บทที่ 041 กฎของข้า (รวมตอน 41-50)

บทที่ 41 กฎของข้า

“แต่เดิมหัวหน้าจ้าวรับปากว่าจะพาคนเข้ามา จนป่านนี้ยังไม่ได้พาเข้ามาเลย”

“เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร?”

เฉินกวนโหลวรู้สึกว่าหูของตนเองต้องมีปัญหาแน่แน่

อะไรกันนี่

ถึงขั้นจะพาคนเข้ามาในคุกเทียนลาวเชียวหรือ?

หัวหน้าจ้าวคนก่อนช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าเสียจริง

“หัวหน้าเฉินไยต้องแสร้งถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว”

“พาใครเข้ามา?”

“พ่อบ้านในจวนของข้าเอง เกิดเรื่องกะทันหัน ข้าถูกส่งตัวจากที่ว่าการมายังคุกเทียนลาวโดยตรง ธุระปะปังในบ้านหลายเรื่องยังไม่ทันได้สั่งความ รบกวนหัวหน้าเฉินช่วยอำนวยความสะดวก พาพ่อบ้านของข้ามาพบสักครั้ง เจ้าวางใจเถอะ ขอเพียงได้เจอตัว เงินทองมีให้ครบจำนวนแน่นอน”

“เหลวไหล!”

เฉินกวนโหลวถึงกับตื่นตะลึงในรูปแบบการทำงานของคุกหมายเลขหนึ่ง

หากใครในคุกหมายเลขสามกล้าเสนอข้อเรียกร้องทำนองนี้ คงโดนตีขาหักไปก่อนแล้ว

“เจ้าเห็นคุกเทียนลาวเป็นสวนหลังบ้านหรืออย่างไร นึกจะพาใครมาหาก็พามา”

“หัวหน้าเฉินคิดจะกลับคำ?”

“เรื่องนี้เป็นความผิดของคนเก่า หากเจ้ามีความสามารถก็ไปตามหัวหน้าจ้าวมาจัดการให้สิ”

“หัวหน้าเฉินไม่กลัวผู้คุมว่านจะไต่สวนความผิดหรือ? งานของข้ารายนี้ พวกเจ้ายังทำไม่สำเร็จนะ” ใต้เท้าจินมองเขาด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา

เฉินกวนโหลวลอบด่าในใจคำหนึ่ง

“เจ้ารอเดี๋ยว!”

ทิ้งคำพูดนี้ไว้ เขาก็หันหลังเดินจากไป

เมื่อพบเฉินเฉวียนและพวกอีกสี่คน เขาก็ด่ากราดทันที “พวกเจ้าทำบ้าอะไรกันอยู่? ที่นี่คือคุกเทียนลาว พวกเจ้าถึงกับรับปากนักโทษว่าจะช่วยพาคนนอกเข้ามาเยี่ยม เบื้องบนรู้หรือไม่ว่าพวกเจ้าทำเรื่องพรรค์นี้?”

“หัวหน้าเฉินอาจจะไม่ทราบ อันที่จริงเบื้องบนรู้มาตลอด เพียงแต่ปิดตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง ขอแค่ไม่เกิดเรื่อง เบื้องบนก็จะไม่เอาความขอรับ”

“แล้วถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาเล่า? ถ้าเกิดมีขุนนางต้องโทษฆ่าตัวตายขึ้นมา? พวกเจ้าแบกรับผลที่จะตามไหวหรือ?”

“แต่ว่า... หลายปีมานี้ ไม่เคยเกิดสถานการณ์แบบที่หัวหน้าเฉินกังวลเลยนะขอรับ”

“พวกขุนนางเหล่านั้น รักตัวกลัวตายยิ่งกว่าใคร พวกเขาไม่ฆ่าตัวตายหรอก”

เฉินกวนโหลวได้ยินดังนั้นก็แค่นหัวเราะออกมาทันที “เท่าที่ข้ารู้ ปีนี้ในคุกหมายเลขหนึ่งมีขุนนางฆ่าตัวตายไปแล้วสามคน”

“ขุนนางสามคนนั้น รู้ตัวว่าหนีความตายไม่พ้น จึงชิงปลดปล่อยตนเองไปก่อน”

“นี่เป็นข้ออ้างของพวกเจ้าหรือ?”

“บางครั้งเบื้องบนก็ยินดีที่ขุนนางต้องโทษเหล่านี้จะตายไปเงียบเงียบในคุกเทียนลาว”

เฉินกวนโหลว: ...

เขาช่างโลกแคบเกินไปจริงจริง

ลืมธรรมเนียม ‘ถูกทำให้ฆ่าตัวตาย’ นี้ไปเสียสนิท

ขุนนางต้องโทษที่รู้อะไรมากเกินไป คดีความเร่งด่วน และไม่มีโอกาสพลิกคดี สู้ ‘ฆ่าตัวตาย’ ไปเสียยังดีกว่า!

ดูท่า การพาคนเข้ามาพบขุนนางต้องโทษ คงเป็นธรรมเนียมของคุกหมายเลขหนึ่งไปแล้ว สาเหตุที่ไม่มีใครเอาความ ก็เพราะพวกขุนนางเองก็มีความต้องการด้านนี้ พวกเขาจำเป็นต้องส่งคนเข้ามาในคุกเทียนลาวเพื่อสั่งเสียบางอย่าง แก้ไขปัญหาบางอย่าง หรือจัดการบุคคลบางคน

“หัวหน้าคนอื่นก็ทำแบบนี้เหมือนกัน?”

ผู้คุมทั้งสี่คนพยักหน้าพร้อมกัน

“หากหัวหน้าเฉินไม่เชื่อ ลองไปสืบถามดูได้ขอรับ”

“เรื่องเหล่านี้ ผู้คุมว่านรู้เห็นทุกอย่าง พัศดีฟ่านก็น่าจะรู้เหมือนกัน เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบแบ่งส่วนแบ่งกัน บางครั้งยังต้องช่วยปิดบัง ย่อมต้องรู้อยู่แล้ว”

“นี่เป็นธรรมเนียมของคุกหมายเลขหนึ่งไปแล้ว หัวหน้าเฉินเมื่อก่อนทำงานอยู่คุกหมายเลขสาม ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของที่นี่ก็เป็นเรื่องปกติ”

“กฎบางอย่างของคุกหมายเลขหนึ่ง ผู้คุมในคุกหมายเลขหนึ่งต่างรู้กันโดยดุษณีว่าจะไม่แพร่งพรายออกไปข้างนอก”

เฉินกวนโหลวตบโต๊ะ ในใจขบคิดเรื่องนี้

“คนแซ่จินทำความผิดอะไรมา?”

“ดูเหมือนจะเป็นข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง”

“คดีสมคบคิดหรือ?”

“ไม่ทราบแน่ชัดขอรับ”

“เฉียนฟู่กุ้ย เจ้าไปเที่ยวหนึ่ง บอกคนแซ่จินว่าราคาขึ้นแล้ว เขาต้องจ่ายเพิ่มให้ครบห้าร้อยตำลึง ข้าถึงจะตกลง”

เฉียนฟู่กุ้ยลังเลเล็กน้อย “หัวหน้าเฉิน ทำแบบนี้ไม่ค่อยเหมาะกระมัง ควรจะรักษาคำพูดหน่อยหรือไม่ขอรับ”

เฉินกวนโหลวแค่นหัวเราะ “รักษาคำพูดอะไรกับนักโทษ อีกอย่าง หกร้อยตำลึงนั่นมันราคาของหัวหน้าจ้าว ตอนนี้ข้าเฉินกวนโหลวเป็นคนตัดสินใจ ราคาของข้าคือแปดร้อยตำลึง ข้ายอมรับเงินสามร้อยตำลึงที่เขาจ่ายมาก่อนหน้านี้ ก็ถือว่าไว้หน้ามากแล้ว”

เฉียนฟู่กุ้ยยังคิดจะเอ่ยเตือน เซียวจินจึงขยิบตาให้เขาถี่ถี่ แถมยังเตะเขาไปทีหนึ่ง เขาถึงเพิ่งรู้สึกตัว รีบรับคำแล้วออกไป

เฉินกวนโหลวจ้องมองสามคนที่เหลือ “วันหน้าหากมีเรื่องที่เกี่ยวกับธรรมเนียมของคุกหมายเลขหนึ่ง ต้องบอกให้ชัดเจนก่อนล่วงหน้า เรื่องแบบวันนี้ ข้าไม่อยากเจออีก แล้วก็ ขอให้พวกเจ้าจำไว้ว่า ข้าเป็นหัวหน้าของพวกเจ้า”

ทั้งสามคนมองหน้ากันไปมา สุดท้ายก็ขานรับพร้อมกัน

ทางด้านใต้เท้าจินตกลงอย่างง่ายดาย ขอเพียงพาพ่อบ้านในจวนของเขามาได้ เขาพร้อมจะจ่ายห้าร้อยตำลึงทันที

เฉินกวนโหลวพึมพำประโยคหนึ่ง “ขุนนางพวกนี้ร่ำรวยจริงจริง คนแซ่จินทำงานในกรมโยธา งานก่อสร้างผ่านมือไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ เกรงว่าเงินในบ้านคงกองเต็มห้องใต้ดินไปแล้ว เราช่วยเขาใช้สักหน่อย ก็ถือเป็นการสะสมบุญกุศล จะได้ไม่ต้องรอให้โดนยึดทรัพย์ในอนาคต แล้วต้องแบกรับข้อหาฉ้อโกงเงินมหาศาล”

“หัวหน้าเฉินช่างมีความคิดลึกซึ้ง การเอาเงินขุนนางต้องโทษพวกนี้ ก็เหมือนช่วยสะเดาะเคราะห์ให้พวกเขา กุศลแรงกล้ายิ่งนัก!”

เฉินกวนโหลวชำเลืองมองเซียวจินที่ประจบสอพลออย่างแข็งทื่อ รู้สึกยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่

เขาเป็นเพียงหัวหน้าผู้คุมเล็กเล็กคนหนึ่ง เพียงพริบตาเดียวเงินก็มี ลูกน้องก็มี แถมยังมีคนคอยประจบสอพลอ ฐานะและความเป็นอยู่ที่พลิกผันนี้ ช่างรวดเร็วจนน่าตกใจ

เมื่อวานยังเป็นลูกน้องในคุกหมายเลขสาม วันนี้กลายมาเป็นลูกพี่ใหญ่เสียแล้ว

เซียวจินเห็นเฉินกวนโหลวจ้องตนเองเขม็ง ก็เริ่มทำตัวไม่ถูก เอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “หัวหน้าเฉิน มีอะไรจะสั่งอีกหรือไม่ขอรับ?”

เฉินกวนโหลวส่ายหน้า

เซียวจินรีบพูดขึ้นว่า “หัวหน้าเฉิน พวกเราสี่คนปรึกษากันแล้ว เตรียมจะจัดโต๊ะเลี้ยงที่หอกวนเหม่ยคืนนี้ ขอเชิญหัวหน้าเฉินให้เกียรติไปด้วยขอรับ”

เฉินกวนโหลวตั้งใจจะปฏิเสธ เมื่อคืนเขาเพิ่งดื่มที่หอกวนเหม่ยมา วันนี้ไม่อยากดื่มจริงๆ แต่พอลองคิดดู นี่เป็นการแสดงความเคารพของลูกน้อง ถ้าเขาไม่ไป สี่คนนี้คงคิดมากฟุ้งซ่าน ดีไม่ดีอาจจะก่อเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นมาอีก

ช่างเถอะ!

“ได้! คืนนี้ทุกคนไปกินเหล้าที่หอกวนเหม่ย ข้าเลี้ยงเอง”

“จะให้หัวหน้าเฉินสิ้นเปลืองได้อย่างไร พวกเราเลี้ยงเอง พวกเราเลี้ยงเอง หัวหน้าเฉินอย่าได้เกรงใจพวกเราเลยขอรับ”

เซียวจินได้รับคำตอบรับ ก็เดินจากไปอย่างเบิกบานใจ

เฉินกวนโหลวกลับไปที่ห้องทำงาน พบปะกับหัวหน้าและผู้คุมคนอื่นๆ ท่าทีของทุกคนมีทั้งเย็นชาและอบอุ่น ขึ้นอยู่กับนิสัยของแต่ละคน

เขาที่เป็นคนมาใหม่ พริบตาเดียวก็ได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้า เรื่องนี้ทำให้ผู้คุมคนอื่นไม่พอใจอย่างมาก เรียกได้ว่าบ่นกันระงม การจากไปของหัวหน้าจ้าว ทำให้ผู้คุมในคุกหมายเลขหนึ่ง โดยเฉพาะพวกที่อยู่มานาน ต่างกระตือรือร้น วิ่งเต้นเส้นสายบ้าง จ่ายเงินบ้าง ต่างก็หวังจะขึ้นมาแทนที่หัวหน้าจ้าว

ตำแหน่งหัวหน้าผู้คุมถือเป็นตำแหน่งเนื้อหอม เพื่อการนี้ เหล่าผู้คุมไม่เสียดายที่จะต่อสู้กันจนหัวร้างข้างแตก

พวกเขาแย่งชิงกันแทบเป็นแทบตาย แต่แล้วจู่จู่ ตำแหน่งหัวหน้ากลับตกไปอยู่บนหัวของเด็กใหม่ที่เพิ่งย้ายมาจากคุกหมายเลขสาม แถมยังเป็นเจ้าหนุ่มอายุไม่ถึงยี่สิบปี เป็นพวกมือใหม่

ผู้คุมจำนวนมากไม่ยอมรับ ไม่ยอมรับอย่างที่สุด

เมื่อเห็นเฉินกวนโหลวเดินเข้ามาในห้องทำงาน เหล่าผู้คุมก็แค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ ไม่มีใครทำหน้าตาดีด้วย มีเพียงหัวหน้าหลี่ที่อยู่กะเดียวกันที่ปฏิบัติต่อเขาอย่างสุภาพ

ทั้งสองต่างเป็นหัวหน้า ชั่วคราวยังไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน หลี่ต้าหงจึงยินดีไว้หน้าเฉินกวนโหลว ทักทายเขาอย่างกระตือรือร้น

“ข้าแก่กว่าเจ้าสิบกว่าปี วันหน้าต้องกินข้าวหม้อเดียวกัน ข้าขอถือวิสาสะเรียกเจ้าว่าน้องชาย คงไม่ว่าอะไรกระมัง”

“พี่หลี่พูดเหมือนคนอื่นคนไกล ข้าเพิ่งมาใหม่ มีหลายเรื่องที่ไม่เข้าใจ วันหน้ายังต้องรบกวนพี่หลี่ช่วยชี้แนะ พี่หลี่อย่าเพิ่งรำคาญข้าก็พอ”

หลี่ต้าหงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับสวี่ฟู่กุ้ย คนหนึ่งเขาเรียกอา คนหนึ่งเขาเรียกพี่ เฉินกวนโหลวรู้สึกไม่เลวเลยทีเดียว


บทที่ 42 พระเมตตาเหนือผู้ใด

เหล่าผู้คุมไม่กล้าระบายอารมณ์ใส่เฉินกวนโหลวต่อหน้า

ดังนั้นจึงไปลงกับพวกเฉินเฉวียนทั้งสี่คน ด่าว่าพวกขี้ขลาดตาขาว ทำไมต้องยอมสยบให้เฉินกวนโหลว ไม่มีกระดูกสันหลังเอาเสียเลย

หลิวเซ่อแก้ต่างเสียงเบาประโยคหนึ่ง “กลุ่มพวกเราแต่เดิมมีสิบคน สุดท้ายเหลือแค่พวกเราสี่คน ก็เพราะพวกเราขี้ขลาดนี่แหละ” เพราะใจไม่กล้าพอ ไม่กล้าเข้าร่วมวงพนันเดิมพันสูง จึงโชคดีรอดมาได้

พวกที่ใจกล้าเหล่านั้น ต่างม้วนเสื่อออกจากคุกเทียนลาวไปพร้อมหัวหน้าจ้าวกันหมด ทุบหม้อข้าวตัวเองชัดชัด

“ขี้ขลาดยังจะมีหน้ามาพูด เป็นลูกผู้ชายหรือเปล่า” นิ้วมือของผู้คุมร่างยักษ์จิ้มไปที่หน้าของหลิวเซ่อ

หลิวเซ่อถอยหลังด้วยความหวาดกลัว ดูขี้ขึ้นสมอง เขาตัวเล็กอยู่แล้ว พออยู่ใต้เงาของผู้คุมร่างยักษ์ ก็ดูเหมือนลูกเจี๊ยบที่บีบเบาเบาก็ตาย

เซียวจินออกหน้าขวางผู้คุมร่างยักษ์ไว้ อธิบายว่า “เบื้องบนกำลังเร่งให้พวกเราส่งเงิน ถ้าพวกเราไม่ร่วมมือกับหัวหน้าเฉิน จนเสียงานเสียการ ความรับผิดชอบนี้ใครก็แบกรับไม่ไหวหรอกนะ”

“พวกเจ้าไม่ได้ทำงานใต้บังคับบัญชาของเขา ก็พูดสบายปากได้สิ ข้าไม่อยากเสียงานนี้ไปหรอกนะ” เฉียนฟู่กุ้ยบ่นอุบอิบ ที่เขาอ้วนได้ขนาดนี้ ก็เพราะคุกเทียนลาว งานที่คุกเทียนลาว ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ทิ้งไม่ได้

“เฉินกวนโหลวนับเป็นตัวผายลมอะไร พื้นเพตกต่ำ มาทำงานในคุกเทียนลาวนับรวมเวลาเต็มที่ก็แค่ครึ่งปีกว่ากว่า พวกเจ้าจะไปกลัวมันทำไม?” ผู้คุมร่างยักษ์โมโหจนควันออกหู

“หัวหน้าเฉินดูน่าเกรงขามมาก” เฉินเฉวียนพูดเสียงเบา

“น่าเกรงขามอะไร น่าเกรงขามกับผีน่ะสิ เจ้าหนุ่มอายุสิบกว่า ขนยังไม่ทันขึ้นเต็ม จะเอาอะไรมาน่าเกรงขาม อย่ามาบอกข้านะว่าพวกเจ้าไม่รู้ที่มาที่ไปของมัน มันกับจวนผิงเจียงโหวห่างกันเกินห้ารุ่นไปแล้ว ถ้ามันเป็นคนของจวนโหวจริงจริง จะตกต่ำถึงขั้นมาเป็นผู้คุมหรือ? อาชีพผู้คุมของพวกเราในสายตาคนนอก มันก็งานชั้นต่ำ ดีกว่าหญิงคณิกาในหอนางโลม หรือขอทานข้างถนนแค่นิดเดียวเท่านั้นแหละ”

ผู้คุมร่างยักษ์แทบจะอกแตกตายเพราะเพื่อนร่วมงานที่ไม่ได้เรื่องสี่คนนี้

ไม่เคยเห็นใครขี้ขลาดตาขาวขนาดนี้มาก่อน

เซียวจินหัวเราะแหะแหะ “ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล แต่ว่า เงินล่ะ เงินจะทำอย่างไร? ผู้คุมว่านไม่สนเรื่องพวกนี้หรอกนะ พัศดีฟ่านยิ่งไม่ถามไถ่เรื่องพวกนี้ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบระดับสูง เหนือขึ้นไปยังมีใต้เท้าลางจง ทุกคนล้วนต้องแบ่งสรรปันส่วนเงินทอง เรื่องของพวกเราเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าทำให้พวกใต้เท้าเสียรายได้ นั่นคือเรื่องใหญ่เทียวหนา”

“ใช่ ใช่!”

“เดิมทีงานนี้ก็ลากยาวมานานมากแล้ว จะถ่วงเวลาต่อไปไม่ได้แล้ว”

“ถ้าไม่รีบส่งเงิน พวกเราคงรับมือไม่ไหวแน่”

“หัวหน้าเฉินมาถึง อย่างน้อยก็ช่วยแก้ปัญหาที่ยุ่งยากที่สุดในตอนนี้ไปได้”

ทั้งสี่คนราวกับมีปากร้อยปาก ผลัดกันพูดคนละประโยค ตอกกลับไปจนหน้าหงาย

ผู้คุมร่างยักษ์โกรธจนหน้าเขียวคล้ำ แค้นเคืองที่เหล็กไม่ยอมเป็นเหล็กกล้า “ได้! พวกเจ้าต่างก็มีความจำเป็น ข้ากลับกลายเป็นคนชั่วไปเสียเอง คอยดูเถอะ”

ผู้คุมร่างยักษ์เดินกระแทกเท้าจากไปอย่างหัวเสีย

หลิวเซ่อกังวลใจนัก “พวกเจ้าว่า เขาจะไปหาเรื่องหัวหน้าเฉินโดยตรงหรือไม่?”

“เขาไม่มีความกล้าขนาดนั้นหรอก ถึงอย่างไรหัวหน้าเฉินก็เป็นหัวหน้า”

“แต่ว่า หัวหน้าเฉินเป็นคนใหม่นะ”

“ที่นี่คือคุกเทียนลาว อย่างอื่นไม่มีความหมาย มีแต่เงินเท่านั้นที่มีความหมาย ขอแค่หัวหน้าเฉินมีเงิน ก็ไม่มีใครหน้ามืดตามัวไปหาเรื่องเขาหรอก”

เฉินกวนโหลวไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้เลย

เขากำลังยุ่งอยู่กับการพลิกดูสมุดรายชื่อ ทำความเข้าใจสถานการณ์ของนักโทษในคุกหมายเลขหนึ่ง พยายามทำให้รู้แจ้งเห็นจริง จะได้ไม่เผลอไปล่วงเกินคนที่มิควรล่วงเกินโดยไม่ตั้งใจ

คนตาดีมองปราดเดียวก็ดูออก สถานการณ์ในคุกหมายเลขหนึ่งซับซ้อนกว่าคุกหมายเลขสามมากนัก

คุกหมายเลขสามเรียบง่ายตรงไปตรงมา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมซับซ้อน ทำงานก็สบาย การลาดตระเวนแค่ตรวจเช็กจำนวนคน ดูว่าเป็นหรือตาย ไม่มีการลักลอบส่งข่าว เวลาที่เหลือก็แค่อู้งาน

คุกหมายเลขหนึ่งซับซ้อนกว่ามาก การพาคนเข้ามาพบนักโทษอย่างเปิดเผย แค่ข้อนี้ข้อเดียว ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงไม่น้อย ทางที่ดีอย่าให้เกิดเรื่อง ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาเบื้องบนก็อย่าได้มาไล่เบี้ย หากมีการสืบสาวราวเรื่องขึ้นมา ต้องมีคนตายแน่นอน

การวางตัวในเรื่องนี้ ต้องอาศัยสติปัญญาของแต่ละบุคคลล้วนล้วน

ดังนั้น เฉินกวนโหลวจึงจำเป็นต้องรีบทำความเข้าใจสถานการณ์ของนักโทษทุกคน โดยเฉพาะนักโทษในเขตรับผิดชอบของเขา ในขณะเดียวกัน ก็ต้องทำความเข้าใจกฎกติกาที่มองไม่เห็นในคุกหมายเลขหนึ่งให้ถ่องแท้ จะได้ไม่ทำผิดกฎหรือไปขัดขวางเส้นทางทำมาหากินของผู้อื่น

การตัดทางทำมาหากินของคน เปรียบเสมือนฆ่าบิดามารดา เขาไม่อยากอยู่ดีดีก็สร้างศัตรูฝูงใหญ่ เดี๋ยวโดนวางยาในน้ำบ้าง ยัดเยียดตัวอันตรายมาไว้ในเขตรับผิดชอบของเขาบ้าง หรือสร้างสถานการณ์วุ่นวายขึ้นมา ไม่ตายก็คงคางเหลือง

รับเงินแล้วก็ต้องทำงาน

เหล่าผู้คุมทำงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ วันรุ่งขึ้นก็พาพ่อบ้านตระกูลจินเข้ามาในคุกเทียนลาว นับเงินต่อหน้าจนครบ พาคนไปที่หน้าห้องขังของขุนนางต้องโทษใต้เท้าจิน เหล่าผู้คุมถอยฉากออกไปสิบกว่าก้าว เปิดพื้นที่ให้นายบ่าวได้สนทนากัน

รับเงินมาแล้ว ก็รีบนำส่งเบื้องบนทันที ปิดงานเรียบร้อย

จากนั้นก็แบ่งส่วนแบ่ง

เฉินกวนโหลวทำงานที่คุกหมายเลขหนึ่งวันที่สอง เงินหกสิบตำลึงก็เข้ากระเป๋า

ผู้คุมอีกสี่คนก็ได้ส่วนแบ่งเป็นกอบเป็นกำเช่นกัน เดิมทีเงินก้อนนี้ต้องหารสิบ ตอนนี้เหลือคนหารแค่สี่ จะไม่ให้รู้สึกดีได้อย่างไร

นายบ่าวตระกูลจินคุยกันประมาณหนึ่งจิบชา พ่อบ้านก็ถูกเชิญออกจากคุกเทียนลาว

เฉินกวนโหลวเรียกเฉินเฉวียนมาถาม “ดูชัดเจนแล้วนะ นายบ่าวคู่นั้นมีการส่งมอบสิ่งของหรือไม่?”

“หัวหน้าเฉินวางใจ ข้าน้อยจ้องอยู่ตลอด ทั้งสองคนไม่มีการสัมผัสตัวกันเลยขอรับ”

เฉินกวนโหลววางใจขึ้นบ้าง ถามต่อว่า “พวกเขาคุยอะไรกัน เจ้าได้ยินชัดเจนไหม?”

เฉินเฉวียนส่ายหน้า “พูดกันเบามาก ข้าน้อยไม่ได้ยินเลยขอรับ”

เฉินกวนโหลวมีสีหน้าเคร่งเครียด

เฉินเฉวียนพลอยตื่นเต้นไปด้วย “หัวหน้าเฉินกำลังกังวลเรื่องอะไรหรือขอรับ?”

“ข้าไปสืบมาแล้ว คดีของคนแซ่จินเป็นคดีสมคบคิด เขาเป็นเพียงปลายแถวของคดีนี้ ปลายเชือกอีกด้านโยงไปถึงใคร ยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็ไม่อาจทราบได้ ต่อไปพวกเจ้าเวลาลาดตระเวนให้คอยสังเกตคนแซ่จินให้ดี ข้าไม่อยากให้เกิดเรื่องผิดปกติใดใดในเขตรับผิดชอบของข้า โดยเฉพาะเรื่องการฆ่าตัวตายหนีความผิด”

“หัวหน้าเฉินกังวลเกินไปแล้ว คนแซ่จินรักตัวกลัวตายจะตายไป ถือดีว่าน้องเมียเป็นอนุคนโปรดของตงไฮ่อ๋อง จึงมั่นใจมาตลอดว่าจะได้ออกไปอย่างราบรื่น”

เฉินกวนโหลวได้ยินดังนั้น ก็แค่นหัวเราะทันที “คิดจะออกไป มันจะง่ายดายปานนั้นเชียวหรือ ฝ่าบาทต้องการซ่อมแซมพระราชวังและอุทยาน ทั้งยังต้องการปรุงยาอายุวัฒนะ เวลานี้กำลังขาดแคลนเงินทอง” มิเช่นนั้นขุนนางกังฉินอย่างเจียงถู ขุนนางทั้งราชสำนักคงโค่นเขาลงได้นานแล้ว

ความสามารถที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเจียงถู คือการคาดเดาพระราชหฤทัย มักจะเกาได้ถูกที่คันของจักรพรรดิเฒ่าเสมอ ขุนนางคนอื่นพูดจา จักรพรรดิเฒ่าโกรธจนอยากฆ่าคน แต่พอเจียงถูพูด จักรพรรดิเฒ่ากลับหัวเราะชอบใจ เจริญอาหารเพิ่มขึ้นได้อีกสองคำ

ความสามารถที่ยิ่งใหญ่รองลงมาของเจียงถูคือการกอบโกยเงินทอง เขาเป็นยอดฝีมือในการหาเงินให้จักรพรรดิเฒ่า

คอยดูเถอะ จักรพรรดิเฒ่าขาดเจียงถูไม่ได้หรอก ใกล้จะปีใหม่แล้ว จักรพรรดิเฒ่าก็ร้อนเงิน คาดว่าอีกไม่นานเจียงถูก็จะได้กลับเข้ารับราชการดังเดิม

ไม่นาน ความเคลื่อนไหวในราชสำนักก็พิสูจน์คำทำนายของเฉินกวนโหลว

เจียงถูได้กลับเข้ารับราชการ ดำรงตำแหน่งเส้าฟู่ถงเฉิงดังเดิม ผ่านไปไม่กี่วัน จักรพรรดิเฒ่าก็แต่งตั้งให้เจียงถูดำรงตำแหน่งกงปู้ลางจง (ลางจงกรมโยธา) รับผิดชอบการสร้างพระราชวัง สร้างตำหนักและอุทยานสำหรับปรุงยาให้จักรพรรดิเฒ่าโดยเฉพาะ

คนหนึ่งหาเงิน คนหนึ่งใช้เงิน สองตำแหน่งตกอยู่บนหัวคนคนเดียว

พระเมตตาเช่นนี้ ลองถามดูเถิดว่าในราชสำนักใครจะเทียบได้


บทที่ 43 การต่อสู้ภายในพัวพันคนบริสุทธิ์

วันหยุดพักผ่อน หลูต้าโถวหิ้วเนื้อวัวพะโล้สองชั่งมาที่บ้านสกุลเฉิน เพื่อมาชวนเฉินกวนโหลวดื่มเหล้า

แม่ไก่แก่ที่บ้านเฉินกวนโหลวได้อาบน้ำร้อน ผสมผสานกับเครื่องเทศนานาชนิด กลายเป็นไก่อบหอมกรุ่น

หลูต้าโถวน้ำลายสอ ดื่มเหล้าชามใหญ่กินเนื้อคำโต

“ยังคงเป็นที่นี่ของหัวหน้าเฉินที่ดีที่สุด กินหรูอยู่สบาย ข้าล่ะอยากจะย้ายมาอยู่บ้านเจ้าจริงๆ”

“เรียกว่าหัวหน้าเฉินอะไรกัน เรียกเหมือนเมื่อก่อนเถอะ เรียกข้าว่าเสี่ยวโหลว”

หลูต้าโถวหัวเราะแหะแหะ “งั้นข้าไม่เกรงใจละนะ พี่เสี่ยวโหลว!”

เฉินกวนโหลว: ...

เขาขี้เกียจจะแก้คำเรียกของอีกฝ่าย กินให้อิ่มก่อนค่อยว่ากัน

หลูต้าโถวกัดน่องไก่ พึมพำว่า “เจ้าแม่นอย่างกับเทพยดา ตอนนั้นเจ้าบอกว่าเจียงถูต้องได้กลับมารับราชการก่อนสิ้นปีแน่แน่ ตอนแรกข้ายังไม่เชื่อ ตอนนี้ข้าเชื่อเจ้าเต็มร้อย เจ้าไม่ได้เห็นสีหน้าของสวี่ฟู่กุ้ยตอนรู้ข่าวว่าเจียงถูได้กลับเข้ารับราชการ หน้าเหม็นเน่าดูไม่ได้เลย คาดว่าคงเสียใจที่ตอนนั้นไม่ฟังคำเตือนของเจ้า”

“ต่อให้เขาเสียใจ ก็คงเสียใจแค่ว่าไม่ได้รีดไถเงินทองจากจวนโหวมาให้มากกว่านี้เท่านั้นแหละ”

สำหรับคนอย่างสวี่ฟู่กุ้ย เฉินกวนโหลวรู้จักดี เห็นแก่เงิน บ้ากาม แถมยังวิสัยทัศน์สั้น

“คนทางฝั่งคุกหมายเลขหนึ่ง ไม่ได้สร้างความลำบากให้เจ้าใช่ไหม?” หลูต้าโถวถามเสียงเบา ด้วยความเป็นห่วง

เฉินกวนโหลวยิ้มส่ายหน้า “ตอนนี้ต่างคนต่างอยู่ ยังไม่มีเรื่องอะไร”

หลูต้าโถวเป็นกังวลแทนเขา “ข้าได้ยินมาว่า ตำแหน่งของเจ้านี้ ตอนแรกผู้คุมที่มีหน้ามีตาในคุกหมายเลขหนึ่งหมายปองกันทุกคน มีคนแอบวิ่งเต้นจ่ายเงินไปไม่น้อย ผลสุดท้ายเจ้ากลับได้มาแบบส้มหล่น หลายคนเคียดแค้นที่เจ้ามาแย่งตำแหน่ง เจ้าต้องระวังตัวให้ดี น้ำในคุกหมายเลขหนึ่งลึกมากนะ”

“ขอบคุณพี่ต้าโถวที่เตือน พวกเขายังพูดอะไรอีก พี่ต้าโถวบอกข้ามาให้หมดเถอะ”

“มีคนอยากจะสั่งสอนให้เจ้าได้รู้สำนึกบ้าง”

“ใครกัน?”

“ไม่แน่ใจ ข้าก็แค่ได้ยินผ่านหูมาสองสามประโยค สรุปคือ เจ้าระวังตัวหน่อย”

“อืม ข้ารู้แล้ว”

หลังจากหลูต้าโถวกลับไป เฉินกวนโหลวก็เก็บกวาดเรียบร้อย หิ้วเหล้าเล็กน้อยไปขอความรู้ที่บ้านตู้ฟูจื่อ

ตู้ฟูจื่อเห็นหน้าเขา ก็เอาแต่ถอนหายใจยาว

เขาหยอกเย้าว่า “ตู้ฟูจื่อเป็นอะไรไป? หรือว่าที่โรงเรียนมีคนซุกซนก่อเรื่องอีกแล้ว?”

“เฮ้อ งานของข้าเกรงว่าจะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว”

“เป็นไปได้อย่างไร? ท่านสอนหนังสือที่โรงเรียนส่วนตัวของจวนโหวมาตั้งหลายปี ใครจะมาไล่ท่านออก ตู้ฟูจื่ออย่าล้อเล่นน่า”

ตู้ฟูจื่อรินเหล้าให้ตนเองหนึ่งจอก “เจ้ารู้ใช่ไหมว่าฮูหยินผู้เฒ่าของจวนโหว เดิมทีเป็นภรรยาใหม่ที่แต่งเข้ามาทีหลัง”

เฉินกวนโหลวพยักหน้า เรื่องนี้เขาต้องรู้อยู่แล้ว

“งั้นเจ้าก็น่าจะรู้ว่า นายท่านใหญ่ของจวนโหวเกิดจากภรรยาเอก ส่วนนายท่านรองและนายท่านสามเป็นลูกในไส้ของฮูหยินผู้เฒ่า”

เฉินกวนโหลวพยักหน้าอีกครั้ง “ตู้ฟูจื่อ ท่านอยากจะพูดอะไรกันแน่?”

ตู้ฟูจื่อถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ข้าเป็นคนที่นายท่านใหญ่เชิญมาสอนหนังสือ ตั้งแต่นายท่านใหญ่ได้รับบาดเจ็บ ก็ไม่ค่อยดูแลกิจการงานบ้าน นายท่านรองและนายน้อยบ้านรองเริ่มเข้ามาดูแลบ้าน

สองวันก่อน จู่จู่นายท่านรองก็มาตรวจดูที่โรงเรียน ข้ายังนึกว่านายท่านรองในที่สุดก็ยอมใส่ใจโรงเรียนเสียที ที่ไหนได้ เป็นเพราะคุณชายน้อยบ้านรองกลับไปแล้วบ่าวรับใช้พบว่าที่มุมปากมีรอยชาด ดังนั้นจึงมีคนใส่สีตีไข่ว่าโรงเรียนเละเทะเพียงใด เหล่าคุณชายเรียนหนังสือที่โรงเรียนไม่ได้ความรู้ แต่กลับได้นิสัยเสียเสียติดตัวไปเพียบ นี่มันช่างอยุติธรรมสิ้นดี

คุณชายผู้สูงส่งของจวนโหว ผู้เฒ่าอย่างข้าไหนเลยจะกล้าควบคุม ไหนเลยจะกล้าก้าวก่าย บอกว่ามาเรียนหนังสือที่โรงเรียน แต่ตัวคนไม่เคยโผล่มาเลย การเรียนหนังสือเป็นแค่ข้ออ้าง ผีสิถึงจะรู้ว่าเขาไปมั่วสุมที่ไหนมา พอกลับจวนด้วยกลิ่นแป้งเครื่องหอมแล้วโดนจับได้ กลับโยนความผิดมาที่โรงเรียน มาลงที่ข้าผู้เฒ่า ข้าผู้เฒ่าแก้ต่างร้อยปากก็ไม่จบ ข้ายอมรับว่าการควบคุมดูแลโรงเรียนอาจจะหละหลวมไปบ้าง แต่ไม่มีทางเกิดเรื่องพรรค์นั้นแน่ เหลวไหล! เหลวไหลสิ้นดี!”

ตู้ฟูจื่อโกรธจนหนวดกระดิก เจ็บใจที่นายท่านรองไม่ยอมฟังคำแก้ต่างของเขา

เห็นทีงานจะหลุดลอย ตู้ฟูจื่อกลัดกลุ้มใจมาสองวัน พอเฉินกวนโหลวมา เขาก็เหมือนเจอที่พึ่ง ระบายออกมาจนหมดเปลือก

จวนโหวมีสี่รุ่นอาศัยอยู่ร่วมกัน

ผู้ที่มีฐานะสูงส่งที่สุดย่อมหนีไม่พ้นฮูหยินผู้เฒ่า

รองจากฮูหยินผู้เฒ่า ก็คือนายท่านใหญ่ผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์โหว

ทว่า เพราะนายท่านใหญ่ประสบอุบัติเหตุตกม้าขาหักเมื่อหลายปีก่อนตอนออกไปล่าสัตว์ ทิ้งอาการบาดเจ็บเรื้อรังไว้ นับแต่นั้นนิสัยก็เปลี่ยนไปมาก ไม่ค่อยสนใจดูแลงานบ้าน ฮูหยินใหญ่สุขภาพไม่ดี เจ็บออดแอดทั้งปี ก็ดูแลงานไม่ไหว

บุตรชายคนโตของบ้านใหญ่ หางานราชการทำ ต้องไปอยู่ต่างถิ่นเป็นเวลานาน ไม่มีเวลามาถามไถ่เรื่องในจวน สะใภ้ใหญ่ตั้งแต่คลอดลูกสองคน ก็กลายเป็นคนขี้โรค ดูแลงานไม่ได้เช่นกัน

ดังนั้น หน้าที่ดูแลบ้าน จึงตกไปอยู่ที่บ้านรอง

นายท่านรองได้ตำแหน่งงานลอยลอยในกรมล้อมวัง (กวงลู่ซื่อ) วันธรรมดาแทบไม่ไปทำงานที่ที่ว่าการ เอาแต่ดื่มเหล้าเสเพลกับพวกแขกในบ้าน หรือไม่ก็ออกไปเที่ยวหาความสำราญเป็นสิบวันครึ่งเดือน สรุปก็คือ เป็นคนเสเพลวัยกลางคนนั่นเอง

ลูกชายของบ้านรอง คุณชายรองของจวน ไม่เอาทั้งบุ๋นและบู๊ หางานลอยลอยในที่ว่าการทำแต่ไม่รับผิดชอบงาน เลยหันมาดูแลเรื่องราวต่างๆ ในจวน เมียของเขาดูแลเรื่องภายใน

จวนโหวในตอนนี้ เรื่องราวใหญ่โตทั้งภายในภายนอก โดยพื้นฐานบ้านรองเป็นคนว่ากล่าวตัดสินใจ

ส่วนบ้านสาม กำลังยุ่งอยู่กับการต่อสู้ภายใน นายท่านสามมักมากในกาม พาคนนั้นคนนี้เข้าบ้าน ฮูหยินสามกับพวกอนุหลังบ้านตบตีกันอย่างสนุกสนาน

ชาวบ้านร้านตลาดต่างมองออกว่า ฮูหยินผู้เฒ่าลำเอียงเข้าข้างบ้านรองอย่างเห็นได้ชัด สนับสนุนบ้านรองเต็มกำลัง ไม่แน่ว่า อาจจะมีความคิดให้บ้านรองขึ้นมาแทนที่บ้านใหญ่ด้วยซ้ำ

ถ้านายท่านใหญ่ไม่ขาหัก ฮูหยินผู้เฒ่ายังคงไม่กล้ามีความคิดเช่นนี้

แต่เคราะห์หามยามร้าย บ้านใหญ่มีแต่คนเจ็บป่วยพิการ ฮูหยินผู้เฒ่าย่อมอดคิดมากไม่ได้ บ้านรองภายใต้การชี้นำของฮูหยินผู้เฒ่า ก็ยิ่งกระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริง บ้านสามย่อมต้องช่วยหนุนบ้านรอง ร่วมมือกันกดดันบ้านใหญ่

จวนโหววุ่นวายจนดูไม่ได้ ต้นตอทั้งหมดล้วนมาจากสิ่งนี้

มิน่าตู้ฟูจื่อถึงกังวลว่างานของตนจะรักษาไว้ไม่ได้

หลานรักหัวแก้วหัวแหวนของนายท่านรอง ยังเยาว์วัยนัก ออกไปเรียนหนังสือกลับพาตัวเปื้อนกลิ่นแป้งกลับมา เปลี่ยนเป็นใครก็ต้องโมโห

แต่บังเอิญตู้ฟูจื่อเป็นคนที่นายท่านใหญ่เชิญมา

“ฟูจื่อจะทำอย่างไร? หรือจะแค่นั่งถอนหายใจอยู่ที่บ้าน ไม่คิดหาหนทางบ้างหรือ?”

“ข้ายังจะหาหนทางอะไรได้? นายท่านใหญ่ไม่ดูแลงาน คุณชายใหญ่ไม่อยู่จวน ฮูหยินใหญ่กับสะใภ้ใหญ่ต่างก็เจ็บป่วยไม่ดูแลงาน เจ้าบอกซิว่าข้าจะทำอย่างไร”

“นายท่านใหญ่จะทนมองดูบ้านรองไล่ท่านออกตาปริบปริบหรือ?” เฉินกวนโหลวหยิบถั่วลิสงเข้าปาก “นายท่านใหญ่ถึงจะเป็นเจ้าของจวนโหวที่แท้จริง เรื่องอื่นช่างมันเถอะ แต่เรื่องโรงเรียน เรื่องสวัสดิการของลูกหลานตระกูลเฉิน จะไม่ถามไถ่เลยหรือ?”

ตู้ฟูจื่อลังเล

เฉินกวนโหลวพูดต่อ “ท่านคุมเจ้าพวกลิงทะโมนนั่นไม่อยู่ เปลี่ยนอาจารย์คนอื่นมาก็ใช่ว่าจะคุมอยู่ อีกอย่าง วัฒนธรรมในโรงเรียนเสื่อมโทรม ก็เป็นคุณชายรองที่เป็นตัวตั้งตัวตี สมัยที่ข้าเรียนในโรงเรียน สภาพข้างในเป็นอย่างไรข้ารู้ดีกว่าใคร พี่สาวข้าทนดูไม่ไหวจริงๆ กลัวข้าจะเสียคน ยอมจ่ายเงิน ให้ข้าไปเรียนกับซูฟูจื่อ

ความจริง หลังจากตู้ฟูจื่อมาแล้ว บรรยากาศการเรียนก็ดีขึ้นบ้าง อย่างน้อยก็ดีกว่าสมัยที่ข้าเรียน อย่างน้อยก็ยังมีคนยอมตั้งใจเรียน สมัยข้าเรียน มีแต่พวกเสเพล ไม่มีใครได้ดีสักคน”

ตู้ฟูจื่อราวกับมองเห็นความหวัง “เจ้าคิดว่านายท่านใหญ่จะจัดการเรื่องนี้จริงหรือ?”

“จะจัดการหรือไม่ค่อยว่ากัน ท่านต้องไปพบนายท่านใหญ่ให้ได้ก่อน เล่ารายละเอียดตื้นลึกหนาบางให้ฟัง ไม่ว่าจะรักษางานไว้ได้หรือไม่ ก็ต้องต่อสู้เพื่อตัวเองดูสักตั้ง”


บทที่ 44 ฆ่าคนไร้ร่องรอย

คนวงนอกย่อมมองเห็นได้ชัดเจนกว่า

ตู้ฟูจื่อเห็นด้วยกับคำแนะนำของเฉินกวนโหลว สมควรต้องต่อสู้เพื่อตนเองบ้าง จะยอมให้ถูกนายท่านรองไล่ออกโดยไม่ส่งเสียงคัดค้านไม่ได้

ยุคสมัยนี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

การจะหางานที่สบาย เงินดี ไม่ต้องรับผิดชอบมากเหมือนโรงเรียนจวนโหว ในเมืองหลวงอันกว้างใหญ่นี้ เป็นเรื่องยากยิ่ง

คนเรียนหนังสือมีมาก การแข่งขันสูง

เขาอายุมากแล้ว ไม่อยากไปแย่งงานเงินเดือนเศษเงินสองตำลึงกับบัณฑิตหนุ่มหนุ่ม เขาเสียหน้าไม่ได้

หากรักษาตำแหน่งงานที่จวนโหวไว้ได้ ก็ควรรักษาไว้อย่างสุดความสามารถ

ต่อให้รักษาไว้ไม่ได้ ให้นายท่านใหญ่ออกหน้าแนะนำงานใหม่ให้ก็ยังดี

หลังจากตู้ฟูจื่อมีความคิดแน่ชัด จิตใจก็ผ่อนคลายตามไปด้วย

เขาถามเฉินกวนโหลวว่า

“เจ้าไม่เคยคิดจะไปตีสนิทนับญาติกับจวนโหวบ้างหรือ? เจ้าทำงานในคุกเทียนลาว ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่อาชีพที่ยั่งยืน”

เฉินกวนโหลวกลับยิ้มกล่าว “ขอบคุณตู้ฟูจื่อที่เป็นห่วง งานคุกเทียนลาวถือเป็นงานชั้นต่ำ ข้ารู้ตั้งแต่แรก แต่ว่าคุกเทียนลาวหาเงินได้มากก็เป็นเรื่องจริง ตอนนี้ข้าต้องการงานนี้ ขอแค่ได้ทำต่อไปดีดีก็พอ”

ตู้ฟูจื่อมองเขาด้วยแววตาซับซ้อน “ถ้าเจ้าอยากเปลี่ยนงาน ตอนนี้เจ้าก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงิน ลองหาช่องทางความสัมพันธ์กับจวนโหวดู น่าจะพอทำได้ เรื่องอื่นไม่กล้ารับประกัน จวนโหวออกหน้า เจ้าออกเงิน หางานขุนนางระดับเก้าสักตำแหน่งให้เจ้า ไม่มีปัญหาแน่นอน”

เฉินกวนโหลวหัวเราะร่า “จวนโหวจะเห็นข้าในสายตาหรือ? ห่างกันตั้งห้ารุ่นแล้ว ข้าแบกหน้าไปหา เกรงว่าจะโดนเหยียบจมดินเสียมากกว่า”

“ลูกผู้ชายยืดได้หดได้ ยอมเป็นหลานเต่าสักครั้งจะเป็นไรไป อีกอย่าง นั่นมันตระกูลหลักของเจ้า ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เจอฮูหยินผู้เฒ่า เจ้าก็ต้องคุกเข่าคารวะอยู่แล้ว!”

ที่ตู้ฟูจื่อพูดมาก็เป็นความจริง คุกเข่าให้ตระกูลหลักย่อมดีกว่าคุกเข่าให้คนนอก อย่างไรก็ต้องเป็นหลาน เป็นหลานให้ตระกูลหลัก ไม่น่าอาย

เฉินกวนโหลวส่ายหน้าพัลวัน “ช่างเถอะ ข้าเฝ้าคุกเทียนลาวต่อไปดีกว่า ตอนนี้ยังไม่มีความคิดจะย้ายที่ทำงาน”

“ต่อให้ไม่ย้ายที่ทำงาน ก็ควรผูกสัมพันธ์กับจวนโหวไว้ให้ดี” ตู้ฟูจื่อวิเคราะห์ให้เขาฟัง “เมื่อก่อนบ้านเจ้าลำบาก ไม่ไปรบกวนจวนโหวให้เป็นที่รังเกียจนั้นถูกต้องแล้ว ตอนนี้เจ้ามีเงิน ก็ควรจัดแจงให้เป็นกิจจะลักษณะ หาทางรื้อฟื้นการไปมาหาสู่กับจวนโหว ไม่หวังให้จวนโหวช่วยอะไรเจ้า ขอแค่ตอนเจ้าเจอเรื่องลำบาก คนอื่นเห็นแก่หน้าว่าเป็นลูกหลานจวนโหว ยอมไว้หน้าเจ้าสักสามส่วน ยอมอำนวยความสะดวกให้เจ้า เจ้าว่าจริงหรือไม่”

เฉินกวนโหลวพยักหน้า เขาเห็นด้วยกับคำพูดของตู้ฟูจื่อ เพียงแต่ในใจไม่ค่อยเต็มใจนัก ชาติก่อนประจบลูกค้าทำตัวเป็นหลานเต่ามามากพอแล้ว ชาตินี้ไม่อยากเป็นหลานเต่าอีกจริงๆ

แต่ว่า ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นหลานเต่าเสมอไป

การคบหากับพวกผู้ดูแลในจวนโหว ขอแค่จ่ายเงินถึงที่ ทุกคนก็เป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน เวลาเจอเรื่อง มีผู้ดูแลพวกนี้อยู่ เขาก็สามารถยืมบารมีเสือมาข่มขวัญได้

ถ้าผู้ดูแลจวนโหวพึ่งไม่ได้ ต่อให้เขาไปขอร้องนายท่านทั้งสามของจวนโหว ก็คงพึ่งไม่ได้เหมือนกัน นายท่านทั้งสามไม่มีทางออกหน้าแทนเขา เว้นเสียแต่ เขาจะยอมควักเงินก้อนโต อย่างน้อยต้องเริ่มที่พันตำลึง พวกเขาอาจจะยอมฝืนใจช่วยสักครั้ง

“ตู้ฟูจื่อพูดมีเหตุผล แต่ว่า จวนโหวตอนนี้วุ่นวายเหลือเกิน ข้าต่อให้จะประจบสอพลอ ก็จับต้นชนปลายไม่ถูก ข้าประจบบ้านใหญ่ บ้านรองบ้านสามย่อมไม่พอใจ ข้าประจบบ้านรอง บ้านใหญ่ดีไม่ดีก็จะจดบัญชีแค้นข้า ยาก ยาก ยาก! ได้ยินมาว่า ผู้ดูแลในจวนโหวแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันหลายก๊ก”

ตู้ฟูจื่อลูบเครา “ข้าเป็นคนที่นายท่านใหญ่เชิญมา ข้าทำได้แค่เดินเส้นทางนี้ไปให้สุด ยืนหยัดติดตามนายท่านใหญ่ ส่วนเจ้า ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าต้องการอะไร ในสายตาตอนนี้ บ้านรองดูแลบ้าน ไม่มองการณ์ไกล ย่อมต้องประจบบ้านรอง ผู้ดูแลส่วนใหญ่ในจวนโหว ก็เลือกทางนี้

แต่หากมองการณ์ไกล บ้านใหญ่คือผู้สืบทอดจวนโหว ควรจะรีบประจบแต่เนิ่นๆ เพื่อความมั่นคง ฮูหยินผู้เฒ่าอายุมากแล้ว ร่างกายทรุดโทรมลงทุกปี วันหนึ่งก็ต้องจากไป ถึงเวลานั้น จวนโหวก็ต้องเผชิญกับการแยกบ้าน บ้านรองต่อให้ดิ้นรนแค่ไหน ก็ไม่มีทางชนะบ้านใหญ่ได้ ช้าเร็วก็ต้องย้ายออกจากจวนโหว”

เฉินกวนโหลวพยักหน้าหงึกหงึก ตู้ฟูจื่อวิเคราะห์ได้มีเหตุมีผล

แต่เขากลับโพล่งประโยคที่น่าตกใจออกมา “ถ้าบ้านใหญ่สิ้นทายาท บ้านรองก็นอนชนะใสใส”

ตู้ฟูจื่อได้ยินดังนั้น ก็ถึงกับตัวแข็งทื่อ หน้าซีดเผือดลงทันตา

เขารีบวางจอกเหล้า เรอออกมาด้วยกลิ่นเหล้า พูดด้วยความร้อนรนว่า “คำพูดนี้พูดมั่วซั่วไม่ได้นะ”

เฉินกวนโหลวคีบถั่วลิสงเข้าปาก เคี้ยวไปพลางพูดไปพลาง “ข้าพูดมั่วซั่วจริงหรือ? ลองไล่เรียงเรื่องราวในจวนโหวไม่กี่ปีมานี้ดู ลองดูสถานการณ์ของบ้านใหญ่ ตู้ฟูจื่อคิดว่าเป็นลิขิตสวรรค์จริงหรือ?”

“คำพูดเจ้าหมายความว่าอะไร? เสี่ยวโหลวเอ๋ย เหล้าน่ะกินมั่วได้ แต่คำพูดพูดมั่วไม่ได้นะ ภัยมาจากปาก จำไว้ จำไว้!” ตู้ฟูจื่อตื่นตระหนกจนแทบอยากจะหาอะไรมาอุดปากเฉินกวนโหลว

เฉินกวนโหลวหัวเราะหึหึ “ฮูหยินใหญ่สุขภาพไม่ดี นอนป่วยกินยาตลอดปี ข้าก็ถือว่านางร่างกายอ่อนแอจริงจริง แต่ว่า สะใภ้ใหญ่ก็อ่อนแอ ก็ต้องกินยาตลอดปี แม่ผัวลูกสะใภ้สุขภาพไม่ดีทั้งคู่ เป็นตัวกินยาทั้งคู่ ช่างบังเอิญเสียจริงนะ! เรื่องแบบนี้ ตู้ฟูจื่อผู้รอบรู้ เคยเห็นในตระกูลเศรษฐีอื่นบ้างไหม? นายท่านใหญ่ฝึกยุทธ์มาแต่เด็ก จวนโหวก็สร้างเนื้อสร้างตัวจากความดีความชอบทางการทหาร นายท่านใหญ่มีทหารติดตามองครักษ์ข้างกายตั้งมากมาย ออกไปล่าสัตว์ กลับตกลงมาขาหักเสียนี่ หึหึ... ครอบครัวนี้ ช่างซวยซับซ้อนเสียจริง เหลือแค่คุณชายใหญ่ ที่ยังไม่อยู่ติดจวน จุ๊จุ๊...”

กลางฤดูหนาว ตู้ฟูจื่อกลับเหงื่อแตกพลั่กทั้งตัวอย่างน่าประหลาด

“คำพูดนี้พูดมั่วซั่วไม่ได้ เรื่องของแม่ผัวลูกสะใภ้เป็นอย่างไรข้าไม่รู้ แต่เรื่องนายท่านใหญ่ขาหัก ข้าพอรู้มาบ้าง ได้ยินว่า นายท่านใหญ่ออกไปล่าสัตว์กับพวกขุนนางตระกูลสูงศักดิ์ มุ่งแต่จะเอาหน้า บุกตะลุยอย่างบ้าบิ่น ไม่เจียมสังขารว่าตนเองอายุมากแล้ว ร่างกายไม่ฟิตปั๋งเหมือนตอนหนุ่มหนุ่ม ถึงได้ตกลงจากม้า นั่นมันเป็นแค่อุบัติเหตุล้วนล้วน!”

“จิตใจคนมักจะแสดงออกมาในรูปแบบของอุบัติเหตุ นี่เป็นสัจธรรมที่ข้าเรียนรู้มาจากคุกเทียนลาว” เฉินกวนโหลวพูดพร้อมรอยยิ้ม

“ถ้าเป็นฝีมือคน นายท่านใหญ่ไม่มีทางตรวจสอบไม่พบ” ตู้ฟูจื่อกัดฟันกรอด ทิ้งท้ายประโยคนี้อย่างหนักแน่น

เฉินกวนโหลวพยักหน้า “ถือซะว่าเป็นอุบัติเหตุแล้วกัน บ้านใหญ่ดวงตกเกินไป ติดขัดไปทุกเรื่อง ไม่เจ็บก็ไข้ วันไหนถ้าบ้านใหญ่สิ้นทายาท ข้าจะไม่แปลกใจเลยสักนิด”

“เจ้า เจ้า... สองพ่อลูกบ้านรองไหนเลยจะมีความสามารถปานนั้น เจ้าอย่าพูดเหลวไหลอีกเลย”

“บ้านรองไม่มีความสามารถนี้ แต่ฮูหยินผู้เฒ่าของจวนโหวผู้นั้น อาจจะไม่แน่ว่าไม่มีความสามารถเช่นนี้นะ” เฉินกวนโหลวยกจอกเหล้าขึ้นจิบ พลางยิ้มกล่าว “ข้าเป็นคนแซ่เฉิน เรื่องฮูหยินผู้เฒ่าไต่เต้าขึ้นมาอย่างไรในสมัยสาวสาว ข้าพอได้ยินมาบ้าง ในตระกูลไม่ถือเป็นความลับใหญ่อะไร”

ฮูหยินผู้เฒ่าของจวนโหวคนปัจจุบันเป็นลูกที่เกิดจากอนุภรรยา ในตอนนั้นโหวผู้เฒ่าเสียภรรยาเอก ตั้งใจจะแต่งงานใหม่ เล็งพี่สาวร่วมบิดาที่เป็นลูกภรรยาเอกของฮูหยินผู้เฒ่าไว้ ระหว่างทางไม่รู้เกิดเรื่องอะไรขึ้น สรุปคือพี่สาวที่เป็นลูกภรรยาเอกต้องถอนตัว แต่งงานออกไปอยู่ต่างเมือง ชั่วชีวิตไม่ได้กลับมาเมืองหลวงอีก ทางบ้านฝ่ายหญิงไม่อยากทิ้งการเกี่ยวดองกับจวนโหว จึงจดชื่อฮูหยินผู้เฒ่าเข้าไปเป็นลูกในนามของแม่ใหญ่ นับเป็นลูกภรรยาเอก แต่งเข้าจวนโหวเป็นภรรยาใหม่แทนพี่สาวที่ต้องถอนตัวไป

ตอนนั้นฮูหยินผู้เฒ่าอายุแค่สิบกว่าปี ก็สามารถพลิกสถานการณ์จากร้ายกลายเป็นดี แต่งเข้าจวนโหวเป็นฮูหยินได้อย่างเต็มภาคภูมิ ความสามารถระดับนี้ จะมีสักกี่คนเทียบได้?

หลายสิบปีผ่านไป เล่ห์เหลี่ยมของฮูหยินผู้เฒ่าเกรงว่าจะยิ่งช่ำชองจนถึงขั้นบรรลุวิชาฆ่าคนไร้ร่องรอย พวกมือกระบี่ จอมยุทธ์ อะไรนั่น ต่อหน้าางแล้วอ่อนหัดไปเลย


บทที่ 45 ยึดทรัพย์

ตู้ฟูจื่อเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผากถี่ถี่

“เจ้าพูดจาน่ากลัวเกินไปแล้ว”

เฉินกวนโหลวแนะนำว่า “เวลาตู้ฟูจื่อพบนายท่านใหญ่ ลองเปรยเปรยคำพูดที่ข้าพูดวันนี้ดู หากบ้านใหญ่ยังเป็นเหมือนเมื่อก่อน ต่อให้ข้าอยากจะประจบบ้านใหญ่ สถานการณ์ก็คงไม่อำนวย”

“เจ้าคิดว่าเรื่องของบ้านใหญ่ เป็นฝีมือฮูหยินผู้เฒ่าจริงๆ หรือ? เป็นไปไม่ได้กระมัง ถ้าจะลงมือจริงๆ ตอนนายท่านใหญ่ยังเด็ก นางทำไมไม่ลงมือ”

เฉินกวนโหลวหัวเราะหึหึ ราวกับกำลังแต่งนิทาน พูดไปเรื่อยเปื่อย “ตอนนั้นโหวผู้เฒ่ายังอยู่ นางต้องทำตัวเป็นเมียแสนดีไง อีกอย่าง นายท่านใหญ่ได้รับแต่งตั้งเป็นซื่อจื่อ (ผู้สืบทอดตำแหน่ง) ตั้งแต่เด็ก นางไม่เห็นโอกาส ไยต้องทำมือตัวเองให้เปื้อนเลือด แถมตอนนั้นนางยังมีแม่สามีคอยคุมอยู่ คาดว่าอยากจะลงมือก็คงไม่มีโอกาส

ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป โหวผู้เฒ่าไม่อยู่แล้ว นายท่านใหญ่ก็ขาเป๋ ความทะเยอทะยานของคนย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เรื่องที่เมื่อก่อนไม่กล้าคิด ตอนนี้คิดสักหน่อยคงไม่เกินเลยไปกระมัง ลงมือเล็กเล็กน้อยน้อยอย่างระมัดระวังคงไม่เกินเลยไปกระมัง ในฐานะคนที่มีอำนาจสูงสุดในจวนโหว อยากจะได้มากกว่าเดิมก็คงไม่เกินเลยไปกระมัง”

ตู้ฟูจื่อส่ายหน้าถี่ถี่ ไม่ยอมเชื่อเด็ดขาด

ชั่วชีวิตนี้เขาเรียนหนังสือ เรียนเรื่องคุณธรรมจริยธรรม เรียนเรื่องสตรีที่เหมาะเป็นแม่ศรีเรือน อ่านตำราของผู้ชาย มองโลกในแบบของผู้ชาย สำหรับผู้หญิง เขาไม่เข้าใจ ในสายตาเขา ผู้หญิงก็มีแค่นั้น คลอดลูก ดูแลสามีสอนลูก จะบอกว่าผู้หญิงฉลาดแค่ไหน มีเล่ห์เหลี่ยมแค่ไหน เขาไม่เชื่อ หรืออาจจะเป็นเพราะไม่อยากยอมรับ ว่าผู้หญิงบางคนฉลาดจริงๆ มีเล่ห์เหลี่ยมจริงๆ สามารถปั่นหัวผู้ชายจนหมุนติ้วได้

“เจ้าถือซะว่าข้าพูดจาเหลวไหลแล้วกัน” เฉินกวนโหลวเห็นตู้ฟูจื่อมีท่าทางกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก คิดว่าพูดให้น้อยหน่อยดีกว่า เรื่องหลังบ้านจวนโหว เกี่ยวอะไรกับตดของเขา

ไม่ว่าบ้านใหญ่จะได้ดี หรือบ้านรองจะเป็นฝ่ายชนะ ก็ไม่ขัดแย้งกับเขา ต่อให้โดนยึดทรัพย์ประหารทั้งตระกูล ก็ไม่ถึงคิวเขา ประหารเก้าชั่วโคตร เขายังไม่มีคุณสมบัติจะมีชื่ออยู่ในบัญชีด้วยซ้ำ

เขาแค่รู้สึกว่าบ้านใหญ่แม่งซวยบัดซบเกินไป ครั้งหนึ่งสองครั้งอาจเรียกว่าบังเอิญ ครั้งที่สามนั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ โดยเฉพาะ ระดับท่านโหว คนคอยปรนนิบัติข้างกายมีนับไม่ถ้วน ถึงกับตกลงมาขาหักได้? ตอนหนุ่มหนุ่มเลือดร้อนไม่ยักกะขาหัก พอแก่ตัวสุขุมขึ้นกลับขาหัก?

ถ้าในนี้ไม่มีปัจจัยจากฝีมือมนุษย์ นิยาย ละคร หนังที่ดูมาตั้งหลายปีก็เสียเปล่าแล้ว

คนโบราณนั่นแหละที่ดูน้อยเกินไป รับข้อมูลข่าวสารน้อยเกินไป ไม่เคยผ่านการระเบิดของข้อมูลข่าวสาร ไม่มีความคิดหรือไม่กล้าคิดไปในทิศทางนั้น

เขาเป็นคนวงนอก ย่อมเปิดกว้างจินตนาการได้อย่างเต็มที่

ถ้าเขาเป็นฮูหยินผู้เฒ่า เขาจะใช้วิธีการบางอย่าง ค่อยๆ กัดกร่อนทำลายบ้านใหญ่ทีละก้าวหรือไม่?

ทำ!

เขาทำแน่

เขาจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกชายแท้แท้ของตน ไม่เกี่ยวกับถูกผิด มีแต่จุดยืนเท่านั้น

การดื่มเหล้ามื้อหนึ่งทำให้ตู้ฟูจื่อเกิดปมในใจ หัวใจที่แข็งแรงก็เริ่มจะไม่ไหวแล้ว

ตัวการอย่างเฉินกวนโหลวรับผิดชอบแค่ฆ่าไม่รับผิดชอบฝัง กินเหล้านอนหลับ วันรุ่งขึ้นไปทำงานต่อ

พอถึงคุกเทียนลาว เขาก็ได้ข่าวว่าบ้านตระกูลจินถูกยึดทรัพย์

เขามาที่ห้องขังหมายเลขเจ็ดสิบสอง ยืนอยู่หน้าประตูคุก

วันนี้คนแซ่จินไม่ได้อ่านหนังสือ คิดว่าเขาคงรู้ข่าวเรื่องบ้านตัวเองถูกยึดทรัพย์แล้ว การดูแลเขายังคงเดิม ไม่ได้ลดระดับลงเพราะถูกยึดทรัพย์ ในห้องขังยังมีแคร่ไม้มีตำรา เพียงแต่ไม่มีพู่กันหมึกกระดาษ

“ใต้เท้าจินทำใจดีดีไว้” เฉินกวนโหลวกระแอมเบาเบา “ท่านจ่ายเงินแล้ว ขอแค่เบื้องบนไม่มีคำสั่งลงมา ข้าก็จะไม่ทำให้ท่านลำบาก”

เขาไม่ใช่คนถีบหัวส่งหลังจากข้ามแม่น้ำ ขอแค่เงื่อนไขอำนวย เขายินดีจะรักษาสัญญา ยินดีเป็นคนที่รักษาคำพูด

สิ่งที่เขายึดถือคือรับเงินทำงาน รับเงินเท่าไหร่ทำงานเท่านั้น

ใต้เท้าจินได้ยินเสียงเคลื่อนไหวก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เหม่อลอยไปครู่หนึ่ง ถึงจะได้สติ เขาร้องอ้อออกมาคำหนึ่ง จากนั้นถึงพูดว่า “หัวหน้าเฉินวางใจ ข้าผู้เฒ่าไม่คิดสั้น และจะไม่ฆ่าตัวตาย”

นี่ท่านพูดเองนะ

“ข้าเชื่อใต้เท้าจิน” เฉินกวนโหลวเน้นเสียงหนักที่คำว่า ‘เชื่อ’ หวังว่าอีกฝ่ายจะรักษาคำพูดเช่นกัน อย่าทำห้องขังให้เหมือนสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมเลย

เขาเพิ่งมาใหม่ กังวลจริงๆ ว่าจะแบกรับผลจากการที่ขุนนางต้องโทษในเขตรับผิดชอบฆ่าตัวตายไหวหรือไม่ เขาไม่อยากเปิดโอกาสให้ผู้คุมว่านมาจัดการตนเอง

แม้ว่านักดาบจะช่วยเขาเตือนผู้คุมว่านไปแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะจบปัญหาได้ตลอดไป เกิดวันไหนผู้คุมว่านมีที่พึ่งใหม่ สิ่งแรกที่จะทำคงเป็นการเช็คบิลย้อนหลัง

ดังนั้น พยายามอย่าให้มีจุดอ่อน อย่าให้คนมีโอกาสตำหนิว่าเขาทำงานบกพร่อง บริหารจัดการไม่ดี

เขาหวังจากใจจริงว่าใต้เท้าจินจะอยู่ดีมีสุข ยืนหยัดไปจนถึงวันที่ถูกตัดสินโทษ ถึงตอนนั้น จะอยู่หรือตาย นั่นก็เป็นเรื่องของราชสำนัก ไม่เกี่ยวกับเขา

“คนในครอบครัวข้าเป็นอย่างไรบ้าง? พวกเขาไม่บอกข้าเลย” ใต้เท้าจินถาม

เฉินกวนโหลวบอกเขาว่า “คนในบ้านท่านถูกกักบริเวณ ดูแลความประพฤติ ชั่วคราวยังปลอดภัย สำนักมือปราบลิ่วซ่านทำงาน อย่างไรก็ยังเหลือทางรอดไว้บ้าง”

ไม่เหมือนหน่วยองครักษ์เสื้อแพร (จินอี้เว่ย) ที่มักจะใช้แผนถอนรากถอนโคน ไม่เหลือทางรอดแม้แต่น้อย นี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ชื่อเสียงของสำนักมือปราบลิ่วซ่านดีกว่าหน่วยองครักษ์เสื้อแพร

ใต้เท้าจินได้ยินดังนั้น ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก รำพึงออกมาประโยคหนึ่ง “ถูกขังในคุกเทียนลาว ดูท่าจะกลายเป็นเรื่องดีเสียแล้ว”

“ใต้เท้าจินคิดแบบนี้ได้ก็ถูกต้องแล้ว เรื่องอื่นไม่กล้ารับประกัน ผู้คุมคุกเทียนลาวของพวกเราทำงานยังมีขอบเขตมีหลักการอยู่บ้าง”

ใต้เท้าจินผู้ทรงภูมิ ยิ้มออกมาเล็กน้อย ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่น่าขันเสียเต็มประดา

เฉินกวนโหลวเริ่มไม่พอใจ เป็นอะไร ไม่เห็นด้วยกับคำพูดของเขา ถ้าเขาไม่มีขอบเขต ไม่มีหลักการ วันนี้เขาจะให้คนรื้อแคร่ไม้ ยึดตำรา แล้วเอาน้ำข้าวบูดให้กิน อดอาหารสักสามวันเก้ามื้อไปเลย

“หัวหน้าเฉินดูเหมือนจะไม่ค่อยเหมือนกับหัวหน้าคนอื่นเท่าไหร่”

คำพูดนี้เฉินกวนโหลวชอบฟัง เขาพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ถึงข้าจะเพิ่งมาใหม่ แต่ก็มีจุดยืนของตัวเอง”

ใต้เท้าจินพยักหน้าเนิบนาบ “กลมกลืนไปกับฝุ่นผงจึงจะอยู่ได้ยาวนาน การทำตัวแปลกแยกถือเป็นข้อห้ามใหญ่หลวง”

“ใต้เท้าจินคิดว่าข้าทำตัวแปลกแยก?”

“สรุปคือดูไม่ค่อยเหมือนผู้คุมคนอื่น” ใต้เท้าจินกระตุกมุมปาก ตั้งใจจะยิ้ม ให้ดูว่าตัวเองไม่มีพิษภัย แต่กลับล้มเหลว เวลานี้ เขามีเพียงใบหน้าที่แข็งทื่อ ยากจะยิ้มออกมาได้จริงๆ

เฉินกวนโหลวเข้าใจแล้ว “อาจเป็นเพราะข้ายังหนุ่มกระมัง เลยดูไม่เหมือนผู้คุมคนอื่น ดูกระฉับกระเฉงกว่าพวกเขาหน่อย”

“ใช่ เจ้าดูกระฉับกระเฉงกว่าผู้คุมคนอื่นมาก สุรา นารี ภาชี กีฬาบัตร กิน ดื่ม เที่ยว พนัน ขอแค่ติดสักอย่าง สุดท้ายก็จะทำลายการบำเพ็ญตน ผู้คุมคุกเทียนลาว เรียกได้ว่าครบทั้งสี่พิษ แต่ละคนหน้าตาอิดโรย ไร้ชีวิตชีวา มีเพียงตอนพูดถึงเงินที่ดวงตาจะลุกวาว แต่เจ้าไม่เหมือนกัน เจ้าฝึกยุทธ์ใช่ไหม?”

“ฝึกท่าไม้ตายหลอกเด็กมาสองท่า เอาไว้ตบตาคน” เฉินกวนโหลวยอมรับอย่างเปิดเผย

“มิน่าเล่า ถึงดูมีพลังวังชาเต็มเปี่ยม ฝึกยุทธ์ดีนะ ข้าผู้เฒ่าในตอนนั้นก็เพราะทนความลำบากของการฝึกยุทธ์ไม่ไหว ถึงได้เลือกเส้นทางสอบขุนนาง เป็นบัณฑิตผู้สูงส่ง แต่นึกไม่ถึง สุดท้ายต้องมาติดคุก พลอยทำให้ตระกูลเดือดร้อนไปด้วย”

ใต้เท้าจินวันนี้มีความรู้สึกพรั่งพรู ดูเหมือนจะคุยถูกคอกับเฉินกวนโหลวอยู่บ้าง จึงพูดมากไปหน่อย



บทที่ 046 เกลี้ยกล่อมให้มีชีวิตอยู่มิใช่ให้ไปตาย

“ใต้เท้าต้องมีความมั่นใจในตนเองเข้าไว้ ไม่แน่ว่าสักวันดวงชะตาอาจพลิกผัน ได้ออกไปข้างนอกก็ได้” เฉินกวนโหลวเอ่ยเกลี้ยกล่อมด้วยความจริงใจ เขาฟังวาจาของคนแซ่จินแล้ว รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายเตรียมใจรับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดไว้ในใจแล้ว

“เจ้ากลัวข้าตายในคุกเทียนลาวแล้วจะพลอยเดือดร้อนมาถึงเจ้าจริงจริง ฮ่าฮ่า...” ใต้เท้าจินหัวเราะฝืดเฝื่อน

เฉินกวนโหลวไม่ปฏิเสธ กลับแจ้งข่าวให้เขาทราบเรื่องหนึ่ง “เจียงถูได้คืนตำแหน่งเดิม กลับมารับตำแหน่งเส้าฟู่ถงเฉิง ต่อมาฝ่าบาททรงแต่งตั้งเขาเป็นลางจงกรมโยธา รับผิดชอบการสร้างพระราชวังและสวนอุทยาน แบ่งเบาพระราชภาระของฝ่าบาท”

ใต้เท้าจินได้ยินดังนั้น แววตาพลันวูบไหว “เจ้าบอกเรื่องเหล่านี้แก่ข้าเพื่ออะไร”

“ไม่มีอะไร เพียงแค่อยากให้ท่านรู้ข่าวคราวภายนอกบ้าง” อย่าได้ตายในคุกเทียนลาวโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่

ใต้เท้าจินไม่เชื่อ คนเป็นขุนนางมักชอบทำเรื่องง่ายง่ายให้ซับซ้อน ทำเรื่องซับซ้อนให้ถึงตาย

“เจียงถูหรือ? เจียงถูเป็นเพียงขุนนางประจบสอพลอที่ก้าวหน้าเพราะโชคช่วย หนังสือหนังหาก็อ่านมาไม่กี่เล่ม”

“แต่ใต้เท้าเจียงเป็นที่โปรดปรานยิ่งกว่าผู้ใด และเข้าใจพระทัยของฝ่าบาทมากที่สุด”

“เช่นนั้นขอถามหัวหน้าเฉิน พระทัยของฝ่าบาทคือสิ่งใด?”

“ย่อมต้องเป็นเงิน”

เฉินกวนโหลวกล่าวอย่างเป็นธรรมดา

ความเป็นจริงย่อมไม่เรียบง่ายเพียงนี้ เรื่องที่ฮ่องเต้ชรากังวลในใจย่อมมิใช่มีเพียงเรื่องเงิน แต่ทว่า เรื่องที่ทำให้ฮ่องเต้ชราเกษมสำราญได้ เงินต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง มีเงินก็สำเริงสำราญได้! ฮ่องเต้ชรายามนี้ยิ่งสำเริงสำราญ ทรัพย์สินเงินทองที่ต้องใช้ก็ยิ่งมากทวีคูณ เจียงถูได้รับความโปรดปรานในช่วงเวลานี้ นับเป็นจังหวะและวาสนาโดยแท้ หากเร็วกว่านี้สักสิบปี เจียงถูคงไม่ได้แม้แต่จะเห็นพระพักตร์ฮ่องเต้ชรา และคงถูกกำจัดทิ้งไปแล้ว

เฉินกวนโหลวกล่าวต่ออีกประโยค “เบื้องบนไม่จัดสรรเงินให้คุกเทียนลาวมาครึ่งปีแล้ว อาศัยเพียงเงินบริจาคจากพวกท่านถึงพอประคับประคองอยู่ได้”

ใต้เท้าจินโกรธจนหัวเราะออกมา เอาการข่มขู่ล่อลวงมาเรียกเสียสวยหรูว่าบริจาค ผู้คุมล้วนสันดานเดียวกัน หน้าไม่อายสิ้นดี ทว่า คำว่าบริจาคฟังดูดี รักษาหน้าตาให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยกันทุกฝ่าย ความจริงมักโหดร้าย ต่ำช้า และเสื่อมทราม ไม่มีใครอยากแบกรับชื่อเสียงว่าเป็นคนขี้ขลาดแล้วส่งเงินให้ผู้คุม

“หัวหน้าเฉินวางใจเถอะ ชั่วครู่ชั่วยามนี้ข้ายังไม่มีความคิดอยากตาย”

“เช่นนั้นก็ดียิ่ง!”

เฉินกวนโหลวจากไปอย่างวางใจ พร้อมกำชับผู้คุมใต้บังคับบัญชา ให้จับตาดูขุนนางต้องโทษพวกนี้ให้มาก หากมีสิ่งใดผิดปกติให้รีบมารายงานทันที

คนใต้บังคับบัญชาของเขามีไม่พอ จึงทำเรื่องยื่นขอไป หวังว่าเบื้องบนจะจัดส่งผู้คุมมาให้เขาเพิ่มอีกสักหลายคน เพื่อให้กำลังคนครบตามจำนวน ยื่นเรื่องไปแล้วทว่ากลับเงียบหายดั่งหินจมสมุทร เขาเองก็ไม่ไปเร่งรัด ยอมเหนื่อยหน่อย แบกรับภาระด้วยตนเองให้มาก

ในคุกมีคนมาใหม่อีกแล้ว

อวี๋เจ้าอัน รองเจ้ากรมตรวจการขวา ถูกส่งเข้าคุกเทียนลาว ขังไว้ที่ห้องขังหมายเลขหกสิบเก้าโดยตรง อยู่ในเขตรับผิดชอบของเฉินกวนโหลว

หลังจากรับตัวนักโทษเข้าคุก เขาจึงถามถึงคดีของอวี๋เจ้าอันไปตามมารยาท “ไม่ทราบว่าใต้เท้าอวี๋ท่านนี้กระทำความผิดอันใด? พวกเราควรปฏิบัติต่อเขาเช่นไร ขอใต้เท้าโปรดชี้แนะ”

มือปราบจากสำนักมือปราบลิ่วซ่านจ้องมองเขาด้วยความประหลาดใจ “คนมาใหม่หรือ? คนเบื้องบนไม่ได้บอกเจ้าหรือไร”

ใจของเฉินกวนโหลวกระตุกวูบ ก่อนจะยิ้มกล่าวว่า “ใต้เท้าก็ทราบ ทางคุกเทียนลาววุ่นวายสับสน การล่าช้าเป็นเรื่องปกติขอรับ”

มือปราบสำนักมือปราบลิ่วซ่านมองเขาอย่างยิ้มยิ้ม “พัศดีฟ่านมีม้วนเอกสารคดีอยู่ หากเจ้าอยากรู้ว่าอวี๋เจ้าอันทำผิดเรื่องใด ไปถามพัศดีฟ่านก็รู้เอง ข้าบอกเจ้าได้เพียงว่า เขาล่วงเกินฝ่าบาท”

“เข้าใจแล้ว ขอบพระคุณใต้เท้าที่แจ้งให้ทราบ! ไม่ทราบใต้เท้าแซ่อะไร หากว่างเมื่อใด ผู้น้อยขอเป็นเจ้าภาพจัดโต๊ะสุรา อยากเชิญใต้เท้าให้เกียรติมาร่วมดื่มกิน?”

“เจ้าอยากเลี้ยงสุราข้า? เจ้านี่ช่างรู้จักหาลู่ทาง แต่ทว่า หากคิดจะเลี้ยงดูปูเสื่อข้าต้องแสดงความจริงใจออกมา”

พูดจบ มือปราบสำนักมือปราบลิ่วซ่านก็จากไป

เฉินกวนโหลว: ...

นี่คือให้โอกาสเขา หรือให้โอกาสเขา หรือให้โอกาสเขากันแน่

เขาไปหาหลี่ต้าหงก่อน เพื่อสอบถามข้อควรระวังในการรับนักโทษ

“ขอถามพี่หลี่ว่าคืนนี้ว่างหรือไม่ ข้าจองโต๊ะสุราไว้ที่หอเต๋อเซิ่ง อยากขอเชิญพี่หลี่ให้เกียรติไปร่วมสังสรรค์”

“ฮ่าฮ่าฮ่า ว่างสิว่าง” หลี่ต้าหงดูจะพอใจในความรู้ความที่ต่ำที่สูงของเขามาก “น้องชาย ข้าได้ยินว่าเจ้ารับนักโทษใหม่มา มีอะไรไม่เข้าใจ ถามข้าได้เลย”

“พี่หลี่ช่วยได้มากจริงจริง! ตอนนี้ ขุนนางต้องโทษคนใหม่ที่ข้ารับมา เดิมเป็นขุนนางสังกัดสำนักตูฉาหยวน ไม่ทราบว่าควร...”

“เรื่องพวกนี้ไม่รีบไม่รีบ ไว้คุยกันคืนนี้ ไว้คุยกันคืนนี้ ฮ่าฮ่า...”

เฉินกวนโหลวรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ พอหันหลังกลับ ในใจก็ลอบด่าไปหนึ่งคำ ไอ้เวร!

เขาเรียกผู้คุมสี่นายมารวมพล หาห้องว่างห้องหนึ่งเพื่อสอบถามความ

“ลองพูดมาซิ เมื่อก่อนเวลามีขุนนางต้องโทษคนใหม่เข้ามา หัวหน้าจ้าวทำอย่างไรบ้าง?”

แต่ก่อนตอนอยู่คุกหมายเลขสามไม่มีเรื่องยุ่งยากปานนี้ คุกหมายเลขสามขังแต่พวกเดนมนุษย์ในยุทธภพ ก่อคดีอะไรมาไม่สำคัญ ที่สำคัญคือจ่ายเงินหรือไม่ นอกจากเงินแล้ว อย่างอื่นล้วนเป็นเรื่องปลีกย่อย

คุกหมายเลขหนึ่ง เงินสำคัญก็จริง แต่รายละเอียดอื่นอื่นก็สำคัญไม่แพ้กัน การดูแลขุนนางต้องโทษต้องอยู่ในระดับใด คดีใหญ่หรือเล็ก อย่างไรก็ต้องรู้ไว้ในใจ

“เรียนหัวหน้าเฉิน เมื่อก่อนเวลามีนักโทษใหม่มา หัวหน้าจ้าวจะไปสืบข่าวจากผู้คุมว่านก่อน หากไม่มีสถานการณ์พิเศษ ก็ทำตามกฎ แต่หากสถานการณ์พิเศษ ก็ต้องดูตามหน้างานแล้วพลิกแพลงเอา”

เฉินกวนโหลวพอได้ยินชื่อผู้คุมว่านสามคำนี้ ก็ปวดหัวตุบตุบ

“นอกจากผู้คุมว่าน ยังมีหนทางอื่นอีกหรือไม่?”

“หัวหน้าเฉินกับผู้คุมว่านมีเรื่องขัดแย้งกันจริงหรือ?” เฉียนฟู่กุ้ยเอ่ยปากถาม

เฉินกวนโหลวแค่นเสียงเย็น แววตาดุดัน เฉียนฟู่กุ้ยรีบหุบปากทันที

เซียวจินเป็นพวกเจนจัด เขาจึงลองเสนอว่า “หากหัวหน้าเฉินต้องการเลี่ยงผู้คุมว่าน ผู้น้อยพอจะมีวิธีขอรับ”

“ลองว่ามา”

“ควรผูกมิตรกับหลี่ซูฉวิน คนข้างกายพัศดีฟ่านไว้ให้มาก”

หลี่ซูฉวินผู้นี้ แม้ไม่มีตำแหน่งราชการติดตัว แต่ได้รับการปฏิบัติในคุกเทียนลาวอย่างเหนือชั้น ในนามเขาคือพ่อบ้านจวนสกุลฟ่าน แต่ความจริงเขาเปรียบเสมือนซือเย่ของพัศดีฟ่าน คอยวางแผนออกอุบายแทนพัศดีฟ่าน

ไม่สะดวกจะติดต่อกับพัศดีฟ่านโดยตรง ผู้เป็นนายย่อมรำคาญหากลูกน้องวิ่งมาขอคำชี้แนะทุกครั้งที่เจอปัญหา เช่นนี้แล้ว บทบาทของหลี่ซูฉวินจึงโดดเด่นขึ้นมา เป็นตัวกลางเชื่อมประสานบนล่าง

เฉินกวนโหลวพยักหน้าเห็นด้วยรัวรัว กล่าวกับผู้คุมทั้งสี่ว่า “วันหน้าพวกเจ้ามีความคิดหรือไอเดียอะไร ให้กล้าเสนอออกมา อยู่กับข้า ไม่มีคำว่าภัยออกจากปาก”

“ขอรับ!”

“เช่นนั้นทางใต้เท้าอวี๋ควรจัดแจงอย่างไร?”

“ทำตามกฎไปก่อน รอข้าหารือกับซือเย่หลี่ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะปรับเปลี่ยนหรือไม่”

“ฟังคำสั่งหัวหน้าเฉิน!”

คืนแรก เลี้ยงเหล้าหลี่ต้าหง หลี่ต้าหงคายข้อมูลเด็ดออกมาให้เขาหน่อยหนึ่ง ทำให้เขาเข้าใจกฎเกณฑ์แฝงของคุกหมายเลขหนึ่งกระจ่างขึ้น

คืนที่สอง เขาเลี้ยงเหล้านารีซือเย่หลี่ ทุ่มเงินก้อนโตจ้างนางโลมอันดับหนึ่งมาปรนนิบัติ เอาอกเอาใจซือเย่หลี่จนสุขสำราญ

ซือเย่หลี่ก็ไม่ทำให้การเลี้ยงดูมื้อนี้เสียเปล่า “เสี่ยวโหลววางใจเถอะ อวี๋เจ้าอันผู้นี้ แม้จะจบจากสำนักศึกษาจี้เซี่ย แต่นิสัยทั้งเหม็นทั้งแข็ง ในราชสำนักล่วงเกินคนไว้ไม่น้อย เจ้าทำตามกฎเถิด ไม่ผิดพลาดแน่”

เฉินกวนโหลวไม่วางใจ “แต่ว่า อวี๋เจ้าอันทั้งเหม็นทั้งแข็ง หากเขาไม่ยอมจ่ายเงินตามกฎ จะทำอย่างไร?”

“เขาไม่ยอมจ่าย คนที่บ้านเขาย่อมยินดีจ่าย พวกเราทำงาน ต้องรู้จักพลิกแพลงตามสถานการณ์”

“คำพูดเดียวของซือเย่หลี่ ทำให้ข้าหูตาสว่างทันที ผู้น้อยขอดื่มคารวะซือเย่หลี่หนึ่งจอก ข้าหมดแก้ว ท่านตามสบาย”

“ฮ่าฮ่าฮ่า เสี่ยวโหลวคอแข็งใช้ได้ คราวหน้าข้าจะเป็นเจ้ามือ เจ้าก็มาด้วยล่ะ”



บทที่ 047 เบื้องหลังลึกล้ำ

สถานการณ์ของอวี๋เจ้าอัน ใช้เวลาสองวัน เฉินกวนโหลวก็สืบรู้จนเกือบหมด สองวันนี้ได้รับผลตอบแทนมหาศาล ได้สร้างสัมพันธ์กับซือเย่หลี่คนข้างกายพัศดีฟ่าน วันหน้ายังไปมาหาสู่กันได้เรื่อยเรื่อย

หลี่ต้าหงดื่มสุราของเขาแล้ว ก็ยินดีอำนวยความสะดวก มีเรื่องอันใด ต่างคนต่างช่วยดูแลกัน

ส่วนเจ้าอวี๋เจ้าอันผู้นี้ เรื่องที่ก่อไว้ สรุปสั้นสั้นคือลบหลู่เบื้องสูง ทำให้ฮ่องเต้ชรากริ้ว

ฮ่องเต้ชรานานนานทีจะออกว่าราชการเช้า อวี๋เจ้าอันผู้นี้ไม่รู้จักตาย ไม่สนคำคัดค้านของผู้อื่น กระโดดออกมาชี้นิ้วด่าฮ่องเต้ชราต่อหน้าธารกำนัลว่าลุ่มหลงการปรุงยาบำเพ็ญเต๋า ไม่สนใจราชกิจ ปล่อยให้บ้านเมืองเสื่อมโทรมลงทุกวัน อับอายต่อบรรพชน ขาดก็แต่ยังไม่ได้ด่าฮ่องเต้ชราตรงตรงว่าหูเบา เป็นทรราชผู้ยิ่งใหญ่

ฮ่องเต้ชราโกรธจนหน้าเขียวคล้ำ อาละวาดกลางท้องพระโรง สั่งโบยอวี๋เจ้าอันก่อน แล้วจับขังคุกเทียนลาว ทั้งยังตำหนิอวี๋เจ้าอันว่าไร้กษัตริย์ไร้บิดา บังอาจกำเริบเสิบสาน ต้องมีคนบงการแน่ ชัดเจนว่าซ่อนเจตนาร้ายเอาไว้ มีราชโองการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มงวด ห้ามผิดพลาด

ตามความประสงค์ของฮ่องเต้ชรา คือต้องการขยายผลคดีของอวี๋เจ้าอัน ให้กลายเป็นคดีสมคบคิด กวาดล้างขุนนางที่ขวางหูขวางตาให้สิ้นซาก

ทว่า อวี๋เจ้าอันอย่างไรก็เป็นคนของสำนักตูฉาหยวน สำนักตูฉาหยวนไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ต้องการให้คดีนี้ลุกลามบานปลาย

สำนักตูฉาหยวนเริ่มเคลื่อนไหว คนของฮ่องเต้ชราก็เริ่มเคลื่อนไหว ทั้งสองฝ่ายเริ่มงัดข้อกันโดยมีอวี๋เจ้าอันเป็นเดิมพัน

คุกเทียนลาวกลายเป็นจุดศูนย์กลางของคดีนี้ไปชั่วขณะ และบุคคลศูนย์กลางก็คืออวี๋เจ้าอัน

เฉินกวนโหลวมาถึงห้องขังหมายเลขหกสิบเก้า “ใต้เท้าอวี๋อยู่สุขสบายดีหรือไม่?”

อวี๋เจ้าอันนั่งตัวตรงอยู่บนแคร่ไม้ แค่นเสียงเย็น ไม่แม้แต่จะชายตามองเฉินกวนโหลว ในสายตาของคนแซ่อวี๋ ผู้คุมชั้นต่ำเช่นเฉินกวนโหลว ไม่มีคุณสมบัติจะพูดคุยกับเขา

เฉินกวนโหลวแสยะยิ้มเย็นชาทันที “ดูท่าใต้เท้าอวี๋จะอยู่สบายดีทีเดียว อยู่ในคุกเทียนลาวยังวางตัวตามสบายได้ ไม่เสียทีที่เป็นขุนนางจากสำนักศึกษาจี้เซี่ย”

มิหนำซ้ำ อวี๋เจ้าอันยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสาม

ขั้นสามเชียวนะ!

เฉินกวนโหลวเพิ่งเคยเห็นความอวดดีของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามเป็นครั้งแรก อวดดีจนเสียดฟ้าจริงจริง

เขาสั่งผู้คุม “บอกคนตักข้าว ห้องขังหกสิบเก้า ให้อดข้าวสักหลายมื้อ ให้กินแต่น้ำข้าวหมู!”

อยากกินก็กิน ไม่กินก็หิวน้ำตายไปเสีย

มาถึงคุกเทียนลาวยังมาทำเท่ใส่เขา นึกว่าคุกเทียนลาวเป็นสถานตากอากาศของพวกขุนนางหรือไร

“หัวหน้าเฉิน ทำเช่นนี้จะเหมาะหรือ? นั่นศิษย์สำนักศึกษาจี้เซี่ยเชียวนะขอรับ”

“นั่นสิขอรับ หัวหน้าเฉิน ที่นี่อย่างไรก็เป็นคุกหมายเลขหนึ่ง”

“คนแซ่อวี๋เป็นถึงรองเจ้ากรมตรวจการขวาขั้นสี่ เพื่อนร่วมสำนัก เพื่อนรุ่นเดียวกัน คนบ้านเดียวกันมีอยู่ทั่วราชสำนัก ยิ่งกว่านั้น ผู้น้อยสืบมาว่า ฮูหยินของอวี๋เจ้าอัน ดูเหมือนจะเป็นญาติกับจวนผิงเจียงโหวด้วย”

“หัวหน้าเฉิน ไตร่ตรองด้วยเถิด! จัดการอวี๋เจ้าอันคนเดียว เรื่องนี้ง่ายดาย ที่กลัวคือจะไปล่วงเกินสำนักศึกษาจี้เซี่ย คนสำนักศึกษาจี้เซี่ยรักพวกพ้องที่สุด และเจ้าคิดเจ้าแค้นที่สุด”

“ใช่ขอรับ ใช่ขอรับ ล่วงเกินใครก็ได้แต่อย่าล่วงเกินคนของสำนักศึกษาจี้เซี่ย ในกรมอาญาก็มีคนของสำนักศึกษาจี้เซี่ย หากรู้ว่าพวกเราลบหลู่อวี๋เจ้าอัน สอบสวนความผิดขึ้นมา พวกเราจะรับไม่ไหวนะขอรับ”

ผู้คุมทั้งสี่ผลัดกันพูดโน้มน้าวเฉินกวนโหลวให้เปลี่ยนใจ อวี๋เจ้าอันหยิ่งยโสไม่ดูตาม้าตาเรือ ก็ปล่อยเขาไปเถอะ อย่างไรเสีย คนบ้านสกุลอวี๋ก็นับว่ารู้ความ รู้จักส่งเงินเข้ามา เรียกราคาแปดร้อยตำลึง ทางนั้นก็ตกลงแล้ว อีกไม่นานคงส่งเงินมาให้

เฉินกวนโหลวขบกรามแน่น เขาหมั่นไส้ท่าทางของอวี๋เจ้าอันจากใจจริง มาถึงคุกเทียนลาวยังวางมาด

ทว่า การล่วงเกินผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสาม ย่อมไม่ฉลาดจริงจริง

ช่วงนี้เขาอารมณ์ร้อน ยังปรับตัวให้เข้ากับวิธีการทำงานของคุกหมายเลขหนึ่งไม่ได้ มิน่าเล่าใครใครต่างก็บอกว่า คุกหมายเลขหนึ่งนอกจากเงินแล้ว ก็ไม่มีห่านอะไรเลย เป็นผู้คุมที่นี่ แม่งโคตรอึดอัด

ไหนเลยจะเหมือนคุกหมายเลขสามที่สะใจปานนั้น นักโทษกล้าแข็งข้อกับผู้คุม ก็รอเข้าห้องลงทัณฑ์ได้เลย แขนขาดขาขาดนับว่ายังเบา

เขาชินกับคุกหมายเลขสาม ชินกับวันที่ผู้คุมชี้บอกว่าหนึ่งก็ห้ามเป็นสอง พอเปลี่ยนมาอยู่คุกหมายเลขหนึ่งกะทันหัน แถมยังเป็นหัวหน้า ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย ติดนิสัยเดิมเดิมมา อยากจะจัดการพวกนักโทษที่ไม่เชื่อฟังให้หลาบจำ

เสียดายสิ!

นักโทษพวกนี้ภูมิหลังใหญ่โตกันคนละแบบสองแบบ ผู้คุมยังต้องคอยปรนนิบัติพัดวีพูดจาดีดีด้วยซ้ำ กลัวเหลือเกินว่าวันไหนพวกเขาจะพลิกฟื้นคืนอำนาจ หรือลูกศิษย์ลูกหาคนรู้จักข้างนอกจะใชเส้นสายมาแก้แค้น

คนเป็นขุนนางคิดจะจัดการผู้คุมตัวเล็กเล็ก ก็เหมือนบี้มดตัวหนึ่ง

เห็นผู้คุมทั้งสี่มองเขาตาละห้อย เขาแค่นเสียงเย็น “เอาเถอะ เอาเถอะ คงการดูแลระดับเดิมไว้ก่อน จำไว้ให้ไปเร่งบ้านสกุลอวี๋ ให้รีบส่งเงินมา คุกเทียนลาวช่วงนี้เงินไม่พอใช้ อาหารการกินใครจะขาดบ้างก็บอกไม่ได้หรอกนะ”

เห็นเฉินกวนโหลวฟังคำทัดทาน เหล่าผู้คุมต่างถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก เหมือนยกภูเขาออกจากอก ขอบคุณสวรรค์ขอบคุณนรก ที่หัวหน้ายังฟังเหตุผล

ตอนเดินตรวจตรา ก็อดไม่ได้ที่จะแวะดูแลใต้เท้าจินสักหน่อย กลัวอีกฝ่ายจะคิดสั้นตายไปเสียก่อน

ใต้เท้าจินกลับเป็นฝ่ายเกลี้ยกล่อมเฉินกวนโหลว “ข้าได้ยินว่าอวี๋เจ้าอันแห่งสำนักตูฉาหยวนถูกขังเข้ามา”

“อืม อยู่ห่างจากท่านไปไม่กี่ห้องขัง”

ใต้เท้าจินยืนพิงกำแพง เวลาเพียงไม่กี่วัน บนศีรษะมีผมขาวเพิ่มขึ้นมากโข

เขาเอ่ยเสียงเบา “อย่าได้ล่วงเกินผู้นี้เชียว”

“เพราะเขาออกมาจากสำนักศึกษาจี้เซี่ยหรือ?” เฉินกวนโหลวย้อนถาม

ใต้เท้าจินพยักหน้า “ไม่ใช่แค่เพราะสำนักศึกษาจี้เซี่ย อวี๋เจ้าอันกับจิ้นอ๋องเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมอาจารย์เดียวกัน จิ้นอ๋องมีบารมีในราชสำนักสูงขึ้นเรื่อยเรื่อย ใต้เท้าอัครเสนาบดีฝ่ายขวาก็เป็นพ่อตาของจิ้นอ๋อง เข้าใจแล้วกระมัง!”

เฉินกวนโหลวเดาะลิ้นชื่นชม “พวกผู้ลากมากดีสินะ!”

“ยิ่งกว่าผู้ลากมากดีเสียอีก เอื้อมมือทีเดียวก็แตะถึงยอดแล้ว” ใต้เท้าจินยิ้มเยาะตนเอง

“อวี๋เจ้าอันเบื้องหลังแข็งแกร่งปานนี้ ตอนนี้ติดคุกเทียนลาว ทำไมไม่เห็นจิ้นอ๋องออกแรงช่วยเขาออกไปเลย”

“เจ้านี่นะ ถึงจะอ่านหนังสือมาไม่กี่ปี แต่กลับไม่เข้าใจกฎที่แจ้งและกฎที่ลับของราชสำนัก ต่อให้เป็นท่านอ๋อง จะช่วยคนก็ต้องดูจังหวะ จะทำตามอำเภอใจได้อย่างไร อวี๋เจ้าอันล่วงเกินฝ่าบาท อย่างไรเสียก็ต้องรอให้ฝ่าบาทหายกริ้วเสียก่อน”

“ถ้าฝ่าบาทไม่ยอมหายกริ้ว จะทำอย่างไร?”

ใต้เท้าจินหัวเราะหึหึ “ถึงเวลานั้นอวี๋เจ้าอันไม่ตายก็ต้องตาย ตายอวี๋เจ้าอันหนึ่งคน รักษาทุกคนไว้ได้ การค้านี้เชื่อว่าจิ้นอ๋องคงยอมรับได้”

ชิ!

เฉินกวนโหลวสูดลมหายใจเข้าเฮือก

“ใต้เท้าจิน น้ำเสียงท่านดูเหมือนจะมีแค้นกับอวี๋เจ้าอัน?”

“ฮึ! ที่ข้าต้องเข้ามาอยู่ในนี้ ก็เพราะแซ่อวี๋เป็นแกนนำยื่นฎีกาถอดถอนข้า” ใต้เท้าจินกัดฟันกรอด แทบอยากจะฉีกเนื้อศัตรู

ที่แท้ สาเหตุที่คนแซ่จินติดคุก ก็เป็นผลงานของอวี๋เจ้าอันนี่เอง

ระหว่างสองคนนี้ เรียกได้ว่าเป็นหนี้แค้นเป็นตาย

เฉินกวนโหลวหลุดปากบ่นอุบ “เบื้องบนคิดอะไรอยู่ ถึงจับพวกท่านสองคนมาขังรวมกัน”

“หากข้าออกไปได้ คนแรกที่จะจัดการก็คืออวี๋เจ้าอัน” ใต้เท้าจินไม่ปิดบังความแค้นในใจแม้แต่น้อย

“เมื่อครู่ท่านยังเตือนข้าอยู่เลย ว่าอวี๋เจ้าอันเบื้องหลังลึกล้ำห้ามล่วงเกิน พอเป็นเรื่องของตัวเอง ทำไมถึงใจร้อนแบบนี้เล่า เหล่าจินเอ๊ย รักษาชีวิตสำคัญกว่านะ อย่าใช้อารมณ์ชั่ววูบ พวกเราเป็นเครื่องกระเบื้องราคาแพง ไม่คุ้มที่จะไปชนกับก้อนเหล็กอย่างเขา”

เฉินกวนโหลวกลับมาเป็นฝ่ายเกลี้ยกล่อมใต้เท้าจิน

ใต้เท้าจินได้ฟังก็หัวเราะชอบใจ

“บางครั้งข้าก็คิดนะ แทนที่จะเป็นเครื่องกระเบื้องราคาแพง สู้เป็นก้อนเหล็กที่ฟันแทงไม่เข้าจะดีกว่า”

“ต่อให้จะเป็นก้อนเหล็ก ก็ต้องรอให้ท่านออกไปได้เสียก่อน”


บทที่ 048 วรยุทธ์รุดหน้าก้าวกระโดด

พริบตาเดียว ก็ถึงวันปีใหม่

กาลเวลาเข้าสู่รัชศกไท่ซิงปีที่สี่สิบหก

ต้นฤดูใบไม้ผลิ อากาศในเมืองหลวงเดี๋ยวอุ่นเดี๋ยวหนาว ผู้คนยังคงสวมเสื้อนุ่นหนาเตอะ เฝ้ามองสีหน้าของเทวดาฟ้าดินเพื่อใช้ชีวิตในแต่ละวัน

《บันทึกสู่สวรรค์》บทแรก ในที่สุดเฉินกวนโหลวก็ฝึกจนบรรลุขั้นสมบูรณ์ และเริ่มการฝึกฝนในบทที่สอง

จากนั้น เขาก็ได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่ารุดหน้าก้าวกระโดด สิ่งที่เรียกว่าการเปลี่ยนแปลงในระดับแก่นแท้ ความก้าวหน้าของเขาเห็นได้ด้วยตาเปล่า เรียกได้ว่าก้าวหน้าวันละพันลี้

ความปีติและความรู้สึกถึงความสำเร็จที่เกิดจากความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กวาดล้างความกลัดกลุ้มจากการทำงานในคุกเทียนลาวจนหมดสิ้น

หากกล่าวว่าการฝึก《บันทึกสู่สวรรค์》บทแรกคือการปีนภูเขาหิมะบนที่ราบสูง ที่รู้สึกเหมือนจะตายได้ตลอดเวลา เช่นนั้นการฝึกบทที่สอง ก็คือการเดินทอดน่องท่องเที่ยวบนทางราบอันกว้างใหญ่ สบายอกสบายใจและอิสระเสรี

เนื่องด้วยผลมรรคาวิถีอมตะทับซ้อนกับการปกปิดของ《บันทึกสู่สวรรค์》 คนภายนอกจึงเห็นเขาเป็นเพียงจอมยุทธ์ธรรมดา ดูไม่ออกเลยว่าเขามีเคล็ดวิชาลมปราณติดตัว

ด้วยความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้น เขาจึงคันไม้คันมือ อดใจรอไม่ไหวอยากหาคนมาประมือ เพื่อประเมินว่าความแข็งแกร่งของตนอยู่ในระดับใดกันแน่

ดึกสงัด เขาแปลงโฉมเป็นชายวัยกลางคนท่าทางหยาบกระด้างในยุทธภพ มองรูปลักษณ์ใหม่ในกระจก ไม่มีใครจะเชื่อมโยงชายวัยกลางคนในกระจกกับเฉินกวนโหลวผู้เยาว์วัยได้

ปิดบังใบหน้า กระโดดข้ามกำแพงออกไป เป้าหมายคือเส้นทางที่ผู้ดูแลหลิวต้องผ่านเพื่อกลับบ้าน

เขาสืบมาจนแน่ชัดแล้ว ผู้ดูแลหลิวออกไปดื่มสุรา กลับบ้านกลางดึก และมักจะใช้ทางลัดกลับบ้านทุกครั้ง

ผู้ดูแลหลิวมีความแข็งแกร่งขั้นหนึ่ง ทั้งสองเพียงแค่รู้จักหน้าค่าตา ไม่ได้สนิทสนมกัน ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ เขาไม่กังวลว่าอีกฝ่ายจะจำเขาได้

ซุ่มรออยู่ในตรอก รอจนรถม้าของผู้ดูแลหลิวผ่านมา เขาก็พุ่งพรวดออกมาทันที ฟาดคนขับรถม้าและบ่าวรับใช้จนสลบเหมือด แล้วพุ่งเข้าใส่ผู้ดูแลหลิวที่อยู่ในรถม้า

แย่แล้ว ในรถม้ากลับมีคนอยู่สองคน

ช่างเถอะ!

ผู้ดูแลหลิวถูกลอบโจมตีกะทันหัน คิดอะไรไม่ทัน ลงมือปัดป้องต้านรับดาบแรกที่ฟันเข้ามาหาตน ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหนึ่งสำแดงพลังเต็มที่ ต่อสู้กับมือสังหารในตรอกมืดสลัว มีเพียงโคมกันลมดวงเดียวที่ตกอยู่มุมหนึ่ง มอบแสงสว่างเพียงน้อยนิดให้แก่ค่ำคืนนี้

ชาวบ้านละแวกนั้นราวกับตายกันหมดแล้ว ไม่มีบ้านไหนเปิดประตู หรือแม้แต่แอบดูผ่านรอยแยกประตูสักคนเดียว

สิบกระบวนท่าผ่านไป เฉินกวนโหลวตัดสินใจรั้งมือ กระโดดหนีหายไป

ไม่จำเป็นต้องสู้ต่อ

เพราะเขามั่นใจว่าจะชนะแน่นอนแล้ว

ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหนึ่งในสายตาเขา ไม่น่ากังวลอีกต่อไป เขามีโอกาสสังหารผู้ดูแลหลิวได้ตั้งแต่กระบวนท่าที่เจ็ด กระบวนท่าที่แปดเขาสามารถตัดแขนอีกฝ่ายได้ กระบวนท่าที่เก้าสามารถแทงท้องอีกฝ่าย และกระบวนท่าที่สิบแค่หลอกล่อเพื่อถอยฉากออกมา

พิสูจน์ตัวเองได้แล้ว ไม่ต้องรอนาน รีบจากไปทันที

ส่วนผู้ดูแลหลิวที่ยืนงงในสายลม ขบคิดเรื่องการลอบสังหารครั้งนี้ไม่ตก และจินตนาการไปไกลโข เฉินกวนโหลวย่อมไม่ใส่ใจ

เขาตื่นเต้นมาก!

กลับถึงบ้าน คืนโฉมหน้าเดิม เขากำดาบในมือ เนื้อตัวสั่นเทิ้มด้วยความตื่นเต้น ดื่มด่ำกับความสุขขั้นสุดยอด

“ถึงเวลาเปลี่ยนศาส.ตรา.อาวุธเสียที”

ดาบในมือ ธรรมดาเกินไป ของโหลโหล หากเจอศาส.ตรา.อาวุธวิเศษของจริง แค่ปะทะกันทีเดียว ดาบเล่มนี้คงหักเป็นสองท่อน

มีเงินอยู่ในมือ วันรุ่งขึ้นเขาก็ไปร้านตีเหล็ก ให้ช่างตีเหล็กตีอาวุธที่เหมาะมือให้ ราคาคุยกันได้ ขอแค่วัสดุที่ใช้ต้องดีพอ

ช่างตีเหล็กรับเงินมัดจำ บอกให้เขามารับของในอีกหนึ่งเดือนให้หลัง

เสร็จธุระส่วนตัว เฉินกวนโหลวก็มาเข้าเวรที่คุกเทียนลาว

เดือนนี้เข้าเวรกะดึก

กะดึกขอแค่ไม่มีเรื่อง จริงจริงแล้วสบายมาก ง่วงก็ไปนอนอู้งานที่ห้องพักหลังห้องเวร

ห้องเวรของคุกหมายเลขหนึ่ง พอตกกลางคืนก็กลายเป็นบ่อนพนัน ผีพนันจากคุกหมายเลขสอง ผีพนันจากคุกหมายเลขสามต่างมารวมตัวกัน

เขายังเจอหลูต้าโถวด้วย

ผ่านไปหนึ่งปี หัวของหลูต้าโถวดูเหมือนจะใหญ่ขึ้นอีกรอบ เนื้อบนใบหน้าสั่นกระเพื่อม ดีที่หน้าตายังดูซื่อสัตย์

ทั้งสองทักทายกัน หลูต้าโถวยุ่งกับการเล่นพนัน ไม่นานก็ทุ่มเททั้งกายใจลงไปในวงพนัน

มีวงใหญ่ ก็ย่อมมีวงเล็ก

เฉียนฟู่กุ้ยกับพวก เดินตรวจตราเสร็จ ก็มาร่วมวงพนันเล็กเล็กอย่างคึกคัก

ทุกคนต่างกุลีกุจอเรียกเฉินกวนโหลว ให้มาร่วมแทงสักสองตา

เฉินกวนโหลวโบกมือรัวรัว ยิ้มปฏิเสธ

ชาตินี้ของเขา เป็นศัตรูกับการพนันและยาเสพติด

อีกอย่าง ได้กลิ่นเหม็นสาบจากตัวพวกผีพนันรุ่นเก๋า ช่างน่าสะอิดสะเอียน ไม่รู้ว่าไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ามากี่วันแล้ว

อวี๋เจ้าอันถูกโยนเข้าคุกเทียนลาว เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ไม่มีการเบิกตัวไปไต่สวน และไม่มีใครถามไถ่ ราวกับลืมเขาไปแล้ว โชคดีที่คนบ้านสกุลอวี๋ส่งเงินเข้ามาที่คุกเทียนลาวเป็นระยะ การดูแลอวี๋เจ้าอันยังคงเหมือนเดิม มีแผ่นไม้ปูนอน มีผ้าห่ม ถังอุจจาระที่สะอาด ข้าวปลาอาหารที่พอกลืนลง และยังมีหนังสือให้อ่าน

เขาเคยเรียกร้องหลายครั้ง อยากได้พู่กันหมึกกระดาษเพื่อเขียนหนังสือ แต่ถูกเฉินกวนโหลวปฏิเสธอย่างไม่เกรงใจ

ด้วยเหตุผลเดียว “คุกเทียนลาวห้ามใช้พู่กันหมึกกระดาษ เว้นแต่ใกล้จะถูกส่งไปลานประหาร หรือเบื้องบนมีคำสั่งลงมา”

เขาทำตามกฎที่แจ้งไว้อย่างชัดเจน ใครก็มาตำหนิเขาไม่ได้

อีกอย่าง อวี๋เจ้าอันเดิมทีก็ถูกขังเพราะทำให้ฮ่องเต้ชรากริ้ว ขืนให้พู่กันหมึกกระดาษไป เกิดเขาเขียนบทความที่เป็นภัยต่อฮ่องเต้ชรา ด่าฮ่องเต้ชราโดยเฉพาะ จะทำอย่างไร? ถึงเวลานั้นทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกัน!

ต้องกำจัดภัยร้ายตั้งแต่ยังเป็นวุ้น

ข้อเรียกร้องของอวี๋เจ้าอันไม่ได้รับการตอบสนอง เขาก็ทำหน้าบึ้งตึงทั้งวัน ไม่พูดดีดีกับผู้คุมคนไหนเลย สมแล้วที่เป็นก้อนหินในหลุมอุจจาระ ทั้งเหม็นทั้งแข็ง

เดิมคิดว่าสถานการณ์เช่นนี้จะดำเนินไปอีกนาน

พริบตาเดียวก็ถึงเดือนสาม สำนักตูฉาหยวนส่งคนมา

มองดูขุนนางตรวจการที่เดินเข้ามาในคุกเทียนลาว เฉินกวนโหลวตื่นตระหนกในใจ

คนที่สองที่อยู่ในรถม้าของผู้ดูแลหลิวในคืนนั้น ก็คือขุนนางตรวจการท่านนี้

ขุนนางตรวจการ, ผู้ดูแลหลิวแห่งจวนโหว?

สองคนนี้มาเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร?

เหตุใดจึงนั่งรถม้าคันเดียวกันกลางดึก?

หรือว่าจวนโหวจะเกี่ยวข้องกับคดีของอวี๋เจ้าอันด้วย คิดจะช่วยอวี๋เจ้าอันหรือ?

เขารู้แค่ว่า ฮูหยินของอวี๋เจ้าอันเป็นญาติกับจวนโหว แต่ทว่า จวนโหวไม่ใช่สถานสงเคราะห์ คงไม่เพราะว่าเป็นญาติ ก็เลยออกหน้าช่วยเหลือ

อีกอย่าง จิ้นอ๋องต่างหากที่เป็นที่พึ่งของอวี๋เจ้าอัน จะออกแรงช่วยก็ยังไม่ถึงคิวจวนโหว

เขากำชับเซียวจิน “เจ้าพาซูอวี้สื่อไปพบอวี๋เจ้าอัน คอยสังเกตท่าทีของพวกเขาระหว่างกันให้ดี”

ลูกน้องสี่คน มีเพียงเซียวจินที่รู้จักพลิกแพลงที่สุด แม้จะเป็นชายวัยกลางคนท่าทางเลี่ยนเลี่ยน แต่ทำงานใช้ได้ทีเดียว

เซียวจินพยักหน้ารับคำ สั่งแล้วก็จากไป

เฉินกวนโหลวรอฟังข่าวตลอด

รอจนกระทั่งซูอวี้สื่อกลับไป เขาจึงเรียกเซียวจินมา “รู้ไหมว่าพวกเขาคุยอะไรกัน?”

“ทำให้หัวหน้าเฉินผิดหวังแล้ว อวี๋เจ้าอันไม่ยอมให้ผู้น้อยเข้าใกล้ห้องขัง เลยไม่ได้ยินเนื้อหาที่คุยกัน แต่ว่า พวกเขาคุยกันไปคุยกันมาก็ทะเลาะกัน ผู้น้อยเห็นอวี๋เจ้าอันบันดาลโทสะ ชกหมัดใส่กำแพง สีหน้าของซูอวี้สื่อก็ดูไม่ดีนัก ดูท่า ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองจะใหญ่หลวงนัก”

เฉินกวนโหลวไม่เคยเข้าสู่แวดวงราชการ การตัดสินใจทุกอย่างล้วนมาจากข้อมูลมหาศาลในชาติก่อน ทั้งภาพยนตร์และนิยายที่เสพมาอย่างโชกโชน ทำให้เขาสามารถยืนบนไหล่ยักษ์ วิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองในฐานะคนนอกได้

เพียงแต่ครั้งนี้ เขาไม่ค่อยมั่นใจ

แต่ทว่า เขาไปขอคำชี้แนะได้

ในคุกเทียนลาวอันกว้างใหญ่ ใครจะคุ้นเคยกับอวี๋เจ้าอัน ย่อมหนีไม่พ้นใต้เท้าจิน


บทที่ 049 โอกาสที่สวรรค์ประทานมา

เฉินกวนโหลวถือสุราหนึ่งกาไปให้ใต้เท้าจิน ปีใหม่เริ่มแล้ว ทุกคนต่างยินดีปรีดา ตราบใดที่หัวยังไม่หลุดจากบ่า ก็ยังมีโอกาสเดินออกจากคุกเทียนลาว

ใต้เท้าจินกอดกาสุราราวกับกอดสมบัติล้ำค่า ค่อยค่อยกรอกใส่ปากอย่างระมัดระวัง

“ข้างนอกสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?” ใต้เท้าจินอยากรูเรื่องราวภายนอก อยากรู้สถานการณ์ในราชสำนักเหลือเกิน คดีของเขายืดเยื้อมาจนป่านนี้ ยังไม่มีคำตัดสินที่แน่นอน แม้แต่ความเป็นความตายของตัวเอง เขาก็ยังคาดเดาไม่ถูก

เฉินกวนโหลวไตร่ตรองครู่หนึ่ง “เจียงถูค้างแรมในวังหลวง เหล่าขุนนางตรวจการรุมโจมตี ช่วงนี้เรื่องที่ครึกโครมที่สุดในราชสำนักหนีไม่พ้นเรื่องนี้”

หา!

ใต้เท้าจินชะงักงันอย่างเห็นได้ชัด “เจียงถูบ้าไปแล้วหรือ? เขาไม่รู้หรือว่าการค้างแรมในวังหลวงมันร้ายแรงขนาดไหน”

“ฟังเขาเล่ามา ว่าฝ่าบาททรงรั้งให้อยู่ค้างแรมในวัง พอเรื่องราวบานปลาย ฝ่าบาทกลับไม่ยอมออกหน้าพูดแทนเจียงถู เหล่าขุนนางตรวจการก็เลยถือโอกาสไม่เชื่อข้ออ้างนี้”

ใต้เท้าจินได้ฟังก็หัวเราะออกมา “ดูท่า ฝ่าบาทคงเห็นว่าเจียงถูทำตัวโดดเด่นเกินไป จำต้องปรามเสียบ้าง ก็แค่คลื่นลมระลอกหนึ่ง ตราบใดที่ฝ่าบาทยังให้เจียงถูรับผิดชอบสร้างพระราชวังและสวนอุทยาน คนแซ่เจียงก็ไม่มีทางเป็นอะไร”

“ใต้เท้าจินมองการณ์ไกล เช่นนั้นท่านลองวิเคราะห์สถานการณ์ของอวี๋เจ้าอันหน่อยเถิด ซูอวี้สื่อทะเลาะกับเขา ท่านเดาว่าพวกเขาทะเลาะกันเรื่องอะไร?”

“ก็คงไม่พ้นคำว่ายอมแพ้ ไม่ก็อวี๋เจ้าอันยอมทิ้งอุดมการณ์ของตน ยอมอ่อนข้อ กลมกลืนไปกับโลกหล้า สำนักศึกษาจี้เซี่ยย่อมมีวิธีช่วยเขาออกไป หรือไม่ก็สำนักศึกษาจี้เซี่ยและสำนักตูฉาหยวนคิดจะทิ้งเขา ให้เขาเตรียมใจไว้”

“ใต้เท้าจินช่างมองการณ์ไกลจริงจริง เพียงแต่ เป็นไปได้ไหมว่าจะมีกรณีที่สาม? อย่างเช่นผลประโยชน์ไม่ลงตัว”

ใต้เท้าจินส่ายหน้า กระซิบเสียงเบา “ตระกูลอวี๋ร่ำรวยมหาศาล อวี๋เจ้าอันไม่ขาดแคลนเงินทองเลย นี่คือสิ่งที่ทำให้เขากล้าด่าฝ่าบาท เขาไม่กลัวโดนตรวจสอบเลยสักนิด! คนผู้นี้มีข้อเสียมากมาย แต่ข้าก็ต้องยอมรับว่า เขาไม่มีนิสัยรับสินบน”

“มือสะอาดขนาดนี้เลยหรือ?”

ใต้เท้าจินได้ยินก็แค่นหัวเราะ “งั้นเจ้าลองทายดูสิ ทำไมตระกูลอวี๋จากครอบครัวคฤหบดีระดับกลาง เวลาเพียงยี่สิบปี ถึงกลายเป็นเศรษฐีท้องถิ่นผู้มั่งคั่ง?”

เฉินกวนโหลวพลันกระจ่างแจ้งทันที อวี๋เจ้าอันไม่รับเงินก็จริง แต่กิจการของที่บ้าน ธุรกิจตระกูลอวี๋ ล้วนอาศัยชื่อเสียงตำแหน่งขุนนางและเส้นสายในราชการของเขา ถึงได้เติบโตมาจนถึงขนาดนี้

การติดสินบนไม่ได้มีแค่วิธีส่งเงินให้โดยตรงเสียหน่อย

“แล้วท่านว่า สำนักตูฉาหยวนจะทิ้งอวี๋เจ้าอันไหม?”

ใต้เท้าจินส่ายหน้า “ข้อนี้ตัดสินยาก หากเบื้องบนไม่มีความเคลื่อนไหว ทางคุกเทียนลาวยังคงการดูแลอวี๋เจ้าอันไว้เหมือนเดิม ก็แสดงว่าสำนักตูฉาหยวนและสำนักศึกษาจี้เซี่ยยังต้องการปกป้องเขา แต่ถ้าตรงกันข้าม ก็คือทิ้งเขา ข้าคาดว่า ที่ซูอวี้สื่อมาหาอวี๋เจ้าอัน ก็เพื่อเกลี้ยกล่อมให้อวี๋เจ้าอันยอมอ่อนข้อ เขียนฎีกาขอขมา ฝ่าบาทหายกริ้ว ทุกคนถึงจะฉวยโอกาสช่วยคนได้ นิสัยอวี๋เจ้าอันเหม็นโฉ่จนทนไม่ไหว คงไม่ยอมตกลงง่ายง่ายแน่”

เอาเถอะ!

ดูท่าการดูแลอวี๋เจ้าอันยังต้องคงระดับเดิมไว้

คุยกับใต้เท้าจินเสร็จ เฉินกวนโหลวก็ไปเดินเตร็ดเตร่หน้าห้องขังของอวี๋เจ้าอันอีกรอบ

เป็นเรื่องหาได้ยาก อวี๋เจ้าอันถึงกับปรายตามองเขา และเอ่ยปากถาม “เจ้าฝึกวิชาอะไร? พัฒนาเร็วมาก!”

อะไรนะ?

ดูออกด้วยหรือ?

เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้

เฉินกวนโหลวพยายามสะกดจิตตัวเอง ให้แน่ใจว่าสีหน้าปกติ ไม่เผยพิรุธ

“ใต้เท้าอวี๋พูดเรื่องอะไร ผู้น้อยไม่เข้าใจ”

อวี๋เจ้าอันแค่นหัวเราะทันที “ข้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสาม เจ้าคิดว่าลูกไม้ตื้นตื้นของเจ้าจะหลุดรอดสายตาข้าไปได้หรือ อย่ามาทำอวดฉลาดต่อหน้าข้า มันทำให้เจ้าดูเหมือนตัวตลก เคล็ดวิชาที่พวกนักบู๊กระจอกงอกง่อยฝึกกัน ข้าไม่ลดตัวไปสนใจหรอก”

เข้าใจผิดกันไปใหญ่โตแล้ว!

เขาไม่ได้คิดเช่นนั้น ยิ่งไม่ได้อวดฉลาด เขาแค่แกล้งโง่ซื่อซื่อ ป้องกันไม่ให้ใครดูออกถึงความผิดปกติในตัวเขาต่างหาก

“ใต้เท้าอวี๋โปรดระงับโทสะ เป็นผู้น้อยเองที่ไม่รู้ดีชั่ว ขอหน้าด้านถามสักคำ ใต้เท้าดูออกได้อย่างไรว่าวรยุทธ์ของข้าก้าวหน้า?”

อวี๋เจ้าอันไม่ได้รังเกียจฐานะผู้คุมของเขาอย่างที่หาได้ยาก ทั้งยังบอกเหตุผลอย่างเปิดเผย “ลมหายใจยาวนานและมีจังหวะ แววตามีพลัง ฝีเท้ามั่นคงสุขุม”

“อาศัยแค่สิ่งเหล่านี้หรือ?” เฉินกวนโหลวสงสัย

อวี๋เจ้าอันปรายตามองเขา “สองมือทรงพลัง การออกแรงมีแบบแผน แค่นี้ยังไม่พออีกหรือ? เมื่อก่อนฝีเท้าเจ้าลอยลอย มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกนักบู๊หยาบช้าที่เพิ่งฝึกวรยุทธ์ไม่นาน ช่วงนี้ ข้าเห็นกับตาว่าวรยุทธ์ของเจ้าก้าวหน้า เร็วกว่าคนอื่นมาก หากเจ้ามีชีพจรยุทธ์ ข้าเชื่อว่าเจ้ามีโอกาสเข้าสู่ขอบเขตขั้นห้า”

“ขอบพระคุณใต้เท้าอวี๋ แม้จะไม่มีชีพจรยุทธ์ แต่ได้คำชมจากใต้เท้าอวี๋ ก็เพียงพอจะปลอบใจได้แล้ว”

เฉินกวนโหลวดีใจอยู่ลึกลึก

เป็นนักบู๊ก็ดีสิ!

พิสูจน์ได้อีกครั้งว่า แม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามก็ดูเบื้องลึกเบื้องหลังเขาไม่ออก คิดว่าเขาเป็นเพียงนักบู๊ธรรมดา

ใจเขาเบิกบาน สีหน้าก็เลยแสดงออกมา พูดจาดูรื่นเริง

อวี๋เจ้าอันดูเหมือนจะมองเขาจนชินตา กล่าวต่อว่า “รู้จักพอใจในสิ่งที่ตนมี ไม่เลว มองดูผู้คุมในคุกเทียนลาว ล้วนแต่หยาบช้า ไร้ประโยชน์ สุรานารีและความโลภกัดกินร่างกาย มองไปมองมา มีเพียงเจ้าที่แตกต่างจากคนอื่น ไม่แตะการพนัน ดื่มสุราก็ดูจะรู้จักประมาณตน ยังรู้จักฝึกยุทธ์สร้างเสริมร่างกาย ใฝ่ดีเช่นนี้ น่าเสียดายที่ต้องมาติดแหง็กเป็นผู้คุมอยู่ในคุกเทียนลาว เสียของเปล่าเปล่า”

เฉินกวนโหลวยิ้มกล่าว “ฮ่าฮ่า ขอบคุณใต้เท้าที่หวังดี อาชีพต่ำต้อยอย่างผู้คุม ไม่ต้องใช้ความสามารถอะไรมาก แต่ต้องแบกรับความทรมานใจและการถูกตราหน้าทางศีลธรรมที่คนอื่นยากจะรับไหว ร่างกายยังต้องถูกความชื้นเย็นในคุกเทียนลาวทำร้ายเป็นเวลานาน สุรานารีทรัพย์สินเงินทอง พูดไปดูเหมือนหยาบช้า แต่ทว่า ต้องแลกมาด้วยอายุขัยที่สั้นลง ถูกคนเหยียดหยามดูแคลน แบกรับความบอบช้ำทั้งกายและใจ ก็ต้องได้อะไรตอบแทนบ้างสิ ผู้คุมไม่ต้องการอะไรอื่น มีเพียงกิเลสตัณหาเหล่านี้ถึงจะคุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไป”

อวี๋เจ้าอันฟังถ้อยคำเหล่านี้ จบลงด้วยสีหน้าตะลึงงันอย่างเห็นได้ชัด

เขาค่อยค่อยส่ายหน้า “นึกไม่ถึง หลักการเหล่านี้จะออกมาจากปากผู้คุมคนหนึ่ง ข้าประเมินเจ้าต่ำไปจริงจริง เคยเรียนหนังสือมาหรือ?”

“เคยเรียนจริงจังอยู่สองปี น่าเสียดายไม่ใช่หัวทางอ่านหนังสือ เรียนไม่สำเร็จ” เฉินกวนโหลวยอมรับตามตรง

“เรียนแค่สองปี อีกทั้งยังหนุ่มแน่น ก็พูดหลักการเช่นนี้ได้ เห็นได้ว่าสติปัญญาเจ้าไม่เลวเลย ข้ายังยืนยันคำเดิม น่าเสียดาย ที่มาติดแหง็กเป็นผู้คุมในคุกเทียนลาว หากข้าออกไปได้ เจ้าจะยินดีติดตามข้า ไปเป็นเสมียนเล็กเล็กหรือไม่?”

เฉินกวนโหลว: ...

โอกาสที่สวรรค์ประทานมา!

โอกาสมักเป็นของคนที่เตรียมพร้อม นี่ไง โอกาสมาถึงแล้ว

ถ้าเขาเป็นแค่คนธรรมดา เขาคงรีบคุกเข่ากราบไหว้ นายท่านอยู่เหนือหัว...

แต่เขาไม่ใช่คนธรรมดา เขามีผลมรรคาวิถีอมตะ ทั้งยังมี 《บันทึกสู่สวรรค์》อันลึกลับ จะกล้าไปลอยหน้าลอยตาอยู่ต่อหน้าคนฉลาดอย่างอวี๋เจ้าอันทั้งวันทั้งคืนได้อย่างไร ปิดบังได้หนึ่งปี จะปิดบังได้แปดปีสิบปีหรือ วันไหนถูกจับได้ว่ามีความลับในตัว ก็คงใกล้ตายเต็มทน

ดังนั้น เขาทำได้เพียงปฏิเสธทั้งน้ำตา

“ช่าง... ใต้เท้าถึงกับไม่รังเกียจความหยาบช้าของผู้น้อย ยินดีมอบโอกาสให้ ผู้น้อยซาบซึ้งใจยิ่งนัก เพียงแต่ ผู้น้อยยังไม่มีความคิดจะออกจากคุกเทียนลาวในตอนนี้ ทำได้เพียงขอบพระคุณในความหวังดีของใต้เท้า”


บทที่ 050 ความหวาดกลัว

“เจ้าถึงกับปฏิเสธข้า?”

อวี๋เจ้าอันไม่อยากจะเชื่อ

ผู้คุมตัวเล็กเล็กคนหนึ่ง ถึงกับกล้าปฏิเสธการชักนำของเขา ชัดเจนว่าไม่รู้จักดีชั่ว ให้หน้าแล้วไม่รับ

ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็ทะมึนลง

บารมีของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสาม แผ่ซ่านออกมาเต็มพิกัด เฉินกวนโหลวรู้สึกราวกับถูกภูเขาไท่ซานกดทับ ร่างกายขยับเขยื้อนไม่ได้ เขาสัมผัสได้ถึงพลังที่มองไม่เห็น เต็มไปด้วยจิตสังหารและเจตนาร้ายอันรุนแรง พร้อมจะฉีกกระชากเขาได้ทุกเมื่อ พลังขุมนี้วนเวียนอยู่รอบตัวเขาตลอดเวลา

เขาไม่กล้าขยับ และขยับไม่ได้ ยิ่งไม่กล้าต่อต้าน หากต่อต้าน ความลับของเขาจะถูกเปิดเผยหมดสิ้น

เขาฝืนพยุงกาย พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะต้านทานแรงกดดันจากพลังขุมนี้ เหงื่อกาฬไหลอาบหน้าผากดั่งสายน้ำ แต่เขาก็ยังไม่ก้มหัว ในใจคิดเพียงว่า นี่หรือคือพลังของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสาม? เมื่อไหร่เขาถึงจะครอบครองพลังมหาศาลเช่นนี้ได้บ้าง?

ความคิดฟุ้งซ่านช่วยกระจายแรงกดดัน แม้กล้ามเนื้อบนใบหน้าจะบิดเบี้ยว เขาก็ยังไม่ก้มหัว

ชั่วพริบตา พลังที่วนเวียนรอบกายซึ่งพร้อมจะฉีกกระชากเขาได้หายไปจนหมดสิ้น

เขาโล่ง.อกราวกับยกภูเขาออกจากอก เกาะผนังหอบหายใจอย่างหนักหน่วง รู้สึกเหมือนปอดจะระเบิด

ยังดีที่รอดตายมาได้

“นี่คือโทสะของข้า และคือพลังของข้า ไอ้สุนัขไม่รักดี สมแล้วที่เป็นผู้คุมชั้นต่ำ มีอาหารเลิศรสไม่กิน ดันจะไปกินข้าวแดงแกงร้อน”

อวี๋เจ้าอันโกรธเกรี้ยว ด่าทอเสียเทเสีย

รองเจ้ากรมตรวจการขวาผู้ยิ่งใหญ่ ราวกับสุนัขบ้าที่ถูกเหยียบหาง เห่ากระโชกไม่หยุด

เฉินกวนโหลวกุมหน้าอก สัมผัสถึงจังหวะชีวิต ค่อยค่อยยืดตัวตรง “ใต้เท้าอวี๋ไยต้องโกรธจนพาลหาเรื่องคนอื่น ถือสากับผู้คุมอย่างข้าด้วย เป็นข้าเองที่ไม่รู้จักดีชั่ว ให้หน้าแล้วไม่รับ แต่ว่า ใต้เท้าอวี๋ไม่สงสัยหรือว่า ทำไมข้าถึงไม่อยากติดตามท่าน?”

“ตาถั่ว ย่อมดูไม่ออกว่าอันไหนทองอันไหนหยก” อวี๋เจ้าอันด่าอย่างดุเดือด

เฉินกวนโหลวหัวเราะหึหึ “ข้ากลัวท่าน!”

เขาตะโกนด้วยความโกรธ “ท่านดูสภาพท่านตอนนี้สิ แค่เพราะข้าปฏิเสธการชักนำของท่าน ท่านก็คิดจะฆ่าข้า ลองถามดู ถ้าข้าติดตามท่าน ข้าไม่ใช่เทพเจ้า ย่อมต้องทำผิด ย่อมต้องมีเวลาทำให้ท่านโกรธ คนอื่นต่างบอกว่าท่านนิสัยทั้งเหม็นทั้งแข็ง ข้าทำผิด ท่านอาจจะอภัยให้ข้าครั้งหนึ่งสองครั้ง แต่จะอภัยให้ข้าห้าครั้งแปดครั้งหรือ แทนที่จะเดิมพันกับมโนธรรมของท่าน สู้ปฏิเสธตั้งแต่แรก อย่างน้อยก็ยังรักษาชีวิตน้อยน้อยไว้ได้ ข้าปฏิเสธ ไม่ใช่เพราะไม่รู้ดีชั่ว แค่อยากมีชีวิตอยู่ต่อเท่านั้น”

“เจ้า...”

อวี๋เจ้าอันนึกไม่ถึงเลยว่า เฉินกวนโหลวจะกล้าต่อปากต่อคำกับเขา

แต่ทว่า เหตุผลที่อีกฝ่ายพูดมา ดูเหมือนจะเถียงไม่ออก

นิสัยของเขา เขารู้ดีกว่าใคร เขาโกรธง่าย วรยุทธ์สูงส่ง ลงมือทีไม่ตายก็พิการ เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองผิด คนที่ตายด้วยน้ำมือเขา ล้วนสมควรตาย

แต่ทว่า เป็นครั้งแรกที่มีคนพูดต่อหน้าเขาว่ากลัวเขา กลัวตาย ไม่อยากติดตามเขา อวี๋เจ้าอันถึงกับตะลึงงัน

เพราะเขาไม่เคยคิดมาก่อน ว่าจะมีคนยอมทิ้งอนาคตสดใสเพราะความหวาดกลัว

“เหลวไหล! เป็นผู้คุมมีดีตรงไหน ต่ำต้อย เสื่อมทราม เป็นพวกขยะสมควรโดนคนดูถูก ขอแค่เจ้าติดตามข้า ไม่กล้ารับประกันว่าอนาคตเจ้าจะกว้างไกลแค่ไหน แต่อย่างน้อยฐานะของเจ้าจะสูงขึ้นตามกัน ไปที่หัวเมือง ขุนนางท้องถิ่นยังต้องปรนนิบัติเจ้าเยี่ยงนายท่าน”

อวี๋เจ้าอันไม่ได้พูดพล่อยพล่อย

ใต้เท้าอวี้สื่อผู้ยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องโกหกพกลมหลอกลวงผู้คุมคนหนึ่ง เขาเห็นค่าเฉินกวนโหลว ก็เพียงแค่เห็นค่า ยังไม่ได้ให้ความสำคัญถึงขั้นต้องมานั่งหลอกลวง

“แต่ผู้น้อยอยากอยู่แค่ในเมืองหลวง ผู้น้อยไม่มีปณิธานยิ่งใหญ่ อยากใช้ชีวิตสงบสุขเท่านั้น”

“สมควรแล้วที่เจ้าต้องเป็นผู้คุมไปตลอดชีวิต”

เฉินกวนโหลว: ...

อีกฝ่ายต้องโกรธจนหน้ามืดแน่ ถึงกับถูกผู้คุมปฏิเสธ เสียหน้าแย่เลย เขาไม่ถือสาอีกฝ่าย ยิ้มแล้วเดินจากไป

อวี๋เจ้าอันรู้สึกเสียหน้าอย่างหนัก แต่เขาปฏิเสธที่จะยอมรับเหตุผลของเฉินกวนโหลว

กลัวเขา?!

ในเมื่อกลัวเขา ก็ยิ่งต้องประจบเอาใจเขา ปรนนิบัติเขาให้ดี มิใช่มาแข็งข้อกับเขา

ผู้คุมกระจอกกระจอกยังกล้าแข็งข้อกับเขา ฮึ!

เฉินกวนโหลวรู้ดีแก่ใจ ปฏิเสธการชักนำของอวี๋เจ้าอันไปแล้ว วันหน้าอวี๋เจ้าอันออกไปได้ เกรงว่าตัวเขาจะมีปัญหา

แต่เขาไม่กลัว!

อวี๋เจ้าอันก็คือสุนัขบ้าตัวหนึ่ง

วิธีจัดการสุนัขบ้าที่ดีที่สุดคือตีให้ตาย อย่าให้สุนัขบ้าไปกัดคนต่อได้

“นักโทษห้องขังยี่สิบสามตายแล้ว” เซียวจินวิ่งมารายงาน

เฉินกวนโหลวผุดลุกขึ้น “เกิดอะไรขึ้น? คนอยู่ดีดี ทำไมถึงตาย?”

กลัวอะไรก็มาอย่างนั้นจริงจริง แม้ห้องขังยี่สิบสามจะไม่ได้อยู่ในเขตรับผิดชอบของเขา แต่คนเบื้องบนไม่สนเรื่องพวกนี้หรอก คนทำงานทุกคนนับรวมหมด ล้วนต้องรับผิดชอบ

“ไม่มีใครรู้แน่ชัด”

เฉินกวนโหลวรีบรุดไปที่หน้าห้องขังยี่สิบสาม

นักโทษนอนหงายอยู่บนพื้น สิ้นลมไปนานแล้ว

เซียวจินกระซิบข้างหูเขา “ขุนนางกรมคลัง ไม่มีเบื้องหลังไม่มีที่พึ่ง หรือที่พึ่งไม่แข็งพอ ถ้าหัวหน้าเฉินต้องการ ผู้น้อยจะไปสืบดู ว่าตกลงเป็นฝีมือใคร”

“ตายยังไง เจ้าดูออกไหม?”

เฉินกวนโหลวทำงานในคุกเทียนลาวมานานขนาดนี้ เห็นคนตายมาจำกัด กล่าวคือประสบการณ์ยังมีจำกัด ณ ขณะนี้ ประสบการณ์อันตื้นเขินของเขา แยกแยะสาเหตุการตายของนักโทษห้องขังยี่สิบสามไม่ออกเลย

เซียวจินหันหลังบังผู้คน กระซิบข้างหูเฉินกวนโหลว “ถ้าเดาไม่ผิด น่าจะถูกให้อดอาหารก่อนแล้วค่อยยัดให้กินจนตาย”

เฉินกวนโหลวชะงักไปครู่หนึ่ง “ฝีมือคน?”

เซียวจินพยักหน้า สถานการณ์เช่นนี้ต้องเป็นฝีมือคนแน่ เห็นชัดว่ามีคนจะจัดการนักโทษห้องขังยี่สิบสาม ปล่อยให้หิวจนเกือบตาย แล้วค่อยประเคนมื้อใหญ่ให้ ไม่จำเป็นต้องลงมือเอง ก็จัดการเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์แบบ เบื้องบนสอบสวนลงมา ก็แค่บอกว่านักโทษกินจนสำลักตายเอง ก็ถูไถไปได้แล้ว ต่อให้หมอชันสูตรมา ก็ได้ข้อสรุปแค่ว่ากินเกินขนาดหรือสำลักตายเท่านั้น

“นักโทษยี่สิบสามเป็นแค่ขุนนางเล็กเล็กที่ไม่มีความสำคัญ คดีของเขาก็ไม่ซับซ้อน ทำไมต้องเอาเขาให้ถึงตาย เจ้าไปสืบดู ว่าตกลงมีตื้นลึกหนาบางอย่างไร แม้จะไม่ใช่เขตของเรา แต่พวกเราก็ทำเป็นหูหนวกตาบอดไม่ได้ เดี๋ยวจะโดนคนหลอกปั่นหัวเอาได้”

เฉินกวนโหลวจัดการอย่างเยือกเย็น

คนตายไปแล้ว สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ หนึ่งคือเก็บกวาด สองคือหาสาเหตุ สาม หลังจากนั้นจะทำอย่างไรขึ้นอยู่กับสาเหตุ

ต่อให้จะวางตัวเป็นกลาง อย่างน้อยเขาก็ต้องรู้สาเหตุ

“หัวหน้าเฉินวางใจ ผู้น้อยจะไปหาคนสืบข่าวเดี๋ยวนี้”

ไม่นานนัก นักการภารโรงก็มาขนศพไป ผู้คุมที่มุงดูก็แยกย้ายกันไป ใครทำอะไรก็ไปทำ คุกเทียนลาวมีนักโทษตาย เป็นเรื่องปกติ ยิ่งคนตายเป็นแค่คนไร้ความสำคัญ คาดว่าเบื้องบนคงไม่มาสอบถามเรื่องนี้ด้วยซ้ำ

เซียวจินทำงานค่อนข้างรอบคอบ วันรุ่งขึ้นก็ได้ข่าว

นักโทษห้องขังยี่สิบสาม สาเหตุที่ตาย ล้วนเพราะคำสี่คำ เชือดไก่ให้ลิงดู

“เชือดไก่ให้ลิงดู?” เฉินกวนโหลวแปลกใจ

“ถูกต้องขอรับ!”

เขาสูดลมหายใจลึก ถามว่า “ใครคือลิง?”

เซียวจินสืบรู้ตื้นลึกหนาบางมาแล้ว เอ่ยปากว่า “นักโทษห้องขังยี่สิบเจ็ด”

“ต้าหลี่ซื่อ เส้าชิงหลี่, เป็นเขาเองหรือนี่” เฉินกวนโหลวงุนงงไปหมด

>

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 041 กฎของข้า (รวมตอน 41-50)

ตอนถัดไป