็ส่งเสียงแจ้งเตือน

[ติ๊ง! ระบบขอมอบรางวัลสุ่มป้ายทะเบียน: 滬A.JC111]

[ป้ายทะเบียนได้รับการสุ่มเลือกจากกรมการขนส่งเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังนำป้ายมาส่งและจะอำนวยความสะดวกในการติดตั้งให้ถึงที่]

เจียงเฉิง เห็นข้อความแจ้งเตือน ก็ยกยิ้มมุมปาก: “เรื่องป้ายทะเบียน เดี๋ยวจะมีคนเอามาติดตั้งให้ครับ รอติดอันที่เขาเอามาส่งก็พอ”

ผู้จัดการ Ferrari ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง

ผ่านไปหลายวินาที เขาถึงได้เรียบเรียงคำพูดแล้วตอบกลับ: “เอ่อ... เข้าใจแล้วครับ งั้น...”

เขายังพูดไม่ทันจบ ก็มีเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบสองสามคนเดินตรงเข้ามาหา เจียงเฉิง พร้อมกับโค้งคำนับอย่างนอบน้อม

“คุณเจียงครับ ป้ายทะเบียนของคุณดำเนินการเรียบร้อยแล้วครับ ตอนนี้พวกเราจะช่วยคุณดำเนินการลงทะเบียนติดตั้งครับ”

“ครับ ฝากด้วยนะ”

“ด้วยความยินดีครับ”

เมื่อเจ้าหน้าที่นำป้ายทะเบียน ‘滬A.JC111’ ออกมาให้ดู

พนักงานทุกคนในบูธ Ferrari ต่างก็ยืนตัวแข็งทื่อเป็นหินกันไปอีกรอบ

ไม่เพียงแต่จะเป็นป้ายทะเบียนเซี่ยงไฮ้หมวด A(1) ที่หายากยิ่งกว่างมเข็ม แต่ที่น่ากลัวกว่าคือตัวอักษร ‘JC’ ซึ่งตรงกับชื่อย่อของ เจียงเฉิง (Jiang Cheng) พอดีเป๊ะ!

ผู้จัดการมอง เจียงเฉิง ด้วยสายตาเหลือเชื่อ

ทำงานที่ Ferrari มาหลายปี เขาเพิ่งเคยเจอคนที่มี ‘อิทธิพล’ ยิ่งใหญ่ขนาดนี้เป็นครั้งแรก

เจียงเฉิง เห็นหน้าซีดๆ ของผู้จัดการ ก็ยิ้มแล้วตบไหล่เขาเบาๆ: “อย่าคิดมากน่า ผมก็แค่จองเลขทะเบียนไว้ล่วงหน้า แค่นั้นเอง”

จองล่วงหน้า? ผู้จัดการรู้สึกเหมือน เจียงเฉิง กำลังหลอกเด็กปัญญาอ่อน

นี่มันจะ ‘โม้’ เกินไปแล้วมั้ง?

จองล่วงหน้าบ้าอะไรจะได้เลขสวยขนาดนี้ แถมยังตรงกับชื่อย่อ แล้วยังมีเจ้าหน้าที่เอามาประเคนให้ถึงที่?

แม้ในใจจะมีคำบ่นเป็นหมื่นล้านคำ แต่สีหน้าของเขากลับไม่กล้าแสดงความสงสัยออกมาแม้แต่น้อย

“ครับๆๆ... สมกับเป็นคุณเจียงจริงๆ ดวงดีมากๆ เลยครับที่สุ่มได้ป้ายที่มีความหมายดีขนาดนี้ นับถือๆ”

โจวอิ่ง ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็มีความคิดในใจไม่ต่างจากผู้จัดการ

เจียงเฉิง เป็นใครกันแน่? ทำไมเขาถึงมีอิทธิพลกว้างขวางขนาดนี้? สายตาที่ โจวอิ่ง มอง เจียงเฉิง เริ่มแฝงไปด้วยความสงสัยใคร่รู้

ไม่ถึงสิบนาที ป้ายทะเบียนก็ถูกติดตั้งเสร็จเรียบร้อย

โจวอิ่ง เห็น เจียงเฉิง ทำธุระเสร็จแล้ว จึงเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาเขา

“เจียงเฉิง วันนี้ต้องขอบคุณมากๆ เลย งั้น…ฉันขอเลี้ยงข้าวตอบแทนได้ไหม?”

ในจังหวะที่ เจียงเฉิง กำลังจะตอบตกลง โทรศัพท์จาก โจว จื้ออวิ๋น ก็ดังแทรกเข้ามา

“ไอ้เจียง... กูอกหักว่ะ... มึงว่างไหม? มาดื่มเป็นเพื่อนกูหน่อย?”

“อกหัก? มึงอยู่ไหน?”

“……”

หลังจากวางสาย เจียงเฉิง ก็หันไปบอก โจวอิ่ง: “โจว จื้ออวิ๋นมันอกหักน่ะ ร้องไห้ขี้มูกโป่งให้ผมไปกินเหล้าเป็นเพื่อน เอาไว้พรุ่งนี้ผมเลี้ยงข้าวเธอแทนแล้วกันนะ”

“เขาอกหักเหรอ? ฉันนึกว่าเขาชอบ สวีหยา ซะอีก”

เจียงเฉิง ส่ายหน้าอย่างจนใจ: “ผมก็ยังไม่รู้รายละเอียดเหมือนกัน ขอไปดูมันก่อนแล้วกัน”

“ก็ได้ค่ะ งั้นวันหลังฉันเลี้ยงนะ”

“ตกลงตามนั้น”

……………………………

(1)[ป้ายทะเบียนเซี่ยงไฮ้หมวด A (滬A) – ป้ายทะเบียนรถยนต์ส่วนบุคคลของเซี่ยงไฮ้มีราคาสูงมากและต้องประมูลหรือจับสลาก แผ่นป้ายหมวด ‘ฮู่ A (滬A)’ คือป้ายหมวดแรกๆ ที่บ่งบอกถึงความเก่าแก่และบารมี ยิ่งเป็นเลขสวยและตัวอักษรตรงชื่อ ยิ่งแสดงถึงอิทธิพลที่เงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้]

ตอนก่อน

จบบทที่ ตอนที่ 37 ผมหงายการ์ดแล้วนะครับ, ตอนที่ 38 ลัมโบร์กินีสีชมพู

ตอนถัดไป