บทที่ 011 รักษากฎ (รวมตอน 11-20)
บทที่ 11 รักษากฎ
เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่คุกเทียนลาว ก็จำต้องปฏิบัติตามกฎของคุกเทียนลาว
หากไม่รักษากฎ ผู้คุมแห่งคุกเทียนลาวจะทำให้นักโทษได้รู้ซึ้งว่าการอยู่มิสู้ตายเป็นเช่นไร และความรู้สึกเสียใจภายหลังเป็นอย่างไร ไม่จำเป็นต้องลงทัณฑ์ทรมาน ก็มีสารพัดวิธีที่จะทำให้นักโทษจำนน หากบังอาจไม่ยอมจ่ายเงิน ก็จะทำให้ลิ้มรสว่านรกบนดินนั้นเป็นเช่นไร
ผู้ที่มีเงินก็จงรีบจ่ายมาเสียโดยดี ส่วนผู้ที่ไม่มีเงินก็จงหาหนทางหาเงินมาให้ได้
หากไม่สามารถรีดไถเงินทองออกมาจากตัวนักโทษได้ ถือเป็นความบกพร่องในหน้าที่ของผู้คุม
เหตุใดเด็กใหม่คนหนึ่ง ถึงสามารถได้รับเงินรางวัลเดือนละแปดตำลึงสิบตำลึง อีกทั้งยังมีรายได้พิเศษอื่นอื่น เงินย่อมมิได้ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า นักโทษที่ถูกคุมขังในคุกเทียนลาว คือบ่อเงินบ่อทองของเจ้าหน้าที่คุกเทียนลาวทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง เป็นหลักประกันรายได้ของทุกคน
ดังนั้น หากไม่จำเป็น ผู้คุมเองก็ไม่อยากให้นักโทษในคุกต้องตายตกไป
เพียงระยะเวลาสั้นสั้นไม่กี่วัน คงคงเซียนเซิงก็ยอมจำนนในที่สุด ได้กินไก่ย่าง ได้ดื่มเหล้า แม้กระทั่งบาดแผลที่ขาได้รับการรักษาและพันแผลเป็นอย่างดี
โจรเด็ดบุปผาห้องข้างข้าง รู้ความยิ่งกว่าคงคงเซียนเซิงเสียอีก เพราะรู้ดีว่าคดีที่ตนก่อไว้นั้นเป็นที่น่ารังเกียจเดียดฉันท์ของผู้คน ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาจึงให้ความร่วมมือกับความต้องการของผู้คุมอย่างเด็ดขาด อยากได้เงินก็ให้เงิน อยากได้ข่าวก็ให้ข่าว จึงได้ใช้ชีวิตดื่มเหล้ากินเนื้อแต่เนิ่นเนิ่น
เพียงแต่ว่า คุกเทียนลาวโขกราคาโหดร้ายเกินไป
เศรษฐีใจป้ำเช่นคงคงเซียนเซิงก็ยังรู้สึกว่ารับไม่ไหว
เขาบ่นกระปอดกระแปดกับเฉินกวนโหลว “วันละสองมื้อ มื้อละสามสิบตำลึง วันหนึ่งก็ปาเข้าไปหกสิบตำลึง สิบวันก็หกร้อยตำลึง ร้อยวันก็หกพันตำลึง หากข้าต้องการเปลี่ยนยา ก็ยังต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก แม่งเอ๊ย นี่มันต่างอะไรกับการปล้นเงิน ข้าหาเงินมาได้ง่ายง่ายเสียที่ไหน”
หลังจากเฉินกวนโหลวคุ้นเคยกับเขาแล้ว ก็ยินดีที่จะพูดคุยเล่นด้วยสักประโยคสองประโยค “ที่พูดมาล้วนไร้สาระ ท่านเลือกที่จะไม่กินก็ได้”
“โธ่เว้ย หากอาหารของคุกเทียนลาวพวกเจ้าไม่น่าสะอิดสะเอียนถึงเพียงนั้น ข้าก็คงพอจะกล้ำกลืนฝืนทนได้หรอก”
“มีให้กินก็นับว่าดีถมไปแล้ว”
“พี่ชาย ท่านช่วยข้าหน่อยเถิด ข้ารู้ว่าท่านคิดราคาถูกกว่าผู้อื่น ไหนไหนก็ต้องจ่ายเงินเหมือนกัน แทนที่จะให้พวกใจดำอำมหิตไส้เน่าพวกนั้นกอบโกย มิสู้ให้ท่านเป็นคนได้เงินไปดีกว่า”
นับตั้งแต่เฉินกวนโหลวได้รับห่อผ้าจากหลัวจิ้งเทียน ตอนนี้เขาก็นับว่าเป็นคนมีเงินคนหนึ่ง เขาแค่นเสียง ‘ฮึ’ ในลำคอ “ท่านดูว่าข้าเหมือนคนที่ต้องการเงินกระนั้นหรือ”
บรรดาผู้ที่ถูกขังในคุกเทียนลาว ความปรารถนาล้วนลดต่ำลงจนถึงขีดสุด ขอเพียงแค่มีชีวิตรอด หากมีเงิน ก็ขอให้สภาพความเป็นอยู่ดีขึ้นสักเล็กน้อย ได้กินของดีดีบ้าง หากมีเงินแล้วยังมีเส้นสาย ข้อเรียกร้องก็จะมากหน่อย นอกจากเรื่องกินแล้ว ยังหวังว่าจะจบคดีความได้โดยเร็วและรอดชีวิตออกไปจากคุกเทียนลาวได้
การมีชีวิตอยู่ และอยู่อย่างสุขสบายขึ้นอีกนิด คือข้อเรียกร้องของนักโทษในคุกเทียนลาว เพื่อการนี้ นักโทษส่วนใหญ่ยอมแลกด้วยสิ่งใดก็ได้นอกเหนือจากชีวิต รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงภรรยา ลูก หรือพ่อแม่
“พี่ชาย ท่านอย่ารังเกียจว่ามันน้อยเลย! ท่านต้องการสิ่งใด ขอเพียงเอ่ยปาก ข้าขอเพียงของกินสักคำเท่านั้น” คงคงเซียนเซิงทำท่าทางน่าสงสาร
เฉินกวนโหลวยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม “ท่านแน่ใจนะ? ข้าต้องการเคล็ดวิชา ข้าต้องการคัมภีร์ลับเฉพาะของท่าน ท่านยินดีหรือไม่”
สีหน้าของคงคงเซียนเซิงฉายแววประหลาดใจ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงถามอย่างระมัดระวังด้วยเกรงว่าจะล่วงเกินคนตรงหน้า น้ำเสียงจริงจังเป็นพิเศษและเจือความสงสัยใคร่รู้ “ท่านไม่มีชีพจรยุทธ์...”
“มีชีพจรยุทธ์หรือไม่นั้นเป็นธุระของข้า ท่านก็แค่ตอบมาว่ายินดีหรือไม่”
คงคงเซียนเซิงดูสับสนลังเลอย่างยิ่ง
เฉินกวนโหลวเองก็ไม่บีบคั้นเขา นี่เป็นเพียงการแลกเปลี่ยน “ท่านลองพิจารณาดูเองเถิด ข้าขอเตือนด้วยความหวังดี แม้ว่าข้าจะช่วยท่านได้ แต่ก็มีขีดจำกัด ท่านจะถือว่าคำพูดของข้าเป็นเพียงเรื่องล้อเล่นก็ได้”
กล่าวจบ เขาก็เดินตรวจตราคุกเทียนลาวต่อไป
ผ่านไปสองวัน ดูเหมือนคงคงเซียนเซิงจะคิดตกแล้ว จึงเรียกเฉินกวนโหลวไว้อีกครั้ง
“ข้ายินดีแลกเปลี่ยน ให้คัมภีร์ลับแล้ว ก็ไม่ต้องจ่ายเงินใช่หรือไม่”
“ท่านยอมสละคัมภีร์ลับ แต่ไม่ยอมจ่ายเงินรึ” เฉินกวนโหลวค่อนข้างแปลกใจ ใครใครต่างก็พูดกันว่าผู้ฝึกยุทธ์เห็นคัมภีร์ลับสำคัญเป็นพิเศษ เรื่องฆ่าคนชิงสมบัติเพื่อคัมภีร์ลับเกิดขึ้นเป็นประจำ
คงคงเซียนเซิงยิ้มขมขื่น เขาเองก็มีความทุกข์ที่ไม่อาจเอ่ย หมดหนทางแล้วจริงจริง! มิเช่นนั้น เขาก็คงทำใจไม่ได้ที่จะเอาคัมภีร์ลับมาแลกของกิน และยิ่งอยากฉวยโอกาสนี้แลกเปลี่ยนกับหลักประกันความปลอดภัยสักอย่าง
เขากล่าวด้วยความเคียดแค้น “ข้าไม่กลัวพวกเจ้าแก้แค้นหรอกนะ พูดกันตามตรง ผู้คุมพวกนั้นแทบอยากจะคั้นข้าให้แห้งตาย อยากจะเลาะกระดูกเลาะหนังข้า ต่อให้ข้ามีภูเขาทองภูเขาเงินก็ทนการขูดรีดของพวกมันไม่ไหว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าข้าไม่มีภูเขาทองภูเขาเงิน
ข้าเองก็ไม่ปิดบังท่าน อย่าเห็นว่าข้าก่อคดีมาหลายครั้ง ดูเหมือนจะกอบโกยเงินทองมาได้มากมาย แต่คนอย่างข้านั้น ปกติเงินมาไวก็ไปไว แทบจะไม่มีเงินเก็บสะสม มิเช่นนั้น ข้าคงไม่มานั่งเสียดายเงินหรอก
ที่กลัวก็คือ พอเงินถูกรีดไถจนหมดตัว ผู้คุมเขี้ยวลากดินพวกนั้นจะเอาชีวิตข้าในภายหลัง ข้าอยากมีชีวิตรอดออกไป สู้หาลู่ทางผ่านท่านยังจะดีเสียกว่า พี่ชายเฉิน ท่านเป็นคนจิตใจดี ท่านต้องไม่เหมือนกับพวกมันแน่นอน”
“แต่ข้าเป็นแค่เด็กใหม่”
“เด็กใหม่ก็มีลู่ทางของเด็กใหม่ ข้าเชื่อใจพี่ชายเฉิน”
“ท่านเชื่อข้า? แต่ข้ายังไม่กล้าเชื่อตัวเองเลย”
คงคงเซียนเซิงกัดฟัน ภายในใจเต็มไปด้วยความสับสนลังเล แต่เมื่อลองคิดดูอีกที ในเมื่อตัดสินใจจะลงทุนกับเฉินกวนโหลวแล้ว จะมัวหน้าพะวงหลังไปไย ก็แค่ทุ่มหมดหน้าตัก
“ข้าเชื่อท่าน!” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและมั่นใจอย่างยิ่ง
คราวนี้เป็นทีของเฉินกวนโหลวที่ต้องมองเขาใหม่อีกครั้ง “ไม่เสียใจภายหลังแน่นะ”
คงคงเซียนเซิงกล่าวอย่างหนักแน่น “คนตายองคชาตชี้ฟ้า หากไม่ตายก็อยู่ไปหมื่นหมื่นปี ข้าขอเดิมพันสักตา เดิมพันว่าพี่ชายเฉินเป็นคนมีหลักการ”
เฉินกวนโหลวเงียบไปครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า “ข้าไม่สามารถส่งอาหารให้ท่านได้ทุกวัน อย่างมากก็แปดวันสิบวันส่งหนึ่งครั้ง ระหว่างนั้นท่านต้องรับมือกับผู้คุมคนอื่นด้วยตนเอง ท่านยังยินดีอยู่หรือไม่”
คงคงเซียนเซิงอ้าปากค้าง พลันค้นพบว่าเฉินกวนโหลวเองก็ใจดำเหมือนกัน เพียงแต่เมื่อเทียบกับผู้คุมคนอื่นแล้ว ก็ยังนับว่าดีกว่าบ้าง
พูดมาถึงขั้นนี้แล้ว หากกลับคำ ภายหน้าเงื่อนไขคงยิ่งเข้มงวดกว่าเดิม ดีไม่ดีอีกฝ่ายอาจจะไม่ยอมรับการแลกเปลี่ยนของเขาอีกเลย หรือถึงขั้นร่วมมือกับผู้คุมคนอื่นมาจัดการเขา
ต่อให้ในใจจะนึกเสียใจ เขาก็จำต้องกัดฟันยอมรับ กล่าวเสียงหนักแน่นว่า “ยินดี!”
“ตกลง! ท่านมีความจริงใจ ข้าก็จะพยายามดูแลให้เต็มที่ คัมภีร์ลับเฉพาะของท่านคืออะไร”
เมื่อเอ่ยถึงคัมภีร์ลับเฉพาะ คงคงเซียนเซิงก็ดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันที “พี่ชายเฉินคิดว่า จอมโจรอย่างข้าอาศัยสิ่งใดในการท่องยุทธภพ”
คุณธรรมน้ำมิตร?
ย่อมไม่ใช่แน่นอน
ชื่อเสียง?
ยิ่งเหลวไหลไปกันใหญ่
เฉินกวนโหลวลองเดา “สะเดาะกลอนงัดแงะ?”
คงคงเซียนเซิงทำหน้าดูแคลนอย่างยิ่ง “สะเดาะกลอนงัดแงะนั่นมันโจรจอกแหน จอมโจรอย่างข้า มหาโจรเช่นข้า อาศัยเคล็ดวิชาพันแปรหมื่นเปลี่ยน แต่งผีเหมือนผี แต่งคนเหมือนคน”
“ท่านหมายถึงวิชาแปลงโฉม!” เฉินกวนโหลวตื่นเต้นยินดี
“พี่ชายเฉินมีความรู้กว้างขวาง มันคือวิชาแปลงโฉมนั่นเอง แต่ทว่า วิชาแปลงโฉมของข้านั้นพิเศษอยู่บ้าง ไม่ได้อาศัยสิ่งของภายนอก หากแต่...”
สิ้นเสียง คงคงเซียนเซิงก็แสดงสดให้เขาดูจนต้องตะลึงพรึงเพริด เห็นเพียงกล้ามเนื้อและกระดูกบนใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว ราวกับฉีกขาด ภาพที่เห็นช่างน่าสยดสยองเป็นพิเศษ เพียงครู่เดียว ชายฉกรรจ์วัยสามสิบที่หน้าตาธรรมดาธรรมดา ก็เปลี่ยนไปเป็นชาวนาแก่แก่วัยสี่สิบกว่า คิ้วตาและโครงหน้าล้วนเปลี่ยนไปจนหมดสิ้น
คงสภาพได้ไม่นานนัก คงคงเซียนเซิงก็คืนสู่รูปลักษณ์เดิม ยังคงหอบหายใจอย่างหนัก เห็นได้ชัดว่าเหนื่อยแทบขาดใจ
เขาอธิบายว่า “บาดเจ็บอยู่ จึงไม่เก่งกาจเหมือนดั่งวันวาน”
“ท่านอาศัยวิชาแปลงโฉมในการขโมยของรึ”
“คนอื่นต่างด่าทอพวกข้าว่าเป็นวิญญูชนบนคาน แต่ทว่าข้าไม่เคยเป็นวิญญูชนบนคาน ข้าล้วนเดินเข้าบ้านผู้เสียหายทางประตูใหญ่อย่างเปิดเผย”
“ท่านไปจวนองค์หญิงก็เข้าทางประตูใหญ่รึ”
“ข้าปลอมตัวเป็นผู้ดูแลฝ่ายจัดซื้อของจวนองค์หญิง เดินเข้าทางประตูข้างอย่างผ่าเผย” คงคงเซียนเซิงภาคภูมิใจมาก ในสายอาชีพเดียวกัน ทำได้ถึงระดับเขา ไม่มีแม้แต่คนเดียว เขาคือบรรพบุรุษของวงการนี้!
“แต่ก็ยังถูกจับ” เฉินกวนโหลวเย้าแหย่
สีหน้าของคงคงเซียนเซิงแข็งค้าง เถียงข้างข้างคูคู “นั่นเพราะข้าโชคไม่ดี บังเอิญเจอตัวจริงเข้า เลยถูกฉีกหน้ากากจับได้คาหนังคาเขา”
“คัมภีร์ลับของท่านวิชานี้ชื่อว่าอะไร”
“เรียกว่าพันแปรหมื่นเปลี่ยน หากพี่ชายสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาลมปราณภายในได้ ก็จะรู้ถึงความมหัศจรรย์อันไม่สิ้นสุด”
“ข้าเอาวิชาพันแปรหมื่นเปลี่ยนของท่านนี่แหละ”
บทที่ 12 เขาเป็นเพียงสมุนตัวจ้อยที่พลอยฟ้าพลอยฝน
ผู้อื่นฝึกวิชากันอย่างไร เฉินกวนโหลวไม่แจ้งแก่ใจ เขาฝึกวิชาตามจังหวะของตนเองมาโดยตลอด
เคล็ดวิชาฌานสวรรค์เริ่มสัมฤทธิ์ผลเล็กน้อย เมื่อใช้ควบคู่กับเคล็ดวิชาพันแปรหมื่นเปลี่ยน ไม่นานนัก ในกระจกก็ปรากฏภาพชายฉกรรจ์หยาบกระด้างวัยราวสามสิบปี
เฉินกวนโหลวจ้องมองรูปลักษณ์ใหม่ในกระจก เครื่องหน้าและรูปหน้าล้วนถูกปรับเปลี่ยน เป็นรูปลักษณ์ที่แปลกใหม่โดยสิ้นเชิง อย่าว่าแต่คนที่ไม่คุ้นเคยจะจำเขาไม่ได้เลย ต่อให้เฉินเสี่ยวหลานพี่สาวคนโตมายืนอยู่ตรงหน้า ก็จำเขาไม่ได้
ยามอ้าปากพูด การเปลี่ยนแปลงของกระดูกและกล้ามเนื้อ ส่งผลให้เสียงเปลี่ยนตามไปด้วย ช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
ช้าอยู่ไย เขาเปลี่ยนไปสวมชุดดำพรางกาย สวมหมวกคลุมศีรษะ แล้วลอบปีนข้ามกำแพงเรือนออกไป
เขาสืบข่าวมาแน่ชัดแล้ว จางว่านทงมีคู่ขาคนหนึ่ง อาศัยอยู่ที่ตรอกอั้นจื่อ คืนไหนที่ไม่ได้เข้าเวร เขามักจะไปค้างอ้างแรมที่บ้านของคู่ขา
เมื่อมาถึงจุดหมาย เขาหมอบอยู่บนหลังคา ฟังความเคลื่อนไหว รอจนคนในบ้านหลับสนิทกันหมด เขาจึงกระโดดลงจากหลังคา
การมีวรยุทธ์นั้นช่างแตกต่างจากแต่ก่อนอย่างสิ้นเชิง เมื่อก่อนเขาไม่กล้ากระโดดลงจากหลังคาสุ่มสุ่ม กลัวจะฟกช้ำดำเขียว ยิ่งกลัวว่าถ้าไม่ตายก็แข้งขาหัก รักตัวกลัวตายเป็นที่สุด แต่ตอนนี้ ระยะห่างจากหลังคาถึงพื้นเพียงเท่านั้น ในสายตาของเขาถือเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย กระโดดเบาเบา ก็ลงสู่พื้นอย่างนิ่มนวล ไร้สุ้มเสียงแม้แต่น้อย
ฮี่ฮี่ ตอนนี้เขาก็เป็นผู้มีวรยุทธ์ติดตัวแล้วเช่นกัน เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าตนเองอยู่ในระดับใด และยังห่างชั้นกับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหนึ่งมากน้อยเพียงใด
เป่าควันยาสลบเข้าไปในห้อง รอเวลาประมาณครึ่งถ้วยชา เขาก็เดินเข้าไปอย่างเปิดเผย แบกร่างจางว่านทงเดินออกมา
น้ำเย็นหนึ่งอ่างสาดเข้าเต็มหน้า จางว่านทงสะดุ้งตื่นจากภวังค์อันมึนงง แล้วพบว่าตนถูกมัดติดอยู่กับเก้าอี้ รอบกายมืดมิด มีเพียงเทียนไขหนึ่งเล่มอยู่ตรงหน้า
เขาถูกลักพาตัว!
ที่นี่คือที่ไหน?
ใครเป็นคนจับเขามา?
ต้องการเงิน? หรือต้องการชีวิต?
เขาตัวสั่นงันงก มองซ้ายมองขวาแต่กลับมองไม่เห็นสิ่งใด
เขาสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว “ผู้กล้าท่านใด? ข้ามีเงิน! ในห้องใต้ดินบ้านข้ามีเงินฝังอยู่ ขอผู้กล้าโปรดละเว้น อย่าฆ่าข้าเลย ภายหลังข้าจะไม่เอาความ และจะไม่ปริปากพูดออกไปแม้แต่ครึ่งคำ”
“เจ้าไปทำอะไรมา”
“อะไรนะ?” จู่จู่ได้ยินเสียง จางว่านทงทั้งตื่นเต้นทั้งหวาดกลัว ตื่นเต้นที่เขาถูกลักพาตัวจริงจริง และในเมื่ออีกฝ่ายยอมเจรจา ก็ยังมีช่องว่างให้ต่อรอง หวาดกลัวที่อีกฝ่ายซ่อนตัวในความมืดไม่ยอมปรากฏตัว อีกทั้งยังถามคำถามที่ไม่มีที่มาที่ไป ชั่วขณะนั้นเขาจับต้นชนปลายไม่ถูก ทั้งยังกลัวว่าจะพูดผิดไปจนทำให้ฝ่ายตรงข้ามโกรธเคือง
“ผู้กล้า ท่านหมายถึงเรื่องใด? เรื่องราวมันเยอะแยะไปหมด ขอผู้กล้าช่วยชี้ทางสว่าง ผู้น้อยยินดีจะบอกเล่าทุกสิ่งไม่ปิดบัง” จางว่านทงทั้งประจบสอพลอทั้งตื่นตระหนก ดวงตากลอกกลิ้งไปทั่ว แต่ก็ยังมองไม่เห็นคนที่ลักพาตัวเขามา
“ทำไมพัศดีเจียงถึงตาย”
“ท่านหมายถึงพัศดีเจียง! ท่านกับเขามีความสัมพันธ์อันใดต่อกัน”
“พูดมากอีกคำเดียว เจ้าตาย!” เฉินกวนโหลวที่ปลอมตัวเป็นโจรลักพาตัวเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงพลังที่สุด
สิ้นคำพูดนี้ จางว่านทงก็สงบเสงี่ยมลงทันที ไม่กล้าคาดเดาสุ่มสี่สุ่มห้า แม้แต่สายตาก็ไม่กล้ากวาดมองไปทั่ว
“ผู้กล้า ข้าถูกใส่ร้าย! การตายของพัศดีเจียงไม่ได้เกี่ยวข้องกับข้าแม้แต่น้อย เป็นเบื้องบนต้องการหาแพะรับบาป ประจวบเหมาะกับพัศดีเจียงดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง แล้วจู่จู่ก็จมน้ำตาย ข้ารู้ว่าพัศดีเจียงตายอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ข้าเป็นเพียงผู้คุมตัวเล็กเล็กคนหนึ่ง ไร้อำนาจไร้อิทธิพล ตื้นลึกหนาบางในเรื่องนี้ข้าไม่รู้จริงจริง”
“ไม่เกี่ยวข้องแม้แต่น้อย ไม่รู้เรื่อง? ได้ยินคนเขาพูดกันว่าช่วงนี้เจ้ายุ่งมากนี่ มีเวลาไปฟ้องนายขายเพื่อนปั่นป่วนสถานการณ์เสียด้วย” โจรลักพาตัวยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม แฝงความมั่นใจประหนึ่งทุกอย่างอยู่ในกำมือ รวมถึงความเย็นชาและโหดเหี้ยม ดูเหมือนว่าวินาทีถัดไป อาจจะใช้มีดปลิดชีพเขาเสีย
จางว่านทงตัวสั่นสะท้าน จากนั้นก็เริ่มร้องขอความเป็นธรรม “ไม่ใช่ข้า ข้าก็ไม่ได้อยากทำ ข้าก็แค่ทำตามคำสั่ง”
“เล่ามาสิ” ดูเหมือนโจรลักพาตัวจะสนใจขึ้นมา
“ขอรับ ขอรับ! พอพัศดีเจียงตาย ตำแหน่งพัศดีก็ว่างลง ผู้คุมระดับหัวหน้าหลายคนต่างก็อยากก้าวหน้า โดยเฉพาะสวี่ฟู่กุ้ยกับผู้คุมจาง ทั้งสองคนต่างเป็นผู้อาวุโส เส้นสายก็เยอะ แต่ทว่า พวกเขาไม่รู้ว่าผู้คุมว่านเองก็หมายตาตำแหน่งพัศดีอยู่เหมือนกัน ผู้คุมว่านแม้อายุงานจะน้อยกว่า แต่ได้ยินว่าเบื้องหลังเขามีที่พึ่งพิงใหญ่โต เป็นพวกที่ตอแยไม่ได้ ผู้คุมว่านมาหาข้า ให้ข้าหาทางปั่นป่วนสถานการณ์ สร้างปัญหาให้สวี่ฟู่กุ้ยกับผู้คุมจาง ให้ทั้งสองฝ่ายกัดกันเอง”
“นกปากซ่อมกับหอยกาบต่อสู้กัน ชาวประมงย่อมได้ประโยชน์!”
นึกไม่ถึงว่าผู้คุมว่านจะมีเล่ห์เหลี่ยมลึกซึ้งเพียงนี้
“เจ้าทำอย่างไร” น้ำเสียงของโจรลักพาตัวพลันเปลี่ยนเป็นมืดมนน่ากลัว
“ข้าก็แค่จงใจหาเรื่องให้สวี่ฟู่กุ้ย แล้วแสร้งทำเป็นไปมาหาสู่กับผู้คุมจางอย่างสนิทสนม สวี่ฟู่กุ้ยก็ปักใจเชื่อทันทีว่าเป็นฝีมือผู้คุมจางที่เล่นลูกไม้ใส่ร้ายเขา ตอนนี้พวกเขาสองคนเปิดศึกใส่กันแล้ว”
“เจ้าหาเรื่องอะไรให้สวี่ฟู่กุ้ย”
“คนในมือของเขาไม่ค่อยใสสะอาด พอเอาเรื่องนี้แทงขึ้นไป ก็เล่นงานเขาได้หนักเอาการ อีกอย่าง บัญชีของเขาก็มีปัญหาอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อปีกลาย จู่จู่ในคุกก็มีนักโทษตายไปหลายคน”
“ได้ยินว่าในมือเขามีเด็กใหม่อยู่คนหนึ่ง ก็ไม่ใสสะอาดเหมือนกันรึ”
“ผู้กล้ารู้กระทั่งเรื่องนี้ ท่านคงไม่ใช่...”
“อยากตายรึ”
“ผู้กล้าไว้ชีวิตด้วย ข้าพูดแล้ว ข้าพูดแล้ว” คนอยู่ใต้ชายคาจำต้องก้มหัว เพื่อรักษาชีวิต จางว่านทงจึงคายออกมาหมดเปลือก
“เด็กใหม่คนนั้นไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรหรอก ก็แค่เป็นของแถม มีเขาหรือไม่มีก็ต้องโดนหางเลข ใครใช้ให้เขาไปตามสวี่ฟู่กุ้ยเล่า สวี่ฟู่กุ้ยขวางหูขวางตาคนอื่น ลูกน้องในสังกัดของเขาก็ต้องซวยไปด้วย”
คำพูดนี้กลับพูดไม่ผิด
ติดตามลูกพี่ผิดคน ลูกพี่ซวย ลูกน้องยังจะหวังปลีกตัวหนีเอาตัวรอด นั่นก็หลอกตัวเองแล้ว
เฉินกวนโหลวในที่สุดก็เข้าใจเหตุผลที่จางว่านทงเพ่งเล็งตนเอง แม่งเอ๊ย นี่มันไฟไหม้ประตูเมืองทำให้ปลาในสระโดนลูกหลงชัดชัด เขาคือปลาผู้บริสุทธิ์ที่โดนลูกหลงนั่นเอง
คุกเทียนลาวเล็กเล็ก ตำแหน่งพัศดีตำแหน่งเดียว เบื้องบนยังไม่มีข่าวเล็ดลอดออกมา เบื้องล่างกลับต่อสู้กันจะเป็นจะตาย คนตัวเล็กเล็กยังสู้กันดุเดือดเลือดพล่านขนาดนี้ หากคนใหญ่คนโตสู้กันมิมืดฟ้ามัวดินหรือ ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่ายามผู้ยิ่งใหญ่ประลองกำลัง จะมีปลาในสระผู้บริสุทธิ์ต้องโดนลูกหลงสักกี่มากน้อย และจะมีคนตายสักกี่คน
คนตัวเล็กเล็กมีชีวิตอยู่อย่างต้อยต่ำ แม้แต่สิทธิ์ที่จะพูดคำว่า ‘ไม่’ ก็ยังไม่มี
“ผู้คุมว่านให้อะไรเป็นรางวัลแก่เจ้า เจ้าถึงได้ช่วยเขาอย่างสุดกำลัง”
จางว่านทงกลับมีท่าทีลังเล บิดไปบิดมาอย่างหาได้ยาก
เฉินกวนโหลวใช้ไม้กระดานตบเปรี้ยงเข้าที่หน้าอกเขาเกือบทำซี่โครงหัก
“อยากตายข้าจะสงเคราะห์ให้”
“ข้าพูดแล้ว ข้าพูดแล้ว!” จางว่านทงสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ รู้สึกเหมือนปอดและหัวใจถูกตบจนแหลกเหลว ทุกคำที่เอ่ยออกมาล้วนเจ็บร้าวไปถึงทรวงอก “ผู้คุมว่านสัญญาว่า เมื่องานสำเร็จ จะเลื่อนตำแหน่งให้ข้านั่งเก้าอี้แทนเขา ให้ข้าดูแลคุกหมายเลขหนึ่ง”
ขนมวาดบนกระดาษช่างหอมหวานนัก!
ไม่แปลกใจที่จางว่านทงจะติดกับ
อาชีพผู้คุมเป็นอาชีพชั้นต่ำ ได้เงินน้อยแถมยังโดนคนรังเกียจ สภาพแวดล้อมในการทำงานก็ไม่ดี หาเศษหาเลยนิดหน่อยก็โดนด่าว่าใจดำอำมหิตไส้เน่า บางครั้งยังต้องรับหน้าที่ทรมานนักโทษลงทัณฑ์ สรุปสั้นสั้นคือทั้งสกปรกทั้งเหม็นทั้งต่ำต้อย
ขอเพียงมีโอกาสสักนิด บรรดาผู้คุมต่างก็อยากจะกระโดดหนีไปหาทางรอดอื่น
เฉินกวนโหลวเป็นข้อยกเว้น เขาเป็นคนกระโดดลงมาในถังย้อมสีใหญ่นี้ด้วยตัวเอง
จากผู้คุมธรรมดาเป็นผู้คุมระดับหัวหน้า เพียงอักษรต่างกันหนึ่งตัว สถานะศักดิ์ศรีและทรัพย์สินเงินทองต่างกันราวนรกกับสวรรค์
ผู้คุมธรรมดาแทบไม่มีโอกาสได้พบเจอขุนนางเจ้าขุนมูลนาย แต่ผู้คุมระดับหัวหน้ายังพอมีโอกาสได้เสนอหน้าต่อหน้าขุนนางบ้าง เพียงข้อนี้ข้อเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อไขว่คว้า!
การได้เป็นขุนนางคืออุดมการณ์สูงสุด!
ทุกอาชีพล้วนต่ำต้อย มีเพียงการเป็นขุนนางที่สูงส่ง!
ท่านขุนนาง! ท่านขุนนาง! สามคำนี้มีแรงดึงดูดอันร้ายกาจต่อเหล่าบุรุษสตรีมานับพันปี แม้จะเป็นเพียงเสมียนตัวเล็กเล็ก แต่เมื่อเทียบกับผู้คุมธรรมดาแล้วก็นับว่าดีกว่าเป็นสิบเท่าร้อยเท่า คุ้มค่าที่จะทุ่มเททุกสิ่งเพื่อแลกมา!
บทที่ 13 ความสำเร็จไม่ประกอบ ความล้มเหลวมีเหลือเฟือในอีกรูปแบบหนึ่ง
ตีจางว่านทงจนสลบ แล้วส่งกลับไปบนเตียงของคู่ขา เฉินกวนโหลวเดินวนเวียนดูลาดเลาภายนอกรอบหนึ่ง เพื่อความมั่นใจในความปลอดภัยก่อนจะกลับถึงบ้าน
นอนแผ่หราอยู่บนเตียง นอนไม่หลับเป็นเวลานาน
เขากับผู้คุมว่านไม่เคยข้องแวะกัน แม้แต่คำพูดก็ไม่เคยคุยกัน แต่ความแค้นระหว่างทั้งสองช่างลึกล้ำนัก ตำแหน่งงานว่างที่พ่อผีพนันของเขาทิ้งไว้ให้ ก็ถูกผู้คุมว่านใช้อิทธิพลเส้นสายแย่งชิงไป ทำให้เขาเกือบจะพลาดชามข้าวเหล็กแห่งคุกเทียนลาว
ผู้คุมว่านต้องการแย่งชิงตำแหน่งพัศดี จะให้มันสมหวังไม่ได้เด็ดขาด เพียงแต่ว่า จะเริ่มลงมือจากจุดไหนดี? เขาเป็นเพียงผู้คุมตัวเล็กเล็ก ไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้แย่งชิง และไม่มีปัญญาไปส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของเบื้องบน
หรือจะต้องทนดูผู้คุมว่านสมหวังตาปริบปริบ?
เช่นนั้นวันข้างหน้าเขาจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร
แต่ทว่า...
เรื่องราวก็ใช่ว่าจะไร้ช่องทางให้จัดการ
พัศดีต่อให้ต่ำต้อย ก็ยังนับเป็นขุนนาง เท่ากับได้ก้าวเข้าสู่ลำดับขั้นของขุนนาง แม้จะเป็นระดับล่างสุดก็ตาม
ผู้คุมระดับหัวหน้าต่อให้เก่งกาจ ก็เป็นเพียงเจ้าหน้าที่ เป็นดั่งคำกล่าวที่ว่าขุนนางผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่เจ้าหน้าที่นั้นอยู่ยั้งยืนยง
ผู้คุมระดับหัวหน้าอยากจะข้ามชนชั้นไปเป็นพัศดี อย่าว่าแต่ยากแสนยาก ต้องเรียกว่ามีน้อย น้อยเสียยิ่งกว่าขนเฟิ่งเขากิเลน ไม่มีขุนนางคนใดจะยอมเสี่ยงถูกคนในชนชั้นเดียวกันดูถูกเหยียดหยาม เพื่อดันเจ้าหน้าที่คนหนึ่งขึ้นมาเป็นขุนนาง เว้นเสียแต่จะไปเจอขุนนางที่มีที่พึ่งแข็งแกร่ง มีเบื้องหลังที่แข็งโป๊กจนสามารถเมินเฉยต่อธรรมเนียมขุนนางได้ จึงจะพอมีความเป็นไปได้ที่จะทำลายธรรมเนียมประเพณีที่มีมานับพันปี
ผู้คุมว่านอยากเลื่อนขั้น จำต้องวิ่งเต้นหาเส้นสายเบื้องบน หากเบื้องหลังของคนผู้นี้แข็งโป๊กจนสามารถเมินเฉยต่อธรรมเนียมได้จริง เขาคงไม่ต้องมาเป็นแค่ผู้คุมระดับหัวหน้าหรอก เห็นได้ชัดว่าเส้นสายเบื้องหลังของเขาไม่ได้ร้ายกาจดั่งจินตนาการ เขาอยากเลื่อนขั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย
ผู้คุมระดับหัวหน้าคนอื่นก็มีเส้นสายมีเบื้องหลังเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นสวี่ฟู่กุ้ย จอมเก๋าเกม ทำงานในคุกเทียนลาวมาหลายปี ย่อมต้องรู้จักบุคคลที่มีอำนาจอยู่บ้าง เขาอาจจะแข่งไม่ชนะผู้คุมว่าน แต่เฉินกวนโหลวเชื่อว่า สวี่ฟู่กุ้ยอาจจะชนะไม่ได้ แต่ต้องมีหนทางทำลายเรื่องดีดีของผู้คุมว่านได้อย่างแน่นอน
นี่คือความสำเร็จไม่ประกอบ ความล้มเหลวมีเหลือเฟือในอีกรูปแบบหนึ่ง
……
เช้าวันรุ่งขึ้น จางว่านทงตื่นขึ้นจากการหลับใหล อาการเจ็บปวดที่หน้าอกเป็นเครื่องยืนยันว่าทุกอย่างคือเรื่องจริง มิใช่ความฝัน ด้านหนึ่งเขาก่นด่าด้วยความคับแค้นใจ ประกาศก้องว่าจะแก้แค้น อีกด้านหนึ่งในใจก็หวาดกลัว คิดทบทวนไปมา เขาสงสัยว่ามีคนในคุกเทียนลาวต้องการทำร้ายเขา
ตลอดเวลาโจรลักพาตัวสนใจเพียงเรื่องภายในคุกเทียนลาว เห็นได้ชัดว่าพุ่งเป้าไปที่การแย่งชิงตำแหน่งพัศดีในช่วงนี้ เมื่อคิดได้ดังนี้ คนที่ลักพาตัวมาข่มขู่รีดถามเขาเมื่อคืน เป็นไปได้มากว่าจะเป็นคนในคุกเทียนลาวนั่นเอง เขาจำเสียงของโจรลักพาตัวได้ ขอเพียงคนยังอยู่ในคุกเทียนลาว เขาต้องหาไอ้ลูกเต่านั่นเจอแน่ แล้วสับมันเป็นหมื่นหมื่นชิ้น
เพื่อการนี้ เขาถึงขนาดยอมลากสังขารที่เจ็บปวดไปทำงานที่คุกเทียนลาว ไม่คิดแม้แต่จะลางานไปหาหมอรักษาอาการบาดเจ็บ
ตอนเดินเข้าประตู เฉินกวนโหลวเด็กใหม่ในสังกัดสวี่ฟู่กุ้ยเข้ามาทักทายเขาเอง ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่มีมารยาทนัก ยังไม่ถูกถังย้อมสีใหญ่แห่งคุกเทียนลาวแปดเปื้อน น่าเสียดาย เป็นคนใจดีเกินไป ถึงขนาดแสดงความเมตตาต่อนักโทษ เจ้าโง่ ได้ยินว่าชอบสะสมคัมภีร์วรยุทธ์ ฮึ คนไม่มีชีพจรยุทธ์สะสมคัมภีร์ไปมากเท่าไรก็ไร้ประโยชน์ ดีไม่ดีจะนำความเดือดร้อนใหญ่หลวงมาให้เสียอีก
คนหนุ่มหนอ ช่างไม่รู้ความ!
คราวหน้าจะสั่งสอนให้รู้สำนึก ให้รู้ว่าความโหดร้ายของสังคมมันเป็นอย่างไร
เมื่อเข้ามาในคุกเทียนลาว เจอขาไพ่ที่คุ้นเคย ทุกคนคุยโวโอ้อวดกันไปเรื่อยเปื่อย เขาไม่ได้สงสัยขาไพ่เหล่านี้ สนิทจนไม่รู้จะสนิทอย่างไร ย่อมไม่ใช่ขาไพ่ที่ลักพาตัวเขาแน่
ความจริงแล้ว เขามีเป้าหมายที่สงสัยอยู่ในใจ เขา สงสัยผู้คุมคุกหมายเลขหนึ่ง ผู้คุมว่านสัญญากับเขาว่า เมื่องานสำเร็จจะให้เขาเป็นผู้คุมระดับหัวหน้า ดูแลคุกหมายเลขหนึ่ง เห็นชัดว่าไปกระทบผลประโยชน์ของพวกผู้คุมคุกหมายเลขหนึ่งเข้าให้แล้ว
ทุกคนต่างอยากก้าวหน้า ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว
เขาอยากเป็นผู้คุมระดับหัวหน้า คนอื่นย่อมต้องอยากเป็นมากกว่า
เขาถึงขั้นสงสัยว่า ผู้คุมว่านก็ให้สัญญาทำนองเดียวกันกับผู้คุมคนอื่นด้วย ดีไม่ดีข่าวที่เขาทำงานให้ผู้คุมว่าน อาจจะเป็นคนข้างกายผู้คุมว่านนั่นแหละที่ปล่อยข่าวออกไป มิเช่นนั้น ผู้คุมตัวเล็กเล็กอย่างเขา ทำไมถึงถูกคนจ้องเล่นงานเป็นพิเศษ
แม่งเอ๊ย
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นเช่นนั้น
จางว่านทงถ่มน้ำลายอย่างแรง ในใจด่าทอพวกผู้ชายแก่หนุ่มในคุกหมายเลขหนึ่งจนสาดเสียเทเสีย ปากก็ด่า สมองก็คิดหาวิธีแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มคุกหมายเลขหนึ่ง เพื่อตามหาโจรลักพาตัวเมื่อคืน การเล่นไพ่เป็นวิธีเข้าสังคมที่ดีที่สุด เพื่อการนี้ เขาถึงกับขโมยเงินของคู่ขามา เพื่อให้แผนการดำเนินไปอย่างราบรื่น
ตอนกินข้าวเที่ยง หลูต้าโถวบ่นกับเฉินกวนโหลว “ไอ้เจ้าจางว่านทง ชักจะเกินไปแล้ว เล่นก็ส่วนเล่น แต่ก่อนอย่างน้อยยังเฝ้าอยู่ที่ห้องเวรยาม วันนี้ ตั้งแต่เช้ายังไม่เห็นหัว เจ้าลองทายซิว่ามันไปไหน มันแจ้นไปเลียก้นคนอื่นที่คุกหมายเลขหนึ่ง ฮึ น้ำหน้าอย่างมัน ยังคิดจะย้ายไปทำงานที่คุกหมายเลขหนึ่ง ไม่ดูสารรูปตัวเอง มันเป็นคนไม่รู้หนังสือ ตัวหนังสือใหญ่เท่าหม้อแกงยังไม่รู้จักสักตัว จะไปคบค้าสมาคมกับพวกท่านขุนนางได้อย่างไร”
เฉินกวนโหลวในใจยิ้มอย่างรู้ทัน เขาเดาออกว่าเหตุใดจางว่านทงถึงวิ่งไปที่คุกหมายเลขหนึ่ง คาดว่าอีกฝ่ายคงสงสัยว่าโจรลักพาตัวมาจากคุกหมายเลขหนึ่ง
แต่เขาสงสัยอีกเรื่องมากกว่า “ตั้งแต่เมื่อไรกันที่ผู้คุมต้องรู้หนังสือด้วย”
แม่งเอ๊ย ยุคสมัยนี้จะมีบัณฑิตที่ไหนวิ่งมาเป็นผู้คุมกัน
ก็มีแต่เขานี่แหละ ที่เรียนหนังสือมาไม่กี่ปี แล้วยังยินดีจะถือชามข้าวเหล็กของคุกเทียนลาวนี้
หลูต้าโถวแคะฟัน พลางคุยสัพเพเหระ “เมื่อก่อน ไม่มีกฎนี้หรอก ผู้คุมคุกหมายเลขหนึ่ง สอง สาม ล้วนเป็นพวกหยาบกระด้างไม่รู้หนังสือ ก็ไม่เห็นจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ไม่รู้ว่าปีไหนที่แก้กฎ ได้ยินว่ามีขุนนางใหญ่ที่ตกม้าตายคนหนึ่ง ก่อนตายทิ้งจดหมายสั่งเสียสำคัญไว้ ผู้คุมอ่านไม่ออก เลยทำลายจดหมายทิ้งคาที่ เดิมทีเรื่องนี้ก็ไม่เท่าไร ตามกฎแล้วอะไรที่มีตัวหนังสือต้องทำลายทิ้งให้หมด ที่ซวยก็คือ คดีของขุนนางผู้นี้ภายหลังมีการรื้อฟื้นคดี เรื่องที่เขาทิ้งจดหมายไว้ก็ถูกขุดคุ้ยขึ้นมา ทีนี้ล่ะ เท่ากับแหย่รังแตน ถึงตายเชียวนะ
ตั้งแต่นั้นมา การเข้าทำงานในคุกหมายเลขหนึ่ง ต้องรู้หนังสือ อันที่จริง ด้วยคุณสมบัติของเจ้า เจ้าสามารถเข้าคุกหมายเลขหนึ่งได้สบายสบาย แต่เจ้าเป็นเด็กใหม่ ไม่รู้กฎ ทะเล่อทะล่าเข้าไปทำงานในคุกหมายเลขหนึ่ง กลัวแต่ว่าถ้าไม่ระวัง อาจจะเอาชีวิตไปทิ้งเสียเปล่า”
“พี่ต้าโถวพูดถูกแล้ว ข้ายังมีเรื่องไม่เข้าใจอีกมาก ยังต้องติดตามเรียนรู้จากพี่ต้าโถวอีกเยอะขอรับ” เฉินกวนโหลวเยินยออีกฝ่ายอย่างเหมาะสม
“ฮ่าฮ่าฮ่า...” คำพูดนี้หลูต้าโถวชอบฟัง “อันที่จริงคุกหมายเลขหนึ่งก็งั้นงั้นแหละ ถึงแม้สวัสดิการจะสูงกว่า แต่ความเสี่ยงก็สูงตาม ขุนนางต้องโทษเหล่านั้น อย่าเห็นว่าวันนี้ตกอับ ดีไม่ดีวันหน้าอาจจะกลับมารุ่งโรจน์ ได้คืนตำแหน่งเดิม งานนี้ทำยากนะ! สู้คุกหมายเลขสามของพวกเราไม่ได้ สบายใจกว่า ไม่ต้องกังวลว่าจะไปล่วงเกินใคร”
“พี่ต้าโถวช่างมีความคิดลึกซึ้ง เป็นความจริงดังว่า ในโลกนี้พวกขุนนางนี่แหละรับใช้ยากที่สุด” เฉินกวนโหลวรินน้ำชาให้อย่างพินอบพิเทา
หลูต้าโถวพูดจนเครื่องติด ปากก็เริ่มพล่อย “ถูกต้อง ถ้าเป็นข้า ข้าไม่มีทางยินดีไปทำงานที่คุกหมายเลขหนึ่งแน่ ไปเป็นหลานให้คนอื่นโขกสับ น่าเบื่อจะตาย แล้วก็ สองสามปีมานี้ขุนนางที่จบจากสำนักศึกษาจี้เซี่ยตกม้าตายกันเยอะเป็นพิเศษ สำนักศึกษาจี้เซี่ยเจ้ารู้จักใช่ไหม พวกนั้นชอบจับกลุ่มกัน ตอแยยากมาก แต่ละคนรูจมูกเชิดขึ้นฟ้า ไม่เห็นหัวพวกเราผู้คุมว่าเป็นคน แต่เรากลับต้องคอยระวังปรนนิบัติพัดวี กลัวแต่ว่าพูดผิดหูคำเดียว ฉับเดียวหัวขาด เอาชีวิตเราไป โดยที่เราไม่มีที่ให้ไปร้องเรียนด้วยซ้ำ เจ้าว่าจริงไหมล่ะ”
บทที่ 14 ทำตามอย่าง
เฉินกวนโหลวมีเงินในมือ การใช้จ่ายจึงมือเติบ
คืนนั้น เขาเลี้ยงสวี่ฟู่กุ้ยไปฟังเพลงที่หอนางโลม
แม่นางคนใหม่ของหอบุปผา ทั้งงดงามทั้งปากหวาน รับเงินแล้วก็ทำงาน ปรนเปรสวี่ฟู่กุ้ยจนจิตใจเบิกบาน
เฉินกวนโหลวฉวยโอกาสแสดงความจงรักภักดี บอกว่าผู้คุมคุกหมายเลขสามทุกคนต่างเฝ้ารอให้เขาได้เป็นพัศดี ทุกคนจะได้พลอยได้ดิบได้ดีก้าวหน้าไปด้วย แสร้งทำเป็นไม่ตั้งใจเปิดเผยว่าเจ้าจางว่านทงคนนั้นหาที่พึ่งใหม่ได้แล้ว และได้รับคำมั่นสัญญามาแล้ว
สวี่ฟู่กุ้ย: ...
เขาพูดอย่างดุร้าย “เจ้าจางว่านทงนั่นไม่รู้จักกฎ ถึงกับไปเกาะแข้งเกาะขาผู้คุมจาง ฮึ ข้าเหม็นขี้หน้ามันมานานแล้ว รอข้าได้เป็นพัศดีเมื่อไร จะเชือดมันเป็นคนแรก”
เฉินกวนโหลวแสร้งทำท่าประหลาดใจมาก “ข้าได้ยินมาว่าจางว่านทงเป็นคนของผู้คุมว่านนะขอรับ วันนี้ทั้งวัน จางว่านทงขลุกอยู่ที่คุกหมายเลขหนึ่ง ใครใครก็พูดกันว่าเขาอยากย้ายไปทำงานที่คุกหมายเลขหนึ่ง เพราะที่นั่นน้ำซึมบ่อทรายเยอะ แถมยังได้คบค้ากับพวกขุนนาง”
“อะไรนะ? เจ้าแน่ใจรึ” สวี่ฟู่กุ้ยซักไซ้ไล่เรียง
เฉินกวนโหลวทำท่าตื่นตระหนกทันที “ข้า ข้าไม่รู้ขอรับ ข้าก็ฟังเขาเล่ามา ท่านอาสวี่ ท่านก็รู้ จากปากผู้คุมข่าวสารมั่วซั่วไปหมด ข้าก็แยกไม่ออกว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ แต่ว่า วันนี้จางว่านทงขลุกอยู่ที่คุกหมายเลขหนึ่งทั้งวัน เป็นเรื่องจริงแน่นอน ได้ยินว่าวันนี้เสียพนันไปไม่น้อย ปกติเสียพนัน เขาต้องทำหน้าเหม็น แต่วันนี้แปลก เสียพนันแล้วเขายังหัวเราะ ท่านอาสวี่ ท่านว่ามันหัวเราะอะไร”
“มันจะหัวเราะอะไรได้อีก แม่งเอ๊ย ไอ้ลูกเต่านี่! เสี่ยวโหลวเจ้าทำได้ดีมาก ข่าวนี้มาทันเวลาพอดี” สวี่ฟู่กุ้ยเห็นได้ชัดว่าเก็บคำพูดของเฉินกวนโหลวไปคิด และจินตนาการต่อเติมไปอีกไม่น้อย
“ข่าวนี้เป็นประโยชน์ต่อท่านอาสวี่ก็ดีแล้ว ท่านอาสวี่ เรื่องพัศดีไม่มีปัญหาใช่ไหมขอรับ”
“ทุกสิ่งอยู่ที่คนกระทำ เจ้าวางใจเถอะ อาจะจดจำความดีของเจ้าไว้ มีอาสวี่กินคำหนึ่ง ก็ขาดส่วนแบ่งของเจ้าไปไม่ได้ วันหน้า เจ้าคอยสังเกตบทสนทนาระหว่างผู้คุมให้มากเข้าไว้ เหมือนข่าวจางว่านทงคราวนี้ มีประโยชน์มากทีเดียว”
สวี่ฟู่กุ้ยโกรธอยู่พักหนึ่ง มีสาวงามคอยปลอบใจ ไม่นานก็กลับมาร่าเริง
เดิมทียังอยากจะบิดเบือนแสร้งทำเป็นเกรงใจสักหน่อย บอกว่าไม่ค้างคืน พอรู้ว่าเฉินกวนโหลวรู้ความ จ่ายค่าตัวค้างคืนไว้ล่วงหน้าแล้ว เขาก็ตามสาวงามเข้าห้องไปอย่างว่าง่าย พร้อมย้ำสัญญาว่าวันหน้าหากมีผลประโยชน์จะไม่ลืมเฉินกวนโหลวแน่นอน
เฉินกวนโหลว: ...
ฟังหูไว้หู ใครเชื่อเป็นจริงก็โง่บรมแล้ว
หมากตาหนึ่งได้วางลงแล้ว เมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวงได้ถูกหว่านลงไปแล้ว จะเกิดผลมากน้อยเพียงใด เฉินกวนโหลวเองก็ไม่มั่นใจ
ทำให้สุดความสามารถ ที่เหลือแล้วแต่ลิขิตสวรรค์!
เขาไม่เชื่อหรอกว่าผู้คุมว่านจะเป็นบุตรแห่งสวรรค์ ถึงขนาดจะก้าวกระโดดจากเจ้าหน้าที่เป็นพัศดี ข้ามชนชั้นได้ในก้าวเดียว
……
จางว่านทงปักใจเชื่อว่าเทพเจ้าแห่งความซวยต้องย้ายมาสิงสถิตที่บ้านเขาแน่แน่ หลายวันมานี้ เจอแต่เรื่องซวยซวย
เริ่มจากกลางดึกถูกลักพาตัว ต่อมาเล่นไพ่ก็เสียจนหมดตัว ตอนนี้สวี่ฟู่กุ้ยยังมาหาเรื่อง สร้างความลำบากให้เขาทุกวิถีทาง ขุนนางสูงกว่าหนึ่งขั้นกดหัวคนจนตาย เขาอาจจะไม่สนใจสวี่ฟู่กุ้ยก็ได้ แต่สวี่ฟู่กุ้ยมีวิธีทำให้เขาทุกข์ระทมจนพูดไม่ออก ชีวิตนี้อยู่ยากเสียแล้ว
เฉินกวนโหลวเป็นเหมือนผู้สังเกตการณ์ คอยจับตามองความเคลื่อนไหวทุกอย่าง เขาหวังเพียงให้น้ำในบ่อนี้ยิ่งขุ่นคลั่กยิ่งขึ้น น้ำขุ่นถึงจะจับปลาได้ น้ำขุ่นเบื้องบนถึงจะให้ความสำคัญ
ผู้คุมว่านอยากจะมุดช่องโหว่ เลื่อนจากเจ้าหน้าที่เป็นพัศดี ที่เขาเดิมพันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าเบื้องบนไม่ให้ความสำคัญกับคุกเทียนลาว ไม่ให้ความสำคัญกับตำแหน่งพัศดีคุกเทียนลาว เขาถึงจะมีช่องว่างให้จัดการ
นี่เป็นสัจธรรมที่เฉินกวนโหลวใช้เวลาขบคิดอยู่หลายวันถึงเข้าใจ
ชาติก่อนเขาวิ่งเต้นหาลูกค้า หาได้มากเท่าไรก็ได้เงินมากเท่านั้น แบ่งทั้งเขตพื้นที่แบ่งทั้งลูกค้า ระหว่างพนักงานขายในบริษัทอันที่จริงไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกันโดยตรง กินดื่มเที่ยวครบวงจรเขาถนัด แต่เรื่องเชือดเฉือนภายในเขาไม่สันทัด ประสบการณ์ตื้นเขิน ตอนนี้มาเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ในแวดวงราชการ ล้วนอาศัยประสบการณ์จากการดูหนังมานับไม่ถ้วนในชาติก่อนมาสรุปบทเรียน มีแต่ต้องทำให้เรื่องใหญ่โต ผู้ที่เกี่ยวข้องมีมากขึ้นเรื่อยเรื่อย ขุนนางเบื้องบนถึงจะยอมเจียดเวลามาปรายตามองสักครั้ง เขาต้องการเพียงแค่การปรายตามองครั้งนี้ เพื่อทำลายแผนการของผู้คุมว่าน นอกจากผู้คุมว่าน ใครจะเป็นพัศดีก็ได้ทั้งนั้น
ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะต่อสู้กันมั่วซั่วอย่างไร เขาก็ยังคงตรวจตราคุกเทียนลาวตามตารางเวรเหมือนเดิม
รองเจ้ากรมกลาโหมโกรธเกรี้ยวมาก ดังนั้นคดีโจรเด็ดบุปผาจึงถูกตัดสินลงมาอย่างรวดเร็ว ประหารชีวิตทันที
โจรเด็ดบุปผาเพิ่งจะตระหนักได้ว่าคราวนี้ตายแน่นอนแล้ว ไม่มีทางพลิกผันได้อีก
ก่อนตาย ขอเพียงได้กินของดีดีสักกี่มื้อ
อนิจจา เงินของเขาถูกผู้คุมรีดไถไปจนหมดเกลี้ยง ตอนนี้แม้แต่เหล้าสักกายังซื้อไม่ได้ รู้ว่าเฉินกวนโหลวชอบสะสมคัมภีร์วรยุทธ์ เขาจึงตั้งใจจะใช้วิชาเฉพาะตัวแลกกับความสุขสำราญก่อนตาย
“ไหนไหนข้าก็จะตายแล้ว คัมภีร์เก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์ ข้าไม่ขออะไรอื่น ขอเพียงไม่กี่วันนี้พี่ชายช่วยดูแลข้าสักหน่อย ให้ของกินของดื่มดีดี ให้ข้าได้เป็นผีอิ่มก็พอ”
เฉินกวนโหลวตอบตกลง
กับคนที่กำลังจะตายเขามักจะยินดีให้การดูแลเป็นพิเศษสักหน่อย ความปรารถนาดีเท่าที่พอจะทำได้ เขายินดีที่จะมอบให้
วิชาเฉพาะตัวที่โจรเด็ดบุปผานำมาแลกเปลี่ยนคือวิชาตัวเบา หลายปีมานี้เขาเด็ดบุปผามานับไม่ถ้วน สามารถหลบหนีการไล่ล่าของทางการมาได้อย่างราบรื่น ล้วนอาศัยวิชาตัวเบาอันยอดเยี่ยมพิสดารชุดนี้ เขายังคุยโวว่า วิชาตัวเบาของเขาอย่างน้อยก็ติดสิบอันดับแรกในยุทธภพ
“หากพี่ชายเฉินไม่เชื่อ ไปถามคงคงเซียนเซิงห้องข้างข้างได้ เขารู้กิตติศัพท์ของข้าในยุทธภพดี”
คงคงเซียนเซิงยืนยันคำพูดของโจรเด็ดบุปผา “ต่ำกว่าขั้นห้า วิชาตัวเบาพอนับได้ว่าติดสิบอันดับแรก เหนือขั้นห้าขึ้นไป คือเหวลึกที่ข้ามไม่พ้น ไม่มีคุณสมบัติจะจัดอันดับด้วยซ้ำ”
“เหนือขั้นห้าขึ้นไป หรือว่าก้าวเข้าสู่อีกขอบเขตหนึ่งของวิถียุทธ์” เฉินกวนโหลวสงสัยใคร่รู้มาก
คงคงเซียนเซิงกล่าวอย่างเสียดาย “ข้าอยู่เพียงขั้นสอง ไม่มีคุณสมบัติจะรับรู้ว่าความแข็งแกร่งเหนือขั้นห้านั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด แต่ข้าเคยเห็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหกสองคนต่อสู้กันด้วยตาตนเอง ฉากนั้นประหนึ่งฟ้าถล่มดินทลาย พลังรุนแรงราวมหาสมุทรพลิกคว่ำ ความสะเทือนเลื่อนลั่นนั้นยากจะพรรณนา สิ่งที่ข้าพูดท่านอาจไม่เชื่อ วันหน้าหากท่านมีโอกาสได้เห็นผู้ฝึกยุทธ์เหนือขั้นห้าลงมือด้วยตาตนเอง ท่านจะเข้าใจความรู้สึกของข้า”
หลังจากแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้น โจรเด็ดบุปผายังแถมสูตรทำธูปยาสลบให้เฉินกวนโหลวอีกด้วย
“พี่ชายเฉินวางใจเถอะ สูตรนี้สะอาดมาก ไม่ได้ใช้กับเรื่องพรรค์นั้น เป็นของจำเป็นสำหรับการฆ่าคนชิงทรัพย์”
“ข้าเป็นผู้คุม ไม่ฆ่าคนและไม่ชิงทรัพย์”
“เอาเถอะน่า กันไว้ดีกว่าแก้ ไหนไหนข้าก็จะตายแล้ว ของพวกนี้ล้วนเป็นสูตรเฉพาะตัว ตายไปพร้อมกับข้าก็น่าเสียดายแย่”
“เจ้าย่ำยีหญิงสาวชาวบ้านมานับไม่ถ้วน น่าจะนึกถึงวันนี้ตั้งนานแล้ว ช่างเถอะ ข้ารับน้ำใจเจ้าไว้แล้วกัน”
เฉินกวนโหลวปากบอกรังเกียจ แต่มือไม้กลับว่องไว ของจำเป็นสำหรับการฆ่าคนชิงทรัพย์ แม้เขาจะไม่มีใจคิดร้ายต่อใคร แต่ก็ต้องระวังคนอื่นมาทำร้าย ของสิ่งนี้ใช้ดีทีเดียว
นักโทษในคุกเทียนลาวล้วนเป็นยอดคนจริงจริง แต่ละคนพูดจาไพเราะ แถมยังมีความสามารถ
ตั้งแต่เริ่มทำงานมา เขารู้สึกพอใจกับสิ่งที่ได้รับจากคุกเทียนลาวมาก การตัดสินใจมาถือชามข้าวเหล็กแห่งคุกเทียนลาวในตอนนั้น ช่างถูกต้องเหลือเกิน
เขาเป็นคนรักษาสัจจะ!
หลายวันต่อมา เขาเหมาอาหารการกินของโจรเด็ดบุปผา วันละสองมื้อ ทุกมื้อล้วนมีเหล้ามีเนื้อ ผู้คุมคนอื่นรู้เข้า ก็ไม่ได้พูดอะไร
โจรเด็ดบุปผาที่กำลังจะถูกตัดหัวคนหนึ่ง ก่อนตายอยากกินของดีดี เฉินกวนโหลวยินดีจะเป็นคนดี ก็ปล่อยเขาไปเถอะ
แม้แต่จางว่านทงที่ปกติชอบเอาความอาวุโสมาอ้าง ชี้โน่นสั่งนี่ เพราะช่วงนี้ดวงซวยซ้ำซ้อน หัวหมุนวุ่นวาย จึงไม่มีเวลามาสนใจการกระทำนี้ของเฉินกวนโหลว ได้แต่ด่าไปประโยคหนึ่งว่า “โง่เขลา!”
บทที่ 15 ไหนเลยจะยอมให้พวกเจ้าหมายปอง
โจรเด็ดบุปผาถูกตัดหัว ห้องขังหมายเลขหกสิบก็ว่างลงอีกครั้ง
เนื่องจากการแย่งชิงตำแหน่งพัศดี คุกเทียนลาวทั้งเบื้องบนเบื้องล่างต่อสู้กันรุนแรงยิ่งขึ้น เหล่าผู้คุมถูกบีบให้ต้องเลือกข้างเข้าร่วม
หากไม่เลือกข้างคิดจะเป็นพวกนกสองหัว มีแต่ทางตายสถานเดียว เกี่ยวพันถึงอนาคตและชีวิต พวกนกสองหัวมักจะเป็นกลุ่มคนที่ตายก่อนเพื่อน
ไม่มีใครทนให้นกสองหัวมาป้วนเปี้ยนอยู่ข้างกายได้หรอก
เพียงแต่ว่า ยังไม่ทันจะได้จัดการพวกนกสองหัว คุกหมายเลขสองก็เกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน
ทาสในเรือนเบี้ยของตระกูลขุนนางเก่าแก่ตายแล้ว
ทาสรับบาปแทนเจ้านาย ความจริงแล้วล้วนเป็นการสร้างภาพตามน้ำ เดินตามพิธีการ รอจนเรื่องเงียบลง ทาสก็จะถูกปล่อยตัวออกไป
คิดไม่ถึงว่า คดียังไม่จบ คนกลับมาตายเสียก่อน
นี่มันแหย่รังแตนชัดชัด ปิดไม่มิดแล้ว!
เรื่องราวสะเทือนไปถึงเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบหลัก ในที่สุดท่านเจ้าหน้าที่ก็ยอมปรายตาลงมามองเบื้องล่าง พอรู้ว่าคุกเทียนลาวช่วงนี้วุ่นวายขายปลาเพราะการแย่งชิงตำแหน่งพัศดี จนตอนนี้ถึงขั้นมีคนตาย ก็โกรธเกรี้ยวอย่างยิ่ง
“ตำแหน่งพัศดี ไหนเลยจะยอมให้พวกเจ้าเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยหมายปอง”
ประโยคเดียวปิดตายหนทางก้าวหน้าของทุกคนโดยสิ้นเชิง
“ในเมื่อไม่รู้จักเจียมตัว ก็อย่าหาว่าข้าไร้น้ำใจ!”
สิ้นคำนี้ ก็หมายความว่าต้องมีคนตาย มีเพียงเลือดเนื้อของคนตาย ถึงจะให้คำตอบแก่ตระกูลขุนนางเบื้องหลังทาสผู้นั้นได้ ถึงจะทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่คุกเทียนลาว ตั้งแต่ผู้คุมระดับหัวหน้าไปจนถึงผู้คุมและนักการภารโรงได้รู้สำนึก
ต่อให้โสมมเช่นคุกเทียนลาว นั่นก็เป็นถิ่นของทางการ ไม่อนุญาตให้พวกลูกกระจ๊อกมาพลิกฟ้า
ผู้คุมเจ้าที่ดูแลคุกหมายเลขสองลางานรักษาตัวอยู่เป็นนิจ ปกติแล้วล้วนเป็นหัวหน้าเวรไม่กี่คนรับผิดชอบเรื่องราวใหญ่น้อย
เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบหลักเชือดไก่ให้ลิงดู หัวหน้าเวรและผู้คุมที่เข้าเวรในวันที่ทาสตาย ถูกจับบ้าง ถูกขังบ้าง ถูกฆ่าบ้าง ไม่ละเว้นแม้แต่คนเดียว
คมดาบรอบนี้ฟาดฟันลงมา คุกเทียนลาวทั้งบนล่างเงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูใบไม้ร่วง ใครก็ไม่กล้าร้องขอความเป็นธรรมแทนผู้คุมที่ตายอย่างอยุติธรรมเหล่านั้น อย่างมากก็แค่ใส่ซองเงินทำบุญเพิ่มอีกสักสองตำลึง แสดงน้ำใจเล็กน้อย
ผู้คุมเจ้าเพราะบกพร่องในการดูแล แม้จะไม่ถูกเอาผิด แต่ก็ถูกริบอำนาจในการดูแลคุกหมายเลขสอง ถูกสั่งลงโทษให้ไปเฝ้าห้องเก็บของ โดยมีผู้คุมจางมารับช่วงต่องานของเขา
ชั่วขณะหนึ่ง คุกเทียนลาวสงบเรียบร้อย ทุกคนต่างรักษากฎระเบียบ
จางว่านทงเองก็หมดหนทางก้าวหน้า ดูหมดอาลัยตายอยากยิ่งนัก วันวันเอาแต่นอนหลับ ไม่ยอมก้าวเท้าเข้าไปในคุกแม้แต่ครึ่งก้าว ทุกคนโกรธแต่ไม่กล้าพูด เขาเป็นผู้อาวุโส ลูกศิษย์ลูกหาไม่น้อย แม้แต่สวี่ฟู่กุ้ยก็ทำได้แค่หาเรื่องจับผิด ไม่มีปัญญาไล่เขาออก
ก่อนหน้านี้ จางว่านทงอยากก้าวหน้า สวี่ฟู่กุ้ยหาเรื่องจับผิด เขายังรู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง ตอนนี้ เขาปล่อยจอยโดยสมบูรณ์ เจอสวี่ฟู่กุ้ยหาเรื่อง เขาก็ไม่แยแสโดยสิ้นเชิง เขาไม่กลัวถูกฟ้องนาย ก็จะปล่อยจอยใครจะทำไม
เวลานี้หากไปฟ้องเบื้องบน แถมยังเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ผู้คุมอู้งาน เจ้านายจะมองว่าสวี่ฟู่กุ้ยหาเรื่องใส่ตัว จ้องจับผิด สร้างความรำคาญ ทั้งยังไร้ความสามารถ ไม่มีตาดูม้าตาดูเรือ คนไม่มีตาดูม้าตาดูเรือสมควรไสหัวไปให้หมด
สวี่ฟู่กุ้ยเป็นคนมีตาดูม้าตาดูเรือ ดังนั้นพอเห็นจางว่านทงปล่อยจอย เขาก็คร้านจะใส่ใจ อย่างไรเสียลูกน้องในมือก็มีตั้งมากมาย ย่อมมีคนที่รู้จักงาน
หลายวันต่อมา ตำแหน่งพัศดีในที่สุดก็ลงตัว เบื้องบนส่งคนลงมาเสียบแทนโดยตรง
พัศดีคนใหม่แซ่ฟ่าน ได้ยินว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหนึ่งด้วย เมื่อก่อนเคยสอบเข้ารับราชการ แต่อนิจจาสอบไม่ติด เป็นกุนซือให้คนอื่นอยู่หลายปี เก็บหอมรอมริบทรัพย์สินและเส้นสาย อาศัยเส้นสายเจ้านายเก่า ลงมาเสียบตำแหน่งพัศดี ก้าวเข้าสู่ทำเนียบขุนนางอย่างเป็นทางการ ประวัติชีวิตของพัศดีฟ่าน ก็นับว่าเป็นแบบอย่างของการสู้ชีวิต
ชีวิตของเขาสู้ชีวิต แต่สำหรับพวกสวี่ฟู่กุ้ยแล้ว แทบจะกระอักเลือด
ไม่ยินยอมพร้อมใจเลย!
เลิกงาน สวี่ฟู่กุ้ยลากเฉินกวนโหลวกับหลูต้าโถวคนซื่อสองคนไปดื่มเหล้า พอดื่มมากเข้าก็เริ่มบ่น “พวกเราเป็นเจ้าหน้าที่ไปชั่วชีวิต อยากก้าวหน้ามันผิดตรงไหน? เอาอะไรมาปิดตายหนทางก้าวหน้าของพวกเรา ปากก็รังเกียจว่าพวกเราต่ำต้อย แต่ก็ขาดพวกเราไม่ได้ ตกลงใครกันแน่ที่ต่ำต้อย? ไอ้แซ่ฟ่านนั่น ก็แค่อ่านหนังสือมาไม่กี่ปี ไม่มีตำแหน่งขุนนางเหมือนกัน มันเอาอะไรมาเป็นพัศดี ข้าก็มีเงิน ทำไมไม่ยอมให้โอกาสพวกเราเจ้าหน้าที่ได้ก้าวหน้าบ้าง”
“ท่านอาสวี่ดื่มมากไปแล้ว จิบน้ำชาแก้เมาหน่อยเถิดขอรับ” เฉินกวนโหลวเปลี่ยนถ้วยเหล้าของอีกฝ่ายออกอย่างแนบเนียน
“ข้าไม่ได้เมา เสี่ยวโหลวเอ๊ย เจ้าเคยเรียนหนังสือ ลองหาช่องทางใช้เส้นสายของจวนโหวดู เผื่อจะขอย้ายไปหน่วยงานอื่นได้ ที่คุกเทียนลาวนี่ไม่เหมาะกับเจ้าหรอก เจ้าอยู่ที่คุกเทียนลาวเสียของเปล่าเปล่า”
“ดูท่านอาสวี่พูดเข้า ตอนนี้ข้าก็สุขสบายดี”
“ตอนนี้ดีไม่ได้แปลว่าจะดีไปตลอดชาติ คุกเทียนลาวเป็นอาชีพชั้นต่ำ อย่าให้เงินเพียงเล็กน้อยมาบดบังดวงตา จนเสียอนาคต พวกเรามันจนปัญญา ออกจากคุกเทียนลาวก็หาทางรอดอื่นไม่ได้ จำต้องประคองชามข้าวกึ่งสุกกึ่งดิบนี้ไว้ แถมยังต้องแสร้งทำเป็นว่ามันอร่อยเหลือเกิน เจ้าไม่เหมือนกัน เจ้าแซ่เฉิน มีบรรพบุรุษเดียวกับผิงเจียงโหว เจ้ายังมีทางอื่น อย่าหัวชนฝากอดชามข้าวกึ่งสุกกึ่งดิบของคุกเทียนลาวไม่ยอมปล่อย พูดจริงจริงนะ ที่อาสวี่พูดกับเจ้าล้วนเป็นคำพูดจากใจ ถ้าไม่เห็นว่าเจ้าเป็นคนซื่อ ข้าไม่มีทางพูดเรื่องพวกนี้กับเจ้าหรอก”
สวี่ฟู่กุ้ยเมาแล้วจริงจริง
ยามมีสติ คำพูดเหล่านี้ให้ตายก็ไม่มีทางหลุดออกมาจากปากเขาแน่นอน
ก็มีแต่ตอนนั่งดื่มเหล้าโต๊ะเดียวกัน อารมณ์พาไป ถึงจะยอมพูดความในใจออกมาไม่กี่ประโยค
ทว่า เฉินกวนโหลวมีเป้าหมายของตัวเอง ในใจเขา ไม่มีหน่วยงานใดเทียบได้กับคุกเทียนลาว ทำตัวต่ำต้อย ฝึกยุทธ์ รวบรวมวิชาของสำนักต่างต่าง แถมยังมีเงินไหลเข้ากระเป๋าเป็นกอบเป็นกำ ไม่ต้องทำงานภายใต้สายตาเจ้านาย เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ
เฉินกวนโหลวยกจอกเหล้าขึ้น “ขอบคุณท่านอาสวี่ที่คิดเผื่อข้าจากใจจริง ข้าขอดื่มคารวะท่านอาสวี่หนึ่งจอก ข้าหมดจอก ท่านอาสวี่ตามสบายเถิดขอรับ”
เขาดื่มเหล้าในจอกรวดเดียวหมดอย่างผ่าเผย ทุกคนต่างร้องชมเชย
ความหวังดีของสวี่ฟู่กุ้ยเขารับไว้ด้วยใจ แต่เขามีแผนการระยะยาวของตนเอง
สวี่ฟู่กุ้ยโอบไหล่เขา “เจ้าต้องฟังคำข้า หมั่นหาเส้นสายเข้าไว้ เป็นผู้คุมไปชั่วชีวิตจะมีอนาคตอะไร อย่ากลัวที่จะใช้เงิน ต้องรีบสู้ตอนที่ยังหนุ่มแน่นนี่แหละ”
สวี่ฟู่กุ้ยแปลงร่างเป็นโค้ชชีวิต สอนบทเรียนชีวิตชุดใหญ่ให้ทุกคน ไม่ว่าจะอยากฟังหรือไม่ ก็ต้องทำท่าทีน้อมรับคำสั่งสอนอย่างถ่อมตน เกิดพรุ่งนี้สวี่ฟู่กุ้ยสร่างเมา นึกขึ้นได้ว่าใครมีท่าทีไม่เคารพหรือถึงขั้นเมินเฉยรังเกียจ แล้วผูกใจเจ็บลับลับ ก็ยุ่งยากเหมือนกัน ทุกคนไม่ใช่ผู้อาวุโสอย่างจางว่านทง ไม่มีสิทธิ์จะปล่อยจอย
กินเหล้าเสร็จมื้อนี้ เหนื่อยกว่าทำงานปกติเสียอีก ตลอดเวลาต้องฟังทฤษฎีบทใหญ่และความคับแค้นใจของสวี่ฟู่กุ้ย แถมยังเถียงไม่ได้ ใครกล้าเถียงสักคำ เขาเป็นต้องอาละวาดเมามาย
สุดท้าย เฉินกวนโหลวกับหลูต้าโถวสองคนไปส่งสวี่ฟู่กุ้ยถึงบ้าน แม้แต่น้ำร้อนสักคำยังไม่ได้ดื่มก็ออกมาแล้ว
ทั้งสองเดินอยู่ภายใต้แสงจันทร์ หลูต้าโถวถอนหายใจ บ่นเสียงเบาประโยคหนึ่ง “ไอ้แซ่ฟ่านรู้อะไรที่ไหน กลับได้ร่มชูชีพลงมาเป็นพัศดี ข้าก็รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมอยู่บ้าง เจ้าหน้าที่แค่อ่านหนังสือน้อย หากพูดถึงความเข้าใจและการควบคุมคุกเทียนลาว แซ่ฟ่านสิบคนก็เทียบไม่ได้”
เฉินกวนโหลวพูดเพียงประโยคเดียว “พัศดีฟ่านเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหนึ่ง”
หลูต้าโถวยังคงไม่ยอมรับ “ขั้นหนึ่งแล้วอย่างไร คุกเทียนลาวไม่ใช่สำนักมือปราบลิ่วซ่าน ยิ่งไม่ใช่พวกองครักษ์จินอี้เว่ย ไม่ต้องการพลังยุทธ์สูงส่งขนาดนั้น เหมือนอย่างข้า รู้วิชาหลอกเด็กแค่ไม่กี่ท่า งานผู้คุมก็ยังทำได้ดิบดี ส่วนเจ้านะ อย่ามัวแต่หมกมุ่นกับคัมภีร์วรยุทธ์นักเลย ของพรรค์นั้นไร้ประโยชน์ พวกเราล้วนเป็นคนธรรมดาไม่มีชีพจรยุทธ์ มิสู้เอาเวลาไปคิดว่าจะกอบโกยเงินให้มากขึ้นอย่างไรดีกว่า”
บทที่ 16 ซูฟูจื่อ
หลังจากกลับถึงบ้าน เฉินกวนโหลวฝึกเพลงดาบเป็นเวลาครึ่งชั่วยามก่อน จากนั้นจึงใช้เวลาอีกหนึ่งชั่วยามฝึกฝน เคล็ดวิชาฌานสวรรค์
แม้จะมี ผลมรรคาวิถีอมตะ ช่วยหักล้างความเสียหายทางร่างกายที่เกิดจากการฝึกฝนเคล็ดวิชาลมปราณ แต่ความเจ็บปวดในระหว่างกระบวนการฝึกฝนนั้นกลับไม่อาจหักล้างได้ เขาต้องแบกรับมันไว้อย่างครบถ้วน รสชาติของความเจ็บปวดนั้นยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด หากไม่ใช่เพราะมีปณิธานอันน่าตื่นตะลึง ใครมันจะไปยินดีรับความทุกข์ทรมานเช่นนี้
เขาฝันอยากจะครอบครอง ชีพจรยุทธ์ มาโดยตลอด
ได้ยินเขาเล่าลือกันว่า ผู้ที่มี ชีพจรยุทธ์ นั้น เมื่อฝึกฝนเคล็ดวิชาลมปราณ จะเป็นไปอย่างราบรื่นราวกับสายน้ำที่ไหลไปตามร่องคลอง เขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่านั่นจะเป็นประสบการณ์แบบใด ได้แต่ลงชื่อแสดงความอิจฉาอย่างเปิดเผย
บางครั้งเขาก็ปลอบใจตัวเองว่า สวรรค์เปิดประตูให้เขาบานหนึ่ง แล้วก็ปิดหน้าต่างใส่เขาอีกบานหนึ่ง
เมื่อฝึกวิชาเสร็จ ร่างกายของเขาก็เปียกโชกราวกับเพิ่งงมขึ้นมาจากน้ำ
เขาจึงถอดเสื้อผ้าจนล่อนจ้อน ตักน้ำจากบ่อมาราดรดชำระล้างร่างกายโดยตรง
ทั้งบ้านมีเขาอยู่เพียงคนเดียว รอบด้านก็ไม่มีตึกสูง จึงไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาเห็น
สิ่งที่น่าปลอบใจคือ เคล็ดวิชาฌานสวรรค์ รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว เขาฝึกฝนจนถึงขั้นที่สามได้อย่างราบรื่น เมื่อประสานเข้ากับเพลงดาบที่ได้มาจากผู้ดูแลสำนักรับจ้างใช้กำลัง เพลงดาบธรรมดาสามัญก็สามารถสำแดงอานุภาพเกรียงไกรในมือของเขา ฟันต้นไม้ขาดสะบั้นได้ในดาบเดียว ไม่รู้ว่าหากต้องประมือกับ ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหนึ่ง จะรับมือได้กี่กระบวนท่า และจะมีโอกาสชนะสักกี่ส่วน
อยากรู้อยากเห็นจริงจริง!
ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่ง คงต้องหาคนมาลองประมือดูบ้าง
สิ่งที่น่าปวดหัวที่สุดยังคงเป็น บันทึกสู่สวรรค์ รวมถึงเพลงดาบสองสามหน้าสุดท้ายใน บันทึกสู่สวรรค์ ที่เขาอยากได้จนตาเป็นมัน
น่าโมโหจริงจริง ตัวเขาอุตส่าห์เรียนจบมหาวิทยาลัยระดับสอง ผลการเรียนติดอันดับท็อปห้าเปอร์เซ็นต์มาตลอด ชาตินี้กลับต้องกลายเป็นคนกึ่งไร้การศึกษา เรียนหนังสือมาไม่กี่ปี พอจะอ่านออกเขียนได้ ทำงานเอกสารในที่ว่าการได้ แต่กลับอ่าน บันทึกสู่สวรรค์ ไม่รู้เรื่อง! จะไปหาเหตุผลกับใครได้ที่ไหน
ไม่ได้การ!
ต้องรีบหาวิธีพิชิต บันทึกสู่สวรรค์ ให้ได้โดยเร็วที่สุด
...
ซูต้าเฉิง พ่อสามีของเฉินเสี่ยวหลานมีลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่ง เปิดสำนักศึกษา ผู้คนเรียกขานว่า ซูฟูจื่อ
สมัยหนุ่ม ซูฟูจื่อมีชื่อเสียงด้านความรู้ความสามารถ เป็นบัณฑิตหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ที่มีชื่อเสียงในละแวกนั้น ไม่เพียงสอบได้ซิ่วไฉตั้งแต่อายุน้อย แต่ยังมี ชีพจรยุทธ์ ติดตัว มุ่งมั่นตั้งใจจะสอบเข้า สำนักศึกษาจี้เซี่ย ให้ได้
ขณะที่เห็นอยู่รอมร่อว่าซูฟูจื่อกำลังจะประสบความสำเร็จ และตระกูลซูกำลังจะมั่งคั่งร่ำรวย กลับเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในช่วงเวลานี้ ชีพจรยุทธ์ ถูกทำลาย สำนักศึกษาจี้เซี่ย กลายเป็นความฝันลมลมแล้งแล้ง อนาคตพังทลายลงในพริบตา
นับตั้งแต่นั้นมา ซูฟูจื่อก็เริ่มท้อแท้ เบื่อโลก ยอมเป็นคนไร้ค่าดีกว่าจะลุกขึ้นมาสู้แม้แต่นิดเดียว เวลาผ่านไปหนึ่งถึงยี่สิบปี ได้เปลี่ยนบัณฑิตหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ให้กลายเป็นชายวัยกลางคนผู้ไร้ค่าและปล่อยตัวจนน่ารังเกียจ
จนกระทั่งบิดามารดาเสียชีวิต ที่บ้านขาดรายได้เลี้ยงชีพ เห็นอยู่ว่าแม้แต่เรื่องกินยังจะเป็นปัญหา หากไม่ลุกขึ้นมาสู้ก็คงต้องอดตายกันพอดี ไม่รู้ว่าเขาคิดตกแล้วหรือไม่ ในที่สุดซูฟูจื่อก็ยอมรับความทุกข์ยากที่โชคชะตามอบให้ เดินออกจากบ้าน และด้วยความช่วยเหลือจากญาติพี่น้อง จึงได้เปิดสำนักศึกษาขึ้นมาแห่งหนึ่ง
แม้ชื่อเสียงจะมัวหมอง แต่ชื่อเสียงด้านความรู้ของเขายังคงเล่าลือกันในหมู่เพื่อนบ้าน เมื่อเห็นเขากลับตัวกลับใจ เพื่อนบ้านต่างก็เชื่อถือและยินดีส่งลูกหลานมาให้เขาสั่งสอน
ดังนั้น สำนักศึกษาจึงเปิดดำเนินการมาได้เช่นนี้ เงินที่หาได้ก็เพียงพอสำหรับกินดื่มเลี้ยงดูครอบครัว
แม่สื่อถือโอกาสนี้มาทาบทาม แนะนำแม่ม่ายรูปงามที่มีลูกติดสองคนให้เขา
ซูฟูจื่อตอบตกลงด้วยความยินดี
สร้างตัวและสร้างครอบครัว หลังจากแม่ม่ายแต่งเข้าบ้าน ก็มีลูกให้เขาติดต่อกันสองคน รวมกับลูกติดก่อนหน้านี้สองคน ในบ้านมีเด็กสี่คน ชีวิตความเป็นอยู่ดูคึกคักรุ่งเรือง
ใกล้เวลาเที่ยง เฉินกวนโหลวหิ้วเนื้อสามชั้นชิ้นหนึ่งมาที่บ้านซูฟูจื่อ
ซูซือหมู่อายุไม่ถึงสี่สิบปี อาจเป็นเพราะบำรุงรักษาดี หน้าตาจึงดูอ่อนกว่าอายุจริง นับได้ว่าเป็นคนที่มีรูปโฉมงดงาม ในปีนั้น ด้วยเงื่อนไขของซูฟูจื่อ การจะแต่งงานกับหญิงสาวบริสุทธิ์ก็เป็นเรื่องที่จัดการได้ ในชนบทมีครอบครัวยากจนมากมาย ขอเพียงมีสินสอดสักหน่อย ก็สามารถพาสาวรุ่นกลับไปได้แล้ว
เหตุผลที่ซูฟูจื่อถูกใจซูซือหมู่ที่มีลูกติด ก็เพราะซูซือหมู่มีใบหน้าสะสวยและรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ส่วนลูกติดสองคน เขาเลี้ยงไหว
ไม่ว่าจะยุคสมัยใด ความสวยและความหล่อล้วนเป็นทรัพยากรที่หายาก
"มาก็มาสิ ยังจะเกรงใจอะไรกันอีก" ปากของซูซือหมู่บ่นว่าเฉินกวนโหลวสิ้นเปลือง แต่การเคลื่อนไหวของมือกลับไม่ช้าเลยสักนิด นางคว้าหมูสามชั้นไป ลองชั่งน้ำหนักดูก็รู้ว่าหนักอย่างน้อยห้าชั่ง นางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
"ทำให้ซือหมู่ขบขันแล้ว ข้าน้อยมาเยี่ยมคารวะฟูจื่อ จะให้มามือเปล่าก็กระไรอยู่" เฉินกวนโหลวกล่าวด้วยรอยยิ้ม
"ไม่มีอะไรต้องเขินอาย ฟูจื่ออยู่ในห้องหนังสือ เจ้าเข้าไปเถอะ ข้าจะไปผัดกับแกล้มให้พวกเจ้าสักสองอย่าง เดี๋ยวพวกเจ้าค่อยกินไปคุยไป"
"ได้กินเนื้อแล้ว ได้กินเนื้อแล้ว" ลูกชายคนเล็กของซูฟูจื่อเห็นว่าวันนี้มีเนื้อ ก็ร้องตะโกนด้วยความดีใจ
ซูซือหมู่รังเกียจที่ลูกชายคนเล็กทำตัวน่าอับอาย จึงด่าต่อหน้าเฉินกวนโหลวว่า "เจ้าคนสายตื้นเขิน ปกติไม่ได้ให้กินหรือไง ไสหัวไปไป อย่ามาเกะกะข้าทำงาน"
เฉินกวนโหลว: ...
น่าเสียดายที่หญิงงามมีปากเช่นนี้ ความงามลดฮวบลงไปห้าส่วนในทันที
เฉินกวนโหลวพบซูฟูจื่อในห้องหนังสือ
ดูเหมือนกิจการสำนักศึกษาของซูฟูจื่อจะเป็นไปด้วยดี ชีวิตความเป็นอยู่มีรสมีชาติ โต๊ะหนังสือถึงกับทำจากไม้พะยูง ดูจากคราบความเก่าแก่แล้วน่าจะเป็นของเก่า
สมัยที่เขาติดตามพี่สาวใหญ่เฉินเสี่ยวหลานมาอาศัยใบบุญตระกูลซู เขาเคยเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาของซูฟูจื่ออยู่สองปี ซูฟูจื่อคืออาจารย์ที่แท้จริงของเขา
ศิษย์มีข้อสงสัยมาขอคำชี้แนะจากอาจารย์ ก็เป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว
เขาจำเนื้อหาใน บันทึกสู่สวรรค์ ได้ทั้งหมดแล้ว เขาจึงสลับลำดับและสุ่มเลือกตัวอักษรมาสี่คำเพื่อขอคำชี้แนะจากซูฟูจื่อ
ซูฟูจื่อเห็นว่าเขายังใฝ่หาความรู้ ก็ดีใจมาก ตั้งใจไขข้อข้องใจให้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งบอกที่มาของตัวอักษรเหล่านี้
เฉินกวนโหลวจรดพู่กันจดบันทึกไว้ทุกคำ ความจำดีหรือจะสู้ปลายพู่กันทื่อทื่อ เขาตั้งใจว่าขากลับจะแวะไปร้านหนังสือ ซื้อหนังสืออ้างอิงที่ซูฟูจื่อเอ่ยถึงกลับบ้าน ว่างเมื่อไหร่ค่อยมาศึกษาด้วยตัวเอง
"ได้ยินว่าเจ้าเข้ารับราชการแทนบิดา ไปทำงานที่ คุกเทียนลาว นึกว่าเจ้านับแต่นี้จะประกอบอาชีพต่ำต้อย ลืมเลือนความรู้เสียแล้ว วันนี้เจ้าอุตส่าห์มาขอคำชี้แนะ ผู้เฒ่าอย่างข้าดีใจมาก ทะเลแห่งการเรียนรู้นั้นไร้ขอบเขต เจ้าตัวอยู่ใน คุกเทียนลาว ยังไม่ลืมการเรียนรู้ ประเสริฐนัก ในภายหน้าหากมีโอกาส ต้องรีบกระโดดออกจากหลุมนรกอย่าง คุกเทียนลาว ให้เร็วที่สุด อย่าได้ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า"
"ขอบพระคุณฟูจื่อที่สั่งสอน สถานการณ์ทางบ้านของข้าน้อย ฟูจื่อเองก็ทราบดี เพื่อปากท้อง คุกเทียนลาว ก็ถือว่าดีมากแล้ว"
"เจ้าหนอเจ้า หากปีนั้นเจ้าขยันเรียนให้มากกว่านี้อีกสักหน่อย ก็ใช่ว่าจะสอบรับราชการไม่ได้ เจ้าอยากหาเงิน ก็ไปหางานทำตามห้างร้านได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องไป คุกเทียนลาว"
เฉินกวนโหลวกล่าวด้วยรอยยิ้ม "หากินกับห้างร้าน ในสายตาชาวโลกก็ถือเป็นอาชีพต่ำต้อยเช่นกัน เป็นอาชีพต่ำต้อยเหมือนกัน แต่ คุกเทียนลาว ลดความยุ่งยากไปได้มาก ไม่ต้องวุ่นวายกับเรื่องความสัมพันธ์ของผู้คนมากนัก เมื่อเทียบกันแล้ว คุกเทียนลาว ยังดีกว่าหน่อย"
"เจ้า..." ซูฟูจื่อไม่พอใจอย่างมาก แม้จะเป็นอาชีพต่ำต้อยเหมือนกัน แต่เห็นได้ชัดว่าการทำงานในห้างร้านมีหน้ามีตากว่า คุกเทียนลาว ผู้คุมใน คุกเทียนลาว ล้วนเป็นพวกไม่น่าคบหา นอกจากวางอำนาจในคุกและได้เศษเงินแล้ว ลับหลังยังโดนคนชี้หน้าด่าสาปแช่งให้ไร้ลูกหลานสืบสกุล เงินของห้างร้านอย่างน้อยก็สะอาด
เมื่อเห็นซูฟูจื่อเริ่มมีโทสะ เฉินกวนโหลวก็รีบปลอบโยน "ข้าน้อยรู้ว่าฟูจื่อเป็นห่วง แต่ตอนนี้ข้าน้อยได้เข้าไปใน คุกเทียนลาว แล้ว เป็น ผู้คุม หนึ่งวัน ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ดีหนึ่งวัน ส่วนเรื่องในอนาคต เอาไว้อนาคตค่อยว่ากัน"
ฮึ!
ซูฟูจื่อยังคงไม่พอใจ เทศนาสั่งสอนต่อไป แม้ตอนกินข้าวก็ยังบ่นกระปอดกระแปดไม่หยุด แทบอยากจะจับหัวเฉินกวนโหลวมาล้างให้สะอาด แล้วยัดเยียดทัศนคติชีวิตของตนเองใส่เข้าไปเดี๋ยวนั้น
เฉินกวนโหลวไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด จุดประสงค์ในการมาวันนี้บรรลุผลแล้ว และยังปูทางสำหรับการมาขอคำชี้แนะในอนาคตไว้แล้วด้วย เขากินอิ่มดื่มดี ส่งเสียงอือออรับคำไปตามเรื่อง พอกินข้าวเสร็จ เช็ดปากแล้วก็ขอตัวลากลับทันที
บทที่ 17 เขาไม่ได้ไร้ศักดิ์ศรี
ระหว่างทางกลับบ้าน เขาแวะไปที่ร้านหนังสือ ซื้อหนังสือตามรายการที่ซูฟูจื่อแนะนำมาหลายเล่ม หมดเงินไปสิบสามตำลึง
ยุคสมัยนี้ หนังสือราคาแพงเกินไป การเรียนหนังสือเป็นเรื่องสิ้นเปลืองจนเกินเหตุ ถึงขั้นเรียกได้ว่าฟุ่มเฟือย
ปีนั้นพี่สาวใหญ่เฉินเสี่ยวหลานไปอาศัยอยู่บ้านสามี ยังกัดฟันส่งเสียเขาเรียนสำนักศึกษา ความขมขื่นและคับแค้นใจในนั้นยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด เขาตระหนักได้อีกครั้งว่าตนเองติดค้างพี่สาวใหญ่ไว้มากเหลือเกิน
เขาจึงตัดสินใจซื้อเครื่องประดับมาชุดหนึ่ง ต่างหูทอง กำไลทอง สร้อยคอทองคำ และแหวนทอง นอกจากนี้ยังซื้อเนื้อหัวหมูอีกหลายชั่ง หิ้วสุราหนึ่งกาไปที่บ้านตระกูลซู
เหล้าและเนื้อยกให้หญิงเฒ่าซู
หญิงเฒ่าซูที่เดิมทีหน้าบึ้งตึง ก็มีรอยยิ้มที่หาได้ยาก ทั้งยังรั้งให้เขาอยู่กินข้าวเย็น
เขาไม่กินแน่นอน
ขืนเขากินข้าวเย็น หญิงเฒ่าซูคงบ่นกระปอดกระแปดไปอีกหลายวัน พี่สาวใหญ่คงไม่ได้อยู่อย่างสงบสุข
แต่เฉินเสี่ยวหลานไม่เห็นด้วย
สองพี่น้องคุยกันตามลำพัง "เหล้ากับข้าวที่เจ้าซื้อมา เจ้าควรจะอยู่กินข้าวด้วย อย่าไปเกรงใจนาง ยิ่งเจ้าเกรงใจ นางยิ่งได้คืบจะเอาศอก"
"ท่านพี่ ท่านก็รู้นิสัยข้า ข้าไม่ชอบงานเลี้ยงสังสรรค์ ไว้คราวหน้า คราวหน้าข้าจะอยู่แน่นอน ท่านพี่ ท่านอย่าเพิ่งยุ่ง ท่านดูนี่คืออะไร น้องชายท่านตอนนี้มีเงินแล้ว ตั้งใจซื้อมาให้ท่านโดยเฉพาะ"
เฉินกวนโหลวหยิบเครื่องประดับทองคำออกมา ยิ้มอย่างลำพองใจ
"คุณพระช่วย!" เฉินเสี่ยวหลานเห็นกองเครื่องประดับนี้ ก็ร้อนใจระคนโมโห นางชะเง้อมองออกไปนอกประตู พอแน่ใจว่าแม่สามีและสะใภ้อื่นไม่ได้แอบดู จึงรีบปิดประตูหน้าต่าง ลดเสียงลงต่ำ "เจ้าไปเอาเงินมาจากไหน? เจ้าไปทำอะไรมา? เจ้าห้ามทำเรื่องเหลวไหลนะ!"
"ท่านพี่ เงินพวกนี้ได้มาอย่างขาวสะอาด ท่านไม่ต้องห่วงข้า คุกเทียนลาว นอกจากเงินเดือนประจำแล้ว ยังมีเงินโบนัส เงินโบนัสนี่แหละคือเงินก้อนโต ข้าตัวคนเดียว ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร ผ่านไปไม่กี่เดือนก็เก็บเงินได้หน่อย คิดว่าพี่สาวใหญ่ไม่มีเครื่องประดับดีดีสักชิ้น ก็เลยจัดการซื้อให้ท่านชุดหนึ่ง"
เฉินเสี่ยวหลานฟังคำอธิบายของเขาแล้วจึงวางใจ ขอแค่ที่มาของเงินบริสุทธิ์ก็พอ
มองดูเครื่องประดับสีทองอร่าม นางทั้งดีใจและปวดใจ ลูบไล้ลำคอและข้อมือที่ว่างเปล่าของตน ยิ้มขื่นพลางกล่าวว่า "เจ้าให้ของพวกนี้กับข้า ข้าก็ใส่ไปไหนไม่ได้หรอก ข้าใส่ทองใส่เงิน แต่แม่สามีไม่มีเครื่องประดับดีดีสักชิ้น แค่น้ำลายเพื่อนบ้านก็ท่วมตายแล้ว เครื่องประดับพวกนี้ อยู่ในมือข้าเกรงว่าจะรักษาไว้ไม่ได้"
"หรือว่าหญิงเฒ่าซูยังกล้าแย่งเครื่องประดับที่บ้านเดิมของลูกสะใภ้ให้มาอีก?" เฉินกวนโหลวตาโต ทำท่าทางดุร้าย
เฉินเสี่ยวหลานถอนหายใจ "แย่งน่ะไม่แย่งหรอก แต่คำพูดคำจาเหน็บแนม จะทรมานคนให้ตายได้"
เฉินกวนโหลวโกรธจัด "ถ้านางอยากใส่ ก็ไปขอกับซูต้าเฉิงสิ มีสิทธิ์อะไรมาจ้องของส่วนตัวของลูกสะใภ้ ท่านพี่ ท่านไม่ต้องกลัว ใส่ไปเลย"
"ไม่ล่ะ ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว แล้วก็ไม่อยากหาเรื่องให้เจ้าด้วย เครื่องประดับพวกนี้เจ้านำกลับไปเถอะ วันหน้าถือเป็นสินสอด"
"ไม่ได้! นี่เป็นของที่ให้ท่าน จะมีเหตุผลเอากลับคืนได้ยังไง อย่างมากท่านก็เก็บสะสมไว้ เอาไว้เป็นสมบัติติดตัว พี่เขยสองพี่น้องช้าเร็วก็ต้องแยกบ้านกัน อีกอย่าง ท่านพี่ ท่านเองก็ต้องเก็บเงินส่วนตัวไว้บ้าง ท่านเลี้ยงดูข้ามาตั้งหลายปี ตอนนี้ถึงตาน้องชายอย่างข้าจะเป็นที่พึ่งให้ท่าน ท่านไม่ต้องกลัว"
เฉินเสี่ยวหลานยิ้มด้วยความอิ่มเอมใจ "มีคำพูดของเจ้าประโยคนี้ ความลำบากตลอดหลายปีมานี้ก็ไม่เสียเปล่า ตกลง ข้าเชื่อเจ้า จะเก็บเครื่องประดับไว้เป็นสมบัติติดตัว"
"ช้าก่อน!"
เห็นเฉินเสี่ยวหลานเก็บเครื่องประดับ เฉินกวนโหลวก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
"เพื่อกันเหนียว เครื่องประดับทุกชิ้นข้าจะทำตำหนิพิเศษไว้"
เฉินเสี่ยวหลานชะงักไป "นี่..." นางตั้งใจจะว่าน้องชายว่ามองคนในแง่ร้าย แต่พอคิดดูอีกที น้องชายทำแบบนี้ก็เพื่อตัวนาง กลัวนางจะลำบากใจในบ้านตระกูลซู กังวลว่าจะเกิดเรื่องน่าอับอาย จึงเตรียมการไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าอย่างไร นางก็ว่าน้องชายทำผิดไม่ได้
เฉินกวนโหลวหยิบมีดสั้นที่พกติดตัวออกมา บรรจงกรีดรอยรูป "✓" ไว้ที่ด้านหลังเครื่องประดับ รูปร่างเหมือนเครื่องหมายถูก ลักษณะคล้ายกับตราสินค้าไนกี้ นี่เป็นเครื่องหมายบนเครื่องประดับที่เป็นของพี่สาวใหญ่แต่เพียงผู้เดียว
"เท่านี้ก็เรียบร้อย เครื่องประดับที่มีเครื่องหมายนี้ ในใต้หล้ามีเพียงของพี่สาวใหญ่ วันหน้าหากมีใครพูดจาเหลวไหล นี่ก็คือหลักฐาน"
เฉินเสี่ยวหลานรู้สึกปลื้มใจมาก "เจ้าช่างรอบคอบจริงจริง"
"กันไว้ดีกว่าแก้"
สองพี่น้องพบหน้ากันก็คุยกันหลายเรื่อง
อาศัยจังหวะที่ยังไม่ถึงเวลาอาหาร เฉินกวนโหลวก็ขอตัวกลับ
หญิงเฒ่าซูรั้งให้เขากินข้าว เขาปฏิเสธเสียงแข็ง เดินจากไปอย่างเด็ดขาด
หญิงเฒ่าซูคราวนี้พอใจแล้ว มื้อเย็นมีเหล้ามีกับแกล้ม แถมไม่ต้องเพิ่มตะเกียบอีกคู่
เฉินเสี่ยวหลานได้หน้า หญิงเฒ่าซูก็หันเป้าโจมตีไปที่ลูกสะใภ้คนโต ด่าทอกระฟัดกระเฟียดไม่หยุดหย่อน
...
เว้นไปสามวันห้าวัน เฉินกวนโหลวก็ไปขอคำชี้แนะจากซูฟูจื่อ ทุกครั้งซูฟูจื่อจะไขข้อข้องใจให้อย่างอดทน แล้วแถมด้วยการบ่นสั่งสอนชุดใหญ่
นานวันเข้า ก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่เขาจะเตรียมของขวัญไป
บางครั้งไปอย่างรีบร้อน ในตัวพกไปแค่น้ำตาลปั้นไม่กี่ก้อน ให้ลูกทั้งสองของซูฟูจื่อกิน เด็กเด็กพอใจ แต่ซูซือหมู่ไม่พอใจ
ครั้งหนึ่งสองครั้งไม่ติดของขวัญมา ซูซือหมู่ยังพอทนไหว พอจำนวนครั้งเริ่มมากเข้า ซูซือหมู่ก็เริ่มมีคำครหา
วันนี้ เป็นวันที่เฉินกวนโหลวไปขอคำชี้แนะจากซูฟูจื่อตามปกติ ระหว่างทางซื้อขนมเปี๊ยะติดมือไปไม่กี่ชิ้น
ซูซือหมู่มองดูขนมเปี๊ยะ รับมาด้วยท่าทีเย็นชาเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า "ลำบากเจ้าที่คิดได้รอบคอบ มื้อเที่ยงวันนี้มีกินแล้ว ก็กลัวแต่ฟูจื่อจะรังเกียจที่ไม่มีเหล้ายาปลาปิ้ง เขาไม่คิดบ้างเลยว่า ทั้งครอบครัวมีปากท้องต้องกินต้องใช้ตั้งเท่าไหร่ เงินค่าเล่าเรียนที่เขาหาได้ ลำพังให้มีข้าวกินอิ่มก็ดีถมไปแล้ว ยังจะอยากกินเหล้ากินเนื้อทุกมื้อ ฝันไปเถอะ"
เฉินกวนโหลว: ...
กระอักกระอ่วนยิ่งนัก
"โทษข้าเอง มาอย่างรีบร้อน เลยพลาดแผงขายเนื้อ เดี๋ยวข้าจะไปซื้อเนื้อกลับมาสักหลายชั่ง ต้องให้ฟูจื่อได้กินอิ่มหนำสำราญให้ได้"
ซูซือหมู่ราวกับร่ำเรียนวิชาเปลี่ยนหน้ากากมา ใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบานในทันที "ไหนเลยจะต้องให้เจ้าวิ่งไปเอง ให้เจ้าตัวเล็กสองคนไปเซ็นเชื่อที่ปากซอยกลับมาสักชั่งก็พอ"
"ไม่ต้องเซ็นเชื่อหรอก เซ็นเชื่อจะเสียหน้าฟูจื่อเปล่าเปล่า" เฉินกวนโหลวนับเงินห้าเฉียนส่งให้ซูซือหมู่ตรงนั้น อีกฝ่ายพอใจแล้ว ถึงยอมปล่อยเขาไป
เฉินกวนโหลวคิดในใจว่า วันหน้าคงมาบ้านซูฟูจื่อไม่ได้แล้ว มาทีไรก็ต้องโดนซูซือหมู่รังเกียจทุกที เขาไม่ได้ไร้ศักดิ์ศรีขนาดนั้น
คนมีความรู้ในโลกนี้มีมากมายถมไป
ซูซือหมู่ได้เงินมา ก็ไปซื้อเนื้อที่ปากซอยด้วยตัวเองมาสองชั่ง แต่ทำอาหารแค่ชั่งเดียว อีกชั่งหนึ่งเก็บไว้ในตู้กับข้าว กะว่าจะกินตอนเย็น
ตามหลักแล้ว ซูฟูจื่อหาเงินได้ไม่น้อย แต่ทว่า ซูซือหมู่กลับไม่เคยพอใจ ใช้ชีวิตอย่างตระหนี่ถี่เหนียว ทำตัวใจแคบมาตลอด
นางกับสามีคนก่อน มีลูกชายหนึ่งคนลูกสาวหนึ่งคน เด็กทั้งสองโตแล้ว ลูกสาวนั้นง่าย สินเดิมนิดหน่อยก็ส่งออกเรือนได้ ที่ยากคืองานแต่งของลูกชายคนโต สร้างครอบครัวต้องใช้เงินก้อนหนึ่ง พอสร้างครอบครัวแล้ว ก็ต้องคิดเรื่องย้ายออกไปตั้งตัว ก็ต้องใช้เงินอีกก้อน ตอนนี้บ้านที่อยู่อาศัยเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษของซูฟูจื่อ ยังไงก็ไม่ถึงคิวให้ลูกชายคนโตมาเป็นเจ้าบ้าน
นางกับซูฟูจื่อยังมีลูกชายหนึ่งคนลูกสาวหนึ่งคนด้วยกัน เด็กทั้งสองยังเล็ก ซูฟูจื่อก็อายุมากแล้ว เกิดวันไหนตายจากไป ลูกก็ยังเล็ก ลูกชายคนโตก็ยังตั้งตัวไม่ได้ ถึงตอนนั้นนางที่เป็นผู้หญิงจะทำอย่างไร จะให้แต่งงานครั้งที่สามครั้งที่สี่ก็คงไม่ได้
ที่นางตระหนี่ถี่เหนียว ก็เพื่อครอบครัวนี้ไม่ใช่หรือไง!
บทที่ 018 ฝากเขาจัดการธุระ
เฉินกวนโหลวไม่ไปบ้านซูฟูจื่ออีก หันไปที่สำนักศึกษาของจวนผิงเจียงโหวแทน เลี้ยงเหล้าเลี้ยงเนื้อสักมื้อก็จัดการ ตู้ฟูจื่อ แห่งสำนักศึกษาได้แล้ว ยังคงรักษาความถี่ในการไปขอคำชี้แนะทุกสามถึงห้าวันเช่นเดิม
ด้วยวิธีเช่นนี้ เขาจึงค่อยค่อยทำความเข้าใจความหมายของ บันทึกสู่สวรรค์ บทแรก และเริ่มทดลองฝึกฝน บันทึกสู่สวรรค์ ความยากลำบากในนั้นยากจะบรรยาย
โชคดีที่มี ผลมรรคาวิถีอมตะ ช่วยหักล้างความเสียหายของร่างกาย เขาถึงยืนหยัดมาได้
งานใน คุกเทียนลาว ดำเนินไปตามระเบียบแบบแผน
พัศดีฟ่าน สมกับที่เคยเป็น ซือเย่ มาก่อน วิธีการทำงานเฉียบขาดมาก เพียงเคลื่อนไหวไม่กี่กระบวนท่าก็ปรามเหล่า ผู้คุม ได้อยู่หมัด และยังปลอบโยนอารมณ์ของเหล่า ผู้คุม ทำให้ผู้คนเกิดความยำเกรง
หลังจากนั้น พัศดีฟ่าน ก็เป็นเจ้าภาพเลี้ยงทุกคนที่ หอกวนเหม่ย ด้วยตัวเอง
ใช้ทั้งไม้แข็งและไม้นวม หลอกล่อทุกคนใน คุกเทียนลาว จนหัวหมุน ยอมศิโรราบแต่โดยดี
หลูต้าโถว บ่นกับเฉินกวนโหลวเป็นการส่วนตัว " พัศดีฟ่าน มีลูกเล่นแพรวพราวกว่า พัศดีเจี่ยง เยอะ พัศดีเจี่ยง แม้จะตายอย่างน่าอนาถ แต่ก็ไม่นับว่าถูกใส่ร้ายจริงจริงหรอกนะ"
เฉินกวนโหลวจิบเหล้า หยั่งเชิงถามว่า " พัศดีเจี่ยง ดื่มเหล้าแล้วตกลงไปในแม่น้ำจมน้ำตาย วิธีการนี้มันดูหยาบไปหน่อยนะ"
"ฝีมือพวกมือใหม่เพิ่งหัดขับ ย่อมจะหยาบเป็นธรรมดา"
อุ๊ย ฟังจากน้ำเสียงนี้ ดูเหมือน หลูต้าโถว จะรู้อตื้นลึกหนาบางบางอย่าง
เฉินกวนโหลวอยากจะหลอกถามต่อ แต่ไม่นึกว่า หลูต้าโถว จะเป็นฝ่ายเปลี่ยนเรื่องคุยเอง ดูเหมือนเจ้าตัวจะรู้ตัวว่าเมาแล้วปากโป้ง พูดสิ่งที่ไม่ควรพูดไป
เฉินกวนโหลวได้แต่เสียดายในใจ เขายังอยากจะสืบดูว่าตกลงเป็นเทพเซียนองค์ไหนตีกัน แล้วกระทบมาถึง ผู้คุม ใน คุกเทียนลาว คืนนั้นอันตรายมาก เขาเองก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด
ช่วงนี้ คุกเทียนลาว คึกคักมาก มีคนถูกขังเข้ามาทีเดียวหลายสิบคน ห้องขังเต็มเอี๊ยด
สาเหตุมาจาก สำนักรับจ้าง รับเงินมาขจัดภัยให้คนอื่น รับคำสั่งให้มาตะลุมบอน ตีกันจนมีคนตาย
ตามหลักแล้ว คดีความชาวบ้านทั่วไป ต่อให้ตีกันจนมีคนตาย ก็ไม่มีสิทธิ์ถูกขังใน คุกเทียนลาว คุกของที่ว่าการอำเภอก็ไม่ได้เต็มขนาดนั้น
แต่จนใจ ที่นี่คือเมืองหลวง อิฐก้อนหนึ่งหล่นลงมาทับคนสิบคน ห้าคนในนั้นอาจเป็นญาติห่างห่างของขุนนางผู้มีอำนาจสักคน
เมืองหลวงไม่มีอะไรมาก ญาติห่างห่างของขุนนางมีเยอะเป็นพิเศษ ไม่แน่ว่าคนขายหมูหน้าปากซอยอาจจะมีญาติห่างห่างที่เลี้ยวไปเจ็ดแปดตลบเป็นขุนนางใหญ่ก็ได้
กลุ่มคนที่ยกพวกตีกันทั้งสองฝ่าย ต่างก็มีคนหนุนหลัง พอเรื่องแทงขึ้นไปข้างบน สำนักมือปราบลิ่วซ่าน ก็หัวจะปวด เอาล่ะ จับขัง คุกเทียนลาว ให้หมด รอวันไต่สวน
เฉินกวนโหลวคิดไม่ถึงเลยว่า เลี้ยวไปเลี้ยวมา คดีนี้จะมาเกี่ยวข้องกับเขาได้
วันนี้หลังเลิกงาน พอเดินออกจากที่ว่าการ ก็สวนทางกับหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่ง นางคือสาวใช้ตัวน้อยนามว่า ซิ่วจวน จากบ้าน ผู้ดูแลหลิว นั่นเอง
"ข้ารอท่านตั้งนาน"
"เจ้ามาได้อย่างไร?"
ทั้งสองคนเอ่ยปากพร้อมกัน
ซิ่วจวน เม้มปากยิ้ม "พี่ชายเฉิน นายท่านของข้าเชิญท่านไปดื่มเหล้าที่จวน ก่อนหน้านี้ไปส่งเทียบเชิญที่บ้านท่าน เสียดายท่านไม่อยู่ ข้าเลยต้องมารอเชิญอยู่ที่หน้า คุกเทียนลาว อากาศร้อนขนาดนี้ ท่านไม่เลี้ยงน้ำข้าสักคำหรือ"
เฉินกวนโหลวรีบเชิญคนไปที่ร้านน้ำชาข้างข้าง เลี้ยงน้ำชาหนึ่งถ้วย
"เจ้าบอกว่า ผู้ดูแลหลิว เชิญข้าดื่มเหล้า?"
"ใช่สิ!"
"นี่... ผู้ดูแลหลิว จะเชิญข้าดื่มเหล้าทำไม?" เฉินกวนโหลวสงสัยมาก เขากับ ผู้ดูแลหลิว จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยเจอกันสักครั้ง เขาเองก็ไม่มีอะไรให้คะนึงหา ผู้ดูแลหลิว จะมาเชิญเขาดื่มเหล้าทำไม
"ทำไมจะเชิญท่านดื่มเหล้าไม่ได้ ท่านมีข้อสงสัยอะไร เจอนายท่านของข้า ก็ถามกับปากท่านเองสิ เวลาก็ไม่เช้าแล้ว นายท่านของข้ารออยู่ที่จวน รีบตามข้าไปเถอะ"
เฉินกวนโหลวคิดดูแล้ว ผู้ดูแลหลิว ช่วยเขาไว้มาก แม้เรื่องนี้สำหรับอีกฝ่ายจะเป็นแค่คำพูดประโยคเดียว แต่เขาต้องรับน้ำใจนี้ไว้
ไม่ว่าเหล้ามื้อนี้จะมีจุดประสงค์อะไร เขาก็ต้องไปสักเที่ยว
มาเยือนจวนตระกูลหลิวอีกครั้ง ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม แต่สภาพจิตใจของเขากลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ระหว่างทางมา เขาตั้งใจซื้อของขวัญมาชุดใหญ่ เพื่อขอบคุณความช่วยเหลืออย่างใจกว้างของ ผู้ดูแลหลิว ในวันนั้น
วนเวียนไปมาอยู่หลายเดือน ในที่สุดเขาก็ได้พบ ผู้ดูแลหลิว ผู้โด่งดัง เป็นชายวัยกลางคน รูปร่างท้วมเล็กน้อย ให้ความรู้สึกใจดี ใบหน้ายิ้มแย้มอยู่เสมอ ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับคมกริบเป็นพิเศษ ราวกับซ่อนดาบหอกเอาไว้ พร้อมจะพุ่งออกมาแทงคนให้ทะลุได้ทุกเมื่อ
เฉินกวนโหลวรับมืออย่างระมัดระวัง เข้าไปคารวะ
"เสี่ยวโหลวมาแล้ว รีบเข้ามานั่ง ไม่ต้องมากพิธี สองครั้งก่อนที่เจ้ามา ข้าไม่อยู่บ้าน เลยคลาดกัน วันนี้ เจ้าต้องอยู่ดื่มเป็นเพื่อนข้าให้เต็มที่"
"ได้รับเกียรติจาก ผู้ดูแลหลิว ให้ความสำคัญ ช่วยเหลือข้าน้อยไว้มาก ข้าน้อยขอดื่มคารวะท่านหนึ่งจอก ดื่มก่อนเป็นการเคารพ"
เฉินกวนโหลวไม่พูดพร่ำทำเพลง ดื่มเหล้าอึกใหญ่เป็นใช้ได้
ผู้ดูแลหลิว มองอยู่ในสายตา พอใจเป็นอย่างยิ่ง
"เสี่ยวโหลวไม่เลวเลย มามามา รินเหล้าให้เต็ม"
ครู่ต่อมา หลิวว่านซื่อ สวมชุดกระโปรงสีเขียวน้ำทะเล เดินนวยนาดเข้ามาในวงเหล้า เฉินกวนโหลวเพ่งมอง หัวใจเต้นรัวเร็วขึ้นสองจังหวะ รีบสำรวมสายตา ไม่กล้ามองมาก
หลิวว่านซื่อ เม้มปากยิ้ม นั่งลงแนบชิด ผู้ดูแลหลิว "เสี่ยวโหลวมาแล้วเหรอ ยังขี้เกรงใจเหมือนเดิมเลยนะ"
นางรินเหล้าด้วยมือเรียวงาม นิ้วมือขาวผ่องเนียนนุ่ม ราวกับเส้นไหมที่พันผูกหัวใจชายหนุ่มเอาไว้
"ท่านพี่ ตอนนั้นข้าพูดว่าอย่างไร ข้าบอกแล้วว่าพี่ชายเฉินเป็นคนใฝ่ดีที่หาได้ยากในตระกูลเฉิน ไม่ผิดใช่ไหม"
"ฮ่าฮ่าฮ่า... สายตาของน้องหญิงย่อมไม่ผิดพลาด"
สองผัวเมียหยอกล้อกันโดยไม่สนใจคนรอบข้าง เฉินกวนโหลวมองจมูกมองใจ ดื่มเหล้าเปล่า จิตใจสงบนิ่ง
ดูเหมือนจะแสดงละครจบแล้ว หลิวว่านซื่อ ก็เดินจากไปอย่างแช่มช้อย ทิ้งกลิ่นหอมจางจางไว้ กลิ่นหอมพิลึก
ผู้ดูแลหลิว รินเหล้าให้เฉินกวนโหลวด้วยตัวเอง ในที่สุดก็เข้าเรื่อง
"วันนี้ที่เรียกเจ้ามา จริงจริงแล้วมีเรื่องหนึ่ง ช่วงนี้ คุกเทียนลาว ขังคนไว้กลุ่มหนึ่ง เจ้าช่วยข้าดูแลหน่อย อย่าให้พวกเสือสิงห์กระทิงแรดใน คุกเทียนลาว รังแกคน เจ้าบอกพวกเขาว่า เงินข้ามีให้ไม่อั้น อย่าไปรีดไถคนในคุก พวกเขาทำตามคำสั่ง"
" ผู้ดูแล หมายถึง สองกลุ่มที่ถูกขังใน คุกเทียนลาว เพราะเรื่องยกพวกตีกันช่วงนี้?" เฉินกวนโหลวคอแข็งพอตัว ฝึกฝนมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว ร่างกายในชาตินี้ก็คอทองแดงเช่นกัน ดื่มไปสิบกว่าจอก เขาไม่เมาเลยสักนิด พอได้ยินเรื่องที่ ผู้ดูแลหลิว ฝากฝัง เขาก็ตาสว่างทันที เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก ต้องรู้ตื้นลึกหนาบางให้แน่ชัด ไม่กล้ารับปากส่งเดช
ผู้ดูแลหลิว แค่นเสียงเย็น "พวก สำนักรับจ้าง ไม่ต้องไปสนใจ คุกเทียนลาว ของพวกเจ้ามีวิธีอะไรก็งัดออกมาใช้ให้หมด จัดการพวก สำนักรับจ้าง จัดการได้ดี ข้ามีเงินรางวัลเพิ่มให้ ส่วนพวกบ่าวไพร่และองครักษ์ เจ้าช่วยข้าดูแลให้ดี เสร็จเรื่องแล้วไม่ขาดประโยชน์ของเจ้าแน่"
นี่?
เฉินกวนโหลวจิบเหล้า "ข้าน้อยบังอาจถามสักคำ ข้าน้อยเป็นแค่ ผู้คุม ตัวเล็กเล็ก ใน คุกเทียนลาว ไม่มีเส้นสายและไม่มีอำนาจหนุนหลัง ไฉน ผู้ดูแลหลิว ถึงนึกถึงข้าน้อย อีกอย่าง จวนโหว ไปเกี่ยวข้องกับพวกบ่าวไพร่ที่ยกพวกตีกันได้อย่างไร?"
ผู้ดูแลหลิว ตบไหล่เขา หัวเราะฮ่าฮ่า "เมื่อครู่ หากเจ้ารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ข้าคงไม่กล้ามอบหมายงานให้เจ้าทำ ไม่ปิดบังเจ้า คนเบื้องบนของ คุกเทียนลาว ที่ควรดูแลข้าก็ดูแลไปหมดแล้ว แต่ว่า สถานที่อย่าง คุกเทียนลาว เจ้าอยู่ข้างในย่อมรู้ดีกว่าข้า ยมบาลเข้าง่ายภูตผีรับมือยาก ผู้คุม อย่างพวกเจ้าน่ะ ฮึ ตอนนี้ข้าไว้ใจแค่เจ้า เจ้าช่วยข้าดูแลคนพวกนั้น ตรงไหนต้องใช้เงินเจ้าบอกมาได้เลย รับรองไม่ให้เจ้าเหนื่อยเปล่า ส่วนทำไม จวนโหว ถึงเข้าไปพัวพัน เจ้าเข้าใจสาเหตุที่คนสองกลุ่มตีกันไหม?"
บทที่ 019 เทพเซียนต่อตี ภูตผีรับเคราะห์
เฉินกวนโหลวเคยทำความเข้าใจที่มาที่ไปของคดีนี้มาบ้างแล้วจริงจริง
นอกเมืองมีเศรษฐีที่ดินแซ่หลิ่วคนหนึ่ง ลงเงินลงแรง รวบรวมคนไปบุกเบิกที่ดินรกร้าง ใช้เวลาสามปี เปลี่ยนที่ดินรกร้างให้เป็นที่ดินทำกิน รวมพื้นที่บุกเบิกประมาณห้าพันไร่
เวลานี้ มีเศรษฐีที่ดินแซ่อู๋คนหนึ่งโผล่ออกมา บอกว่าที่ดินรกร้างเป็นของบ้านเขา ตอนนี้เขาจะขอคืนที่ดินห้าพันไร่ที่ปรับปรุงจนสมบูรณ์แล้ว พร้อมทั้งงัดโฉนดที่ดินออกมา
เศรษฐีที่ดินแซ่หลิ่วย่อมไม่ยอม ตนเองทุ่มเทแรงกายแรงใจบุกเบิกที่ดินห้าพันไร่ ที่ดินเพิ่งจะเข้าที่เข้าทาง เห็นอยู่ว่ากำลังจะเก็บเกี่ยวผลผลิต จู่จู่ก็มีคนโผล่มาจะชุบมือเปิบ แถมไม่จ่ายค่าชดเชยใดใด เรื่องนี้ไปพูดที่ไหนเขาก็เป็นฝ่ายมีเหตุผล
ทั้งสองฝ่ายโต้ตอบกันไปมา ปะทะกันหลายครั้ง ใครก็ไม่ยอมใคร อารมณ์โกรธก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้น จนสุดท้าย ยกระดับจากบุ๋นมาเป็นบู๊
ในโลกที่เคารพผู้มีวรยุทธ์ ต้องแสดงกำลัง ถึงจะแก้ปัญหาได้
บ้านเศรษฐีที่ดินแซ่หลิ่วมีบ่าวไพร่มีองครักษ์ ค่าพลังการต่อสู้แข็งแกร่ง
บ้านเศรษฐีที่ดินแซ่อู๋ก็มีบ่าวไพร่และองครักษ์เช่นกัน
พอทั้งสองฝ่ายเปิดฉากต่อสู้ สถานการณ์ก็ดุเดือดเลือดพล่าน
ตีกันไปตีกันมา ค่าพลังการต่อสู้ของบ้านเศรษฐีที่ดินแซ่อู๋เห็นได้ชัดว่าสู้บ้านเศรษฐีที่ดินแซ่หลิ่วไม่ได้ ด้วยความโกรธ เศรษฐีที่ดินแซ่อู๋จึงจ้างคนของ สำนักรับจ้าง มาช่วย ตัดสินแตกหักกันสักตั้ง
ผลก็คือทั้งสองฝ่ายต่างใช้อาวุธ มีคนตายคาที่ คดีความตอนแรกฟ้องกันที่ที่ว่าการอำเภอ นึกว่าเป็นคดีง่ายง่าย ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังยังเกี่ยวพันกับขุนนางใหญ่ในเมืองหลวง
เศรษฐีที่ดินแซ่หลิ่วมีคนหนุนหลังคือ จวนผิงเจียงโหว เศรษฐีที่ดินแซ่หลิ่วก็เหมือนกับนอมินี ออกหน้าแทน จวนโหว เพื่อกว้านซื้อที่ดินหาเงิน
ส่วนคนหนุนหลังของเศรษฐีที่ดินแซ่อู๋คือขุนนางใหม่มาแรงในราชสำนัก เจียงถู ดำรงตำแหน่ง เส้าฟู่ถงเฉิง และ ผู้ตรวจการประตูเมือง มีหน้าที่หาเงินให้ฮ่องเต้โดยเฉพาะ เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้อย่างยิ่ง
ในราชสำนักมีคนปากร้าย ตั้งฉายาให้ เจียงถู ว่า เจียงกุ้ยเฟย
เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้ได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้เพียงใด ฮ่องเต้แทบจะขาด เจียงถู ไม่ได้แม้แต่วันเดียว ข้อเสนอใดที่ เจียงถู เสนอ สิบเรื่องต้องได้รับการอนุมัติเจ็ดแปดเรื่อง
อย่าว่าแต่ในหมู่ขุนนางไม่มีใครเทียบฐานะในใจฮ่องเต้ของ เจียงถู ได้ แม้แต่ องค์รัชทายาท และเหล่าองค์ชายยังต้องเอาอกเอาใจขุนนางใหม่ผู้นี้
เศรษฐีที่ดินแซ่อู๋เดิมทีเป็นแค่ผู้ดีตกยาก เจียงถู เองก็มีกำพิดต่ำต้อย พอ เจียงถู ได้ดี เศรษฐีที่ดินแซ่อู๋อาศัยความสัมพันธ์เป็นญาติห่างห่างกับตระกูลเจียง ภายในเวลาไม่กี่ปีก็สร้างฐานะใหญ่โต การกระทำยิ่งเหิมเกริมวางอำนาจ คนอื่นเกรงกลัวบารมี เจียงถู ยอมหลีกทางให้ทุกเรื่อง ทำให้เศรษฐีที่ดินแซ่อู๋ยิ่งกำเริบเสิบสาน ตอนนี้ถึงขนาดกล้าวางแผนเล่นงาน จวนโหว
แต่คิดไม่ถึงว่า เศรษฐีที่ดินแซ่หลิ่วถือดีว่ามี จวนโหว หนุนหลัง ไม่เห็นเศรษฐีที่ดินแซ่อู๋อยู่ในสายตา บวกกับฝ่ายตนมีเหตุผล ทั้งสองฝ่ายจึงเกิดเรื่องราวใหญ่โต
ทางที่ว่าการอำเภอตอนแรกไม่รู้ว่าคดีนี้น้ำลึกขนาดนี้ เกือบจะเข้าข้างเศรษฐีที่ดินแซ่อู๋ตามความเคยชิน โชคดีที่ ซือเย่ ตาไว แอบเตือนสติ ท่านนายอำเภอถึงกับเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ทั้งสองฝ่ายเขาล้วนล่วงเกินไม่ได้ จึงส่งเรื่องขึ้นไป
จิงเจ้าอิน: ...
บัดซบ หรือว่าข้าล่วงเกินได้หรือไง
คดีถูกส่งต่อขึ้นไป สุดท้ายไปตกอยู่ในมือ กรมอาญา
กรมอาญา ไม่มีที่ให้ส่งต่อแล้ว ชั่วขณะหนึ่งคนใน กรมอาญา ต่างปวดหัวกันถ้วนหน้า มีคนฉลาดหลักแหลมออกไอเดีย จับคนขัง คุกเทียนลาว ไปก่อน เจตนาคือ เอาคนมาไว้ในสายตา เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
แต่ใครใครก็รู้ สถานที่ที่เกิดเหตุไม่คาดฝันได้ง่ายที่สุด ก็คือ คุกเทียนลาว
คุกในท้องถิ่น หากความกล้าของ ผู้คุม คือ 5 ความกล้าของ ผู้คุม ใน คุกเทียนลาว ก็คือ 10
หลังจากเข้าใจภาพรวมของคดี เฉินกวนโหลวก็ตัวสั่นโดยไม่รู้ตัว เทพเซียนสององค์ตีกัน เขาเป็น ผู้คุม ตัวเล็กเล็ก มีความสามารถอะไร ถึงถูกดึงเข้าไปในเกม ให้เกียรติกันเกินไปแล้วกระมัง
"ตอนนี้ เจียงถู มีอำนาจมาก เศรษฐีที่ดินแซ่อู๋เห็นชัดว่าอาศัยบารมี เจียงถู ทำเรื่องชั่วร้าย แย่งชิงที่ดินทำกินของชาวบ้าน ว่ากันตามจริง คดีนี้เศรษฐีที่ดินแซ่อู๋ก็ไม่มีเหตุผล แต่ทางการกลับไม่ยอมตัดสิน ยื้อคดีส่งไปถึง กรมอาญา พูดไปแล้วทุกคนก็เกรงกลัวอิทธิพลของ เจียงถู ไม่กลัวอะไร กลัวแต่ เจียงถู จะเป่าหูฮ่องเต้ เพราะยังไง เจียงถู ก็ได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้ทุกวัน สถานการณ์เป็นเช่นนี้ ทำไม จวนโหว ถึงยังเลือกที่จะชนกับ เจียงถู ตรงตรง ไม่กลัวจะได้ไม่คุ้มเสียหรือ?"
เฉินกวนโหลวไม่อยากยุ่งกับคดีนี้ เขาแค่อยากเป็น ผู้คุม ที่กินรอความตายและอู้งานไปวันวัน
ผู้ดูแลหลิว กลับไม่ยอมปล่อยเขาไป "เสี่ยวโหลวเอ๋ย คำพูดของเจ้ามีเหตุผล หากเป็นคนทั่วไปเจอเรื่องแบบนี้ คงได้แต่กลืนเลือดลงท้อง ยอมรับชะตากรรม แต่ เจียงถู มันรนหาที่ กล้ามาหาเรื่อง จวนโหว คดีนี้ไม่มีทางจบง่ายง่ายแน่ หาก จวนโหว ยอมถอย วันหน้าจะมีที่ยืนในหมู่ขุนนางบรรดาศักดิ์ได้อย่างไร?
คนอื่นกลัว เจียงถู จวนโหว ไม่กลัวมัน เจียงถู อยู่ในราชสำนัก ยังไม่ถึงขั้นปิดฟ้าด้วยมือเดียวได้ เขาเป็นแค่ขุนนางประจบสอพลอ เป็นของเล่นแก้เบื่อ ก็กล้ามาแตะต้องขุนนางบรรดาศักดิ์ ที่ดินห้าพันไร่ไม่เยอะ เขาอยากได้ ส่งคนมาพูดดีดี ให้เขาไปก็ได้ แต่เขาดันจะมาแย่ง ก็อย่าโทษว่า จวนโหว ตบหน้าเขาก็แล้วกัน"
ผู้ดูแลหลิว แสดงท่าทีดุดันอำมหิต เฉินกวนโหลวอดคิดมากไม่ได้
เขาถามอย่างระมัดระวัง "นี่เป็นความต้องการของ จวนโหว หรือ?"
"นี่ไม่ใช่แค่ความต้องการของ จวนโหว แต่เป็นความต้องการของขุนนางบรรดาศักดิ์ทั้งหมด คดีนี้ จวนโหว ไม่ได้สู้เพียงลำพัง คนในราชสำนักที่อยากให้ เจียงถู ตายมีมากดุจฝูงปลาข้ามแม่น้ำ ขอเพียงจังหวะมาถึง พวก อวี้สื่อ ก็จะเริ่มเคลื่อนไหว"
ฟังจากน้ำเสียงของ ผู้ดูแลหลิว โอกาสชนะของคดีนี้มีสูงมาก ตระกูลขุนนางบรรดาศักดิ์กับขุนนางในราชสำนักดูเหมือนจะตกลงกันได้แล้ว ว่าจะอาศัยคดีนี้ ทำลายบารมีของ เจียงถู หากกำจัด เจียงถู ได้ในคราวนี้ ย่อมดีที่สุด
แต่ว่า เฉินกวนโหลวไม่ได้มองโลกในแง่ดีขนาดนั้น
ชื่อเสียงของ เจียงถู ในเมืองหลวงไม่มีใครไม่รู้ แม้แต่เด็กไม่กี่ขวบยังรู้ว่าฮ่องเต้ขาด เจียงถู ไม่ได้
"ฮ่องเต้โปรดปราน เจียงถู ขนาดนั้น คดีนี้จะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ จะโค่น เจียงถู ได้จริงหรือ?"
"ข้ารู้ว่าเจ้ากังวลเรื่องอะไร ต่อให้โค่นไม่ลง ก็ต้องทำให้มันคลื่นไส้ เจ้ายังหนุ่ม ไม่เข้าใจเรื่องในราชสำนัก เรื่องในราชสำนัก ไม่เคยสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน แต่เป็นการต่อสู้ที่ยาวนาน ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ เมื่อถึงเวลาต้องลงมือก็ต้องลงมือ กางกรงเล็บออกมา คนข้างล่างถึงจะติดตามอย่างมั่นคง"
เฉินกวนโหลวพยักหน้าหงึกหงึก คำพูดนี้มีเหตุผล
มัวแต่หดหัวอยู่ในกระดอง ยอมถอยทุกเรื่อง ต่อให้มีอิทธิพลแค่ไหน ก็ทนรับการบั่นทอนขวัญกำลังใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ไหว นานวันเข้า คนข้างล่างหมดใจสู้ หมดศรัทธา ใจคนก็แตกสลาย พอถึงเวลาต้องบุกจริง หันกลับมามองถึงจะพบว่า คนหนีไปหมดแล้ว
ไม่ว่าจะชนะหรือไม่ ในเมื่อเปิดศึกแล้ว ก็ต้องสู้ให้ยับ ต่อให้แพ้ ก็ยังปลุกขวัญกำลังใจกองทัพได้ ให้คนข้างล่างรู้ว่าเรายังมีแรงสู้ แค่เสียเปรียบชั่วคราว รอจังหวะมาถึง ก็ใช่ว่าจะพลิกเกมไม่ได้ ขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นโอกาสดีในการล้างบางคนในทีม กำจัดพวกนกสองหัวจิตใจไม่มั่นคงออกไป ทำให้ทีมบริสุทธิ์
และคดีนี้ หาก จวนโหว เลือกที่จะถอย เพื่อเอาใจ เจียงถู ไปเข้าหูฮ่องเต้ ฮ่องเต้จะคิดอย่างไร? จะระแวงความภักดีของขุนนางบรรดาศักดิ์หรือไม่
เจียงถู จะโดนระแวงหรือไม่ ไม่แน่ใจ แต่ จวนโหว โดนฮ่องเต้ระแวงแน่
เมื่อไหร่ที่โดนฮ่องเต้ระแวง ต่อไปก็ต้องเผชิญกับการถูกฮ่องเต้กดดัน
ในทางกลับกัน จวนโหว เปิดศึกกับ เจียงถู ไม่แน่ว่าอาจจะได้ประโยชน์ เผลอเผลอ ฮ่องเต้อาจจะชอบใจที่เห็นภาพนี้ก็ได้?
เฉินกวนโหลวคิดไปมากมาย และดื่มเหล้าไปมากเช่นกัน
พอดื่มเหล้ามื้อนี้ เขาก็รู้ว่า เรื่องนี้เขาหลบไม่พ้น
บทที่ 20 หาเงิน
"ข้ารู้ว่าเจ้าลำบากใจ แต่เรื่องนี้ยังไงก็ต้องให้เจ้าจัดการ"
ผู้ดูแลหลิว กล่าวกับเฉินกวนโหลวด้วยความจริงใจและหนักแน่น ตบไหล่เขา เพิ่มน้ำหนักให้กับคำพูด ทำให้เฉินกวนโหลวปฏิเสธไม่ได้
เฉินกวนโหลวคีบกับแกล้ม "ดูแลคนไม่กี่คน ขอแค่มีเงิน เรื่องก็ง่าย แต่ว่า..." เขาลังเลเล็กน้อย "หากคนของ สำนักรับจ้าง เกิดเรื่องใน คุกเทียนลาว จะสงสัยมาถึง จวนโหว หรือไม่?"
"เจ้าหมายความว่า?"
"ข้าน้อยทำตามคำสั่ง ผู้ดูแลหลิว ทุกอย่าง เพียงแต่อยากรู้ท่าทีของ จวนโหว ข้าน้อยจะได้วางตัวถูก"
"เจ้าคิดได้แบบนี้ดีมาก คนของ สำนักรับจ้าง ไม่ควรเกิดเรื่องใน คุกเทียนลาว จริงจริง จวนโหว แม้จะไม่กลัวโดนใส่ร้าย แต่ถ้าต้องแบกรับชื่อเสียเรื่องฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา ก็ไม่ใช่เรื่องดี"
เฉินกวนโหลวก็เลยพูดเสริมไปประโยคหนึ่ง "อย่างอื่นไม่กลัว กลัวแต่คนในวังจะคิดมาก สงสัยว่า จวนโหว ยื่นมือยาวเกินไป ถึงตอนนั้น เจียงถู เป่าหูซ้ำ อานุภาพคงไม่ใช่น้อย"
"อืม เจ้าพูดมีเหตุผล เสี่ยวโหลว ก่อนหน้านี้ข้ามองเจ้าผิดไป เจ้าอายุยังน้อย แต่ทำงานรอบคอบมาก เอาอย่างนี้ คนของ สำนักรับจ้าง เจ้าก็ช่วยดูแลสักนิด ให้แน่ใจว่าคนไม่ตายก็พอ"
ความหมายแฝงคือ ควรทรมานก็ต้องทรมาน อย่าให้คนของ สำนักรับจ้าง อยู่สบาย
เฉินกวนโหลวดื่มเหล้า คิดในใจว่า งานรีดไถเงินไม่ใช่หน้าที่เขา บวกกับคดีนี้เรื่องใหญ่โต ทั้งสองฝ่ายมีคนหนุนหลัง คนใน คุกเทียนลาว ฝีมือด้านอื่นอาจจะงั้นงั้น แต่เรื่องตาไวรู้กาลเทศะนั่นน่ะมีระดับ ใครควรทรมาน ใครแตะต้องไม่ได้ ทุกคนรู้ดีแก่ใจ รู้ทั้งรู้ว่าคนหนุนหลัง สำนักรับจ้าง คือ เจียงถู คงไม่มีใครคิดสั้นไปจงใจแกล้งคนหรอก
ยังไงคนก็ขังอยู่ใน คุกเทียนลาว ทุกอย่างก็ว่าไปตามกฎของ คุกเทียนลาว ผู้ดูแลหลิว ก็อย่าหวังจะยื่นมือเข้ามา
ปากเขารับคำ แต่ในใจกลับคิดว่า ขอแค่รับประกันว่าคนทั้งสองฝ่ายไม่ตายใน คุกเทียนลาว ภารกิจนี้ก็นับว่าสำเร็จ ส่วนผลประโยชน์หลังจากนั้น ขอแค่เรื่องไม่หลุด ไม่พาลมาถึงหัวเขา จะได้ประโยชน์หรือไม่ก็ช่างมันเถอะ
กินเหล้าเสร็จ โดนลมราตรีพัด ใส่ รู้สึกหนาววาบ
นึกขึ้นได้ว่าฟ้ายังไม่สางก็ต้องไปเข้าเวร เขารีบกลับบ้านไปนอน
ใน คุกเทียนลาว วุ่นวายไปหมด หลูต้าโถว บ่นมาตลอดทั้งเช้า
"คนสองกลุ่มนี้ เบื้องบนไม่รู้ทำบ้าอะไร เอาคนมาขังใน คุกเทียนลาว จงใจหาเรื่องให้เราชัดชัด แต่ละคนเข้ามาใน คุกเทียนลาว ยังทำตัวเป็นปู่ สมัยก่อนนะ ให้อดข้าวสักหลายมื้อ แล้วลากไป ห้องลงทัณฑ์ ไม่กี่วันก็เชื่องเหมือนแมว ไม่เหมือนตอนนี้ ตีก็ไม่ได้ อดก็ไม่ได้ ด่าไม่กี่คำก็ไม่ได้ ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ คุกเทียนลาว ของเราต่ำต้อยขนาดนี้ ต้องทำตัวเหมือนหลานเต่า"
เฉินกวนโหลวหัวเราะ หึหึ เยาะเย้ยตัวเอง "ในสายตาคนอื่น ผู้คุม อย่างพวกเราก็เป็นหลานเต่ามาตลอดนั่นแหละ ทั้งสกปรกทั้งต่ำต้อย"
"แม่งเอ๊ย เงินไม่สกปรก ใครบ้างไม่ทำเพื่อเศษเงินสองตำลึง คนเขาพูดกันว่า ชาติก่อนทำบุญมาน้อย ชาตินี้ถึงต้องมาเป็น ผู้คุม เจ้าลองทายซิว่าชาติก่อนข้าเป็นคนแบบไหน จะเป็นโจรชั่วช้าสามานย์หรือเปล่า"
"ก็เป็นไปได้"
ด้วยความกลัวจะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน สวี่ฟู่กุ้ย ถึงกับลงมาที่คุกด้วยตัวเอง กำกับดูแลการเดินตรวจตราของเหล่า ผู้คุม
เขายังคอยเตือนทุกคนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย "ทางหนึ่งคือใต้เท้าเจียง อีกทางคือ จวนผิงเจียงโหว สองทางนี้เราล้วนแตะต้องไม่ได้ ทุกคนตื่นตัวเข้าไว้ ลำบากหน่อย รอคดีนี้จบ ข้าจะเลี้ยงเหล้าพวกเจ้า"
"หัวหน้าสวี่ ท่านไปบอกเบื้องบนหน่อยสิ อย่าเอาทุกคนมาขังรวมกันที่ คุกหมายเลขสาม คุกหมายเลขสาม ของพวกเราก็ไม่ใช่ลูกเมียน้อยนะ ทำไมเรื่องดีดีไม่เคยถึงเรา งานสกปรกงานหนักโยนมาให้ คุกหมายเลขสาม หมด"
"ใช่ใช่"
"ฝีมือแมวสามขาอย่างพวกเรา ให้รับภาระใหญ่ขนาดนี้ ขุนนางเบื้องบนไม่กลัวเกิดเรื่องจริงจริงหรือ"
"ไม่แน่ว่าขุนนางเขาอาจจะอยากให้เกิดเรื่องก็ได้"
"ห้ามพูดเหลวไหล การตัดสินใจของผู้บังคับบัญชา พวกเจ้ามีสิทธิ์สงสัยด้วยหรือ ตั้งใจทำงานให้ข้า ตื่นตัวกันหน่อย รอคดีจบ พวกเจ้าได้ประโยชน์แน่" สวี่ฟู่กุ้ย ตำหนิอย่างรุนแรง ให้ทุกคนปรับทัศนคติ
เหล่า ผู้คุม บ่นกันอุบ
"ประโยชน์ไม่คาดหวัง ขอแค่อย่าให้พวกเราเป็นแพะรับบาปก็พอ"
"ชีวิตของพวกเรา ผู้คุม ก็ไม่ใช่ชีวิตคน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกแล้วนะ"
"เบื้องบนจะตัดสินเมื่อไหร่กันแน่ เลี้ยงดูบรรพบุรุษพวกนี้ ข้าทนไม่ไหวแล้วนะ คุกหมายเลขสาม ของพวกเราเคยได้รับความอยุติธรรมเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่"
คุกหมายเลขสาม ตลอดมา ขังพวกโจรชั่วช้าสามานย์ สวะในยุทธภพ เงินอาจจะไม่ใช่เยอะที่สุด แต่ ผู้คุม ของ คุกหมายเลขสาม นั้นอยู่สุขสบายที่สุด นี่เป็นความจริงที่รู้กันทั่ว คุกเทียนลาว
ตอนนี้ดันเอากลุ่มคนที่ควรจะขังใน คุกหมายเลขสอง มาขังใน คุกหมายเลขสาม ทุกคนแอบบ่นลับหลัง บอกว่า สวี่ฟู่กุ้ย ไม่มีฝีมือ สู้ ผู้คุมจาง ข้างข้างไม่ได้ ไม่อย่างนั้น เผือกร้อนก้อนนี้ก็ควรจะเป็น ผู้คุมจาง ที่ถือไว้
สวี่ฟู่กุ้ย รู้ว่าทุกคนมีโทสะ ตัวเขาเองก็มีโทสะเต็มท้อง เพียงแต่คิดไม่ถึงว่า ทุกคนจะไม่ไว้หน้าเขาขนาดนี้ แม้แต่การสร้างภาพก็ยังไม่ยอมทำ เอาแต่บ่นลูกเดียว เก่งจริงก็ไปบ่นกับ พัศดีฟ่าน สิ!
เขาขี้เกียจพูดมาก เรียกเฉินกวนโหลวไปคุยที่มุมหนึ่ง
โดยไม่รู้ตัว เด็กใหม่อย่างเฉินกวนโหลว กลับกลายเป็นคนที่เขาสามารถระบายและปรึกษาได้ คิดไปคิดมา อาจเป็นเพราะเฉินกวนโหลวไม่ได้ไหลตามน้ำ ดูแลนักโทษก็แค่หวังคัมภีร์ยุทธ์จากนักโทษเท่านั้น การวางตัวก็ยังอยู่ในกรอบระเบียบ ไม่เหมือนพวกเสือสิงห์กระทิงแรดคนอื่น ที่มุดเข้าไปอยู่ในรูเงินจนโงหัวไม่ขึ้น ถือดีว่าอาวุโส ไม่ไว้หน้าเขา
"เจ้าว่า พัศดีฟ่าน เชือดไก่ให้ลิงดูหรือเปล่า โดยใช้ข้าเป็นไก่?"
"อาสวี่ทำไมถึงคิดเช่นนั้น? พัศดีฟ่าน ไม่น่าจะต้องทำขนาดนั้นกระมัง"
"งั้นทำไมเขาถึงเอาคนมาขังที่ คุกหมายเลขสาม ไม่เกิดเรื่องก็ดีไป แต่ถ้าเกิดเรื่อง เขาก็ฉวยโอกาสลงโทษข้าได้"
"อาสวี่ ช่วงนี้ท่านนอนไม่พอหรือเปล่า เครียดเกินไปแล้ว?" เฉินกวนโหลวถามอย่างระมัดระวัง
สวี่ฟู่กุ้ย หงุดหงิดมาก สีหน้ากลัดกลุ้มเป็นพิเศษ "ลูกพลับนิ่มมักจะโดนบีบ คุกหมายเลขหนึ่ง เดิมทีขังขุนนางต้องโทษ คดีรอบนี้ ตามหลักคนพวกนั้นควรขัง คุกหมายเลขสอง แถม คุกหมายเลขสอง เท่าที่ข้ารู้ยังมีห้องว่างอีกเยอะ เรื่องนี้ ข้ายิ่งคิดยิ่งทะแม่งทะแม่ง"
เฉินกวนโหลวพูดตามความคิดของเขา "บางที ผู้คุมจาง อาจจะชิงลงมือก่อน ชิงตีสนิทกับ พัศดีฟ่าน แสดงจุดยืนไปแล้ว"
สวี่ฟู่กุ้ย พยักหน้าหงึกหงึก "มีเหตุผล งั้นข้าก็ควรจะไปตีสนิทกับ พัศดีฟ่าน บ้าง?"
"เวลาที่ควรแสดงจุดยืน ก็ลังเลไม่ได้" เฉินกวนโหลวกล่าวเช่นนี้ การอยู่รอดในที่ทำงาน ต้องเป็นคนหัวไวรู้เรื่องรู้ราว ไม่ทำตัวเป็นพวกกระตือรือร้นจนเกินงาม แต่ก็ต้องไม่ทำตัวแปลกแยกจนคนรังเกียจ การตามน้ำก็ต้องดูวิธีและจังหวะเวลา
สวี่ฟู่กุ้ย ฟังแล้วเข้าหู ตัดสินใจทันที ว่าจะหาโอกาสตีสนิทกับ พัศดีฟ่าน
จะตีสนิทเจ้านาย ขาดเงินเบิกทางไม่ได้
สวี่ฟู่กุ้ย เป็นคนขี้งก ตัดใจควักเงินตัวเองไม่ได้ จึงเล็งเป้าไปที่นักโทษในคุก
เขารังแก เจียงถู ไม่ได้ รังแก จวนผิงเจียงโหว ไม่ได้ แต่ทว่า พวกสวะยุทธภพ กลุ่มสังคมที่มีพลังเหลือล้นพวกนั้น เขาไม่กลัวเลยสักนิด
คราวนี้ นักโทษซวยแล้ว
จ่ายเงิน!
รีบจ่ายเงินมา!
ไม่งั้นเจอทัณฑ์ทรมานชุดใหญ่!
เห็นแก่ที่ คงคงเซียนเซิง ถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้ เฉินกวนโหลวจึงแจ้งเขาล่วงหน้า "มีเงินเอาเงินมา อย่าได้ตระหนี่ ระวังเจ็บตัว"
คงคงเซียนเซิง ด่า ผู้คุม ในใจว่าโลภมาก ปากก็ร้องทุกข์ "แต่ข้าไม่มีเงินแล้ว"
"ต่อให้ไปกู้ยืม ก็ต้องหาเงินมาจ่ายสักก้อน ไม่ได้ล้อเล่นนะ ผู้คุมสวี่ ต้องการใช้เส้นสาย พวกเจ้าไม่จ่ายเงิน ก็เท่ากับทำให้เขาไม่สบอารมณ์ เขาไม่สบอารมณ์ พวกเจ้าทุกคนก็ต้องไปเดินเล่นที่ ห้องลงทัณฑ์ ข้าได้ยินว่า พี่ชายที่จ่ายเงินไปแล้วหลายคน รวมทั้งคนที่พักการลงโทษก็ถูกเชิญตัวกลับมาแล้ว"