บทที่ 021 ทรัพย์สินเงินทองลวงตา (รวมตอน21-30)
บทที่ 021 ทรัพย์สินเงินทองลวงตา
คงคงเซียนเซิงเชื่อคำแนะนำ จึงยอมควักเงินทองที่เก็บสะสมไว้ออกมา เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดทางกาย
นักโทษคนอื่นไม่ได้โชคดีเหมือนเขา
ชั่วขณะหนึ่ง ภายในคุกหมายเลขสาม จึงเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวน
สวี่ฟู่กุ้ยได้เงินทอง เหล่าผู้คุมก็ได้โอกาสกอบโกยไปพร้อมกัน ทุกคนต่างพึงพอใจ ความขุ่นเคืองก่อนหน้านี้ก็มลายหายไป
สวี่ฟู่กุ้ยนำเงินไปวิ่งเต้นสร้างความสัมพันธ์ ตีสนิทกับพัศดีฟ่าน ดูท่าทางจะได้ผลดี วันรุ่งขึ้นก็เห็นเขามีรอยยิ้มประดับหน้า
พัศดีฟ่านยังตบไหล่เฉินกวนโหลวเป็นพิเศษ พร้อมเอ่ยชมว่า “ทำได้ดีมาก ตั้งใจทำงาน ต่อไปจะให้เจ้าเป็นหัวหน้า”
“ท่านอาสวี่วางใจได้ ข้าจะตั้งใจทำงาน ไม่ให้ท่านอาสวี่ขายหน้า”
การต่อสู้ระหว่างจวนผิงเจียงโหวกับเจียงถู ดูเหมือนจะมีความคืบหน้า
คดีนี้ในที่สุดก็ไปถึงพระเนตรพระกรรณของฮ่องเต้ เหล่าจางอวี้สื่อต่างกลั้นใจรอจังหวะเริ่มออกแรง ฉวยโอกาสยื่นฎีกาเล่นงานเจียงถู กล่าวหาว่าเขาแย่งชิงผลประโยชน์กับราษฎร เข่นฆ่าชีวิตผู้คน ทุจริตบิดเบือนกฎหมาย ทำลายระเบียบราชสำนัก และซุกซ่อนความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่
ข้อหาอื่นยังพอทำเนา บรรดาขุนนางย่อมหนีไม่พ้นเรื่องแย่งชิงผลประโยชน์กับราษฎร หรือทุจริตบิดเบือนกฎหมาย แต่ที่ร้ายแรงถึงชีวิตจริงๆ คือข้อสุดท้ายที่ว่า ‘ซุกซ่อนความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่’ ไม่รู้ว่าคนฉลาดคนไหนคิดวิธีนี้ขึ้นมา ข้อหานี้จะเป็นจริงหรือไม่ไม่สำคัญ สำคัญที่ต้องฝังเมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวงลงในพระทัยของฮ่องเต้
เจียงถูอาศัยความโปรดปรานของฮ่องเต้จึงสามารถวางก้ามโอหังในราชสำนักได้ หากสิ้นความโปรดปราน เขาก็มีค่าไม่เท่าสุนัขตัวหนึ่งด้วยซ้ำ คนตัวเล็กเล็กที่ไม่มีรากฐาน ไม่มีภูมิหลัง อาศัยความโชคดีได้รับความโปรดปรานจนทะยานขึ้นฟ้า การจะจัดการคนเช่นนี้ เพียงแค่ทำลายภาพจำในใจฮ่องเต้ ชั่วพริบตาก็สามารถทำลายทุกอย่างของเขา ทำให้ร่วงหล่นสู่ฝุ่นผง เลวร้ายยิ่งกว่าตอนก่อนจะได้ดีเสียอีก
ฎีกาถอดถอนปลิวว่อนเข้าสู่พระราชวังราวกับเกล็ดหิมะ แต่ผลปรากฏว่าฮ่องเต้ทรงเก็บเรื่องไว้ไม่ตอบกลับ ฮ่องเต้ไม่แสดงท่าที และไม่ห้ามเหล่าจางอวี้สื่อยื่นถอดถอน ดังนั้น สำนักตูฉาหยวนจึงระดมยื่นถอดถอนครั้งใหญ่กว่าเดิม ขุนนางคนอื่น แม้แต่ขุนนางท้องถิ่นก็เริ่มเข้าร่วมวงด้วย
ชั่วเวลาหนึ่ง เจียงถูตกอยู่ในสถานการณ์สี่ด้านมีเพลงฉู่ ผู้คนต่างตะโกนขับไล่
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ เฉินกวนโหลวพึมพำประโยคหนึ่งว่า “เกินไปแล้ว เกินไปแล้ว จะกลายเป็นทำคุณบูชาโทษ”
หลูต้าโถวฟังไม่เข้าใจ รู้สึกสงสัยยิ่งนัก “เกินไปอย่างไร? ตอนนี้ทั้งราชสำนักต่างยื่นถอดถอนเจียงถู เห็นอยู่ว่าเขากำลังจะล้ม ทำไมเจ้าถึงพูดจาสวนกระแส”
เฉินกวนโหลวแค่นเสียง “จางอวี้สื่อกล่าวหาว่าเจียงถูซุกซ่อนความทะเยอทะยาน แต่ผลคือขุนนางทั้งบู๊และบุ๋นทั่วราชสำนักต่างรุมถอดถอนเขา นี่มิใช่กลายเป็นการพิสูจน์ว่าเจียงถูบริสุทธิ์หรือ จึงบอกว่าทำคุณบูชาโทษ หากจะเล่นงานเจียงถูข้อหาซุกซ่อนความทะเยอทะยานจริง การถอดถอนต้องมีขอบเขต และต้องมีขุนนางจำนวนมากออกมาสนับสนุนเจียงถูด้วย สถานการณ์ตอนนี้ ผู้คนต่างรุมประณามเจียงถู จะยิ่งทำให้ฮ่องเต้เชื่อใจเจียงถูมากขึ้น และปักใจว่ามีคนต้องการทำร้ายเจียงถู เดินหมากผิดตาเดียว ตานี้จวนโหวเกรงว่าจะแพ้เสียแล้ว”
หลูต้าโถวดูเหมือนเพิ่งรู้จักเฉินกวนโหลวเป็นครั้งแรก เขาจ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง “ไม่เลวเลยนี่ คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะเข้าใจสถานการณ์บ้านเมือง เมื่อก่อนข้าดูถูกเจ้าเกินไปแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเรา เบื้องบนจะสู้กันอย่างไร ก็ไม่กระทบคุกเทียนลาว คุกเทียนลาวก็ยังเป็นคุกเทียนลาว แต่ว่า เจ้าก็แซ่เฉิน หากจวนโหวแพ้ จะไม่มีผลกระทบกับเจ้าหรือ”
“ข้ากับจวนโหวพ้นห้าลำดับญาติไปนานแล้ว ต่อให้ถูกประหารสามชั่วโคตรก็มาไม่ถึงหัวข้า” เฉินกวนโหลวบ่นอุบอิบ หัวหลุดจากบ่าย่อมไม่ถึงคิวเขา เสพสุขก็ย่อมไม่ถึงคิวเขาเช่นกัน ความร่ำรวยและความรับผิดชอบย่อมมาคู่กัน
เฉินกวนโหลวคิดว่าจวนโหวจะแพ้ และเตรียมใจที่จะโดนลูกหลงไปด้วยแล้ว คิดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ในขณะที่ขุนนางทั้งบู๊และบุ๋นรุมประณามเจียงถู จู่จู่ก็มีผู้กล้าออกมาพูดแทนเจียงถู
เมื่อมีหนึ่งก็มีสอง คนที่พูดแทนเจียงถูมีมากขึ้นเรื่อยเรื่อย ตำแหน่งก็สูงขึ้นเรื่อยเรื่อย แม้แต่องค์ชายก็เข้าร่วมด้วย
สถานการณ์ที่เดิมทีดูเหมือนจะเป็นประโยชน์ต่อเจียงถู กลับพลิกผันในชั่วพริบตา
การที่องค์ชายเข้ามายุ่งเกี่ยวกับสงครามน้ำลายครั้งนี้ ทำให้การต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายที่เรียบง่าย ถูกฉาบด้วยกลิ่นอายของแผนการอันซับซ้อนซ่อนเงื่อน มีบรรยากาศเหมือนพายุฝนกำลังจะโหมกระหน่ำ
ฮ่องเต้ดูเหมือนจะกริ้วมาก บ่ายวันหนึ่งหลังตื่นบรรทม ทรงตำหนิองค์ชายหลายพระองค์ต่อหน้าขุนนางใหญ่ในราชสำนัก ถ้อยคำทั้งในและนอกประโยคล้วนเป็นการด่าทอ ตลอดทั้งกระบวนการไม่ได้เอ่ยถึงเจียงถูแม้แต่คำเดียว แต่ทุกประโยคกลับชี้เป้าไปที่เจียงถู
พระราชวังก็เหมือนตะแกรงร่อน ข่าวสารในวัง เพียงไม่นานก็รั่วไหลออกมา
สถานการณ์ตรงหน้า เฉินกวนโหลวมึนงงเล็กน้อย สับสนอยู่บ้าง จวนโหวเองก็ยังมีคนฉลาด คิดตรงกันกับเขา พลิกสถานการณ์ได้ในพริบตา เจียงถูตกอยู่ในอันตรายเสียแล้ว ตานี้ จวนโหวอาจจะชนะก็ได้
หลูต้าโถวทำหน้าเบิกบาน “ข้าบอกแล้วไง เจียงถูเป็นแค่คนถ่อย จะชนะทุกครั้งได้อย่างไร รอบนี้ไม่แน่อาจจะถึงคราวซวย พวกคนสำนักชิงเหลียนกลุ่มนั้น ถึงเวลาต้องใช้ทัณฑ์ทรมานชุดใหญ่ ข้าจะลงแส้เองสักที ระบายความแค้นที่ได้รับมาช่วงนี้ เอ๊ะ เจ้าทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร จวนโหวชนะ เจ้าควรดีใจสิ เจ้าก็แซ่เฉินเหมือนกัน”
“ข้าไม่ได้ไม่ดีใจ ข้าแค่คิดว่า ในเมื่อจวนโหวมีกุนซือ ทำไมก่อนหน้านี้ถึงเดินหมากพลาด เกือบทำให้เจียงถูได้เปรียบ เสี่ยงเกินไปแล้ว!” เฉินกวนโหลวคิดไม่ตก ต้องมั่นใจในตัวเองขนาดไหนถึงกล้าเล่นละครฉากนี้ ไม่กลัวเรือล่มหรือไง? หากฮ่องเต้ใจร้อนสักนิด รีบแสดงท่าที จวนโหวคงแพ้ราบคาบ
หลูต้าโถวกระแอมเบาเบา “เจ้าจะสนอะไรมากมาย เจ้าไม่ใช่คนของจวนโหวสักหน่อย ไม่แน่ว่าที่เขาทำแบบนั้น อาจมีความหมายลึกซึ้งซ่อนอยู่”
เฉินกวนโหลวหัวเราะ หึหึ บ่นว่า “ข้าคิดไม่ออกว่ามีความหมายลึกซึ้งอะไร เห็นแต่ความอวดดีและถือดี บางทีข้าอาจได้รับข้อมูลน้อยเกินไป เลยมองไม่เห็นภาพรวม จึงตัดสินได้ไม่แม่นยำ”
“คิดแบบนี้ก็ถูกแล้ว เราเป็นแค่ผู้คุม ตั้งใจทำงาน รับเงินเดือนกินเหล้ากินเนื้อ เรื่องอื่นอย่าไปยุ่งเลย”
“พี่ต้าโถวพูดถูก ข้าฟุ้งซ่านไปเอง”
“คิดบ้างก็ไม่เป็นไร แต่อย่าให้กระทบงานก็พอ”
เนื่องจากเจียงถูตกที่นั่งลำบาก กรมอาญาจึงทำเรื่องหนึ่ง คือจับกุมเศรษฐีที่ดินแซ่อู๋
ทางคุกเทียนลาวเองก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว กลุ่มผู้คุมที่มีจางว่านทงเป็นหัวโจก โหวกเหวกว่าจะใช้ทัณฑ์ทรมานหนักกับคนของสำนักชิงเหลียน รีดไถเงินสักรอบ กันไว้ก่อนเผื่อมือปราบลิ่วซ่านเหมินจะเข้ามาแทรก เงินจะเข้ากระเป๋าลิ่วซ่านเหมินไปหมด
สวี่ฟู่กุ้ยเองก็สนใจ
เฉินกวนโหลวรีบเตือนสวี่ฟู่กุ้ยเป็นการส่วนตัว ว่าห้ามโลภจนหน้ามืดตามัวเด็ดขาด
“สถานการณ์ดูเหมือนชัดเจน แต่ยังไม่รู้แพ้รู้ชนะจริงจริง ฮ่องเต้ยังไม่แสดงท่าที ตราบใดที่ฮ่องเต้ยังไว้ใจเจียงถู เจียงถูก็ยังไม่ล้ม ช่วงนี้รีบร้อนรีดไถเงิน เกิดวันหน้าเจียงถูพลิกกลับมาเอาเรื่อง ท่านอาสวี่กับผู้คุมคุกหมายเลขสามทั้งหมดจะรับมือไม่ไหว ดีไม่ดีหัวจะหลุดจากบ่า เพื่อความปลอดภัย ข้าว่ารักษาสถานการณ์เดิมไว้ก่อนดีกว่า”
สวี่ฟู่กุ้ยลังเล สับสนอย่างยิ่ง
เขาถามขึ้นประโยคหนึ่ง “เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเจียงถูยังมีโอกาสพลิกสถานการณ์?”
เฉินกวนโหลวถามกลับ “ในราชสำนักมีใครเข้าใจความคิดฮ่องเต้ได้ดีกว่าเจียงถู มีใครรู้จักเอาใจฮ่องเต้ได้ดีกว่าเจียงถู?”
ฉายา เจียงกุ้ยเฟย ไม่ได้เรียกกันเล่นเล่น
ขุนนางประจบสอพลอ เจียงถูคู่ควรกับคำนี้อย่างแท้จริง
บทที่ 022 ตีให้ยอมจำนน จึงค่อยเจรจาพาที
สวี่ฟู่กุ้ยมีข้อเสียมากมาย ทั้งรักความฟุ้งเฟ้อ หน้าเงิน จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต พลิกลิ้นได้ตลอดเวลา แต่เขาก็มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง คือเชื่อฟังคำแนะนำ
เขาฟังคำของเฉินกวนโหลว และตัดสินใจรักษาสถานการณ์เดิมไว้ แม้อาจจะเสียโอกาสได้เงินก้อนโต แต่ก็จะไม่มีความเสี่ยงใดใด การทำงานในคุกเทียนลาว ปลอดภัยไว้ก่อนย่อมดีที่สุด
เรื่องในราชสำนักเอาแน่เอานอนไม่ได้ ที่ว่าสามสิบปีธาราไหลไปตะวันออก สามสิบปีธาราไหลไปตะวันตก แต่ในราชสำนัก ไม่ต้องถึงสามสิบปี แค่สามปีห้าปีหรือแปดปี ก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน วันนี้เป็นนักโทษ วันหน้าอาจได้ขึ้นนั่งบนบัลลังก์
ฮ่องเต้ชราครองราชย์มาสี่สิบห้าปี องค์ชายต่างเติบโตเป็นหนุ่ม องค์ชายแข็งแกร่งแต่ฮ่องเต้ชราภาพ ราชสำนักยิ่งวุ่นวาย
เจียงถูเป็นเพียงคนถ่อย แต่กลับได้รับความโปรดปราน อาจเป็นเพราะฮ่องเต้ชรามีความหวาดระแวงสูง ฮ่องเต้ชราเริ่มไม่ไว้ใจขุนนางเก่าแก่คนสนิท ไม่ไว้ใจตระกูลขุนนาง ไม่ไว้ใจโอรสของตนเอง สหายเก่าที่เคยร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ก็หมดความไว้วางใจ กลับเป็นเจียงถูที่ไร้ที่พึ่งพิง ไม่มีภูมิหลัง เป็นคนถ่อยที่ ‘เรียบง่าย’ ที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ชรา
ตื้นลึกหนาบางเหล่านี้ ผู้คุมในคุกเทียนลาวไม่รู้เรื่อง แต่ก็ไม่ขัดกับการใช้สติปัญญาแบบชาวบ้านในการตัดสินใจ ฮ่องเต้ชราทำตัวเอาแน่เอานอนไม่ได้ขึ้นทุกวัน ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า ปลอดภัยไว้ก่อนถึงจะอายุยืน
สวี่ฟู่กุ้ยให้กำลังใจเฉินกวนโหลว “คนโบราณว่าใจร้อนกินเต้าหู้ร้อนไม่ได้ เสี่ยวโหลวเอ๋ย วันหน้าหากอาสวี่ทำอะไรใจร้อนเกินไป เจ้าต้องเตือนอาสวี่ด้วยนะ คุกหมายเลขสามของเรา ร่วมสุขร่วมทุกข์ เจ้าคงไม่อยากให้ทุกคนเดือดร้อนใช่ไหม”
“ขอแค่ท่านอาสวี่ไม่รังเกียจที่ข้าปากมากก็พอ”
“ไม่รังเกียจ ไม่รังเกียจ ฮ่าฮ่าฮ่า...”
สวี่ฟู่กุ้ยระงับความคิดที่จะหาเงิน ปฏิเสธข้อเสนอของจางว่านทง
จางว่านทงไม่พอใจอย่างมาก
เมื่อรู้ว่าเป็นเฉินกวนโหลวที่ ‘เป่าหู’ วันนี้เขาจึงจงใจพาคนมาดักเฉินกวนโหลวที่ทางเดิน ทางเดินสองฝั่งล้วนเป็นห้องขังว่างเปล่า
ที่นี่คือส่วนลึกที่สุดของคุก นอกจากห้องขังสุดท้ายที่มีคนอยู่ ก็ไม่มีแม้แต่เงาผี
เฉินกวนโหลวถือไม้พลอง สีหน้าเย็นชาจ้องมองจางว่านทง
“ไอ้หนู เจ้าไม่รู้กฎหรือไง?” สมุนคนที่หนึ่งตะโกนโวยวาย
“แค่เด็กใหม่ กล้าขัดขวางทางรวยของทุกคน รนหาที่ตายหรือ?” สมุนคนที่สองถ่มน้ำลายอย่างแรง มือจับดาบคาดเอว ทำท่าจะชักดาบฟันคนได้ทุกเมื่อหากคุยกันไม่รู้เรื่อง
ตามกฎ การเข้าไปตรวจตราในคุก ผู้คุมทุกคนต้องปลดดาบคาดเอว พกได้เพียงไม้พลอง เพราะกลัวนักโทษจะเสี่ยงตายแย่งดาบไป จนเกิดผลร้ายแรงที่ไม่อาจแก้ไข
ตอนนี้คนกลุ่มนี้เพื่อจะเล่นงานเขา ถึงกับไม่รักษากฎพื้นฐาน ไม่กลัวนักโทษแย่งดาบไปจริงจริงเลยหรือ
“หลูต้าโถวสั่งสอนเจ้ามาอย่างไร?”
“คุกเข่าลง! โขกหัวให้หัวหน้าจางสามครั้ง เห็นแก่บิดาที่ตายไปของเจ้า ครั้งนี้จะยกโทษให้”
“คุกเข่าลง!”
“คุกเข่าลง!”
กลุ่มลูกสมุนตะโกนใส่เฉินกวนโหลวอย่างดุร้าย หวังใช้ข่มขวัญให้เขายอมจำนน วิธีนี้พวกเขาใช้กับคนมามากแล้ว ได้ผลดีทุกครั้ง คิดว่าครั้งนี้ก็คงไม่ต่างกัน
ทว่า แม้พวกเขาจะตะโกนจนคอแตก เฉินกวนโหลวก็ยังยืนนิ่งไม่ไหวติง
“ไอ้เวรนี่ ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง รีบคุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!”
“ชาตินี้เฉินกวนโหลวคุกเข่าให้แค่ฟ้าดินและพ่อแม่ พวกเจ้าอยากให้ข้าคุกเข่า ยังไม่คู่ควร”
“ไอ้หนู ปากดีนักนะ! นี่เจ้ากำลังรนหาที่ตาย” สมุนคนที่สองชักดาบคาดเอวออกมาแล้ว
จางว่านทงยกมือห้าม ในฐานะลูกพี่ใหญ่ของกลุ่มผู้คุม เขาแสดงท่าทางวางอำนาจ “เฉินกวนโหลว ข้าไม่สนว่าเจ้าจะมีที่พึ่งอะไร จวนผิงเจียงโหวจะเป็นต้นตระกูลเจ้าหรือไม่ ครั้งนี้เจ้าทำให้ทุกคนโกรธ คุกเข่าโขกหัวยอมรับผิด ข้าจะใจกว้างไม่เอาความ มิฉะนั้น วิชาที่หลูต้าโถวไม่ยอมสอนเจ้า ข้าจะสอนให้เอง”
“ยอมรับผิด? ข้ามีความผิดอะไร?” เฉินกวนโหลวแค่นหัวเราะ ในใจเขารู้สึกตึงเครียด แต่สีหน้าไม่แสดงความหวาดหวั่น ฝึกยุทธ์มาตั้งนาน ยังไม่เคยประมือกับใคร ไม่รู้เลยว่าตนเองมีฝีมือแค่ไหน
สู้ถือโอกาสนี้ ลองชั่งน้ำหนักดูสักหน่อย
หากฝีมือสู้ไม่ได้ โดนซ้อมก็สมควร เขาจะยอมรับ!
หากว่า... เขาจะทำให้พวกจางว่านทงรู้สำนึกเสียบ้าง วันหน้าเจอเขา จะได้หลบทางให้
“หัวหน้าจางจะพูดกับมันให้มากความทำไม ซ้อมสักยกมันถึงจะรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ”
จางว่านทงไม่พอใจมาก เฉินกวนโหลวเด็กใหม่คนหนึ่ง กล้าไม่ไว้หน้าเขา เช่นนั้นก็อย่าโทษว่าเขาใจดำอำมหิต
เขาส่งเสียง “อืม” โบกมือหนึ่งครั้ง สมุนคนที่สองเป็นคนแรกที่กวัดแกว่งดาบคาดเอวพุ่งเข้าใส่เฉินกวนโหลว
เคร้ง!
ดาบคาดเอวร่วงลงพื้น สมุนคนที่สองล้มกลิ้ง
ดาบที่ดูดุดันนั้น ตอนแรกเฉินกวนโหลวยังตั้งรับเหมือนเผชิญศัตรูตัวฉกาจ แต่ความเร็วและเพลงดาบของฝ่ายตรงข้ามในสายตาเขากลับดูน่าขบขันเหมือนเด็กสามขวบแกว่งไม้ใหญ่ เขาถือไม้พลอง เพียงแค่ตวัดสกัดเบาเบา พริบตาเดียว สมุนคนที่สองพร้อมดาบก็กระเด็นออกไป
คราวนี้ เฉินกวนโหลวมั่นใจแล้ว
ฝึกยุทธ์มาเนิ่นนาน แบกรับความเจ็บปวดที่ไม่อาจจินตนาการได้ ในที่สุดก็ได้ใช้ประโยชน์
“ยืนบื้ออะไรกันอยู่ เข้าไปพร้อมกันเลย”
จางว่านทงคำรามลั่น ผู้คุมเจ็ดแปดคนต่างชักดาบคาดเอวพุ่งเข้าใส่เฉินกวนโหลว
พลั่ก พลั่ก พลั่ก...
กลุ่มคนไร้ฝีมือ แม้แต่การโจมตีเดียวของเฉินกวนโหลวก็รับไม่ไหว ต่างล้มลงกุมแขนกุมขาร้องโอดโอย
คนที่ยังยืนอยู่ เหลือเพียงจางว่านทง
เฉินกวนโหลวเดินเข้าไปหาฝ่ายตรงข้ามอย่างช้าช้า
จางว่านทงถอยหลังไปทีละก้าว “เจ้าจะทำอะไร? ข้าเตือนเจ้านะ อย่าทำอะไรบุ่มบ่าม ข้าเป็นถึงหัวหน้า ถ้าเจ้าแตะต้องข้า ก็เท่ากับผู้น้อยล่วงเกินผู้ใหญ่”
“หัวหน้าจางพูดจาเหลวไหลอะไร ท่านมาหาข้าเพื่อประลองยุทธ์ ข้าตีท่านสักสองทีก็สมควรแล้วนี่”
“จะ... จะ... เจ้า... มีอะไรค่อยพูดค่อยจา” จางว่านทงถอยกรูด ท่าทางตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูก เขาคิดไม่ตก ผ่านไปแค่ไม่กี่เดือน เฉินกวนโหลวรวบรวมคัมภีร์ยุทธ์จากนักโทษ แล้วฝึกสำเร็จได้อย่างไร มันไม่สมเหตุสมผล หากฝึกยุทธ์ง่ายดายเพียงนี้ ทุกคนคงเป็นยอดฝีมือกันหมด จะมาทนลำบากเป็นผู้คุมคุกเทียนลาวทำไม
อีกอย่างเขามั่นใจมากว่าเฉินกวนโหลวไม่มีชีพจรยุทธ์ ทุกคนต่างเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีชีพจรยุทธ์ ทำไมเฉินกวนโหลวฝึกยุทธ์ก้าวหน้าเร็วขนาดนี้ คนตั้งมากมายรุมกินโต๊ะยังเอาชนะไม่ได้
แต่สถานการณ์ตรงหน้า ไม่อาจไม่ยอมรับ
จางว่านทงเป็นคนรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา รีบยอมจำนนทันที “ข้ารับปากเจ้า ต่อไปต่างคนต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน”
เฉินกวนโหลวนิ่งเงียบ หรี่ตาลงเล็กน้อย ความจริงเขากำลังชั่งใจข้อดีข้อเสีย จะฆ่าคนย่อมทำไม่ได้
จางว่านทงเห็นเขาไม่พูด นึกว่าไม่พอใจ จึงรีบเพิ่มข้อเสนอ “ชดใช้เงิน พวกเรายินดีชดใช้เงิน ยี่สิบตำลึง ไม่สิ ห้าสิบตำลึง”
“ตกลง!” เฉินกวนโหลวตอบรับทันที ถือโอกาสจบเรื่องนี้
ในคุกเทียนลาวไม่ควรมีเรื่องราว
หากจางว่านทงไม่รู้ความ นอกคุกเทียนลาวมีวิธีจัดการคนอีกถมไป
จางว่านทงโล่งอก พาพวกสมุนรีบร้อนจากไป ราวกับเรื่องดักทำร้ายไม่เคยเกิดขึ้น
เฉินกวนโหลวมองตามหลังคนกลุ่มนี้ แค่นเสียงเย็นชา มนุษย์ล้วนเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวรังแกคนอ่อนแอแต่กลัวคนเข้มแข็ง สัจธรรมนี้ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ทุกสถานที่
“ไอ้หนู เข้ามาให้ข้าดูหน่อย”
ด้านหลังเขา จากส่วนลึกที่สุดของทางเดิน จู่จู่ก็มีเสียงหยาบกระด้างและแหบพร่าดังขึ้น
บทที่ 023 ใส่ร้าย! เขาใส่ร้ายข้าชัดชัด!
เฉินกวนโหลวค่อยค่อยหันกลับไป ในใจรู้สึกหวาดหวั่นชอบกล
ความกลัวเกิดจากความไม่รู้
เกี่ยวกับห้องขังลึกสุดห้องนั้น ระหว่างผู้คุมมีคำเล่าลือมากมาย แต่ไม่มีใครพูดถึงประเด็นสำคัญได้สักคน เขาเคยแอบสืบเรื่องคดีแต่ก็คว้าน้ำเหลว ได้ยินว่าคนผู้นั้นถูกขังมาหลายสิบปี คาดว่าสำนวนคดีคงหายไปแล้ว
เขากลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ควรจะจากไป แต่เหมือนมีผีสิง ความอยากรู้อยากเห็นอย่างแรงกล้าผลักดันให้เขาเดินไปยังส่วนลึกที่สุด
“เจ้า...”
นักโทษที่ถูกล่ามโซ่ทั้งสี่แขนขา ภายใต้ผมเผ้าหนวดเครารุงรัง ดวงตาคู่หนึ่งดูลึกล้ำเป็นพิเศษ ช่วงเวลาอันยาวนานในคุกไม่ได้ทำให้สติปัญญาของเขาพังทลาย เห็นได้ชัดว่าเขายังมีสติครบถ้วน มีปัญญาเฉกเช่นผู้ใหญ่
อาจเพราะไม่ได้พูดมานาน ลำคอของเขาจึงเหมือนประตูเหล็กขึ้นสนิม ทุกเสียงที่เปล่งออกมา เสียดสีกล้ามเนื้อลำคอ แหบพร่าและทุ้มต่ำ ให้ความรู้สึกน่าขนลุก เข้ากับบรรยากาศในคุก ทำให้คนรู้สึกไม่สบายใจนัก
“เจ้า... ชัดชัดว่าไม่มีชีพจรยุทธ์ เหตุใดจึงฝึกเคล็ดวิชาภายในได้” นักโทษหนวดเครารุงรังคิดไม่ตก ดวงตาฉายแววสงสัย เขามองสำรวจเฉินกวนโหลวตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วสรุปอย่างมั่นใจ “ตัวเจ้ามีความพิกล”
เฉินกวนโหลวใจหายวาบ นักโทษผู้นี้สายตาเฉียบคมนัก
เขาตีหน้านิ่ง แน่นอนว่าไม่ยอมรับว่าตนมีความพิกล แต่ก็ไม่ได้ดุว่าอีกฝ่าย เขาเดาที่มาที่ไปของอีกฝ่ายไม่ออก ทำไมถูกขังในคุกเทียนลาวมาหลายปีแต่ไม่มีใครสนใจ คนภายนอกดูเหมือนจะลืมเขาไปแล้ว มีเพียงผู้คุมคุกหมายเลขสามที่จำได้ว่ามีตัวตนระดับนี้อยู่
“เจ้าเข้ามาใกล้ใกล้ ให้ข้าดูหน่อย”
เฉินกวนโหลวยืนนิ่งไม่ขยับ แต่นักโทษหนวดเครารุงรังกลับขยับ เขากระชากโซ่ตรวน พุ่งเข้าหาลูกกรงห้องขังอย่างแรง แล้วจู่จู่ก็หัวเราะลั่น
เฉินกวนโหลวกำลังสงสัยว่าอีกฝ่ายหัวเราะอะไร คิดไม่ถึงว่าจู่จู่ฝ่ายตรงข้ามจะลงมือกับเขา แถมลงมือด้วยท่าสังหาร เฉินกวนโหลวเกือบจะมึนงง ดีที่ปฏิกิริยาเขาว่องไว ยกไม้พลองขึ้นต้านรับ เป็นท่าสังหารในเพลงดาบโดยตรง
เขาออกแรงจนสุดตัว รับมือไปได้เพียงสามกระบวนท่า ก็จำต้องถอยหลังกรูด เพื่อหลบการโจมตีของนักโทษหนวดเครารุงรัง
“ดีดีดี! เจ้าไม่มีชีพจรยุทธ์ แต่กลับรับมือข้าได้ถึงสามกระบวนท่า ไม่ธรรมดา ตัวเจ้ามีความพิกลจริงจริง”
เฉินกวนโหลวสูดหายใจลึก ระงับความตื่นตระหนกและความประหลาดใจในอก
ตั้งแต่ฝึกยุทธ์มา สามกระบวนท่าเมื่อครู่คือการต่อสู้กับคนอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก ได้รู้ซึ้งถึงฝีมือตนเองเบื้องต้น ต่อหน้าผู้ฝึกยุทธ์ เขาเป็นแค่กากเดน น่าท้อแท้ใจจริงจริง
นักโทษหนวดเครารุงรังยังคงพล่ามไม่หยุด “เจ้าไม่มีชีพจรยุทธ์ แต่ฝึกเคล็ดวิชาภายในชั้นสูงได้ แถมตัวยังไม่ระเบิดตาย ยืนตัวเป็นเป็นอยู่ต่อหน้าข้า ดูท่าทางร่างกายเจ้าก็แข็งแรงดี ไม่ได้รับบาดเจ็บจากการฝึกเคล็ดวิชาภายใน พิกล พิกลจริงจริง!”
เฉินกวนโหลวใจกระตุก “ท่านดูออกด้วยหรือ?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า... เจ้าฝึกเคล็ดวิชาภายในชั้นสูงจริงจริงด้วย”
“ท่านหลอกถามข้า”
“การศึกไม่หน่ายอุบาย ไอ้หนู ตกลงเจ้ามีความพิกลอะไร ไม่มีชีพจรยุทธ์แต่ฝึกเคล็ดวิชาภายในชั้นสูงได้ แถมยังไม่ตาย เจ้าเป็นคนแรก เป็นคนแรกที่ยังมีชีวิตอยู่”
เฉินกวนโหลวเงียบไปครู่หนึ่ง จู่จู่ก็ประสานมือคารวะ ท่าทางนอบน้อมอย่างยิ่ง “ขอถามผู้อาวุโส ท่านอยู่ขั้นใด?”
นักโทษหนวดเครารุงรังยิ้มเหี้ยม “ข้าตอนเพิ่งเข้ามา ขั้นห้า ตอนนี้น่ะรึ ประมาณขั้นสาม”
เฉินกวนโหลวตกตะลึงระคนสงสัย เขาถึงกับรับมือผู้เยี่ยมยุทธ์ขั้นสามได้ถึงสามกระบวนท่า นี่มัน... เขาขอชมตัวเองหน่อยเถอะ เป็นอัจฉริยะด้านการฝึกยุทธ์ชัดชัด สวรรค์ไม่ให้ชีพจรยุทธ์แก่เขา ตาถั่วแน่นอน
“ตกใจมากใช่ไหม?” นักโทษหนวดเครารุงรังยิ้มกึ่งบึ้ง มองทะลุความคิดของเฉินกวนโหลวไปนานแล้ว “คนที่ควรตกใจจริงจริงคือข้า ข้าใช้สามกระบวนท่ากลับจัดการนักบู๊ธรรมดาที่ไม่มีชีพจรยุทธ์ไม่ได้ ช่างน่าอัปยศอดสูยิ่งนัก”
เฉินกวนโหลวมุมปากกระตุก เขาไม่ถือสาอีกฝ่าย กับยอดฝีมือ ควรจะสุภาพหน่อย “ขอถามผู้อาวุโส ท่านดูความตื้นลึกหนาบางของข้าออกหรือไม่?”
ข้อนี้เฉินกวนโหลวให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
หากผู้ฝึกยุทธ์มองทะลุความตื้นลึกหนาบางของเขาได้ง่ายดาย เช่นนั้นเขาก็ไม่ต่างจากคนแก้ผ้าล่อนจ้อน ตัวตนทั้งหมดโปร่งใสในสายตาคนอื่น คิดแล้วก็น่าขนลุก
นักโทษหนวดเครารุงรังเดาะลิ้น “ตัวเจ้ามีความพิกล ข้อนี้ไม่ต้องสงสัย ส่วนตื้นลึกหนาบาง ไอ้หนู ตกลงเจ้าฝึกเคล็ดวิชาภายในอะไร ข้าถึงมองไม่ออก พิกล! ตัวเจ้ามีจุดขัดแย้งมากเกินไป เคล็ดวิชาแบบไหนกันถึงปกปิดได้”
เฉินกวนโหลวได้ยินดังนั้นก็ลิงโลดในใจ
ไม่ว่าจะเป็นเพราะผลมรรคาวิถีอมตะ หรือเพราะ ‘บันทึกสู่สวรรค์’ ขอแค่คนอื่นมองความตื้นลึกหนาบางของเขาไม่ออก เขาก็มีโอกาสวางมาดได้ ฮ่าฮ่าฮ่า...
ขอเขากระหยิ่มยิ้มย่องสักหน่อยเถอะ
“ขนาดวรยุทธ์สูงส่งของผู้อาวุโสยังดูไม่ออก เห็นทีวิชาของข้าคงมีดีอยู่บ้าง”
“ไอ้หนู เจ้าไม่มีชีพจรยุทธ์แต่ฝึกยุทธ์ได้ หรือว่าเคล็ดวิชาภายในของเจ้าพิเศษมาก สร้างมาเพื่อคนธรรมดาแบบเจ้าโดยเฉพาะ?”
เฉินกวนโหลวยิ้มแต่ไม่ตอบ
เขาชอบให้อีกฝ่ายคิดไปเอง การจินตนาการไปเองคืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุด
“ไม่ถูก ไม่ถูก” หันกลับมา นักโทษหนวดเครารุงรังก็ปฏิเสธข้อสันนิษฐานเมื่อครู่ “หากในโลกมีเคล็ดวิชาภายในที่เหมาะให้คนธรรมดาฝึกฝนจริง ข้าต้องเคยได้ยินมาบ้างแน่ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีเจ้าฝึกสำเร็จแค่คนเดียวจนถึงป่านนี้ สรุปแล้ว ที่เจ้าฝึกยุทธ์ได้ ไม่ใช่เพราะเคล็ดวิชา แต่เป็นเพราะตัวเจ้าเองที่มีความพิกล”
เฉินกวนโหลวหน้าตึง เจ้าหนวดเครารุงรังนี่เฉียบคมนัก ชี้ตรงเป้าปัญหา
แต่ เขาก็มีไม้ตาย
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเดาอย่างไร ขอแค่เขาไม่ปริปากยอมรับ ต่อให้อีกฝ่ายเดาได้ใกล้เคียงคำตอบแค่ไหน ก็ไม่มีทางรู้ความจริง
“ไอ้หนู ตกลงเจ้ามีความพิกลอะไร รีบบอกมาตามตรง”
เฉินกวนโหลวหัวเราะ หึหึ “ผู้อาวุโสอย่าล้อเล่น ข้าก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง จะมีความพิกลอะไร ถ้าข้ามีความพิกลจริง คงไม่มาเป็นผู้คุมคุกเทียนลาวหรอก”
“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นผู้คุมแล้วทำอะไรไปบ้าง ใช้ผลประโยชน์เล็กน้อยแลกเปลี่ยนคัมภีร์ยุทธ์ของคนอื่น ช่วงนี้คงกอบโกยไปไม่น้อยล่ะสิ”
เฉินกวนโหลวสะอึก แต่พริบตาเดียว เขาก็พูดอย่างเต็มภาคภูมิ “การแลกเปลี่ยนที่โปร่งใสยุติธรรม อาศัยความสมัครใจ ไม่เคยบังคับขู่เข็ญ จะเรียกว่าหลอกเอาได้อย่างไร ผู้อาวุโสพูดจาน่าเกลียดเกินไปแล้ว”
“เหอะ! คนอยู่ใต้ชายคา จำต้องก้มหัว นักโทษในคุกเทียนลาว ต่อหน้าพวกเจ้าผู้คุม ก็คือวัวควายรอเชือด ที่บอกว่าสมัครใจ เนื้อแท้ก็คือใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหง ถ้าอยู่ข้างนอก คัมภีร์พวกนั้น อย่าว่าแต่แลกเปลี่ยน แค่เจ้ามองแวบเดียวก็คงถูกควักลูกตาออกมาแล้ว”
เฉินกวนโหลวโต้กลับทันควัน “ผู้อาวุโสกล่าวผิดแล้ว! กาลเทศะและสถานการณ์ต่างกัน จะเอาสถานการณ์หนึ่งมาเปรียบกับอีกสถานการณ์หนึ่งได้อย่างไร ต่อให้ไม่มีข้า นักโทษในคุกก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนเจ็บปวดเพื่อให้มีชีวิตรอดไปวันวัน แลกเปลี่ยนกับข้า อย่างน้อยชีวิตพวกเขาก็ดีขึ้นหน่อย พอจะได้สัมผัสถึงศักดิ์ศรีบ้าง อีกอย่าง นักโทษเลือกที่จะไม่แลกเปลี่ยนก็ได้ ข้าไม่เคยบังคับ”
เรื่องเกี่ยวกับชื่อเสียง เขาต้องโต้แย้งด้วยเหตุผล สภาพความเป็นอยู่ในคุกเทียนลาว เป็นตัวกำหนดรูปแบบการแลกเปลี่ยน แบบนี้จะเรียกว่าใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงได้อย่างไร?
ใส่ร้าย!
ใส่ร้ายชัดชัด!
บทที่ 024 เจ้ากล้าข่มขู่ข้าหรือ
“เล่นลิ้น!” นักโทษหนวดเครารุงรังตวาดด่า
เฉินกวนโหลวเม้มปากยิ้ม “คุกเทียนลาว คือสถานที่ที่กฎหมายสำแดงเดช จะเอากฎเกณฑ์ภายนอกมาวัดการกระทำในคุกเทียนลาวได้อย่างไร ผู้อาวุโส ท่านคร่ำครึแล้ว”
นักโทษหนวดเครารุงรังได้ยินเขาด่าว่าคร่ำครึ ก็โกรธจนหนวดกระดิกตาถลน ผมเผ้ายุ่งเหยิงชี้ชัน ดวงตาเบิกกว้างราวกับระฆังทอง น่ากลัวยิ่งนัก
ดูออกเลยว่านักโทษหนวดเครารุงรังเป็นคนอารมณ์ร้อน นับถือความอดทนของเขาที่อยู่ในคุกมาได้ตั้งหลายปี ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน วันวันไม่มีคนคุยด้วย
ถึงตอนนี้ เฉินกวนโหลวพอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมผู้คุมถึงกลัว
อารมณ์ร้าย วรยุทธ์สูงส่ง แม้แขนขาจะถูกล่ามโซ่ แต่สำหรับผู้คุม คนผู้นี้อันตรายเหมือนดินระเบิดเดินได้ ไม่รู้จะระเบิดเมื่อไหร่ พานจะทำทุกคนแหลกเหลวไปด้วย
ไม่มีใครอยากตาย! แต่จำต้องเข้าใกล้ดินระเบิดลูกนี้ ก็ได้แต่มองดูอยู่ห่างห่าง ให้แน่ใจว่าคนยังไม่ตายก็พอ
ลำบากคนส่งข้าว กับคนรับจ้างเทถังอุจจาระแล้ว
“ผู้อาวุโสจะมาโกรธเคืองข้าทำไม ท่านข้ามสะพานมามากกว่าข้ากินเกลือเสียอีก ท่านมีความรู้กว้างขวาง ย่อมรู้ว่าสิ่งที่ข้าพูดนั้นถูก ที่ท่านรับไม่ได้ เป็นเพราะคุกเทียนลาวมืดมนไร้เดือนตะวัน ทุกที่ล้วนกินคน แต่ท่านดันเป็นฝ่ายถูกกิน ท่านจึงไม่พอใจ เกลียดชังพวกข้าที่เป็นผู้คุม แต่การกระทำใดใดของพวกข้าผู้คุม ล้วนถูกมองว่าใช้อำนาจรังแกคน หากเป็นข้างนอก พวกท่านใช้นิ้วเดียวก็จัดการพวกข้าได้ ตอนนี้แข็งอ่อนกลับตาลปัตร น่าเวทนานัก มิน่าผู้อาวุโสจึงมีความแค้นเคือง”
“ในเมื่อเจ้ารู้ว่าคุกเทียนลาวมืดมนไร้เดือนตะวัน เป็นที่กินคน ทำไมยังยอมเป็นผู้คุม เป็นสมุนคนชั่ว? ข้าฟังเจ้าพูดจา เหมือนคนเคยเรียนหนังสือ เจ้าทำตัวตกต่ำเช่นนี้ได้อย่างไร” นักโทษหนวดเครารุงรังถามด้วยความโกรธ ไม่เข้าใจและเสียดายระคนทอดถอนใจ
สถานการณ์คล้ายกันนี้ ตั้งแต่เฉินกวนโหลวมาเป็นผู้คุม ก็เจอมาไม่น้อย หลายคนพอรู้ว่าเขามาเป็นผู้คุม ต่างก็ทำหน้าเสียดาย
ต่อหน้าเจ้าหนวดเครารุงรัง เขาผายมือทันที “ผู้อาวุโส ข้าต้องกินข้าวนะ!”
“เจ้าเคยเรียนหนังสือ ไปที่ไหนก็หากินได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้คุม อาชีพนี้เสื่อมเสียบุญกุศล”
“แต่ข้ายังอยากฝึกยุทธ์ ข้างนอกค่าฝึกยุทธ์แพงแค่ไหน ผู้อาวุโสรู้หรือไม่ อีกอย่าง เรียนได้แค่วิชาดาดดื่นขั้นสาม คนที่ไม่มีชีพจรยุทธ์อย่างข้า คิดจะเข้าสำนัก ไปสำนักศึกษาจี้เซี่ย เรียนวรยุทธ์ชั้นสูง เป็นแค่ความเพ้อฝัน แต่คุกเทียนลาวกลับเติมเต็มความเพ้อฝันที่จะเรียนวรยุทธ์ชั้นสูงของข้าได้”
นักโทษหนวดเครารุงรังคิดไม่ถึงเลยว่า เฉินกวนโหลวจะยอมเป็นผู้คุมเพื่อฝึกยุทธ์ เขาไม่รู้จะว่าอีกฝ่ายโง่หรือฉลาด พูดได้แค่ประโยคเดียว “เจ้าซื่อตรงดีนี่”
เขามั่นใจมากว่า เฉินกวนโหลวพูดความจริง อีกฝ่ายพุ่งเป้ามาที่คัมภีร์ยุทธ์ถึงยอมเป็นผู้คุม หลายเดือนมานี้ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายประสบความสำเร็จไม่น้อย จากคนธรรมดาที่เมื่อหลายเดือนก่อนไม่เป็นมวยเลยสักท่า จนวันนี้กลับรับมือเขาได้สามกระบวนท่า ไม่ธรรมดา น่าเสียดายที่ไม่มีชีพจรยุทธ์
“เรียนผู้อาวุโส จุดเด่นที่สุดของข้าคือความซื่อสัตย์”
“เจ้าอยากให้ข้าเอาคัมภีร์แลกเหล้าเนื้อ?”
“ไม่ต้องก็ได้” เฉินกวนโหลวตอนนี้รู้สึกไม่มั่นใจ การแลกเปลี่ยนกับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นห้า เขาไม่มีความมั่นใจเลย อีกฝ่ายยังเป็นคนอารมณ์ร้ายอีก
นักโทษหนวดเครารุงรังหัวเราะลั่น “เจ้ารู้ไหมว่าข้าเป็นใคร ทำไมถึงถูกขังลืมในคุกเทียนลาวมาหลายปีโดยไม่มีใครสนใจ?”
เฉินกวนโหลวส่ายหน้าซื่อซื่อ เขาไม่รู้จริงจริง
นักโทษหนวดเครารุงรังยังคงหัวเราะ “คราวหน้าเอาเหล้าเนื้อมา ข้าจะเล่านิทานให้ฟัง”
เฉินกวนโหลวลังเล
รู้มาก ยิ่งอันตราย
แต่เขาอยากรู้จริงๆ อยากรู้ว่าเจ้าหนวดเครารุงรังไปก่อเรื่องอะไรมา ไปล่วงเกินเทพเจ้าองค์ไหน ถึงถูกจับขังคุกเทียนลาว ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน
ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นห้าเชียวนะ ต้องใช้คนมากแค่ไหน แผนการลึกล้ำเพียงใด การคำนวณที่เหนือชั้นขนาดไหนถึงจะจับตัวได้ ขั้นห้า! เป็นระดับตัวตนที่ไม่กล้าแม้แต่จะคิด
ตอนนี้อีกฝ่ายระดับลดลง เหลือแค่ขั้นสาม แถมแขนขายังถูกล่ามโซ่เคลื่อนไหวไม่สะดวก ยังใช้แค่สามกระบวนท่าตีจนเขาแตกพ่ายกระเจิง มิน่าถึงเป็นตัวตนที่ลึกลับที่สุดในคุกหมายเลขสาม เป็นตัวตนที่น่าเกรงขามที่สุด ผู้คุมทุกคนเดินเลี่ยง ไม่มีใครกล้ากำเริบเสิบสานต่อหน้าผู้เฒ่าท่านนี้
ข่มขู่ฟ้า ข่มขู่ดิน ก็ไม่กล้าข่มขู่เจ้าหนวดเครารุงรัง
เห็นเฉินกวนโหลวลังเล เจ้าหนวดเครารุงรังดูจะไม่พอใจ “ไอ้หนู เจ้ารู้ไหมว่าข้างนอกมีคนอยากล้วงความลับจากข้ากี่คน?”
“ข้าไม่เชื่อ! ถ้ามีคนอยากล้วงความลับจากท่านมากมายจริง ทำไมหลายปีมานี้ไม่เคยมีใครมาไต่สวนท่านสักคน”
“ไต่สวน? หึหึ...” บรรยากาศรอบตัวเจ้าหนวดเครารุงรังเปลี่ยนไปทันที กลายเป็นเย็นยะเยือก เหมือนงูพิษ “พวกมันกล้าไต่สวนหรือ?”
“ในเมื่อพวกมันไม่กล้า ทำไมยังให้ท่านมีชีวิตอยู่?” เฉินกวนโหลวถามด้วยความสงสัย
เจ้าหนวดเครารุงรังแค่นหัวเราะ “ถ้าข้าตาย ก็สบายข้าสิ ให้ข้าอยู่ อยู่แบบมืดมนไร้เดือนตะวัน ให้ข้าอยู่มิสู้ตาย พวกมันถึงจะสมใจ! ไอ้หนู บอกเจ้าก็ไม่เป็นไร ข้าในตอนนั้นมีฉายาว่า ‘ซาเหรินโหมว’ (ปีศาจฆ่าคน)”
เฉินกวนโหลวตกใจจนขนลุก รีบเพิ่มความระมัดระวังโดยสัญชาตญาณ ร่างกายตึงเครียด เหมือนเผชิญศัตรูตัวฉกาจ
ฉายาซาเหรินโหมว เขาเคยได้ยินตอนเด็กเด็ก เล่าลือว่าคนผู้นี้ ฆ่าคนเป็นผักปลา ฆ่าล้างตระกูล ถึงขั้นฆ่าล้างหมู่บ้าน ชีวิตคนที่เปื้อนมือเกรงว่าจะมีหลายร้อยศพ ที่น่าเวทนาที่สุดคือหมู่บ้านหนึ่งหลายร้อยชีวิต ถูกเขาฆ่าล้างในคืนเดียว เลวระยำตำบอนอย่างแท้จริง ต่อให้แล่เนื้อเถือหนังพันครั้งก็ไม่สาสมกับวิญญาณที่ตายตกไปอย่างอยุติธรรม
คิดไม่ถึงเลยว่า คนผู้นี้จะยังมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้ ไม่ตาย
“ท่านคือซาเหรินโหมวตัวจริง?”
“ตัวจริงเสียงจริง!” เจ้าหนวดเครารุงรังเชิดหน้าขึ้น
“ทำไมท่านถึงไม่ตาย ทำไมยังรอดมาได้?”
ไม่น่าเป็นไปได้!
ซาเหรินโหมวที่สร้างความโกรธแค้นให้ปวงประชา กลับยังมีชีวิตอยู่ เป็นไปได้อย่างไร เขาได้ยินมาว่า ซาเหรินโหมวตัวจริงถูกประหารชีวิตไปตั้งแต่สิบปีก่อนแล้ว
“สิบปีก่อนท่านตายไปแล้วไม่ใช่หรือ? ถูกแล่เนื้อเถือหนัง”
“เรื่องนี้เจ้าต้องไปถามทางการ ทำไมถึงสลับตัวนักโทษ ตบตาผู้คน หลอกลวงชาวโลก เรื่องนี้มีความลับอันยิ่งใหญ่ ไอ้หนู อยากสร้างความดีความชอบไหม อยากเลื่อนตำแหน่งไหม?”
“อยาก! แต่ถ้าท่านคิดจะใช้เรื่องนี้มาล่อลวงข้า ท่านคิดผิดแล้ว ข้าไม่ได้โง่นะ แต่อีกเดี๋ยวข้าจะเอาเหล้ากับข้าวมาส่งให้ ถือเป็นการขอบคุณที่ท่านช่วยไขข้อข้องใจ”
เฉินกวนโหลวรู้ดีแก่ใจ ซาเหรินโหมวเจ้าหนวดเครารุงรังไม่ได้หวังดี คิดดูสิ คนที่อารมณ์ร้าย เกรี้ยวกราดขนาดนั้น จู่จู่จะใจดีขึ้นมาได้อย่างไร ถ้าเขาเป็นแค่เด็กหนุ่มวัยสิบแปดที่เพิ่งเข้าสังคม อาจจะหลงเชื่อจริงจริง แต่เกิดใหม่มาสองชาติ แม้จะมีความอยากรู้อยากเห็นแรงกล้า แต่ก็รู้จักรักตัวกลัวตาย
ซาเหรินโหมวเจ้าหนวดเครารุงรังคาดไม่ถึงว่าเฉินกวนโหลวจะปฏิเสธเขา สีหน้าเคร่งขรึมลงทันที “ไอ้หนู เจ้าคิดว่าไม่ฟังแล้วจะหนีพ้นหรือ? แค่ข้าปล่อยข่าวลือออกไป เจ้าจะไม่มีชีวิตอยู่จนถึงวันที่ฝึกยอดวิชาสำเร็จแน่ แม้แต่ความลับในตัวเจ้า ภายใต้เครื่องลงทัณฑ์ สักวันก็ต้องถูกรีดออกมา”
“เจ้ากล้าข่มขู่ข้าหรือ?”
ตั้งแต่ระลึกชาติได้ เป็นครั้งแรกที่เฉินกวนโหลวโกรธจัด เกิดจิตสังหารพวยพุ่งขึ้นมา
บทที่ 025 การรับมือ
เขาจะวู่วามไม่ได้
เฉินกวนโหลวรู้สถานการณ์ของตัวเองดี ดังนั้น เขาจึงรีบกดสายตาลง ซ่อนจิตสังหารในใจ และปรับอารมณ์อย่างรวดเร็ว แสร้งทำสีหน้าไม่อยากจะเชื่อหลังจากถูกขู่ ตามด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่ก็ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ เหมือนเด็กหนุ่มวัยสิบแปดจริงจริง ที่เผชิญคำขู่แล้วจนปัญญา พร้อมกับแฝงความหวังลมลมแล้งแล้งแบบเด็กหนุ่ม หวังว่าอีกฝ่ายจะแค่พูดเล่น ไม่ได้จะข่มขู่เขาจริงจริง
ซาเหรินโหมวเจ้าหนวดเครารุงรังมองเฉินกวนโหลวอย่างสนใจ ดูท่าจะพอใจกับการเปลี่ยนแปลงสีหน้าของอีกฝ่าย เสพสุขกับความรู้สึกได้ปั่นหัวชะตาชีวิตคนอื่น
“ข้าเคยได้ยินแต่คนยอมตายเพื่อรักษาความลับ ครั้งแรกที่เจอคนบังคับให้คนอื่นฟังความลับ ผู้อาวุโสทำอะไรเหนือความคาดหมายจริงจริง”
เฉินกวนโหลวแกล้งยออีกฝ่ายไปประโยคหนึ่ง แต่ในใจกลับปั่นป่วน จะผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างไร ซาเหรินโหมวเจ้าหนวดเครารุงรัง เป็นคนนิสัยวิปริตแน่นอน อย่าหวังพึ่งมโนธรรมของอีกฝ่ายเด็ดขาด มีแต่คนตายเท่านั้นที่รักษาความลับได้
ถ้าจะบอกว่า เมื่อครู่เผยจิตสังหารเพราะความโกรธ
เช่นนั้นตอนนี้ หลังจากสงบสติอารมณ์แล้ว เฉินกวนโหลวกลับมีความคิดอยากจะฆ่าอีกฝ่ายให้ตายจริงจริง ที่ยากคือ จะทำอย่างไรไม่ให้เหลือร่องรอย พาตัวเองรอดพ้นไปได้ อีกอย่าง ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นห้า แม้ระดับจะลดลงเหลือแค่ความสามารถขั้นสาม ก็ไม่ใช่คนที่เขาจะตอแยได้ อยากจะฆ่าอีกฝ่าย จะใช้กำลังไม่ได้ ต้องใช้ปัญญา
ตอนนี้ ต้องกล่อมอีกฝ่ายให้อยู่หมัด ห้ามให้อีกฝ่ายปากโป้งพูดพล่อยพล่อย เอาความลับของเขาไปพูด แม้เจ้าหนวดเครารุงรังจะไม่รู้ความจริง แต่ใครจะรับประกันว่าอีกฝ่ายจะไม่แต่งเรื่องมั่วซั่ว เช่น บอกว่าเขามีสมบัติล้ำค่าติดตัวถึงฝึกเคล็ดวิชาภายในได้ ข่าวลือแพร่ออกไปเมื่อไหร่ ผลที่ตามมา เขาไม่กล้าจินตนาการ
ก่อนจะมีกำลังปกป้องตัวเอง เขาห้ามเปิดเผยความพิกลในตัวเด็ดขาด เรื่องคราวนี้ให้บทเรียนราคาแพงแก่เขา ต่อไปจะลงมือต้องหลีกเลี่ยงผู้คน ปิดบังใบหน้าร่องรอย ไม่ให้ใครเดามาถึงตัวเขาได้ ยิ่งห้ามให้ใครรู้ว่าเขาฝึกเคล็ดวิชาภายใน
ขอบคุณสวรรค์ ที่เขามีผลมรรคาวิถีอมตะ และ ‘บันทึกสู่สวรรค์’ ที่ดูเหมือนจะปิดบังหูตาผู้อื่นได้ ภายนอกดูแล้ว เขาเป็นแค่คนฝึกยุทธ์ที่มีท่าร่างงูงูปลาปลา รำดาบพื้นพื้นได้ไม่กี่ท่า ธรรมดาสามัญ
“ไอ้หนู ข้ายอมบอกความลับให้เจ้า เจ้าควรจะรู้สึกเป็นเกียรติ เจ้าไม่ต้องกลัว ความลับของข้ามีแต่จะปกป้องเจ้า ไม่มีทางทำร้ายเจ้าแน่นอน”
ถุย!
ผีสิถึงจะเชื่อ
ทุกคำพูดของอีกฝ่าย แม้แต่เครื่องหมายวรรคตอน เฉินกวนโหลวก็ไม่เชื่อ
ซาเหรินโหมว การที่กลายเป็นปีศาจฆ่าคนได้ ย่อมเป็นคนเห็นแก่ตัว เลือดเย็นอำมหิต คนประเภทนี้ คล้ายกับพวกต่อต้านสังคม ไร้ความเห็นอกเห็นใจ ไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น หรืออาจจะไม่มีความรู้สึกที่มนุษย์พึงมีเลยด้วยซ้ำ เป็นแค่เครื่องจักรสังหาร คำพูดที่ออกจากปากคนประเภทนี้ ต่อให้แฝงความอบอุ่น ก็เป็นแค่การเลียนแบบที่ ‘หยาบโลน’ เขาเลียนแบบวิธีการพูดของคนปกติ เพื่อหลอกลวงชาวโลก ปกปิดธาตุแท้ของตน
ซาเหรินโหมว ยังมีลักษณะเด่นอีกอย่าง พวกเขาล้วนฉลาด เชี่ยวชาญการบงการอารมณ์และชะตาชีวิตผู้อื่น ชอบปั่นหัวชีวิตคนอื่น และเสพความสุขจากสิ่งนั้น
เฉินกวนโหลวถอนหายใจในใจ ตนช่างดวงตกจริงจริง ซวยซ้ำซ้อน ดันไปยุ่งกับดาวหายนะดวงนี้ ดวงซวยบัดซบจริงจริง
“ผู้อาวุโสอย่ามาหลอกข้า ความลับของท่าน ข้างนอกมีคนอยากรู้มากมาย ข้าผู้คุมตัวเล็กเล็ก ไม่มีทั้งภูมิหลังที่พึ่งพิง ไม่มีทั้งกำลังปกป้องตัวเอง ขอผู้อาวุโสเห็นแก่ที่ข้ายังมีความเคารพนอบน้อม ปล่อยข้าไปสักครั้ง วันหน้า เรื่องเหล้าเรื่องเนื้อข้าเหมาเอง”
“ฮ่าฮ่าฮ่า...” ซาเหรินโหมวเจ้าหนวดเครารุงรังหัวเราะอย่างสะใจ พอใจอย่างมากกับท่าทียอมจำนนของเฉินกวนโหลว “ไอ้หนู เจ้าไม่ต้องกลัว ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าก็ไม่ตายหรอก”
“แต่ว่า...”
“ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นห้า มีอายุขัยร้อยปี แม้ชีวิตในคุกเทียนลาวจะทำให้ร่างกายข้าย่ำแย่ลงทุกวัน แต่ข้าจะอยู่ถึงแปดเก้าสิบปีย่อมไม่มีปัญหา” ซาเหรินโหมวเจ้าหนวดเครารุงรังภาคภูมิใจมาก
เฉินกวนโหลวกัดฟันกรอด ไอ้แก่หนังเหนียวตายยากเอ๊ย
เขาทำท่าโล่งอก “เช่นนั้นก็ดี จากนี้ไป ข้าจะเฝ้ารอให้ผู้อาวุโสอายุยืนหมื่นหมื่นปี”
“ไอ้หนู ข้าสอนเจ้าฝึกยุทธ์ได้ด้วยนะ เจ้าถือคัมภีร์ยุทธ์ไว้ แต่ไม่มีอาจารย์ชี้แนะ อาศัยเรียนรู้ด้วยตัวเอง เกรงว่าจะมีข้อผิดพลาดไม่น้อย เจ้ามีข้อสงสัยอะไร ต่อไปมาถามข้าได้ ข้อแม้คือ ขอแค่เจ้าเชื่อฟัง ข้าไม่ทำให้เจ้าเสียเปรียบแน่ หากเจ้าไม่เชื่อฟัง หึหึ อย่าเห็นว่าข้าถูกขังอยู่ที่นี่ แต่ข้ามีวิธีมากมายที่จะทำให้เจ้าอยู่มิสู้ตาย”
เฉินกวนโหลวกัดฟัน โค้งคำนับ “ข้าเข้าใจแล้ว ผู้อาวุโสวางใจ ผู้น้อยรู้จักประมาณตน พรุ่งนี้ผู้น้อยจะนำกับข้าวและเหล้ามาให้ผู้อาวุโส”
“เช่นนั้นก็ประเสริฐ!”
ซาเหรินโหมวเจ้าหนวดเครารุงรังพอใจ เอนตัวลงนอนบนเตียง เขามั่นใจว่าเฉินกวนโหลวไม่มีแรงต่อต้าน ได้แต่ยอมเชื่อฟังคำสั่งเขา
น่าสนุก น่าสนุกจริงจริง! ไม่ช้าก็เร็วเขาจะต้องรู้ความลับความพิกลในตัวเฉินกวนโหลวให้ได้
เฉินกวนโหลวเดินหน้าเครียดกลับมาที่ห้องพักเวร
หลูต้าโถวเป็นห่วงเขา กวักมือเรียก ทั้งสองเดินออกจากลูกกรง ไปคุยกันข้างนอก
“ได้ยินว่าเจ้าจางว่านทงนั่นพาคนไปดักเจ้า ไม่เป็นไรใช่ไหม”
“ขอบคุณพี่ต้าโถวที่เป็นห่วง ข้าไม่เป็นไร”
“จะให้ข้าออกหน้า เจรจากับจางว่านทงให้ไหม”
“ตอนนี้ยังไม่ต้อง ข้ายังรับมือไหว”
หลูต้าโถวเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “เจ้าอย่าเกรงใจข้าเด็ดขาด จางว่านทงมันคนถ่อย เห็นแก่เงิน บ้ากาม ใจแคบ รังแกคนอ่อนแอ แต่หน้าตาของข้า มันคงต้องไว้สักหน่อย”
เฉินกวนโหลวยิ้มขอบคุณ “ข้าลองหาวิธีแก้ด้วยตัวเองดูก่อน ถ้าแก้ไม่ได้จริงจริง ข้าค่อยขอให้พี่ต้าโถวออกหน้า”
“แบบนี้ก็ได้ มีปัญหาอะไรอย่าปิดบัง เจ้าเป็นคนในความดูแลของข้า จางว่านทงมันคงไม่กล้าทำเกินไปนัก”
เฉินกวนโหลวไม่ได้เห็นจางว่านทงอยู่ในสายตาเลย และตอนนี้จางว่านทงก็ไม่กล้าทำอะไรเขา ถ้าจะให้เรื่องใหญ่ เขามีวิธีจัดการอีกฝ่ายมากมาย
ที่ทำให้เขากลุ้มใจจริงจริงคือซาเหรินโหมวเจ้าหนวดเครารุงรัง ทั่วทั้งคุกเทียนลาว ต่างปิดปากเงียบเรื่องคนคนนี้ ถึงขั้นแกล้งทำเป็นไม่รู้ว่ามีเรื่องนี้อยู่
พอเลิกงาน เฉินกวนโหลวไม่ได้กลับบ้าน เขาหิ้วเหล้าและเนื้อไปหาตู้ฟูจื่อโดยตรง
ตู้ฟูจื่อดีใจมากที่เขามา มีเหล้ามีกับแกล้ม แถมมีคนนั่งดื่มเป็นเพื่อน
เฉินกวนโหลวถามคำศัพท์ยากสองคำใน ‘บันทึกสู่สวรรค์’ ก่อน จากนั้นก็คุยสัพเพเหระเรื่องฟ้าดิน สุดท้ายก็แกล้งทำเป็นเอ่ยถึงเรื่องซาเหรินโหมวที่มีชื่อเสียงโด่งดังเมื่อสิบกว่าปีก่อนอย่างไม่ใส่ใจ ถามตู้ฟูจื่อว่าเคยได้ยินหรือไม่
ตู้ฟูจื่อหัวเราะ “เรื่องนี้ถ้าเจ้าไปถามคนอื่น อาจจะไม่ได้ความ แต่ข้ารู้เบื้องลึกเบื้องหลังอยู่บ้าง”
“มีตัวตนระดับนี้อยู่จริงหรือ? ข้านึกว่าเป็นเรื่องแต่งเสียอีก” เฉินกวนโหลวทำท่าทางสงสัยระคนตกใจ ทำท่าตั้งใจฟัง
ตู้ฟูจื่อดื่มเหล้าจนได้ที่ นึกอยากอวดภูมิ จึงเล่าเบื้องลึกเบื้องหลังที่รู้มาให้ฟังทีละฉาก
บทที่ 026 ทิ่มแทงใจดำ เจ็บปวดนัก!
"ซาเหรินโหมวแซ่ต้วน นามว่าต้วนเทียนหลิน มีชีพจรยุทธ์ติดตัว อาศัยพละกำลังรวบรวมพรรคพวกในหมู่บ้าน ออกอาละวาดในท้องถิ่นจนกลายเป็นอันธพาลที่มีชื่อเสียงในละแวกนั้น ต่อมาราชสำนักส่งกองทัพไปทำศึกทางเหนือ ต้วนเทียนหลินและพรรคพวกจึงถูกเกณฑ์เข้ากองทัพ เมื่อพวกเขาก้าวเข้าสู่กองทัพก็เปรียบเสมือนปลาได้น้ำ ได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว"
ตู้ฟูจื่อค่อยค่อยเล่าเรื่องราวในอดีตของซาเหรินโหมวออกมา
เฉินกวนโหลวเพิ่งรู้ความจริงว่า แท้จริงแล้วซาเหรินโหมวเคยเป็นทหารมาก่อน
"มิใช่เพียงแค่เป็นทหาร แต่ยังได้เป็นขุนพล ด้วยเหตุที่มีชีพจรยุทธ์และวรยุทธ์สูงส่ง แม้ความประพฤติส่วนตัวจะไม่ดีงาม ทำตัวอวดดีจองหอง แต่กองทัพต้องการคนเช่นเขา จึงทำเป็นหลับตาข้างหนึ่ง ลืมตาข้างหนึ่ง ก่อนเข้ากองทัพ ต้วนเทียนหลินเคยหมั้นหมายหญิงนางหนึ่งไว้ แต่เพราะเขาต้องไปประจำการอยู่ชายแดนเป็นเวลานาน การแต่งงานจึงถูกเลื่อนออกไปเรื่อยเรื่อย จนฝ่ายหญิงอายุมากขึ้นทุกที บิดามารดาตระกูลต้วนจึงเขียนจดหมายไปหาต้วนเทียนหลิน ให้เขาหาทางกลับมาแต่งงาน หรือไม่ก็ส่งฝ่ายหญิงไปแต่งงานที่ชายแดนทางเหนือ
ต้วนเทียนหลินได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งในกองทัพต่อเนื่อง จึงเห็นว่าฝ่ายหญิงไม่คู่ควรกับตนอีกต่อไป หากคู่หมั้นยินยอมลดสถานะเป็นอนุภรรยา เขาจึงจะส่งคนมารับไปทางเหนือ เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา บิดามารดาฝ่ายหญิงโกรธจัดและขอถอนหมั้นทันที บิดามารดาของต้วนเทียนหลินเองก็รู้ดีว่าบุตรชายของตนทำตัวเหลวไหล จึงตัดสินใจโดยพลการไม่แจ้งให้ต้วนเทียนหลินทราบ ยินยอมให้ถอนหมั้น ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไปมีครอบครัวใหม่
เรื่องเดิมทีเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่เมื่อต้วนเทียนหลินทราบเรื่องกลับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ กล่าวหาว่าฝ่ายหญิงไม่รู้ดีชั่ว และประกาศว่าจะสั่งสอนครอบครัวฝ่ายหญิงให้หลาบจำ ทุกคนต่างคิดว่าเขาพูดด้วยความโมโห แต่ใครจะคาดคิดว่าเขาจะแอบหนีกลับมาบ้านเกิด และสังหารล้างตระกูลฝ่ายหญิง ไม่เว้นแม้แต่ทารกที่ยังอยู่ในห่อผ้า"
สมกับเป็นคนชั่วช้าโดยแท้
ฝ่ายหญิงถอนหมั้นอย่างมีเหตุมีผล จะมีความผิดอันใด ซาเหรินโหมวต้วนเทียนหลินกลับฆ่าล้างตระกูลพวกเขาด้วยเหตุนี้ ไม่สมควรเกิดมาเป็นคน ช่างเป็นเดรัจฉานชัดชัด อาศัยว่าตนมีวรยุทธ์จึงกระทำการอย่างอุกอาจ ไม่เห็นกฎหมายและชีวิตคนอยู่ในสายตา เป็นบุคลิกต่อต้านสังคมโดยแท้จริง ลงมือโหดเหี้ยม จิตใจอาฆาตพยาบาทรุนแรง
"แล้วอย่างไรต่อ เขาถูกจับได้หรือไม่?"
ตู้ฟูจื่อดื่มสุราพลางส่ายหน้า "เขาลงมืออย่างลับลับ กว่าทางการจะสืบรู้ความจริงก็ภายหลัง แต่สิ่งที่เขาทำไม่อาจปิดบังพี่น้องร่วมสาบานได้ ข่าวการฆ่าล้างตระกูลฝ่ายหญิงแพร่ไปถึงทางเหนือ พี่น้องเหล่านั้นพอนับคำนวณเวลาก็รู้ว่าเป็นฝีมือเขา ได้ยินว่ามีการไปคาดคั้นต้วนเทียนหลินด้วยตนเอง ไม่รู้ว่าพวกเขาตกลงกันอย่างไร แต่เรื่องนี้ก็ถูกปกปิดไว้ชั่วคราว
ทว่าต้วนเทียนหลินผู้นี้เป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย เขากลัวว่าสักวันเรื่องจะแดงขึ้นมา จึงฉวยโอกาสตอนออกปฏิบัติภารกิจ นำลูกน้องวางแผนให้พวกพี่น้องร่วมกันก่อคดีสะเทือนขวัญฟ้าดินลงโทษ นั่นคือการฆ่าล้างหมู่บ้าน! คนทั้งหมู่บ้านสามร้อยยี่สิบสามชีวิต ไม่แบ่งแยกชายหญิงแก่เฒ่า ถูกพวกเขาสังหารจนหมดสิ้น คราวนี้พวกพี่น้องจึงตกกระไดพลอยโจน กลายเป็นตั๊กแตนบนเชือกเส้นเดียวกัน
การฆ่าล้างหมู่บ้านครั้งนี้ยังมีข่าวลืออีกว่า ในตอนนั้นมีคนต่างถิ่นพักอยู่ในหมู่บ้าน เล่าลือกันว่าพวกต้วนเทียนหลินง้างปากคนต่างถิ่นจนได้ความลับบางอย่างมา รายละเอียดเบื้องลึกไม่มีใครรู้
สรุปสั้นสั้นก็คือ นับแต่นั้นมา ต้วนเทียนหลินเริ่มเสพติดการฆ่า มักจะพาคนออกจากค่ายไปก่อเหตุฆ่าคนในพื้นที่ห่างไกล เดินริมน้ำบ่อยบ่อยมีหรือรองเท้าจะไม่เปียก ในที่สุดเรื่องของเขาก็รู้ไปถึงหูเบื้องบน เขาได้รับข่าวก่อนว่าเบื้องบนจะจับกุมเขาเพื่อเช็คบิลย้อนหลัง แม้แต่ผู้สนับสนุนของเขาก็ไม่ยอมปกป้อง เขาจึงฉวยโอกาสทำทีว่าตายในสนามรบแล้วหลบหนีไป พร้อมทั้งลงมือสังหารพี่น้องของตนเองไปด้วย"
วิธีการโหดเหี้ยมอำมหิต ลงมือเด็ดขาดรวดเร็ว ฟังมาถึงตรงนี้ เฉินกวนโหลวคิดว่าหากต้วนเทียนหลินยังพอมีความเป็นคนอยู่บ้าง ไม่ใช่คนวิปลาสผิดมนุษย์ และตั้งใจทำงานในค่ายทหารดีดี ไม่มัวแต่ฆ่าคนเพื่อความบันเทิง ก็อาจสร้างผลงานยิ่งใหญ่ได้
"แล้วเขาถูกจับได้อย่างไร?"
ตู้ฟูจื่อถือจอกสุรา ส่ายหัวฮัมเพลงงิ้วสองสามประโยค ก่อนจะเล่าต่อ "หลังจากต้วนเทียนหลินแกล้งตายและเปลี่ยนชื่อแซ่ เขาก็ไปทำอาชีพฆ่าคนชิงทรัพย์ปล้นบ้านเรือน สันดานเดิมแก้ไม่หาย พอเห็นว่าเรื่องเงียบลง ก็เริ่มฆ่าคนเพื่อความสนุกอีก การฆ่าคนไม่กี่คนหรือล้างตระกูลไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้ เขาถึงขั้นพาคนไปฆ่าล้างหมู่บ้านอีก ตอนแรกทำสำเร็จไปสองครั้ง แต่ครั้งที่สามเขาก็ตกลงในกับดักและถูกจับกุมในที่เกิดเหตุ ต่อมาถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแล่เนื้อเถือหนัง พันมีดหมื่นดาบ ตายไปก็ไม่น่าเสียดาย"
ไม่!
ซาเหรินโหมวต้วนเทียนหลินไม่ได้ตาย เขายังมีชีวิตอยู่สุขสบายในคุกเทียนลาว
ความลับนี้ เกรงว่าแม้แต่คนในคุกเทียนลาวเองก็คงไม่รู้
เฉินกวนโหลวถามว่า "วันประหาร ตู้ฟูจื่อได้ไปดูหรือไม่?"
"ภาพเหตุการณ์นองเลือดปานนั้น จะไปดูทำไม ตอนนั้นความโกรธแค้นของประชาชนรุนแรงมาก ทางการกลัวว่าจะมีการก่อจลาจล จึงส่งทหารล้อมลานประหารไว้ ชาวบ้านเข้าไปไม่ได้ ทำได้เพียงมุงดูอยู่ไกลไกล ข้าเป็นบัณฑิตผู้คงแก่เรียน จะไปมุงดูเรื่องนองเลือดพรรค์นั้นได้อย่างไร"
ประหารต่อหน้าสาธารณชน แต่กลับล้อมลานประหารไว้ ไม่ให้คนเข้าใกล้ อ้างว่ากลัวประชาชนก่อจลาจล แต่เฉินกวนโหลวรู้ดีว่านั่นเป็นข้ออ้างเพื่อปกปิดความจริงเรื่องการสับเปลี่ยนตัวนักโทษ
"ต้วนเทียนหลินอยู่ในกองทัพมาหลายปี น่าจะมีเพื่อนทหารร่วมรบมากมาย ตอนเขาถูกจับ ไม่มีเพื่อนทหารคนไหนช่วยพูดขอความเมตตาให้เขาบ้างหรือ? อย่างน้อยเปลี่ยนโทษเป็นตัดหัวทันที ก็ยังดีกว่าถูกแล่เนื้อเถือหนัง"
ตู้ฟูจื่อส่ายหน้า "ไม่เคยได้ยินว่ามีเพื่อนทหารคนไหนช่วยพูดให้เขา ได้ยินว่าต้วนเทียนหลินนิสัยแปลกประหลาด แม้แต่พี่น้องร่วมสาบานก็ยังฆ่า คนในค่ายทหารคงถูกเขาล่วงเกินจนหมดสิ้น จะไปมีสหายสนิทที่ไหน เผลอเผลอพวกเพื่อนทหารคงอยากให้เขาตายเสียด้วยซ้ำ"
ไม่ถูกต้อง!
หากไม่ใช่เพื่อนทหารในกองทัพที่ช่วยชีวิตต้วนเทียนหลินไว้ แล้วใครกันที่ช่วยต้วนเทียนหลินไม่ให้ตาย แถมยังเล่นกลสับเปลี่ยนตัวนักโทษ ย้ายดอกไม้ต่อกิ่งไม้ หลอกลวงคนทั้งใต้หล้าได้สำเร็จ
และที่สำคัญ ทำไมต้องช่วยชีวิตต้วนเทียนหลิน แต่กลับทิ้งขว้าง ขังลืมไว้ในคุกเทียนลาว
คนอย่างต้วนเทียนหลิน ตายร้อยครั้งก็ยังไม่สาสม มีค่าอะไรให้ต้องปกป้อง?
เฉินกวนโหลวมีข้อสงสัยมากมายเหลือเกิน
คำถามเหล่านี้ เห็นได้ชัดว่าตู้ฟูจื่อตอบไม่ได้ สิ่งที่ตู้ฟูจื่อรู้ ก็เป็นเพียงเรื่องราวฉบับที่ทางการเปิดเผย ฉบับที่อยากให้คนทั่วไปรับรู้
เช่นนั้นแล้ว ความจริงเบื้องลึกคืออะไร?
เรื่องต้วนเทียนหลินฆ่าล้างหมู่บ้านน่าจะเป็นเรื่องจริง หรือว่าการฆ่าล้างหมู่บ้านจะมีเบื้องลึกเบื้องหลัง สาเหตุไม่ได้เป็นอย่างที่ภายนอกเล่าลือกัน
"ด้วยสายตาอันเฉียบแหลมของฟูจื่อ ต้วนเทียนหลินเดิมทีมีอนาคตสดใส ด้วยความกล้าหาญและวรยุทธ์ของเขา ไม่ช้าก็เร็วคงได้เลื่อนยศเป็นขุนพล เหตุใดเขาจึงทำลายอนาคตตัวเอง?"
"เรื่องพรรค์นี้ใครจะไปพูดได้ชัดเจน คนผยองมักมีภัย เล่าลือกันว่าคนผู้นี้ทำตัวกร่าง บังอาจเทียมฟ้า บางทีเขาอาจคิดว่าเรื่องฆ่าล้างหมู่บ้านจะปิดมิด แต่คนมากปากก็มากความ รวมถึงพวกพี่น้องของเขา ก็อาจไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับวิธีการของเขา การแอบไปฟ้องร้องก็มีความเป็นไปได้"
"ดังนั้นก่อนจะแกล้งตาย เขาจึงฆ่าพี่น้องพวกนั้นทิ้ง"
"ตื้นลึกหนาบางเรื่องนี้ ข้าไม่อาจรู้ได้ หากเจ้าสงสัยจริงจริง ลองไปใช้เส้นสายทางจวนโหวดูสิ จวนโหวอาจมีวิธีนำสำนวนคดีของต้วนเทียนหลินออกมาดูได้"
เฉินกวนโหลวยิ้มเยาะตัวเอง "จวนโหวที่ไหนจะมาสนใจผู้คุมตัวเล็กเล็กอย่างข้า ดีไม่ดีจะรังเกียจที่ข้าทำให้ตระกูลเฉินขายหน้าเสียอีก"
"เจ้าอย่าได้พูดไป ช่วงก่อนหน้านี้ คนจวนโหวมีการเอ่ยถึงเจ้าจริงจริง ว่าเจ้าทำลายชื่อเสียงตระกูลเฉิน เจ้าต้องระวังตัวไว้ หากถูกจวนโหวหมายหัว ไม่แน่อาจต้องเจ็บตัว"
เฉินกวนโหลวได้ยินดังนั้น ก็แสดงความไม่พอใจทันที กล่าวอย่างเจ็บแค้นว่า "จวนโหวจัดการกว้างขวางเกินไปแล้ว ตอนข้าจะอดตายพวกเขาไม่สนใจ พอข้าหาเลี้ยงปากท้องได้ พวกเขากลับมารังเกียจว่าข้าทำขายหน้า สองสายตระกูลของเราแยกห่างกันเกินห้ารุ่นแล้ว จวนโหวมีสิทธิ์อะไรมายุ่งเรื่องของข้า จริงจริงเลย สุนัขพรากหนู* (เสือกไม่เข้าเรื่อง) อีกอย่าง ข้าก็แค่มารับสืบทอดตำแหน่งต่อจากพ่อ"
"พ่อของเจ้าอย่างน้อยก็เป็นถึงผู้คุมยศนายกอง มิใช่เพียงผู้คุมระดับล่าง"
ประโยคเดียวของตู้ฟูจื่อ ทำเอาเฉินกวนโหลวถึงกับจุก มีดไร้คมทิ่มแทงเข้ากลางใจ เจ็บปวดนัก!
บทที่ 027 ทลายหมากกระดาน
หลังจากได้รู้ประวัติของซาเหรินโหมวต้วนเทียนหลิน เฉินกวนโหลวยิ่งตระหนักว่าตนเองได้ชักนำปัญหาใหญ่เข้ามาใส่ตัว เป็นปัญหาใหญ่ที่เดิมพันด้วยชีวิต
ไม่ว่าใครจะเป็นคนคุ้มกะลาหัวต้วนเทียนหลิน และไม่ว่าต้วนเทียนหลินจะกุมความลับอะไรไว้ ในเวลานี้ ชื่อของเขาเฉินกวนโหลวอาจจะไปปรากฏอยู่บนโต๊ะของคนใหญ่คนโตสักคน และอาจเป็นเป้าหมายที่ต้องกำจัดทิ้งให้เร็วที่สุด
คุกเทียนลาวไม่มีความลับ นั่นขึ้นอยู่กับว่าเป็นใคร
สำหรับคนตัวเล็กตัวน้อยภายนอก คุกเทียนลาวเป็นสถานที่ลึกลับน่าสะพรึงกลัว อย่าว่าแต่สอดแนม แม้แต่เข้าใกล้ก็ยังไม่กล้า แต่สำหรับคนบางกลุ่ม ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในคุกเทียนลาว ไม่อาจรอดพ้นสายตาของพวกเขาไปได้
การที่เขาพูดคุยกับต้วนเทียนหลิน จะไม่มีใครรู้เห็นจริงหรือ?
เฉินกวนโหลวไม่กล้ามองโลกในแง่ดีขนาดนั้น เขาคิดเผื่อไว้ในทางที่เลวร้ายที่สุด ผลลัพธ์มีเพียงสองทาง คือการรีดความลับของต้วนเทียนหลินจากปากเขา หรือการรีดความลับเรื่องการฝึกฝนเคล็ดวิชาลมปราณจากตัวเขา
ไม่ว่าจะเป็นผลลัพธ์แบบไหน ด้วยสถานะของเขาในตอนนี้ ล้วนรับมือไม่ไหวทั้งสิ้น
ดึกดื่นค่อนคืนไม่หลับไม่นอน เขานั่งอยู่บนหลังคา ดื่มสุราย้อมใจ ครุ่นคิดหาวิธีทลายหมากกระดานนี้
ต้วนเทียนหลินต้องตาย!
มีเพียงคนตายเท่านั้นที่รักษาความลับได้
แต่ทว่า...
จะตายอย่างไร? จะเก็บกวาดอย่างไร? ความพิโรธของคนใหญ่คนโต ไม่มีใครในคุกเทียนลาวรับไหว
ประเด็นสำคัญคือ เขาไม่รู้เลยว่าต้วนเทียนหลินกุมความลับอะไรไว้ ทำไมคนใหญ่คนโตถึงต้องรักษาชีวิตของซาเหรินโหมวผู้นี้
แต่เขาก็ไม่อาจปักใจเชื่อว่าคนใหญ่คนโตจะเต็มใจรักษาชีวิตต้วนเทียนหลินจริงจริง บางทีคนใหญ่คนโตก็อาจจะอยากให้ต้วนเทียนหลินตายเหมือนกัน สิบปีผ่านไปแล้ว เรื่องที่ทำไม่ได้ในตอนนั้น ตอนนี้อาจทำได้แล้วก็ได้
ความคิดของเฉินกวนโหลวเริ่มกว้างไกลขึ้น
คนอย่างต้วนเทียนหลินมีชีวิตอยู่ก็เปลืองข้าวสุก ใครจะไปเต็มใจปกป้องเขา เบื้องหลังเรื่องนี้ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนสกปรกแน่นอน
เขากระโดดลงจากหลังคา ในใจเริ่มมีความคิดที่ยังไม่ตกผลึกดีนัก
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เฉินกวนโหลวหิ้วสุราและเนื้อสัตว์มายังคุกเทียนลาว แบ่งส่วนหนึ่งให้บ่าวไพ่คุ้มกันของเศรษฐีที่ดินแซ่หลิ่ว ส่วนที่เหลือทั้งหมดมอบให้ซาเหรินโหมวต้วนเทียนหลิน
ห่างหายไปนานหลายปี ได้กลับมากินเนื้อดื่มสุราอีกครั้ง ซาเหรินโหมวต้วนเทียนหลินตะกละตะกลามราวกับขอทาน เนื้อตกพื้นก็ไม่รังเกียจ หยิบใส่ปากเคี้ยวตุ้ยตุ้ย ดื่มสุราตามลงไป สุขสมใจยิ่งนัก
"เจ้าหนู เจ้าใช้ได้เลย พรุ่งนี้ข้าอยากกินเนื้อวัวตุ๋น จัดมาสักห้าชั่งก่อน"
"ไม่มีปัญหา"
เฉินกวนโหลวหันหลังเตรียมจากไป การเดินตรวจตราครั้งนี้ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจ
"เฮ้ย ข้าอนุญาตให้เจ้าไปแล้วรึ?" ต้วนเทียนหลินโอหังถึงขีดสุด ตะโกนเรียกอย่างจองหอง
เฉินกวนโหลวหยุดฝีเท้า หันหลังให้คู่สนทนา จิตสังหารสายหนึ่งวาบผ่านดวงตา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ผู้อาวุโสคงไม่อยากให้ข้าเกิดเรื่องตอนนี้กระมัง การจะหาคนที่ใช้งานง่ายเช่นข้า ไม่ใช่เรื่องง่ายนะขอรับ"
"เจ้าหนู เจ้ามันแน่ เจ้าไม่อยากฟังเรื่องราวของข้าบ้างรึ"
"ไม่ปิดบังผู้อาวุโส เมื่อวานข้าไปสอบถามเรื่องคดีของซาเหรินโหมวมา ฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจยิ่งนัก ขอผู้อาวุโสโปรดอภัย"
"เจ้าเองก็ปักใจเชื่อว่าคนพวกนั้นข้าเป็นคนฆ่า"
เฉินกวนโหลวตอบโต้ด้วยความเงียบ
ทันใดนั้น ต้วนเทียนหลินก็พุ่งเข้ามา เกาะลูกกรงขัง หัวเราะ หึหึ ใส่แผ่นหลังของเขา "คนพวกนั้นข้าฆ่าเอง ข้าสมควรตายหมื่นครั้ง ถูกแล่เนื้อพันมีด ตายไม่น่าเสียดาย แต่ข้าดันยังไม่ตาย เจ้าลองทายดูซิว่าเป็นเพราะเหตุใด?"
เฉินกวนโหลวหันขวับกลับมา "ก็คงไม่พ้นข้อแลกเปลี่ยน จุดอ่อน หรือการถ่วงดุลผลประโยชน์ หนีไม่พ้นเหตุผลพวกนี้หรอก คงไม่มีใครมาทดแทนบุญคุณกระมัง"
"เจ้าหนูนี่น่าสนใจ หึหึ..." ต้วนเทียนหลินผ่อนคลายร่างกาย มองเฉินกวนโหลวด้วยความสนใจ "นอกจากในตัวจะมีเรื่องประหลาดแล้ว ท่าทีของเจ้าก็ไม่เหมือนเด็กอายุสิบแปด สุขุมนุ่มลึกใช้ได้ หากเป็นคนอื่น อายุมากกว่าเจ้าสักรอบ ได้ยินชื่อเสียงของข้าคงกลัวจนฉี่ราด เจ้ากลับยังแบ่งสมาธิมาประลองปัญญากับข้า ต่อปากต่อคำได้ พ่อหนุ่มเฉินเอ๋ย เจ้าดูสิ่งที่เจ้าทำสิ ข้าอุตส่าห์คิดจะปล่อยเจ้าไป แต่เจ้ากลับยิ่งดึงดูดความสนใจข้า ไม่วางแผนเล่นงานเจ้าสักครา คงรู้สึกผิดต่อตัวเองแย่"
เฉินกวนโหลวแทบอกแตกตาย
เพราะเขาทำตัวดีเกินไป เลยถูกหมายหัว เลยถูกวางแผนเล่นงาน ความหมายก็คือ เขาแส่หาเรื่องเองหรือ?
ไร้ยางอาย!
ต่ำช้า!
ตรรกะวิบัติ!
อีกฝ่ายชัดเจนว่ากำลังโลภโมโทสันความลับในตัวเขา
ไม่มีใครเต็มใจถูกขังอยู่ในคุกเทียนลาวไปชั่วชีวิต โดยเฉพาะคนอย่างต้วนเทียนหลินที่ทำตามอำเภอใจ นิสัยบิดเบี้ยว ยิ่งทนการถูกควบคุมไม่ได้ การฆ่าล้างหมู่บ้านโดยไร้เหตุผล ในมุมมองหนึ่ง แท้จริงแล้วคือการระบายความโกรธที่ถูกควบคุมของต้วนเทียนหลิน
เดิมทีก็เป็นแค่อันธพาลข้างถนน พอเข้ากองทัพ ถูกวินัยทหารควบคุมทุกวัน ถูกผู้บังคับบัญชากดหัว นานวันเข้าย่อมเกิดความดุร้ายป่าเถื่อน การฆ่าคน การสังหารชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ การเหยียบย่ำชีวิตผู้อื่น ล้อเล่นกับชีวิตคน คือหนทางระบายออกของเขา
คนวิปลาสชัดชัด เป็นพวกต่อต้านสังคม
เฉินกวนโหลวมั่นใจร้อยส่วนว่า อีกฝ่ายกำลังปั่นหัวเขา ต้องการใช้มุขเดิมเดิมมาปั่นหัวชีวิตเขา ขอแค่เขาแสดงท่าทีจนตรอก ยอมจำนนต่ออำนาจมืด ก็จะทำให้ฝ่ายนั้นพอใจ
น่าสะอิดสะเอียนที่สุด
เกือบจะระงับจิตสังหารไว้ไม่อยู่
เขาสูดหายใจลึก ข่มอารมณ์พลุ่งพล่านในใจ "ขอบคุณผู้อาวุโสที่ให้เกียรติ น่าเสียดาย ข้าเป็นเพียงผู้คุมตัวเล็กเล็ก ช่วยอะไรไม่ได้มาก"
"ไม่ เจ้าช่วยได้ แต่เรื่องนี้ไม่เร่งรีบ เมื่อถึงเวลา ข้าจะสั่งเจ้าเองว่าต้องทำอย่างไร"
พูดจบ ต้วนเทียนหลินก็ปิดปากเงียบ ไม่ยอมเอ่ยปากพูดอีกแม้แต่คำเดียว
เฉินกวนโหลวรีบเดินจากไปทันที ในหัวมีแต่ความคิดว่าจะฆ่ามันอย่างไรโดยไม่ให้เรื่องสาวมาถึงตัว
คดีความระหว่างจวนโหวกับเจียงถูขึ้นไปถึงหน้าพระที่นั่ง แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุป
ทั้งสองฝ่ายเสมอกันในตอนนี้
จักรพรรดิเฒ่ายังคงไม่แสดงท่าที นานวันเข้าก็เริ่มมีเสียงวิจารณ์ว่าจักรพรรดิเฒ่าตั้งใจจะปกป้องเจียงถู เพียงแต่ขาดข้ออ้างและทางลง
พวกขุนนางใหญ่ในราชสำนักล้วนเป็นยอดคนฉลาดระดับหัวกะทิของแผ่นดิน คาดเดาพระทัยจักรพรรดิได้แม่นยำนัก ทว่า ทั้งที่รู้ว่าจักรพรรดิเฒ่าต้องการทางลง ต้องการคนที่รู้ความมาจัดการ แต่พวกคนฉลาดเหล่านี้กลับไม่ยอมทำ กลับเลือกที่จะงัดข้อกับจักรพรรดิเฒ่า ไม่ยอมให้เจียงถูได้ผลประโยชน์
ได้ยินมาว่า จักรพรรดิเฒ่าดูเหมือนจะไม่พอใจท่าทีของเหล่าขุนนางมาก จึงเก็บตัวอยู่ในตำหนักไท่จี๋ไม่ยอมออกว่าราชการ ไม่ตรวจฎีกา และไม่ยอมพบขุนนาง มุ่งมั่นแต่การปรุงยาอายุวัฒนะ
ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียด การกระทำหนึ่งขององค์รัชทายาทก็ได้ทลายหมากกระดานนี้
องค์รัชทายาทบังเอิญพบเจียงถูที่มาขอรับโทษที่ตำหนักไท่จี๋ ก็ไม่ได้หลบหน้าผู้คน ด่ากราดออกมาประโยคหนึ่งว่า "ไอ้สุนัขรับใช้"
เจียงถูก็ไม่กล้าแก้ตัว ยิ่งไม่กล้าโต้เถียง
ตามหลักแล้วเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ควรจะผ่านเลยไป แต่ประโยคนี้ขององค์รัชทายาทกลับไปเข้าพระกรรณของจักรพรรดิเฒ่า
จักรพรรดิเฒ่าทรงกริ้วหนัก ตรัสตำหนิองค์รัชทายาทว่าอกตัญญูไม่สมเป็นลูกคน
พระองค์ยังไม่ทันสวรรคต องค์รัชทายาทก็คิดจะจัดการคนของพระองค์แล้ว เป็นอย่างไรล่ะ อยากให้พระองค์รีบตาย จะได้รีบครองราชย์หรือ?
องค์รัชทายาทร้อนรนทันที เขาเพียงแค่ทนดูเจียงถูที่เป็นคนประจบสอพลอไม่ได้ ไม่ได้มีความคิดอื่นเลย
ทว่า จักรพรรดิเฒ่าทรงชราภาพและขี้ระแวง เมื่อปักใจเชื่อสิ่งใดแล้วต่อให้เอาวัวเก้าตัวมาฉุดก็ไม่กลับ ทรงปักใจว่าองค์รัชทายาทซ่อนดาบในรอยยิ้ม รอไม่ไหวแล้ว เพียงแค่เจียงถูคนเดียวยังทนไม่ได้ ไม่แน่ว่าวันหน้าอาจจะทนพระองค์ผู้เป็นจักรพรรดิไม่ได้เช่นกัน
บทที่ 028 คนผู้นี้ไม่คู่ควรให้ร่วมวางแผน
แพะรับบาปตัวเบ้อเริ่มถูกโยนใส่หัวองค์รัชทายาท องค์รัชทายาทร้องโอดโอยว่าดวงซวยซ้ำซวยซ้อนแปดชั่วโคตร ในใจยิ่งเคียดแค้นเจียงถู อยากจะกำจัดให้พ้นทาง ส่วนที่มีต่อจักรพรรดิเฒ่านั้นก็เต็มไปด้วยความไม่พอใจสารพัด
พระองค์ไม่กล้าพูดออกมา แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อความคิดในใจ ว่าจักรพรรดิเฒ่ายิ่งแก่ยิ่งเลอะเลือน
ขอถามหน่อยเถิด ในโลกนี้มีรัชทายาทที่ครองตำแหน่งมาสามสิบปีหรือไม่?
ในใจเกิดความเร่งร้อน ร้อนรนอยากจะกุมอำนาจ แทบอยากจะพุ่งไปเบื้องหน้าจักรพรรดิเฒ่า ตะโกนบอกความในใจว่า ลูกยินดีแบ่งเบาภาระของเสด็จพ่อ เสด็จพ่อสามารถวางใจปรุงยาบำเพ็ญเพียรในตำหนักไท่จี๋ได้เลย เรื่องราวต่างต่างในราชสำนัก ในฐานะรัชทายาท ลูกจะจัดการอย่างดีภายใต้ความช่วยเหลือของเหล่าขุนนาง ไม่ให้เสด็จพ่อต้องกังวลแม้แต่น้อย
น่าเสียดาย พระองค์ทำได้แค่คิดเท่านั้น
จักรพรรดิเฒ่าระเบิดอารมณ์ใส่องค์รัชทายาทแล้วยังไม่หายแค้น เรียกขุนนางมาด่ากราดอีกยกใหญ่ ด่าว่าพวกขุนนางไม่รู้จักแบ่งเบาภาระกษัตริย์ วันวันเอาแต่เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งมารบกวน ทำให้เสียการใหญ่ในการปรุงยา
และยังด่าเจียงถูต่อหน้าเหล่าขุนนาง ด่าว่าอีกฝ่ายทำคุณบูชาโทษ สั่งปลดเจียงถูออกจากตำแหน่งทันที ให้กลับไปสำนึกผิดที่บ้าน
เหล่าขุนนางเห็นดังนั้น ก็เข้าใจทันที จักรพรรดิทำทีเป็นยกสูงแต่วางลงเบาเบา ชัดเจนว่าจะปกป้องเจียงถูต่อไป
ปลดออกจากตำแหน่งแล้วอย่างไร
เจียงถูสามารถกลับมารับตำแหน่งเดิมได้ตลอดเวลา ดีไม่ดีอาจได้เลื่อนขั้น เพียงแค่จักรพรรดิเฒ่าเอ่ยปากคำเดียว
รอบนี้ ดูเหมือนจวนโหวจะชนะ แต่ความจริงชนะแค่หน้าตา ผู้ชนะที่แท้จริงยังคงเป็นเจียงถู
เจียงถูเป็นที่โปรดปรานของจักรพรรดิ ในเวลาอันสั้น อย่าหวังว่าจะเขี่ยเขาพ้นราชสำนักได้
คนที่ซวยที่สุดคือองค์รัชทายาท เพียงเพราะประโยคเดียวก็ถูกลากเข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวาย แถมยังถูกจักรพรรดิเฒ่าสงสัยว่าซ่อนดาบในรอยยิ้ม ถูกด่ากราดว่าอกตัญญู เรียกได้ว่าเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง ตอนนี้ยังต้องสำนึกผิดอยู่ที่ตำหนักตงกง
อย่างไรก็ตาม เจียงถูก็ถือว่าได้ล่วงเกินองค์รัชทายาทเข้าแล้ว
เหล่าขุนนางต่างยินดีปรีดา
เรื่องวุ่นวายเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับคุกเทียนลาวเพียงเรื่องเดียวคือ ในวันที่เจียงถูถูกปลด บ่าวไพ่คุ้มกันของเศรษฐีที่ดินแซ่หลิ่วก็ถูกปล่อยตัวทันที ส่วนพวกมือไม้จากสำนักรับจ้างตีคน โดนโบยคนละสิบไม้ บวกค่าปรับสิบตำลึง แล้วก็ไสหัวออกจากคุกเทียนลาวไปให้หมด
ส่วนผู้เสียหายในคดีนี้ คนที่ถูกตีตาย ไม่มีใครสนใจอย่างแท้จริง เป็นเพียงอุปกรณ์ศพที่ใช้ให้ครบจำนวนเท่านั้น ใครจะไปใส่ใจอุปกรณ์ชิ้นหนึ่ง
สวี่ฟู่กุ้ยบ่นเสียดายอย่างหนัก โทษว่าเฉินกวนโหลวทำให้เขาเสียโอกาสรวย
ถ้ารู้ว่าเจียงถูจะแพ้คดีนี้ เขาคงไม่ฟังเฉินกวนโหลว แล้วรับเงินก้อนโตไปแล้ว
เฉินกวนโหลวไม่แก้ตัว เพียงถามประโยคเดียวว่า "อาสวี่คิดว่าเจียงถูแพ้จริงจริงหรือขอรับ?"
"เขาถูกปลดแล้ว ไม่ใช่เขาแพ้ หรือจะเป็นเขาชนะกันล่ะ เอาเถอะ เอาเถอะ ข้ารู้ว่าเจ้าจะพูดอะไร ข้าไม่ได้ตั้งใจจะโทษเจ้า แค่เสียดายเงินก้อนนั้น คนที่เข้ามาในคุกเทียนลาว ตามธรรมเนียมต้องคายเงินออกมา ต่อให้เป็นขุนนางในคุกหมายเลขหนึ่งก็ไม่มีข้อยกเว้น เรื่องคราวนี้ถือว่าซื้อบทเรียน เจ้าไปทำงานเถอะ"
เฉินกวนโหลวรับคำ แล้วเดินจากไปทันที
ความคิดของสวี่ฟู่กุ้ย เขาไปกำหนดไม่ได้ ได้แต่บอกว่าคนผู้นี้ไม่คู่ควรให้ร่วมวางแผน
หลูต้าโถวรู้ว่าเขาถูกดุ จึงชวนไปดื่มเหล้าปลอบใจ "อย่าเก็บไปใส่ใจเลย คดีคราวนี้ ทุกคนไม่ได้เงิน แถมยังเหนื่อยเปล่า ทุกคนในใจต่างก็มีคำบ่น"
เฉินกวนโหลวพึมพำประโยคหนึ่ง "เจียงถูเป็นที่โปรดปราน อีกไม่นานคงได้กลับมารับตำแหน่ง"
"เจ้าดูออกได้อย่างไร? เจ้าเอาอะไรมามั่นใจว่าเจียงถูยังได้รับความไว้วางใจจากฝ่าบาท? ฝ่าบาทสั่งปลดเขาแล้วนะ"
"การปลดเป็นเพียงแผนชั่วคราวเพื่อปิดปากคน เพราะเจียงถูขัดผลประโยชน์คนมากมายในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ใครใครก็เหม็นขี้หน้า เขาขัดใจคนหมู่มากไปนานแล้ว แต่เพราะเขาขัดใจคนหมู่มากนี่แหละ ในสายพระเนตรของฝ่าบาท เขาจึงยิ่งน่าไว้วางใจ ขุนนางโดดเดี่ยวที่ไร้ที่พึ่งพิง ที่พึ่งเดียวคือความโปรดปรานของฝ่าบาท"
ที่พึ่งเดียวนี้ คือยันต์กันตายของเขา คือเหตุผลที่จักรพรรดิเฒ่าไว้ใจเขา ในสายพระเนตรของจักรพรรดิเฒ่า เจียงถูไม่ได้สมคบคิดกับขั้วอำนาจใด จงรักภักดีต่อพระองค์เพียงผู้เดียว ความจงรักภักดีที่ 'บริสุทธิ์' นี้ เหนือกว่าขุนนางฝ่ายบู๊และบุ๋นทั้งราชสำนัก
"นี่เป็นเพียงความคิดเห็นของเจ้าคนเดียว เชื่อถือไม่ได้หรอก" หลูต้าโถวแย้งส่งเดช
เฉินกวนโหลวไม่เถียงด้วย เพียงยิ้มแล้วกล่าวว่า "สิ้นปีนี้ ก็จะได้เห็นผล ถึงตอนนั้นพี่ต้าโถวก็จะรู้ว่าข้าพูดถูกหรือไม่"
"ถ้าเรื่องนี้เจ้าทายถูก ถึงตอนนั้นข้าจะเลี้ยงเหล้าเจ้า" หลูต้าโถวใจป้ำ รับปากส่งเดช เหล้ามื้อเดียว สำหรับรายได้ผู้คุม ถือว่าเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย สิบมื้อก็ยังไหว
ขณะที่ทั้งสองกำลังกินดื่ม จางว่านทงก็พาลูกศิษย์ลูกหาเดินเข้ามาในหอสุรา
หลูต้าโถวตบโต๊ะลุกขึ้นทันที แล้วพูดกับเฉินกวนโหลวว่า "ถ้าจางว่านทงกล้าหาเรื่องเจ้า ข้าจะออกหน้าแทนเจ้าเอง ไม่ต้องกลัว"
"ขอบคุณพี่ต้าโถว หัวหน้าจางเป็นคนรู้ความ คงไม่มาหาเรื่องข้าโดยไร้สาเหตุหรอกขอรับ"
"ฟ้ายังไม่มืดนะ พูดจาเพ้อเจ้ออะไร" หลูต้าโถวทำหน้างง
จางว่านทงเดินเข้ามาเห็นเฉินกวนโหลวกับหลูต้าโถว ก็แค่นเสียง หึ เย็นชา แล้วหันหลังเดินขึ้นชั้นสอง บรรดาลูกศิษย์ลูกหาต่างพากันเดินตามขึ้นชั้นสอง ไม่มีใครกล้าชำเลืองมองเฉินกวนโหลวแม้แต่หางตา
ฉากนี้ตกอยู่ในสายตาของหลูต้าโถว ชัดเจนว่าจางว่านทงดูถูกพวกเขาสองคน ไม่เห็นพวกเขาสองคนอยู่ในสายตา
เขาโกรธจัด "จางว่านทงคนนี้ ยิ่งทำตัวกำเริบเสิบสาน ข้าจะคอยดูว่ามันจะกร่างไปได้สักกี่น้ำ"
"พี่ต้าโถวดื่มเหล้าเถอะขอรับ"
หลูต้าโถวยังคงโกรธ จนลืมไปแล้วว่าเมื่อครู่คุยเรื่องอะไร จำได้แค่ว่าจางว่านทงไม่ไว้หน้าเขา เจอกันก็ไม่ทักทาย รังแกกันเกินไปแล้ว!
เฉินกวนโหลวกลับรู้สึกว่าแบบนี้ดีแล้ว ต่างคนต่างอยู่ เจ้าเดินบนทางด่วนของเจ้า ข้าเดินบนสะพานไม้ของข้า ไม่ก้าวก่ายกัน
ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นในทางเดินคุกวันนั้น ไม่มีใครเอ่ยถึง ต่างทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พอดื่มเหล้ากับหลูต้าโถวเสร็จ เฉินกวนโหลวก็ตรงกลับบ้าน
บ่าวเฝ้าประตูของจวนผู้ดูแลหลิวมารออยู่นานแล้ว เปลี่ยนท่าทีจากที่เคยเย็นชา พอเห็นเขาก็รีบกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับ "พี่ชายเฉิน ในที่สุดก็กลับมาเสียที"
"เจ้ารอนานแล้วหรือ?"
"ก็แค่พักเดียว"
"เจ้ามาทำอะไร?" เฉินกวนโหลวยืนอยู่หน้าประตู ไม่มีความคิดจะเชิญคนเข้าไปนั่ง
บ่าวเฝ้าประตูทำเหมือนมองไม่เห็นท่าทีของเขา "ไอ้หยา ระหว่างทางคอแห้ง พี่ชายเฉินไม่คิดจะเลี้ยงน้ำชาข้าสักจอกหรือ"
เฉินกวนโหลว: ...
ยื่นมือไม่ตบหน้าคนส่งยิ้ม
เฉินกวนโหลวเตือนตนเอง เป็นคนไม่ต้องใจแคบปานนั้น ไม่จำเป็นต้องถือสาหาความกับบ่าวเฝ้าประตู จะดูเป็นคนใจคอคับแคบเปล่าเปล่า
เขาตัดสินใจเปิดประตูรั้ว เชิญบ่าวเฝ้าประตูเข้าบ้านดื่มชา พอดีเขาก็ต้องการน้ำชาแก้เมาเหมือนกัน
คราวนี้ เขาถึงได้รู้ชื่อแซ่ของบ่าวเฝ้าประตูเสียที แซ่หลิว เดิมทีเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีชื่อจริงจัง หลังจากผู้ดูแลหลิวเก็บมาเลี้ยง ก็ให้ใช้แซ่หลิว ชื่อว่าเสี่ยวชวน หลิวเสี่ยวชวน
เฉินกวนโหลวพิจารณาอีกฝ่ายอย่างละเอียด ยังพอมองเห็นความกะล่อนแบบเด็กข้างถนนได้รางราง มิน่าเล่าหน้าถึงได้หนานัก
"ได้รับความไว้วางใจจากผู้ดูแลหลิว พี่เสี่ยวชวนความสามารถไม่ธรรมดา" เฉินกวนโหลวพูดไปตามมารยาท
หลิวเสี่ยวชวนรีบถ่อมตัว บอกเพียงว่าตนวาสนาดี ชาตินี้ขอจงรักภักดีต่อผู้ดูแลหลิวเพื่อตอบแทนบุญคุณ เป็นการยืนยันอ้อมอ้อมว่า เขาเป็นคนของผู้ดูแลหลิว วันนี้ก็มาตามคำสั่งผู้ดูแลหลิวเช่นกัน
"ไม่ทราบว่าผู้ดูแลหลิวมีคำสั่งอะไร?"
บทที่ 029 สังหารต้วนเทียนหลิน
หลิวเสี่ยวชวนหยิบจดหมายฉบับหนึ่งส่งให้เฉินกวนโหลว
"ผู้ดูแลหลิวสั่งให้ข้ามอบจดหมายนี้ถึงมือท่านด้วยตัวเอง"
"ไม่มีคำสั่งอื่น? ไม่มีข้อความฝากบอก?" เฉินกวนโหลวสงสัย
หลิวเสี่ยวชวนส่ายหน้า "ภารกิจของข้าเสร็จสิ้นแล้ว น้ำชาพี่ชายเฉินรสชาติดีมาก ขอลา!"
คนผู้นี้มาไวไปไว ทำงานเสร็จ ไม่มีความยืดเยื้อแม้แต่น้อย
เฉินกวนโหลวส่งคนออกจากบ้าน ถึงได้กลับมาที่ห้องหนังสือแกะจดหมาย ตั๋วเงินสองใบ ใบละยี่สิบห้าตำลึง รวมเป็นห้าสิบตำลึง ร่วงออกมาจากซอง
นี่คือผลประโยชน์ที่ผู้ดูแลหลิวสัญญาไว้แต่แรก ถือว่ามากมายนัก และยังเป็นคนรักษาคำพูด คดีเพิ่งจบ ก็ส่งคนเอาตั๋วเงินมาให้
วันเวลาผ่านไปอย่างเรียบง่าย คุกเทียนลาวยังคงเหมือนเดิม เล่นไพ่อู้งาน
มีเพียงเฉินกวนโหลวที่ในใจกระวนกระวายตลอดเวลา
เขาเพิ่งตระหนักเป็นครั้งแรกว่า การฆ่าคนในคุกเทียนลาวมันยากเย็นแสนเข็ญเพียงนี้
ตูม!
ทันใดนั้น เสียงกัมปนาทก็ดังขึ้น ทุกคนในห้องเวรหยุดชะงักทันที มองไปทางประตู
"เสียงอะไร?"
"เกิดอะไรขึ้น?"
"บ้าเอ๊ย! ปล้นคุก!"
"มีคนบุกคุกเทียนลาว รีบหยิบอาวุธ ช่วยกันรับมือเร็ว"
สิ่งปลูกสร้างของคุกเทียนลาว ครึ่งหนึ่งอยู่บนดิน ครึ่งหนึ่งอยู่ใต้ดิน
โจรป่าบุกทะลวงลงมาจากหลังคา ฆ่าฟันเข้ามาในคุกเทียนลาว มีกันราวหนึ่งถึงสองโหล
"ฆ่า!"
"รีบออกไปขอกำลังเสริม มีคนปล้นคุก"
เหล่าผู้คุมต่างพากันมึนงง หลายคนเพิ่งเคยเจอการปล้นคุกเป็นครั้งแรก แถมยังเป็นกลุ่มใหญ่ ป่าเถื่อนดุดัน ไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตา ใช้ความรุนแรงบุกปล้นตรงตรง
เฉินกวนโหลวตะโกนก้อง คว้าดาบพกวิ่งนำหน้า แสดงความกล้าหาญไม่กลัวตาย
โจรป่าหนึ่งถึงสองโหล ทุกคนปิดหน้า บ้างใช้กระบี่ บ้างใช้ดาบ บ้างใช้แส้ ดูเหมือนมีระบบระเบียบ แต่พอลงมือสู้จริง กลับต่างคนต่างสู้
โจรกลุ่มนี้ชัดเจนว่ารวมตัวกันเฉพาะกิจเพื่อการปล้นคุกครั้งนี้
เฉินกวนโหลวพุ่งเข้าสู่วงต่อสู้ พลางต้านรับพลางถอยร่นไปทางส่วนลึกของทางเดิน
นี่คือสวรรค์ประทาน โอกาสจากสวรรค์
เขากำลังกลุ้มว่าจะฆ่าต้วนเทียนหลินอย่างไรโดยไม่ให้สาวถึงตัว ไม่นึกเลยว่าโอกาสจะถูกส่งมาถึงตรงหน้าเร็วขนาดนี้
ขณะถอยร่น เขายังไม่ลืมที่จะเปิดประตูห้องขัง
นักโทษ: ...
หมายความว่าไง ให้พวกข้าเป็นตัวล่อกระสุนรึ
นักโทษเหล่านี้กลับไม่ได้วิ่งหนีออกไปในทันที
เฉินกวนโหลวไม่สน เขาต้องการแค่ความวุ่นวาย
ฝีเท้าที่เร่งรีบพลันหยุดชะงัก
เบื้องหน้าเฉินกวนโหลว มีชายชุดดำปิดหน้ายืนอยู่คนหนึ่ง ถือกระบี่คมกริบ สายตาไร้อารมณ์จ้องมองเขา ราวกับวินาทีถัดไปจะสังหารเขาเสีย
มือกระบี่!
เฉินกวนโหลวจำอีกฝ่ายได้ทันที มือกระบี่จากสำนักรับจ้างตีคนคนนั้น หลัวจิ้งเทียนถูกตัดหัว คนตระกูลหลัวถูกเนรเทศ เขาเป็นห่วงว่าจะมีคนลอบสังหารกลางทาง ตอนนั้นจึงจ้างสำนักรับจ้างตีคนให้ออกหน้า คุ้มกันคนตระกูลหลัวไปถึงชายแดนตะวันตกเฉียงเหนืออย่างปลอดภัย
ผู้คุ้มกัน คือมือกระบี่ที่สำนักรับจ้างตีคนว่าจ้างมา
ความจริงเขาไม่ได้จำหน้ามือกระบี่ได้ เขาแค่จำกระบี่ในมือของมือกระบี่ได้
การว่าจ้างคราวนั้น สำนักรับจ้างตีคนทำสำเร็จ คนตระกูลหลัวถึงชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือโดยสวัสดิภาพ
เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าจะได้เจอมือกระบี่เร็วขนาดนี้ แถมยังเป็นเวลานี้สถานที่นี้ สำนักรับจ้างตีคนถึงกับรับงานปล้นคุกเชียวหรือ? ปล้นตัวใคร?
อีกฝ่ายเห็นชัดว่าจำเขาได้เช่นกัน
ทั้งสองสบตากันสามวินาที แล้วต่างคนต่างทำเรื่องของตัวอย่างรู้กัน ไม่ก้าวก่ายกัน
เพื่อฆ่าต้วนเทียนหลิน เฉินกวนโหลวได้คิดค้นวิธีมากมายในหัว แม้แต่วิธีการลงมือเขาก็ซ้อมในหัวมานับครั้งไม่ถ้วน
ต้องใช้สติปัญญาเท่านั้น
แต่คาดไม่ถึงว่า มือกระบี่กลับมุ่งไปทางเดียวกับเขา
ทั้งสองมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
เฉินกวนโหลวตัดสินใจถอยหนึ่งก้าว เชิญให้อีกฝ่ายไปก่อน
มือกระบี่ก็ไม่เกรงใจ พุ่งตรงไปยังส่วนลึกสุดของทางเดิน เฉินกวนโหลวเห็นดังนั้น ใจหล่นวูบ หรือว่าคนที่ฝ่ายนั้นจะมาชิงตัวคือต้วนเทียนหลิน?
ถ้าต้วนเทียนหลินถูกชิงตัวไป แล้วเขาจะทำอย่างไร? ความลับของเขาไม่เสี่ยงต่อการถูกเปิดเผยหรือ
จะปล่อยให้ฝ่ายนั้นชิงตัวต้วนเทียนหลินไปไม่ได้เด็ดขาด
สู้ซึ่งหน้าก็สู้ไม่ไหว ได้แต่ลอบกัด
สมองหมุนติ้ว กำลังคิดหาทางลอบกัด แต่ส่วนลึกของทางเดินกลับมีเสียงการต่อสู้ดังขึ้น มือกระบี่สู้กับต้วนเทียนหลินแล้ว
เฉินกวนโหลวรีบวิ่งเข้าไป แอบหลบในห้องขังใกล้ใกล้เพื่อสังเกตการณ์
ประตูห้องขังเปิดอ้า มือกระบี่ถือกระบี่ ต่อสู้ดุเดือดกับต้วนเทียนหลินในห้องขังแคบแคบ
ต้วนเทียนหลินถูกโซ่เหล็กล่ามแขนขา เคลื่อนไหวไม่สะดวก เผชิญหน้ากับการโจมตีของมือกระบี่ ทำได้เพียงตั้งรับ พลางตวาดถาม "ใช่คนแซ่ซ่งส่งเจ้ามาฆ่าข้าหรือไม่? สิบปีแล้ว ในที่สุดมันก็รอไม่ไหว ฮ่าฮ่าฮ่า แมลงเน่าตัวเล็กเล็กบังอาจจะฆ่าข้า รนหาที่ตาย!"
หัวใจเฉินกวนโหลวเต้นรัวดั่งกลอง
มือกระบี่กลับกลายเป็นมาฆ่าต้วนเทียนหลิน ฟ้าเข้าข้างแท้แท้
ฟังเสียงความเคลื่อนไหวไกลไกล เสียงตะโกนโหวกเหวก กำลังเสริมมาแล้ว คุกเทียนลาวอยู่ห่างจากสำนักมือปราบลิ่วซ่านแค่ถนนกั้น ในสำนักมือปราบลิ่วซ่านมียอดฝีมือดุจเมฆ ได้ยินว่ามีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นห้านั่งแท่นอยู่ด้วย
หากปล่อยให้คนของสำนักมือปราบลิ่วซ่านมาถึง ไม่เพียงมือกระบี่ต้องตาย ต้วนเทียนหลินก็จะรอด
จะปล่อยให้ต้วนเทียนหลินมีชีวิตอยู่จนคนของสำนักมือปราบลิ่วซ่านมาถึงไม่ได้เด็ดขาด
เฉินกวนโหลวหยิบยาพิษที่เตรียมไว้ออกมา เพียงแต่เขายังไม่ทันได้ลงมือขั้นต่อไป คนของสำนักมือปราบลิ่วซ่านก็มาถึงส่วนลึกของทางเดินแล้ว
เฉินกวนโหลวร้องในใจว่าสวรรค์ไม่มีตา
ไม่สนใจเรื่องอื่นแล้ว รีบซ่อนตัวก่อน
จะให้คนของสำนักมือปราบลิ่วซ่านรู้ว่าเขาอยู่ที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด มิฉะนั้นจะอธิบายไม่ถูก
คนของสำนักมือปราบลิ่วซ่านมาเพียงคนเดียว สวมชุดไหมปักสวยงาม ถือดาบพกประจำกาย มาอย่างเร่งรีบแต่ท่วงท่ามั่นคง
มือกระบี่เห็นชายชุดไหมปัก ก็หยุดโจมตีทันที ยืนหลบอยู่ข้างประตู
ชายชุดไหมปักบีบจมูก ดูเหมือนจะรังเกียจกลิ่นในห้องขัง จากนั้นเดินทอดน่องเข้าไปในประตูคุก
ต้วนเทียนหลินพิงมุมกำแพง สายตากวาดมองซ้ายขวา
ชายชุดไหมปักเดินช้าช้าเข้าไปหามือกระบี่ มือกระบี่ลังเลครู่หนึ่ง กลับยอมส่งกระบี่ในมือให้
ชายชุดไหมปักเดาะน้ำหนักดู แค่นเสียง หึ เย็นชา ทันใดนั้นก็หมุนตัว แทงกระบี่ใส่ต้วนเทียนหลิน
ต้วนเทียนหลินแม้จะระวังตัวอยู่แล้ว แต่ก็ไม่อาจต้านทานกระบี่สังหารนี้ได้ เห็นได้ชัดว่าวรยุทธ์ของชายชุดไหมปักเหนือกว่ามือกระบี่มาก
กระบี่ที่พุ่งมาอย่างกะทันหัน แทงทะลุร่างต้วนเทียนหลิน
ชายชุดไหมปักดึงกระบี่ออกอย่างแรง เลือดพุ่งกระฉูด
ต้วนเทียนหลินยังไม่ตาย พยายามพยุงร่างไม่ยอมล้ม
เขาชี้หน้าชายชุดไหมปัก ดูเหมือนจะจำสถานะของอีกฝ่ายได้ "เจ้า เจ้า เจ้า... คือ..."
ชายชุดไหมปักไม่พูดพร่ำทำเพลง แทงกระบี่เข้าร่างต้วนเทียนหลินอีกครั้ง คนผู้นี้ลงมือเด็ดขาด เพลงกระบี่รวดเร็ว ชัดเจนว่าเป็นคนจิตใจแน่วแน่
"เจ้า... ที่แท้ก็เป็นเจ้า เป็นเขาส่งเจ้ามา" เสียงของต้วนเทียนหลินแผ่วลงเรื่อยเรื่อย ลมหายใจออกมากกว่าเข้า
"รู้ก็ดีแล้ว"
ชายชุดไหมปักลงดาบตัดศีรษะต้วนเทียนหลินโยนให้มือกระบี่
เขาพูดกับมือกระบี่อย่างไม่เกรงใจ "ทำงานยืดเยื้อ ยังต้องให้ข้ามาตามเช็ดล้าง จะมีเจ้าไว้ทำไม"
มือกระบี่เก็บศีรษะและกระบี่ โค้งตัวกล่าวว่า "ผู้น้อยรู้ความผิดแล้ว"
"คราวหน้าอย่าทำผิดอีก" ชายชุดไหมปักแค่นเสียง หึ เดินนำออกจากประตูคุก หายไปในทางเดินยาวเหยียด
มือกระบี่ถอนหายใจโล่งอก หิ้วหัวต้วนเทียนหลินจากไป ตอนที่เขาผ่านห้องขังที่เฉินกวนโหลวซ่อนตัว ฝีเท้าชะงักเล็กน้อย ชำเลืองมองแวบหนึ่งแล้วรีบจากไป
เฉินกวนโหลว: ...
มันต้องเห็นข้าแน่แน่!
บทที่ 030 รอความตายเถอะ!
ผู้คุมที่คิดเหมือนเฉินกวนโหลวมีไม่น้อย
เปิดประตูคุก ปล่อยนักโทษ สร้างความโุ่นวาย
ผู้คุมไม่ได้ปล่อยนักโทษออกมาทั้งหมด แต่เลือกปล่อยเฉพาะบางส่วน นักโทษประเภทที่มีความแค้นฝังลึกกับผู้คุม หรือพวกที่ถูกทรมานอย่างไม่ใช่มนุษย์ในคุกเทียนลาว จะไม่มีวันถูกปล่อยออกมาเด็ดขาด
แผนสร้างความวุ่นวายนี้ได้ผล เมื่อมือปราบจากสำนักมือปราบลิ่วซ่านบุกเข้ามา พวกโจรป่าที่มาปล้นคุกกำลังสู้รบปรบมือกับนักโทษอย่างเอาเป็นเอาตาย
มือปราบลงมือด้วยท่าสังหาร ดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจจะจับเป็น
"ลมแรง รีบหนี!"
สิ้นเสียงตะโกน พวกโจรป่าต่างพากันหนีออกทางรูโหว่บนหลังคา เหล่ามือปราบต่างพากันไล่ตามออกไป
นักโทษถูกต้อนกลับเข้าคุกอีกครั้ง บนพื้นเต็มไปด้วยแขนขาขาดวิ่น ยังไม่ทันได้เก็บกวาด
ขุนนางจากกรมอาญาเดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุในคุกเทียนลาว ตามมาด้วยขบวนขุนนางน้อยใหญ่อีกโขยง
เฉินกวนโหลวแอบเนียนเข้าไปในกลุ่มคน ตามตัวเปื้อนเลือด ซึ่งเขาป้ายเอง เลือดแห้งกรังบนหน้า ก็เป็นฝีมือเขาป้ายเองเช่นกัน ดูเป็นภาพลักษณ์ของผู้กล้าที่ต่อสู้กับโจรป่าอย่างไม่เกรงกลัว
ผู้คุมรอบข้าง ต่างก็มีสภาพไม่ต่างกัน ที่นี่ไม่มีใครโง่ คนโง่อยู่ในคุกเทียนลาวไม่รอดเกินสามตอน
ก่อนจะมาทำงานในคุกเทียนลาว เฉินกวนโหลวเคยคิดอย่างไร้เดียงสาว่างานในคุกเทียนลาวปลอดภัยที่สุด แค่เฝ้านักโทษก็พอ เข้ามาในวงการนี้ถึงได้รู้ว่า ที่ว่าการไหนในใต้หล้าก็เหมือนกันหมด จะตายไม่ตายขึ้นอยู่กับดวง
หลูต้าโถวกระซิบถามเขา "ไม่เป็นไรใช่ไหม?"
"ขอบคุณพี่ต้าโถวที่เป็นห่วง ข้าไม่เป็นไร พี่ต้าโถวล่ะ ไม่บาดเจ็บใช่ไหมขอรับ"
หลูต้าโถวหัวเราะ แหะแหะ กระซิบตอบ "เหมือนเจ้านั่นแหละ เลือดคนอื่นทั้งนั้น ข้าแอบอยู่ในห้องขัง โชคดีรอดมาได้ แล้วเจ้าล่ะ?"
"เหมือนกัน"
ทั้งสองมองตากันแล้วยิ้ม ในแววตามีความรู้กันของผู้คุม
"ตอนแรกเห็นเจ้าพุ่งไปอย่างห้าวหาญ ยังกังวลว่าเจ้าหนูจะไม่รู้ประสีประสา ตอนนี้ดูท่า ข้ากังวลเปล่าประโยชน์"
เฉินกวนโหลวกล่าวว่า "ยังไงก็ต้องสร้างภาพหน่อย"
"ถูกต้อง สร้างภาพให้สมจริง พวกเราจะได้ส่งงานได้ เบื้องบนก็มีข้ออ้างไปแก้ตัวกับข้างบนอีกที"
เฉินกวนโหลวมองไปข้างหน้า คนเยอะเกินไป เขาไม่มีสิทธิ์เบียดเข้าไปข้างหน้า มองไม่เห็นเลยว่าขุนนางที่มามีใครบ้าง ตำแหน่งอะไร
เขาเลยถามประโยคหนึ่ง "ใครมาหรือขอรับ เอิกเกริกขนาดนี้?"
"ท่านรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายมาตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง คนทั้งคุกเทียนลาวใจตุ๊มตุ๊มต่อมต่อมกันหมด ช่วงนี้ทุกคนระวังตัวหน่อย เผื่อข้างบนจะหาเรื่องเล่นงาน เอาผู้คุมอย่างพวกเราไประบายอารมณ์อีก"
"ขอบคุณพี่ต้าโถวที่เตือน ข้ารับทราบแล้ว"
รองเสนาบดีฝ่ายซ้ายกรมอาญาลงพื้นที่ตรวจสอบการปล้นคุกด้วยตนเอง เห็นได้ชัดว่าท่านรองเสนาบดีไม่ใช่คนนอกวงการ แต่เป็นผู้มีประสบการณ์สืบสวนคดีอาชญากรรมอย่างโชกโชน ไม่เพียงมากประสบการณ์แต่ยังมีความรู้เป็นเลิศ
ที่เกิดเหตุวุ่นวายมาก
เหล่าผู้คุมจงใจทำลายหลักฐาน นอกจากแขนขาที่ขาดวิ่นซึ่งไม่สามารถแอบเอาออกไปทิ้งได้ ร่องรอยอื่นที่ทำลายได้ก็ทำลายจนหมด จะให้เบื้องบนดูออกไม่ได้เด็ดขาดว่าผู้คุมอู้งานแอบปล่อยนักโทษเพื่อหลบภัยจากโจรป่า
เผชิญกับที่เกิดเหตุที่ถูกทำลาย รองเสนาบดีฝ่ายซ้ายสีหน้าเรียบเฉย เพียงแค่จ้องมองไปที่หลังคา
ผู้คุมไม่สามารถทำลายร่องรอยบนหลังคาได้
ทันใดนั้น ท่านรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายก็กระโจนตัวเดียว ลอยขึ้นไปบนขื่อคาน
เฉินกวนโหลวตกใจเงียบเงียบ หลูต้าโถวกระซิบบอกเขา "ท่านรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสอง และยังมีตำแหน่งบัณฑิตจิ้นซื่อ"
เฉินกวนโหลว: ...
บัณฑิตยุคนี้ดุดันขนาดนี้เชียวหรือ?
ตั้งแต่เขามาทำงานในคุกเทียนลาว ก็รู้สึกเหมือนผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหนึ่งขั้นสองเดินกันให้เกลื่อน ชีวิตปกติกลับไม่เห็นสักคน ที่แท้ ผู้ฝึกยุทธ์ต่างถูกราชสำนักดึงตัวไป เป็นเขี้ยวเล็บให้ราชสำนักหมดแล้ว
หลูต้าโถวยังบอกเขาอีกว่า "ศิษย์สำนักศึกษาจี้เซี่ย"
"ท่านรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายมาจากสำนักศึกษาจี้เซี่ยหรือ?"
"ถูกต้อง สำนักศึกษาจี้เซี่ยรับเฉพาะบัณฑิตที่มีชีพจรยุทธ์ น่าเสียดาย เจ้าไม่มีชีพจรยุทธ์ ไม่อย่างนั้นอาจลองสอบเข้าสำนักศึกษาจี้เซี่ยดู สอบติดชีวิตก็รุ่งโรจน์"
เฉินกวนโหลวเข้าใจแจ่มแจ้ง
สำนักศึกษาจี้เซี่ยก็เหมือนกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในยุคปัจจุบัน สอบติดก็หมดห่วงเรื่องอนาคต เพื่อนร่วมรุ่นศิษย์เก่ากระจายอยู่ทั่วทุกที่ว่าการในแผ่นดิน การเลื่อนขั้นรวยทางลัดเป็นเรื่องหมูหมู
มิน่าเล่าขุนนางคนอื่นต่อหน้าท่านรองเสนาบดีฝ่ายซ้าย ถึงไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เฉินกวนโหลวเริ่มเสียใจที่แฝงตัวเข้ามาในกลุ่มคน ตอนนี้ถอยหลังยังทันไหม?
เขาไม่กลัวอย่างอื่น กลัวแค่จะมีคนดูออกว่าเขาฝึกฝนเคล็ดวิชาลมปราณ ถึงตอนนั้นต่อให้มีสิบปากก็พูดไม่ถูก
อย่างไรก็ตาม ต้วนเทียนหลินเคยบอกไว้ว่า เขาแค่ลองหยั่งเชิง ไม่ได้ดูออกจริงจริงว่าเขามีลมปราณ ผลมรรคาวิถีอมตะหรือบันทึกสู่สวรรค์อาจมีผลในการอำพราง
แต่ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ เขาต้องรีบยืนยันเรื่องนี้
"มีนักโทษถูกฆ่ากี่คน?"
"เรียนใต้เท้า มีนักโทษห้าคนถูกโจรป่ากลุ่มนี้สังหารขอรับ"
"ไม่มีถูกชิงตัวไปสักคน?"
"ใต้เท้าโปรดอภัย นักโทษห้องขังหมายเลขสิบสามหายตัวไป น่าจะถูกชิงตัวไปแล้วขอรับ"
"นักโทษหมายเลขสิบสามมีประวัติความเป็นมาอย่างไร?"
"เป็นเพียงปลาซิวปลาสร้อยไร้นาม ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงขอรับ"
"ปลาซิวปลาสร้อยไร้นามคนหนึ่ง สามารถทำให้คนวางแผนร้อยแปด ระดมโจรป่าสิบกว่าคนมาปล้นคุก เจ้ากลับบอกข้าว่าไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง ช่างเหลวไหลสิ้นดี! เจ้าทำตัวลับลับล่อล่อเช่นนี้ หรือกำลังปกปิดความจริง?"
"ใต้เท้าระงับโทสะ ข้าน้อยไม่ได้เลวทรามอย่างที่ใต้เท้ากล่าวหา ข้าน้อยทราบเรื่องนักโทษหมายเลขสิบสามถูกชิงตัวไป ก็รีบไปค้นแฟ้มคดีทันที ไม่ว่าจะดูอย่างไร นักโทษหมายเลขสิบสามก็ไม่มีจุดไหนน่าสนใจ ข้าน้อยไร้ความสามารถ ไม่อาจสืบหาความจริงได้"
"สวะ!"
รองเสนาบดีฝ่ายซ้ายไม่พอใจเหล่าขุนนางอย่างมาก สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป ขุนนางทั้งหลายรีบวิ่งตามไป
มีเพียงพัศดีฟ่านที่รั้งอยู่
เขามองกลุ่มผู้คุมและนายกองผู้คุมด้วยสายตาเย็นชา ใบหน้าถมึงทึง กล่าวว่า "ข้าไม่สนว่าลับหลังพวกเจ้าทำอะไรกันมาบ้าง ทุกคนเช็ดก้นตัวเองให้สะอาด ถ้าสืบมาถึงหัวใคร สืบเจอว่าใครรับเงินคนนอก สมคบคิดคนในคนนอก ก็รอรับโทษตามกฎหมายได้เลย พวกเจ้าจำไว้ นี่เป็นครั้งแรกในรอบเกือบสามสิบปีที่คุกเทียนลาวเกิดเหตุการณ์ปล้นคุกที่เลวร้ายและน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ เบื้องบนเอาเรื่องขึ้นมา พวกเจ้ามีหนึ่งนับหนึ่ง ไม่มีใครรอดตัวไปได้แน่"
กล่าวจบ พัศดีฟ่านก็สะบัดแขนเสื้อจากไป วางมาดขุนนางเต็มที่
ทุกคนมองส่งพัศดีฟ่านจนลับสายตา
ตอนนี้ทุกคนถึงเริ่มกังวลความปลอดภัยของตัวเอง เรื่องปล้นคุกคราวนี้คงไม่เอาพวกเขาเหล่าผู้คุมไปรับโทษแทนหรอกนะ
"หัวหน้าสวี่ พูดอะไรหน่อยสิ พวกเราควรทำอย่างไร?"
สวี่ฟู่กุ้ยหัวจะปวดอยู่แล้ว ตะโกนด่าด้วยความโมโหว่า "ข้าจะไปรู้เรอะว่าทำอย่างไร พวกเจ้าทางที่ดีอย่าไปสมคบคิดกับคนนอก ทางที่ดีภาวนาให้มือปราบสำนักมือปราบลิ่วซ่านจับโจรป่าพวกนั้นกลับมาได้ ทางที่ดีภาวนาให้คอตัวเองแข็งพอ แม่งเอ๊ย ข้าซวยเพราะพวกเจ้าแท้แท้"
"หัวหน้าสวี่ ท่านคงไม่ได้คิดจริงจริงใช่ไหมว่าในพวกเรามีคนสมคบคิดคนนอก?"
"มีหรือไม่มีพวกเจ้ารู้ตัวดีที่สุด พัศดีฟ่านพูดถูก ข้าไม่สนว่าพวกเจ้าไปทำอะไรมา รีบเช็ดก้นให้สะอาด อย่าให้คนจับได้ ไล่เบี้ยขึ้นมา ผู้คุมตัวเล็กเล็ก มีแต่ทางตายสถานเดียว"