บทที่ 051 เกรงเพียงกัลปาวสานมิอาจหวนคืน (รวมตอน 51-60)
บทที่ 051 เกรงเพียงกัลปาวสานมิอาจหวนคืน
“ผู้ใดสั่งให้พวกเขาลงมือ?”
เวลานี้เฉินกวนโหลวเพียงอยากรู้ว่าใครคือผู้บงการเบื้องหลัง
หากไม่มีคำสั่งจากขุนนาง ไม่มีผลประโยชน์มากพอ หรือไม่มีคำขู่ที่รุนแรงพอ ผู้คุมย่อมไม่มีทางทำเรื่องที่ทำร้ายผู้อื่นโดยไม่เกิดประโยชน์แก่ตนเองเช่นนี้แน่
เซียวจินส่ายหน้าเบาเบา “สืบไม่ได้เลยขอรับ ทุกคนเพียงแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น”
“หลี่ต้าหงรู้เรื่องหรือไม่?”
“หัวหน้าหลี่ก็น่าจะทำตามคำสั่งเช่นกัน”
“เช่นนั้นผู้คุมว่านก็เป็นไปได้ว่าจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนออกคำสั่ง”
“บางทีพัศดีฟ่านอาจจะรู้”
“พัศดีฟ่านย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่าใครเป็นคนสั่ง หากคิดจะสังหารนักโทษที่เป็นขุนนางให้ตายในคุกเทียนลาว ก็จำต้องผ่านมือพัศดีฟ่าน ผู้คุมธรรมดา ผู้ใดจะกล้าแบกรับความรับผิดชอบใหญ่หลวงเพียงนี้ ฆ่าคนตายไปคนหนึ่งง่ายง่ายเช่นนี้หรือ” เฉินกวนโหลวตวาดด้วยความโกรธ
มีเพียงต้องผ่านมือพัศดีฟ่านเท่านั้น เหล่าผู้คุมถึงจะกล้าลงมืออย่างไร้ความเกรงกลัว ใช้วิธีการอำมหิตเช่นนี้สังหารคนคนหนึ่ง
เขานวดคลึงหว่างคิ้ว
“ข้าจำได้ว่านักโทษห้องยี่สิบเจ็ดเข้ามาเพราะคดีฆาตกรรมในที่ว่าการ น่าจะจ่ายเงินไปแล้วด้วย เหตุใดจึงยังต้องเชือดไก่ให้ลิงดู?”
“หัวหน้าเฉินถามจนข้าจนปัญญาแล้ว ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่าขอรับ พวกขุนนางทำอะไรมักจะลับลับล่อล่อ คลุมเครือไม่ชัดเจนเสมอ หัวหน้าเฉินก็ไม่ต้องกังวลไปหรอกขอรับ ในเมื่อผ่านมือพัศดีฟ่านแล้ว เบื้องบนคงไม่เอาความ ตอนที่ข้ามาเมื่อครู่ ยังเห็นหลี่ต้าหงถือเงินเข้าไปเล่นพนันในห้องเวรข้างข้างอยู่เลย เขาเองยังไม่กังวล หัวหน้าเฉินจะกังวลไปไย”
เฉินกวนโหลวโบกมือ ไล่เซียวจินไป ให้เขาตั้งใจทำงาน
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังออกเวร ก็พบหลี่ต้าหงที่หน้าประตูใหญ่
เฉินกวนโหลวเดินเข้าไปทักทาย เห็นอีกฝ่ายตาแดงก่ำ ดูปราดเดียวก็รู้ว่าอดหลับอดนอนมาทั้งคืน จึงถามไปตามมารยาท “เมื่อคืนสถานการณ์การรบเป็นอย่างไรบ้าง ชนะหรือแพ้เล่า?”
“บิดามันเถอะ แพ้ราบคาบ ไอ้สารเลวหลูต้าโถวนั่นเมื่อคืนดวงดีชะมัด วันหลังต้องให้มันเลี้ยงข้าว ถึงตอนนั้นเจ้าก็ไปด้วยกันสิ”
“ค่อยว่ากันเถอะ!”
เงินที่หลูต้าโถวชนะมาด้วยดวง อย่างช้าที่สุดภายในสิบวันก็จะเสียคืนไปด้วยดวงเช่นกัน
เขาเดินเคียงข้างหลี่ต้าหงออกจากประตูใหญ่ “คนในห้องขังหมายเลขยี่สิบสามตายแล้ว”
“อ้อ เรื่องนั้นน่ะรึ จัดการเรียบร้อยแล้ว ศพก็ส่งคืนให้ญาติพี่น้องไปแล้ว”
เฉินกวนโหลวลังเลครู่หนึ่ง “คราวหน้าเปลี่ยนเป็นวิธีที่นุ่มนวลกว่านี้หน่อยได้หรือไม่?”
เขามองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม ราวกับกำลังล้อเล่น
หลี่ต้าหงชะงักไปเล็กน้อย คาดเดาไม่ถูกว่าเฉินกวนโหลวกำลังพูดเล่นหรือกำลังหารือเรื่องนี้อย่างจริงจัง
เขาหัวเราะฮาฮา “ไอ้พวกเด็กเวรข้างล่างทำงานหยาบไปหน่อย เพิ่งเคยเจอครั้งแรก ตกใจสินะ”
“ตกใจจริงจริงนั่นแหละ เมื่อก่อนตอนอยู่คุกหมายเลขสามเคยเห็นแต่พวกโดนทรมานจนแขนขาขาดทนพิษบาดแผลไม่ไหวตายไป ครั้งแรกที่ได้เห็นการฆ่าคนโดยไม่ใช้มีด แต่ภาพเหตุการณ์กลับดูดุร้ายน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าภาพเลือดท่วมจอเสียอีก ปรับตัวไม่ค่อยทัน”
พออธิบายเช่นนี้ หลี่ต้าหงก็เข้าใจ เขาคิดเอาเองว่าเป็นเรื่องปกติที่เฉินกวนโหลวซึ่งเป็นคนหนุ่ม ประสบการณ์ยังน้อย จะรับกฎเกณฑ์ของคุกหมายเลขหนึ่งไม่ได้
ปีนั้นทุกคนก็ผ่านจุดนี้มาด้วยกันทั้งนั้น
เขาหัวเราะร่า “วางใจเถอะ ต่อไปพอเห็นมากเข้า เจ้าก็จะชินไปเอง เจ้าก็รู้ ในคุกขังแต่พวกใต้เท้าขุนนาง จะใช้วิธีการที่เลือดเนื้อเละเทะไม่ได้ มันดูนองเลือดเกินไป พวกใต้เท้าขุนนางรับไม่ได้หรอก ก็ต้องใช้มีดนวมสังหารคน ไม่ให้เห็นเลือด ไม่ให้เกิดความวุ่นวาย
ข้าจะสอนอะไรดีดีให้เจ้าอย่างหนึ่ง บางครั้งการใช้มีดนวมสังหารคน กลับข่มขวัญเหล่านักโทษได้ดียิ่งกว่าภาพเลือดสาดเสียอีก บรรลุเป้าหมายได้โดยไร้สุ้มเสียง”
เฉินกวนโหลวหัวเราะ หึหึ ถือว่ายอมรับคำพูดของอีกฝ่าย
“หากลูกน้องใต้สังกัดเจ้ามีนักโทษคนไหนไม่เชื่อฟัง แล้วเจ้าลงมือไม่ลง ก็บอกข้าได้เลย ข้าจะจัดการแทนเจ้าเอง”
หลี่ต้าหงทำท่าทางเหมือนหวังดีอยากช่วยแก้ปัญหา ดูมีน้ำใจเป็นพิเศษ
เฉินกวนโหลวทำได้เพียงหัวเราะแห้งแห้ง “หากมีเวลาที่จำเป็น ข้าจะไม่ลืมพี่หลี่แน่นอน”
หลี่ต้าหงโอบไหล่เขา พูดอย่างอารมณ์ดีว่า “เช่นนี้สิถึงจะถูก พี่น้องกินข้าวหม้อเดียวกัน ก็ควรจะดูแลซึ่งกันและกัน เจ้าว่าจริงหรือไม่ ที่นี่คือที่ไหน คือคุกเทียนลาว ในคุกเทียนลาวมีคนตายสักคนสองคนเป็นเรื่องปกติมาก เมื่อก่อนตอนเจ้าทำงานที่คุกหมายเลขสาม ก็ทุบตีนักโทษจนแขนหักขาหักทุกวันไม่ใช่หรือ ตายไปก็ตายเปล่า ไม่มีเหตุผลที่จอมยุทธ์ในยุทธภพตายได้ แต่ขุนนางจะตายไม่ได้ เจ้าว่าจริงไหม”
“พี่หลี่พูดมีเหตุผล ล้วนเป็นพ่อแม่เลี้ยงดูมา ล้วนมีหนึ่งชีวิต ล้วนมีวันที่ต้องตายเหมือนกัน เพียงแต่ อย่างน้อยขุนนางก็มียันต์กันตายมากกว่าจอมยุทธ์ในยุทธภพอยู่อีกหนึ่งชั้น พี่หลี่ไม่กังวลว่าเบื้องบนจะเอาความจริงจริงหรือ?”
เฉินกวนโหลวแสร้งทำท่าทางอยากรู้อยากเห็น
หลี่ต้าหงยินดีที่จะไขข้อข้องใจให้เขา “เจ้าเพิ่งมาได้ไม่นาน บางเรื่องยังไม่รู้ นอกจากนักโทษที่ร่างกายย่ำแย่อยู่แล้ว ประเภทที่ยมบาลจะเอาชีวิตก็รั้งไม่อยู่ โดยปกติแล้ว คนตายในคุก จะตายใคร ล้วนมีนัยทั้งสิ้น ข้าขอเตือนให้เจ้าผูกมิตรกับผู้คุมว่านให้ดีดี ได้รับการสนับสนุนจากผู้คุมว่าน มีแต่ผลดีไม่มีผลเสีย”
“ข้าก็อยากทำเช่นนั้น แต่ก็ต้องให้ผู้คุมว่านเปิดโอกาสให้ข้าด้วย จริงจริงแล้ว ขอแค่ผู้คุมว่านไม่กลั่นแกล้งข้า ข้าก็พอใจแล้ว เพียงอยากทำงานอย่างสงบสุข”
“น้องชาย โอกาสล้วนต้องไขว่คว้าด้วยตนเอง” หลี่ต้าหงตบไหล่เฉินกวนโหลว “บางเรื่อง ช้าหรือเร็วเจ้าก็ต้องเจอ ผูกมิตรกับเบื้องบนไว้ไม่ผิดแน่”
ทั้งสองแยกย้ายกันที่ทางแยก
เมื่อกลับถึงบ้าน เฉินกวนโหลวหลับไปงีบใหญ่
ตกดึก เขาปลอมตัวเป็นชายชราท่าทางหยาบกร้าน สวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบ สวมหมวกสาน อาศัยความมืดปีนกำแพงออกจากบ้าน ไปซ่อนตัวอยู่ที่จวนสกุลฟ่าน
พัศดีฟ่านเพิ่งรับอนุภรรยาคนงามมาใหม่ ได้ยินว่าโปรดปรานเป็นอย่างยิ่ง
ดึกดื่นป่านนี้ เขากลับไม่ได้อยู่ในห้องอนุภรรยาคนงาม แต่อยู่ในห้องหนังสือ
แค่พัศดี ไม่ใช่ขุนนางสำคัญอะไร ดึกดื่นไม่เสพสุขกับการปรนนิบัติของอนุภรรยา แต่กลับหลบอยู่ในห้องหนังสือ ย่อมต้องมีเรื่องประหลาด
เฉินกวนโหลวแอบอยู่บนหลังคาห้องหนังสือ เก็บงำกลิ่นอาย ลอบดักฟังอย่างระมัดระวัง
ที่เขากล้าทำเช่นนี้ ก็เพราะพัศดีฟ่านเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหนึ่ง เขามั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่มีทางพบตัวเขา
ซือเย่หลี่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายพัศดีฟ่าน
“นายท่านอย่าได้กังวลเกินไปเลยขอรับ”
พัศดีฟ่านถอนหายใจ “ข้าไม่ได้กังวลเรื่องอื่น กังวลก็แต่ตัวเองจะมีจุดจบเหมือนพัศดีเจียง”
“พัศดีเจียงเป็นเพราะดำเนินการไม่รัดกุม ทำงานไม่รอบคอบ จึงทำให้เบื้องบนไม่พอใจ นายท่านได้พิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว อีกทั้งงานก็จัดการได้อย่างเหมาะสม ไม่มีทางผิดพลาดแน่นอนขอรับ”
ซือเย่หลี่พยายามเกลี้ยกล่อม ดึกดื่นป่านนี้ พัศดีฟ่านอย่าได้เลอะเลือนเลย คืนต้นฤดูใบไม้ผลิ กลับห้องไปกอดผู้หญิงนอนไม่ดีกว่าหรือ จะหาเรื่องใส่ตัวทำไม เรื่องก็ทำลงไปแล้ว เวลานี้มาเสียใจภายหลังก็ไร้ประโยชน์ มีแต่ต้องเดินหน้าต่อไปให้สุดทาง
พัศดีฟ่านเต็มไปด้วยความกังวล งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แต่พองานเสร็จ เขากลับเริ่มกลุ้มใจ ในใจลังเลไม่แน่ใจขึ้นมา
“หมายเลขยี่สิบสามไม่มีภูมิหลัง ไม่มีคนหนุนหลัง นักชันสูตรก็ตรวจสอบศพแล้ว ทุกอย่างไม่มีปัญหา นายท่านจะกังวลไปไย”
“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องหมายเลขยี่สิบสาม แต่กังวลเรื่องที่พวกเขาจะทำต่อไปต่างหาก เวลานี้ ฝ่าบาทลุ่มหลงการปรุงยา โปรดปรานเจียงถู และไม่ค่อยว่าราชการ ไม่ใช่ฝ่าบาทผู้ทรงขยันหมั่นเพียรในราชกิจเหมือนดั่งปีก่อนก่อนแล้ว ประจวบเหมาะกับองค์รัชทายาทสิ้นความโปรดปราน ไม่ได้รับความไว้วางใจจากฝ่าบาท องค์ชายคนอื่นอื่นก็เริ่มเคลื่อนไหว เวลานี้ หากเดินพลาดไปแม้ก้าวเดียว เกรงเพียงกัลปาวสานมิอาจหวนคืน!”
บทที่ 052 เส้นแบ่งความดีความชั่ว
เฉินกวนโหลวแอบออกจากจวนสกุลฟ่าน กลับไปทำงานตามปกติเหมือนเช่นทุกวัน
ทุกวันเขาจะเดินตรวจตราคุกหมายเลขหนึ่งด้วยตนเองหนึ่งรอบ และให้ความสนใจสถานการณ์ของห้องขังหมายเลขยี่สิบเจ็ดเป็นพิเศษ นักโทษหมายเลขยี่สิบเจ็ดร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีคนมาเยี่ยม และไม่มีใครมาสอบสวน ดูเหมือนทุกอย่างจะปกติ
ทว่า เขากลับสังเกตเห็นว่า สภาพจิตใจของนักโทษหมายเลขยี่สิบเจ็ดวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยเรื่อย
ตอนที่คุยเล่นกับใต้เท้าจิน เขาเอ่ยถึงเส้าชิงหลี่แห่งศาลต้าหลี่ซื่อขึ้นมาลอยลอย ใต้เท้าจินรีบเตือนเขาทันที “อยู่ให้ห่างจากคนแซ่หลี่ผู้นั้นไว้ เขาคือตัวหายนะ ระวังจะมีเรื่องเดือดร้อนถึงแก่ชีวิต”
เฉินกวนโหลวสงสัย “ร้ายแรงขนาดนั้นเชียวหรือ?”
“เจ้าล่วงเกินอวี๋เจ้าอัน อย่างมากในอนาคตอวี๋เจ้าอันออกไปได้ อาจจะสร้างความลำบากให้เจ้า หรือกระทั่งเอาชีวิตเจ้า แต่เจ้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนแซ่หลี่ ไม่แน่วันดีคืนดีอาจจะตายเงียบเงียบอยู่ในบ้าน ตายเพราะเหตุใด ใครเป็นคนสั่งเก็บเจ้าก็ยังไม่รู้”
เฉินกวนโหลวเข้าใจแจ่มแจ้งในทันที
อวี๋เจ้าอันเล่นแบบเปิดเผย เขาเป็นคนดื้อรั้นและหยิ่งทระนง ไม่ยอมใช้อุบายสกปรก ต่อให้ด่าฮ่องเต้เฒ่าก็ด่าต่อหน้า หากเขาจะฆ่าคน ย่อมลงมือด้วยตัวเอง ฆ่าอย่างเปิดเผย
แต่เรื่องของเส้าชิงหลี่ เป็นการเล่นในที่มืด เป็นธุรกิจที่เห็นแสงตะวันไม่ได้ เบื้องหลังของเขา เกี่ยวพันกับผู้คนมากน้อยเพียงใด มีผลประโยชน์ทับซ้อนกันกี่ฝ่ายที่กำลังเดิมพันกันอยู่ ไม่มีใครรู้ หากเข้าไปพัวพัน ฝ่ายผลประโยชน์ใดฝ่ายหนึ่งอาจลงมือสังหารคนที่แส่หาเรื่องได้ทุกเมื่อ และทำอย่างแนบเนียนไร้ร่องรอย เหมือนกับนักโทษหมายเลขยี่สิบสามที่ตายไป เพียงเพราะเป็นไก่อ่อน ก็ถูกกำจัดทิ้ง ช่างไร้ความผิดสิ้นดี
“ขอบคุณใต้เท้าจินที่เตือน ข้าทราบแล้ว”
ใต้เท้าจินเห็นเขาฟังคำเตือนของตน ก็พอใจมาก
“ใต้เท้าจิน คดีของท่านเงียบหายไปตลอด อยากให้ข้าช่วยสืบข่าวให้บ้างหรือไม่?” เฉินกวนโหลวคิดจะตอบแทนน้ำใจ
เขาเป็นคนมีหลักการ ใต้เท้าจินช่วยไขข้อข้องใจให้เขาหลายครั้ง ทั้งยังไม่นำความเดือดร้อนมาให้ เขาจึงอยากตอบแทนบ้าง เรื่องแค่ยกมือช่วยไม่ลำบากอะไร
คิดไม่ถึงว่าใต้เท้าจินจะปฏิเสธ “คดีของข้าน่ะรึ ในใจข้าประเมินไว้แล้ว เจ้าไม่ต้องไปสืบให้ลำบากหรอก”
“จะออกไปได้หรือไม่?” เฉินกวนโหลวถามด้วยความห่วงใย
ใต้เท้าจินไม่แสดงท่าที ไม่ส่ายหน้าและไม่พยักหน้า เพียงพูดประโยคหนึ่งว่า “ทุกสิ่งล้วนเป็นชะตาลิขิต”
ฟังจากน้ำเสียง ดูเหมือนจะไม่ค่อยดีนัก
คดีฉ้อราษฎร์บังหลวงเข้ามา คายเงินคืนออกไป ก็น่าจะรักษาชีวิตไว้ได้กระมัง หรือว่าเงินที่ใต้เท้าจินโกงไปคายออกมาไม่หมด หรือไม่ก็ใช้เงินไปหมดแล้ว ถมไม่เต็ม
เฉินกวนโหลวเป็นคนตัวเล็กกำลังน้อย ช่วยอะไรไม่ได้มาก ได้แต่ปลอบใจอีกฝ่ายให้คิดในแง่ดี
ใครจะรู้ว่าพอใต้เท้าจินได้ยิน กลับแค่นเสียงหัวเราะ “ฮ่องเต้เฒ่าชื่นชอบความยิ่งใหญ่เกรียงไกร จิตใจอำมหิตเลือดเย็น ตอนนี้ยังมีโรคโลภมากเพิ่มมาอีก คนที่ถูกขังในคุกเทียนลาว ข้ากล้าฟันธงเลยว่า สิบในแปดเก้าส่วนไม่ได้ออกไปหรอก เว้นแต่จะเป็นแบบอวี๋เจ้าอัน ที่ไม่เพียงมีจิ้นอ๋องเป็นคนหนุนหลัง ยังมีสำนักศึกษาจี้เซี่ยออกหน้ามาช่วยดึงตัว คนที่ไม่มีเบื้องหลังแข็งแกร่งอย่างพวกเรา ขังไปขังมา ไม่ตายก็ถูกลืมเลือนไปอย่างสมบูรณ์ในคุกเทียนลาวแห่งนี้ นักโทษที่ถูกขังนานที่สุดในคุกเทียนลาว ขังมาแล้วกี่ปี?”
เรื่องนี้เฉินกวนโหลวรู้ดี
ห้องขังท้ายท้ายของคุกหมายเลขหนึ่ง มีนักโทษเก่าแก่ถูกขังอยู่ไม่กี่คน
“คนที่ถูกขังนานที่สุด น่าจะเกือบสามสิบปี”
“สามสิบปีเชียวรึ!” ใต้เท้าจินได้ยินแล้วก็อดสะท้อนใจไม่ได้ รู้สึกสงสารชะตากรรมเดียวกัน อดไม่ได้ที่จะร้องทุกข์แทนนักโทษที่ถูกขังมาร่วมสามสิบปีผู้นั้น “ชีวิตคนเราจะมีสามสิบปีได้สักกี่ครั้ง วัยหนุ่มสาวอันงดงาม ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิต กลับต้องใช้เวลาอยู่ในคุกที่มืดมิดไร้แสงตะวัน น่าเศร้า น่าถอนใจ น่าเวทนา น่าแค้นใจนัก!”
“หากไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือ หากไม่ได้ก้าวเข้าสู่ราชสำนัก ไฉนเลยจะต้องเผชิญเคราะห์กรรมเช่นนี้ เกรงว่าคนทางบ้านของพี่ชายท่านนั้น คงจะลืมเขาไปแล้วกระมัง”
“ใต้เท้าจินไม่ต้องกังวล คนทางบ้านของขุนนางต้องโทษท่านนั้นยังคงระลึกถึงเขา ส่งเสื้อผ้าเงินทองมาให้ตามกำหนด”
เพราะได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว จึงสามารถประคองชีวิตในคุกมาได้ถึงสามสิบปี
มิฉะนั้น ไม่บ้าก็คงตายไปแล้ว
“รบกวนหัวหน้าเฉินช่วยฝากคำทักทายถึงพี่ชายท่านนั้นแทนข้าด้วย ข้ายอมตายเสียดีกว่าที่จะต้องถูกขังอยู่ในคุกถึงสามสิบปี”
นี่คือทัศนคติในการใช้ชีวิตของใต้เท้าจิน ดูเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ชีวิตในคุกเทียนลาวนี้ ผ่านไปไม่ได้แม้แต่วันเดียวจริงจริง แม้ว่าสภาพความเป็นอยู่ที่นี่จะเปรียบเสมือนการพักผ่อนเมื่อเทียบกับคุกหมายเลขสาม แต่สำหรับเหล่าใต้เท้าขุนนางที่เคยมีอำนาจวาสนา ทุกช่วงเวลามันคือความทรมาน
เจ้าอวี๋เจ้าอันพอเห็นเฉินกวนโหลวเดินตรวจคุก สายตาก็ล็อกเป้ามาที่เขาทันที
เฉินกวนโหลวทำได้เพียงยิ้มขื่น “ใต้เท้าอวี๋จะมาถือสาหาความอะไรกับผู้คุมตัวเล็กเล็กอย่างข้า”
“คนทั้งโลกต่างด่าว่าข้าใจคอคับแคบ พยาบาทมาดร้าย เจ้าต้องระวังตัวให้ดี”
“เพื่อหลีกเลี่ยงความทรมานทุกวี่วัน ตอนนี้ตัวข้าก็อยู่ที่นี่แล้ว ใต้เท้าอวี๋มิสู้จัดการข้าเสียเลย ให้มันจบจบไป ฆ่าคนธรรมดาอย่างข้าสักคน สำหรับท่านแล้ว ก็แค่เรื่องดีดนิ้ว”
เฉินกวนโหลวยืนหน้าห้องขังอย่างผ่าเผย ทำท่าทางยอมรับความตาย ทั้งยังหลับตาลง รอให้อีกฝ่ายลงมือ
อวี๋เจ้าอันโมโหแทบตาย เขาตะโกนด่าด้วยความกราดเกรี้ยว “ผู้คุมกระจ้อยร่อย บังอาจกล้าวางแผนกับข้า ช่างขวัญเทียมฟ้าจริงจริง เจ้ามั่นใจว่าข้าจะไม่ลงมือกับเจ้า และยิ่งจะไม่ลงมือในคุกเทียนลาว ถึงได้กล้าทำท่าทางเช่นนี้ ไอ้โจรน้อย รอข้าออกไปได้เมื่อไหร่ ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”
เฉินกวนโหลวลืมตาขึ้นช้าช้า ขมวดคิ้วเล็กน้อย ถามกลับไปว่า “ใต้เท้าอวี๋เป็นเช่นนี้ตลอดเลยหรือ คาดเดาเจตนาผู้อื่นในแง่ร้าย? ในสายตาของใต้เท้า หรือว่าผู้คนล้วนซ่อนดาบในรอยยิ้ม ผู้คนล้วนเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ผู้คนล้วนเป็นคนชั่ว หากกล่าวเช่นนี้ ใต้เท้าคงเชื่อมั่นว่ามนุษย์นั้นสันดานเดิมเป็นคนชั่ว”
“หึ! หรือจะบอกว่ามนุษย์สันดานเดิมเป็นคนดี?” อวี๋เจ้าอันทำท่าทางดูแคลน แววตาเหยียดหยาม ราวกับกำลังหัวเราะเยาะความไร้เดียงสาของเฉินกวนโหลว
เฉินกวนโหลวแอบหัวเราะในใจ โยนคำถามปรัชญาออกไป ตกใต้เท้าอวี๋ได้จริงจริงด้วย
เขาพูดต่อ “ข้าคิดว่ามนุษย์เราแต่กำเนิด ไร้ซึ่งความดีความชั่ว เด็กทารกที่เพิ่งเกิด ใต้เท้าเคยเห็นไหม? สอนให้เขาดี เขาก็ดี สอนให้เขาชั่ว เขาก็ชั่ว หากไม่มีใครสอน เด็กก็จะทำตามสัญชาตญาณของสัตว์ สัญชาตญาณคือการเอาชีวิตรอด ขอเพียงเรื่องใดเอื้อต่อการมีชีวิตรอด ก็จะทำ ไม่เกี่ยวกับความดีความชั่ว”
อวี๋เจ้าอันชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด
เห็นได้ชัดว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินแนวคิดทำนองนี้ ดูแปลกใหม่ และดูเหมือนจะมีเหตุผล
เขาขมวดคิ้ว เดินวนไปวนมาในห้องขังด้วยความหงุดหงิด “คนเราจะไม่มีการแบ่งแยกดีชั่วได้อย่างไร”
เฉินกวนโหลวแอบขำในใจ
เขาพูดต่อ “หรือว่าใต้เท้าตั้งแต่เล็กก็รู้แจ้งเรื่องดีชั่วได้เองโดยไร้ครูบาอาจารย์? หรือไม่ใช่เพราะท่านอาจารย์และบิดามารดาสั่งสอน จึงได้รู้ซึ้งถึงความดีความชั่ว? หากใต้เท้ามีโอกาสได้ไปในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ที่นั่นไม่มีท่านอาจารย์ ไม่มีการศึกษา เด็กที่นั่นขาดการอบรมสั่งสอน หากท่านสังเกตให้ละเอียด จะพบว่าเด็กที่นั่นทำทุกอย่างตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด สถานที่เช่นนั้น จะมีความดีความชั่วอันใดเล่า”
บทที่ 053 ฉวยโอกาสหาเรื่อง
คำว่าดีชั่ว เห็นได้ชัดว่าทำให้อวี๋เจ้าอันจนปัญญา
วันเวลาต่อมา เขาไม่ใช้สายตาที่อยากจะฆ่าคนจ้องมองเฉินกวนโหลวอีกเลย
เฉินกวนโหลว: ...
ขอบคุณสวรรค์ขอบคุณนรก!
หากสามารถใช้โอกาสนี้ลบล้างความคิดที่อวี๋เจ้าอันอยากจะฆ่าเขาได้ เขาก็ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายไปขบคิดหาวิธีจัดการกับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสาม ศิษย์สำนักศึกษาจี้เซี่ย
ต่างคนต่างอยู่ อยู่กันอย่างสันติย่อมดีที่สุด
เขาเป็นขุนนางของเขา ตัวเองเป็นผู้คุมต่อไป ใต้หล้าสงบสุข
พออากาศร้อน กลิ่นในคุกเทียนลาวก็ยิ่งเหม็นจนทนแทบไม่ได้
มีขุนนางต้องโทษถูกทรมาน บนตัวเต็มไปด้วยบาดแผล ทุกครั้งที่เดินผ่านหน้าห้องขังต้องปิดปากปิดจมูก เห็นอยู่ว่าบาดแผลขุนนางต้องโทษเกิดหนอนแมลง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคระบาด เฉินกวนโหลวสั่งให้ผู้คุมไปเชิญหมอมู่มา ทำความสะอาดบาดแผลและใส่ยาให้ขุนนางต้องโทษ
เพียงแค่การกระทำเล็กเล็กเท่านี้ ผู้คุมว่านกลับหยิบยกมาเป็นเรื่องใหญ่โต
เรียกเขาไปที่ห้องทำงาน ด่าทอให้อับอายอย่างรุนแรง “เจ้ามีสมองหรือไม่ รู้จักกฎระเบียบหรือไม่ เรื่องที่เบื้องบนกำหนดไว้ เมื่อไหร่ถึงคราวที่ผู้คุมอย่างเจ้าจะยื่นมือเข้าไปยุ่ง คุกเทียนลาวมีงบประมาณจำกัด ใครอนุญาตให้เจ้าเชิญหมอมาใช้ยากับขุนนางต้องโทษ เจ้าเคยปรึกษาข้าที่เป็นผู้คุมคนนี้หรือยัง ถึงกล้าตัดสินใจโดยพละการ เฉินกวนโหลว เจ้ายังอยากเป็นผู้คุมอยู่หรือไม่”
เฉินกวนโหลวมีหรือจะทำผิดพลาดเรื่องไม่รู้กฎระเบียบเช่นนี้
เขาจำเป็นต้องแก้ต่างให้ตนเอง “เรียนผู้คุมว่าน สิบวันก่อนข้าได้ทำรายงานไปแล้ว เพื่อป้องกันโรคระบาด จึงขอใช้ยากับขุนนางต้องโทษที่ถูกทรมาน บาดแผลเกิดหนอนแมลงแล้ว หากไม่ใช้ยา คนตายเป็นเรื่องเล็ก กลัวแต่ว่าในคุกจะเกิดโรคระบาด สภาพแวดล้อมในคุกเทียนลาวทุกคนต่างรู้ดี เป็นแหล่งเพาะพันธุ์โรคร้ายได้ง่ายที่สุด คนที่ถูกขังอยู่ข้างใน แม้จะบอกว่าเป็นขุนนางต้องโทษ แต่ใครจะรับประกันได้ว่าใต้เท้าท่านไหนในวันหน้าจะกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องที่มิอาจพูดได้ ข้าจึงต้องใช้มาตรการที่จำเป็นขอรับ”
“เจ้ายังมีหน้ามาเถียงอีก เจ้ากำลังจะตำหนิว่าข้าไม่สนใจความเป็นความตายของนักโทษ ไม่สนใจความเป็นความตายของผู้คุม นั่งดูดายให้คุกเทียนลาวเกิดโรคระบาดรึ? เฉินกวนโหลว เจ้าบังอาจ!”
ผู้คุมว่านโกรธจนตัวสั่น
เขารู้อยู่แล้วว่าเฉินกวนโหลวแค่ภายนอกดูซื่อสัตย์ แต่ลับหลังเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ไม่รู้ว่าซ่อนความชั่วร้ายอะไรไว้ เรื่องเกิดโรคระบาด เรื่องที่มิอาจพูดได้ ขู่ใครกัน
คุกเทียนลาวผ่านมาปีแล้วปีเล่าก็เป็นเช่นนี้ คนในเมืองหลวงตายหมดแล้ว คุกเทียนลาวก็ยังสงบสุขดี
ไร้สาระสิ้นดี!
“ผู้น้อยมิได้มีเจตนาเช่นนั้นเลยขอรับ!” เฉินกวนโหลวก้มหน้าลงช้าช้า
“มีหรือไม่มีเจ้าเองที่รู้ดี ข้าจะบอกเจ้าให้ คุกหมายเลขหนึ่งไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ไม่ถึงคราวที่เจ้ามาตัดสินใจ ในเมื่อเจ้าไม่รักษากฎ ข้าเห็นว่าตำแหน่งหัวหน้านี้เจ้าก็ไม่ต้องทำแล้ว”
ผู้คุมว่านเผยธาตุแท้ ในที่สุดก็เผยหางจิ้งจอกออกมา
เขาอยากจับผิดเฉินกวนโหลวมาตลอด อยากไล่เฉินกวนโหลวออกจากคุกหมายเลขหนึ่ง หรือกระทั่งไล่ออกจากคุกเทียนลาว เพียงแต่ติดที่ไม่มีโอกาสดีดีมาตลอด
เฉินกวนโหลวทั้งรักษากฎระเบียบของคุกเทียนลาวทุกข้อ ไม่เคยร่วมวงพนัน ถึงเวลาทำงานก็ทำงาน ถึงเวลาแบ่งเงินก็แบ่งเงิน เวลาที่ควรพลิกแพลงก็ไม่หัวแข็งจนเกินไป ทำให้ผู้คุมว่านกลุ้มใจมาตลอด รังเกียจที่คนแซ่เฉินเหมือนก้อนหินในหลุมถ่าย ทั้งเหม็นทั้งแข็ง
ตอนนี้ ในที่สุดเขาก็จับจุดอ่อนของเฉินกวนโหลวได้ หากไม่ฉวยโอกาสเล่นงานให้หนัก เขาก็ไม่ขอแซ่ว่าน
เฉินกวนโหลวก็เด็ดขาดเช่นกัน “ข้าถามใจตัวเองแล้วไร้ความละอาย หากผู้คุมว่านขวางหูขวางตาข้า รบกวนย้ายข้ากลับไปคุกหมายเลขสาม ข้าจะไม่มีคำโต้แย้งใดใด”
“เหอะ! คิดว่ามีพัศดีฟ่านหนุนหลัง แล้วข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้รึ เจ้าคอยดูเถอะ ไสหัวออกไปซะ”
เฉินกวนโหลวหันหลังเดินจากไป ไม่แม้แต่จะกล่าวลา ไม่ไว้หน้าผู้คุมว่านเลยแม้แต่น้อย
ผู้คุมว่านโกรธจนคว้าเอกสารในมือขว้างใส่เขา
เฉินกวนโหลวราวกับมีตาหลัง เขาคว้าเอกสารที่ลอยมาไว้ได้ แล้วโยนกลับไป ตกบนโต๊ะหนังสือของผู้คุมว่านอย่างแม่นยำ
ผู้คุมว่าน: ...
อึ้งไปครู่ใหญ่ ดีที่ไม่ได้ตามออกไป
เขาโมโหแทบตาย ครั้งนี้ไม่ว่าอย่างไรต้องไล่คนแซ่เฉินออกไปให้ได้
แต่เรื่องนี้ จำต้องให้พัศดีฟ่านพยักหน้า เพราะคนแซ่เฉิน พัศดีฟ่านเป็นคนออกหน้าแนะนำมาอย่างแข็งขัน ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา เขาต้องสร้างภาพลักษณ์ภายนอกให้ดี ให้เกียรติเจ้านาย
เฉินกวนโหลวกลับมาที่ห้องเวร ด้วยความโมโหเต็มท้อง
ผู้คุมหลายคนเข้ามาล้อมเขา ทุกคนต่างเป็นห่วง แต่ไม่มีใครเอ่ยปาก
เทียบกับหัวหน้าเจ้าคนก่อนแล้ว เฉียนฟู่กุ้ยและพวกเขายินดีที่จะทำงานใต้บังคับบัญชาของหัวหน้าเฉินมากกว่า
หัวหน้าเฉินรักษากฎ ไม่ใช้คนทำงานส่วนตัวมั่วซั่ว และไม่ยักยอกเงินของทุกคน เงินเท่าไหร่ก็เท่านั้น ไม่โกงและไม่ค้างชำระ และไม่บังคับให้ทุกคนเล่นพนัน
เมื่อก่อนตอนหัวหน้าเจ้าอยู่ ขอแค่พวกเขารับเงิน ก็จะถูกบังคับให้เล่นพนัน แล้วทุกคนก็ต้องเสียเงินก้อนหนึ่งให้หัวหน้าเจ้า หัวหน้าเจ้าถึงจะยอมปล่อยทุกคนไป
อีกอย่าง กะของพวกเขา เพราะหัวหน้าเฉิน ทำให้จำนวนคนไม่เคยเติมจนเต็ม ด้วยเหตุนี้ เงินที่แบ่งถึงมือพวกเขาก็ได้มากกว่าเดิมเท่าตัว สองสามเดือนมานี้ ทุกคนได้ลาภลอยก้อนเล็กเล็ก ชีวิตความเป็นอยู่ล้วนราบรื่น
กำลังคิดว่าปีนี้จะเก็บเงินสักก้อน ซื้อเรือนเล็กเล็กสักหลังไว้อยู่อาศัย ใครจะคิดว่าผู้คุมว่านจะออกมาหาเรื่องอีก
เรื่องวุ่นวายแท้แท้
หากหัวหน้าเฉินไป เปลี่ยนคนใหม่มา แน่นอนว่าต้องเหมือนหัวหน้าเจ้า วันวันคิดแต่จะกอบโกยเงิน ไม่เพียงรีดไถจากนักโทษ ยังจะรีดไถจากผู้คุมชั้นผู้น้อยอย่างพวกเขา ชีวิตกลับไปเป็นเหมือนเก่า คงน่าเบื่อแย่
“หัวหน้าเฉินจะไปดื่มเหล้ากับซือเย่หลี่สักหน่อยไหมขอรับ?” เซียวจินเสนอ
เฉินกวนโหลวไม่ส่งเสียง เขากำลังชั่งใจ ว่าจะอยู่ที่คุกหมายเลขหนึ่งต่อ หรือถือโอกาสนี้กระโดดออกจากที่นี่กลับไปคุกหมายเลขสาม ต่อให้ไปคุกหมายเลขสอง ดูเหมือนก็จะดีกว่าอยู่คุกหมายเลขหนึ่ง
เพียงแต่... คนที่ย้ายไปย้ายมาอย่างเขา ย่อมต้องกลายเป็นตัวประหลาดในคุกเทียนลาว
เขาเพียงแค่อยากทำตัวกลมกลืนกับผู้คน แอบทำเรื่องส่วนตัวบ้างเป็นครั้งคราว ทำไมถึงได้ยากเย็นแสนเข็ญเช่นนี้
“วันนี้มีคนตายไหม?”
“หัวหน้าเฉินวางใจ วันนี้สงบสุขดี ไม่มีคนตาย โชคดีที่หัวหน้าเฉินตัดสินใจเด็ดขาด ให้หมอมาดูนักโทษที่ถูกทรมาน”
“อากาศผีบ้านี่ เพิ่งเดือนสาม ร้อนอย่างกับเดือนเจ็ดเดือนแปด ในคุกเหม็นเน่าทั้งวัน”
“หัวหน้าเฉิน ทางผู้คุมว่าน ถ้าไม่ไหวจริงจริงก็ใช้เงินฟาดหัวแก้ปัญหาเถอะขอรับ”
เฉินกวนโหลวแค่นเสียงหัวเราะ “พวกเจ้าคิดว่า ความขัดแย้งระหว่างผู้คุมว่านกับข้า เป็นเรื่องที่ใช้เงินแก้ปัญหาได้รึ”
ผู้คุมทั้งสี่เงียบกริบ
เฉินกวนโหลวพูดต่อ “ถ้าข้าสามารถควักเงินพันตำลึงขึ้นไป อาจจะพอคลี่คลายความขัดแย้งได้ชั่วคราว แต่ทำไมข้าต้องจ่ายเงินมากมายขนาดนั้น อีกอย่าง ต่อให้จ่ายเงิน ก็ใช่ว่าจะคลี่คลายความขัดแย้งได้ นี่ไม่ใช่ความขัดแย้งแบบเจ้าสู้ข้าข้าสู้เจ้า แต่เป็นความขัดแย้งแบบตัดทางทำมาหากินเหมือนฆ่าบิดามารดา ต่อให้ข้าบอกว่าเรื่องที่ผ่านมาข้าไม่ถือสา ผู้คุมว่านเขาจะเชื่อรึ?”
เรื่องนี้ พูดยาก!
ผู้คุมทั้งหลายก็หมดหนทาง
เฉินกวนโหลวปลอบพวกเขาอีกว่า “พวกเจ้าตั้งใจทำงาน อย่าให้เรื่องของข้ากระทบถึงตัวพวกเจ้า ผู้คุมว่านอยากจัดการข้า ไม่ใช่เรื่องง่ายดายนักหรอก แยกย้ายกันไปแยกย้ายกันไป อย่ามามุงกันอยู่ที่นี่”
ผู้คุมสี่คนออกจากห้องเวร ไปทำงานต่อ
เฉินกวนโหลวคำนวณเงินในมือ ถือว่ายังเหลือเฟือ การเข้าหาทางซือเย่หลี่ไม่มีปัญหาแน่นอน เพียงแต่ เขาจะอยู่ที่คุกหมายเลขหนึ่งต่อไปหรือไม่
บทที่ 054 สวมบทมือมืด
เฉินกวนโหลวทุ่มเงินก้อนโต เลี้ยงรับรองซือเย่หลี่ที่หอจุ้ยเซียง ฟังเพลงดนตรี ดื่มสุราเคล้านารี ทั้งยังจ้างนางโลมอันดับหนึ่งมาปรนนิบัติ
เขาคิดตกแล้ว เขาจะอยู่ที่คุกหมายเลขหนึ่งต่อไป
คุกหมายเลขหนึ่งเงินทองอู้ฟู่เป็นเหตุผลหนึ่ง ที่สำคัญกว่านั้นคือเขาจะยอมแพ้ไม่ได้ จะก้มหัวให้ผู้คุมว่านไม่ได้ ก้มหัวนั้นง่าย วันหน้าคิดจะเงยหน้าขึ้นมาอีกคงยากแล้ว
ผู้คุมว่านถือขนนกเป็นอาญาสิทธิ์ ไม่เพียงจะแย่งงานเขา ยังคิดจะไล่เขาออกจากคุกเทียนลาว รังแกกันเกินไปแล้ว!
แย่งตำแหน่งของเขาไปแล้วยังไม่พอ ตอนนี้ยังจะมาขี่คอเขาถ่ายปัสสาวะรดหัว อาอาอาจจะทนได้แต่อาซิมทนไม่ไหว หากเขาไม่ตอบโต้ ต่อไปคนในคุกเทียนลาวจะมองเขาอย่างไร ใครจะยอมไว้หน้าเขาแม้เพียงครึ่งส่วน
ต้นไม้อยู่ได้เพราะเปลือก คนอยู่ได้เพราะหน้าตา ต่อให้เขาสามารถไม่เอาหน้าตาได้ แต่นั่นต้องเป็นเพราะเขาเลือกที่จะทิ้งเอง ไม่ใช่ถูกคนอื่นกระชากหน้าตาออกไป
อาหารผ่านไปห้ารส สุราผ่านไปสามรอบ ทั้งสองคนดื่มจนเมามายหน้าแดงก่ำ กำลังอยู่ในช่วงสัมพันธ์แน่นแฟ้น มีอะไรก็เจรจากันได้ง่าย
“เจ้าหนุ่มนี่น่าสนใจ วางใจเถอะ เรื่องของเจ้าข้ารู้หมดแล้ว ข้าจะช่วยพูดจาส่งเสริมเจ้าต่อหน้าท่านฟ่านแน่นอน”
“ขอบคุณซือเย่หลี่ ข้าขอดื่มคารวะท่านหนึ่งจอก ท่านตามสบายเถอะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า รู้อยู่แล้วว่าเจ้าหนุ่มนี่คอแข็งพันจอกไม่เมา วันหลังข้าต้องขอประลองด้วยสักหน่อย”
“ซือเย่หลี่เชิดชูข้าเกินไปแล้ว ข้าก็แค่อาศัยความเป็นหนุ่มเท่านั้นเอง”
“ถ่อมตัวไปแล้ว ถ่อมตัวไปแล้ว ความขัดแย้งระหว่างผู้คุมว่านกับเจ้า คนทั้งคุกเทียนลาวรู้กันทั่ว เรื่องคราวนี้ ท่านฟ่านก็เห็นด้วยกับคำพูดของเจ้า ฤดูกาลนี้เกิดโรคระบาดได้ง่ายที่สุด สมควรระวังป้องกันไว้ก่อน เจ้าวางใจได้ร้อยส่วน ผู้คุมว่านคิดจะใช้เรื่องนี้ไล่เจ้าออก เขาฝันไปเถอะ”
เฉินกวนโหลวได้ยินดังนั้น ก็วางใจไปเปราะหนึ่ง
ซือเย่หลี่โบกมือ นางโลมอันดับหนึ่งลุกขึ้นอย่างรู้ความ พูดว่า “ข้าน้อยจะไปชงชาน้ำแก้เมามาให้นายท่านทั้งสอง นายท่านโปรดรอสักครู่” นางโลมอันดับหนึ่งพาสาวสาวคนอื่นเยื้องย่างออกจากห้องรับรองไป
เฉินกวนโหลวคาดเดาได้ว่าซือเย่หลี่ต้องมีคำพูดจะสั่งเสียกับเขา
เป็นไปตามคาด ซือเย่หลี่เงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “สถานที่อย่างคุกเทียนลาวนี่นะ มีความอัปมงคลอยู่มาก ท่านฟ่านแม้จะได้ชื่อว่าเป็นพัศดี แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องฟังคำสั่งจากเบื้องบน รู้สึกเหมือนแสดงฝีมือได้ไม่เต็มที่”
เฉินกวนโหลวรีบพูดขึ้น “ท่านฟ่านมีความกลัดกลุ้มอันใด ผู้น้อยยินดีแบ่งเบาภาระให้ท่านฟ่านขอรับ”
ซือเย่หลี่พยักหน้าอย่างพอใจ เจ้าหนุ่มนี่หัวไวนี่นา
“เจ้าอาจจะไม่รู้ ช่วงนี้ทางเจียงหนานเกิดคดีต่อต้านภาษีขึ้น พวกกบฏเหล่านั้นถึงขั้นกล้าบุกรุกที่ว่าการ เดิมทีกระแสถูกกดลงไปแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าขุนนางสำนักเส้าฟู่จะปากมาก นำเรื่องขึ้นกราบทูลต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาท”
เฉินกวนโหลวงุนงงไปชั่วขณะ
ชาวบ้านเจียงหนานต่อต้านภาษี เกี่ยวข้องอะไรกับคุกเทียนลาว นี่มันไม่อ้อมค้อมไปหน่อยหรือ เขาไม่เข้าใจเลย!
ซือเย่หลี่ก็ไม่ได้หวังว่าเขาจะเข้าใจ แต่พูดต่อว่า “เจ้ารู้หรือไม่ คดีนี้เกี่ยวพันถึงใคร?”
“ขอซือเย่หลี่โปรดชี้แนะ ผู้น้อยโง่เขลา เดาไม่ออกขอรับ” เฉินกวนโหลวพูดเสียงเบา
ซือเย่หลี่ลูบเครา แสร้งทำเป็นลึกล้ำแล้วพูดว่า “ข้าบอกเจ้าก็ได้ คดีนี้เกี่ยวพันถึงเจียงถู”
“ใต้เท้าเจียง? เป็นไปได้อย่างไร?” เฉินกวนโหลวสงสัยมาก เท่าที่เขารู้เจียงถูเป็นคนเมืองหลวงแต่กำเนิด ทำงานรับราชการในเมืองหลวงมาตลอด ไม่เคยออกไปประจำการต่างเมือง มือของเจียงถูจะยาวไปถึงเจียงหนานเชียวหรือ?
เจียงหนานนั่นมันถิ่นของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ในราชสำนัก ใครจะกล้ายื่นมือเข้าไป! แม้แต่พวกองค์ชายท่านอ๋อง จะหาเงินที่เจียงหนานยังต้องหลบหลบซ่อนซ่อน ไม่กล้าเอิกเกริก ตรงกลางไม่รู้ว่าผ่านนอมินีกี่ชั้นต่อกี่ชั้น
ซือเย่หลี่หัวเราะ หึหึ แสร้งทำเป็นลึกลับ “เจียงถูในฐานะขุนนางคนโปรดข้างกายฝ่าบาท มีคนมากมายยินดีจะวิ่งเต้นเข้าหาเขา พวกนั้นไปก่อเรื่องที่เจียงหนาน เป็นเรื่องที่จะช้าหรือเร็วก็ต้องเกิด เพียงแต่ประจวบเหมาะ มาระเบิดเอาตอนเวลานี้เท่านั้น”
“ขอถามซือเย่หลี่ เรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับท่านฟ่าน และเกี่ยวพันอะไรกับคุกเทียนลาว แล้วข้าควรจะทำอย่างไร”
ซือเย่หลี่พอใจในความฉลาดของเฉินกวนโหลวมาก “เจ้ารู้จักนักโทษห้องยี่สิบเจ็ดหรือไม่?”
“เส้าชิงหลี่แห่งศาลต้าหลี่ซื่อ?”
“คนผู้นี้แหละ ท่านฟ่านกลุ้มใจเหลือเกิน! คดีต่อต้านภาษีเจียงหนานระเบิดขึ้น เบื้องลึกเบื้องหลังนี้ไม่มากก็น้อยยังเกี่ยวพันถึงศาลต้าหลี่ซื่อ เข้าใจแล้วสินะ!”
เฉินกวนโหลวอ้าปากค้างไม่พูดอะไร
เขาต้องใช้เวลาสักหน่อยเพื่อเรียบเรียงความสัมพันธ์ในเรื่องนี้
ก่อนหน้านี้ที่เชือดไก่ให้ลิงดู ก็เพื่อข่มขวัญเส้าชิงหลี่แห่งศาลต้าหลี่ซื่อ
ตอนนี้ดันมีเรื่องคดีต่อต้านภาษีเข้ามาเกี่ยวอีก เจียงถูดันเข้าไปพัวพันด้วย
เขาอดไม่ได้ที่จะคาดเดาอย่างกล้าหาญ “หรือว่าเส้าชิงหลี่จะเป็นคนของใต้เท้าเจียง? ใต้เท้าเจียงสร้างบารมีได้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่” ถึงขั้นมีปัญญาดึงตัวเส้าชิงแห่งศาลต้าหลี่ซื่อมาเป็นพวกได้ ร้ายกาจจริงจริง!
“เจ้าคิดไปถึงไหนแล้ว” ซือเย่หลี่มองค้อน “เส้าชิงหลี่กับใต้เท้าเจียงแน่นอนว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่ทว่า ใต้เท้าหลี่เคยเป็นขุนนางที่เจียงหนาน และตำแหน่งที่ทำก็คือผู้ตรวจการ”
เฉินกวนโหลวโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย กระซิบคาดเดาว่า “ความหมายของซือเย่คือ ให้ใต้เท้าหลี่ เอ่อ... จัดการใต้เท้าเจียง?”
ซือเย่หลี่พอใจแล้ว เจ้าหนุ่มนี่ฉลาดหลักแหลมจริงจริง สะกิดนิดเดียวก็รู้เรื่อง
เฉินกวนโหลวตกตะลึง “แบบนี้จะได้หรือ? คนสองคนที่อยู่ห่างกันคนละโยชน์ จะดึงมาเกี่ยวข้องกันได้รึ?”
“นี่ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องมากังวลแล้ว”
“ซือเย่ต้องการให้ข้าทำอะไร? ใต้เท้าหลี่น่าจะยินดีให้ร้ายใต้เท้าเจียงกระมัง” ตามหลักแล้วเรื่องนี้ไม่น่ายาก ไม่น่าจะตกมาถึงหัวเขา
แต่ซือเย่หลี่กลับหยิบยกเรื่องนี้มาพูดอย่างจริงจัง แสดงว่าเบื้องลึกเบื้องหลังต้องซับซ้อนกว่าที่เขาคิด
“หากจะให้ร้ายเจียงถู ก็เลี่ยงอวี๋เจ้าอันไปไม่ได้ สองคนนี้ในอดีตเคยเป็นขุนนางร่วมราชสำนัก เป็นผู้ตรวจการเหมือนกัน อีกทั้ง ในนั้นอาจจะยังเกี่ยวพันถึงขุนนางในพื้นที่เจียงหนาน คดีนี้จัดการยากนะ”
ความหมายคือต้องการให้เส้าชิงหลี่แบกรับเรื่องนี้ไว้คนเดียว มิน่าเล่าเส้าชิงหลี่ถึงไม่ยอมปริปากสักที ให้เขาแบกรับเรื่องนี้คนเดียว ก็คือให้เขาไปตาย
ฮ่องเต้เฒ่าอารมณ์แปรปรวน ฆ่าขุนนางสักคนสองคนเป็นเรื่องเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวพันถึงขุนนางคนโปรดอย่างเจียงถู
เฉินกวนโหลวทำท่าทางลำบากใจ “แต่ว่า ผู้น้อยไม่ถนัดเรื่องการทรมาน และไม่ถนัดการบีบคั้นสอบสวน”
เรื่องยุ่งยากนี้เขาไม่อยากรับจริงจริง ไม่อยากให้มือเปื้อนเลือด
แต่ซือเย่หลี่ไม่ยอมปล่อยเขาไป “ท่านฟ่านมีความลำบากใจ พวกเราสมควรแบ่งเบาภาระให้เจ้านายมิใช่หรือ เสี่ยวเฉิน เวลาสำคัญเช่นนี้ เจ้าจะมาเลอะเลือนไม่ได้นะ!”
เฉินกวนโหลวเวลานี้อยากจะทิ้งงานไม่ทำมันแล้ว
บิดามันเถอะ ชัดชัดว่าเป็นแค่ผู้คุม กลับต้องมาทำงานสกปรก ก็ไม่รู้ว่าเบื้องบนเป็นขุนนางหน้าไหนคิดวิธีนี้ออกมา ใช้อนาคตและชีวิตของเส้าชิงหลี่แลกกับการโค่นเจียงถู แถมยังไม่แน่ว่าจะโค่นเจียงถูลงได้
เอาเป็นว่า เขาไม่ได้มองโลกในแง่ดีกับเรื่องนี้นัก
ฮ่องเต้เฒ่าตอนนี้เห็นได้ชัดว่าขาดเจียงถูไม่ได้ ผู้ยิ่งใหญ่ในราชสำนักกลับดึงดันจะงัดข้อกับฮ่องเต้เฒ่า ช้าเร็วต้องเกิดเรื่องใหญ่ ถึงตอนนั้น ผู้ยิ่งใหญ่ในราชสำนักปลอดภัยดี คนตัวเล็กเล็กอย่างเขาตายก็ตายไป
ทว่า เวลานี้หากเขากล้าปฏิเสธ ต้องถูกขึ้นบัญชีดำของพัศดีฟ่านแน่ เว้นเสียแต่ว่าเขาไม่อยากทำงานในคุกเทียนลาวต่อ
คุกเทียนลาวเป็นขุมทรัพย์ เขาตัดใจทิ้งชามข้าวใบนี้ไม่ลงจริงจริง
เขากัดฟัน “ไม่ทราบว่าท่านฟ่านต้องการให้ทำถึงขั้นไหน?”
ซือเย่หลี่เวลานี้พอใจเป็นพิเศษ เจ้าหนุ่มนี่รู้ความ มีอนาคต
บทที่ 055 ไม้อ่อนก่อนไม้แข็ง
เมื่อพัศดีฟ่านเอ่ยปาก คำขู่ของผู้คุมว่านก็กลายเป็นหมัน
ตำแหน่งหัวหน้าของเฉินกวนโหลวยังคงมั่นคงดังเดิม
เพียงแต่ ภาระหนักอึ้งก็ตกมาอยู่ที่บ่าของเขาเช่นกัน
ดึกสงัด เหล่าผู้คุมต่างหลบไปเล่นพนันในห้องพักข้างห้องเวร เฉินกวนโหลวเดินออกจากห้องเวรเพียงลำพัง มาถึงหน้าห้องขังหมายเลขยี่สิบเจ็ดอย่างเงียบเชียบ
เส้าชิงหลี่ตื่นตัวมาก รู้สึกได้ว่ามีสายตาจ้องมองเขา เขาจึงลืมตาขึ้นทันที จำได้ว่าเป็นเฉินกวนโหลวที่หน้าประตูคุก เขาชะงักไปเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด เห็นได้ชัดว่านึกไม่ถึงว่าจะเป็นเขา
“ที่แท้ก็หัวหน้าเฉิน ดึกดื่นไม่หลับไม่นอน ไม่เล่นพนัน กลับมายืนอยู่หน้าประตูคุกของข้า ช่างน่าตกใจจริงจริง” เส้าชิงหลี่เอ่ยเย้า ลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า ท่าทางสุขุมเยือกเย็น
“ใต้เท้าหลี่พักในคุกเทียนลาวสุขสบายดีไหม อาหารการกินถูกปากหรือไม่? มีความต้องการสิ่งใด ท่านบอกมาได้ ข้าจะพยายามสนองให้” เฉินกวนโหลวกดเสียงต่ำ พยายามแสดงความเป็นมิตร
เขามีแผนของตัวเอง ไม่อยากเริ่มต้นมาก็ข่มขู่ด้วยท่าทางดุร้าย
เขาเชื่อเสมอว่า ทุกเรื่องในโลกล้วนเจรจากันได้ ต่อให้เป็นความแค้นเป็นตายก็คุยกันได้
ส่วนเหตุใดเขากับผู้คุมว่านถึงไม่ลองนั่งลงคุยกัน นั่นเป็นเพราะทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีความปรารถนาจะนั่งลงคุยกัน บางที ในสายตาของผู้คุมว่าน เฉินกวนโหลวไม่มีคุณสมบัติที่จะคุยกับตน และในสายตาของเฉินกวนโหลว ผู้คุมว่านก็แค่ผายลม ไม่มีอะไรน่าคุยด้วย
ใช้ชีวิตในคุกเทียนลาว ต่างคนต่างใช้ความสามารถ วันไหนใครซวย ก็สมน้ำหน้า
เส้าชิงหลี่ไม่เกรงใจแม้แต่น้อย พูดว่า “ไม่จำกัดว่าเป็นหนังสืออะไร เอามาให้เยอะเยอะหน่อย หนังสือในคุกนี้ พลิกไปพลิกมาอ่านเป็นร้อยรอบ เบื่อจะแย่แล้ว”
“เรื่องเล็กน้อย พรุ่งนี้จะจัดการให้” เฉินกวนโหลวรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ
เส้าชิงหลี่ไม่ถามว่าเขามีจุดประสงค์อะไร ก็คุยสัพเพเหระไปเรื่อย
สุดท้าย เป็นเฉินกวนโหลวที่ทนไม่ไหว ถามขึ้นในที่สุด “ใต้เท้าหลี่เคยคิดถึงอนาคตวันข้างหน้าของตัวเองบ้างหรือไม่?”
หัวข้อนี้ดึงไปค่อนข้างใหญ่ และค่อนข้างไกล
เส้าชิงหลี่ยิ้มอย่างรู้ทัน พูดว่า “ยังจะมีอนาคตวันข้างหน้าอะไรอีก มีชีวิตอยู่ได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว เทียบไม่ได้กับขุนนางที่ออกมาจากสำนักศึกษาจี้เซี่ยหรอก”
เขากำลังเหน็บแนมอวี๋เจ้าอันอยู่สินะ?
ล้วนเป็นขุนนางต้องโทษ ล้วนถูกขังในคุกเทียนลาว แต่ทุกคนต่างฟันธงว่าอวี๋เจ้าอันช้าเร็วต้องได้ออกไป เพียงแค่ขาดโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้น รอจนฮ่องเต้เฒ่าลืมเรื่องนี้ หรือหายโกรธ อวี๋เจ้าอันยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษอีกฉบับ การได้ออกไปก็เป็นเรื่องที่แน่นอน
เฉินกวนโหลวทิ้งความคิดนี้ไป แล้วพูดอีกว่า “ลองคิดดูบ้างก็ไม่เสียหาย โอกาสอยู่ตรงหน้าแล้ว อยู่ที่ว่าจะมีใครคว้าไว้หรือไม่”
เส้าชิงหลี่ขำ เขาเย้ยหยันว่า “ถึงขั้นให้เจ้ามาเป็นคนเกลี้ยกล่อม เบื้องบนไม่มีคนแล้วรึ? หรือว่ากลัวจะมาแปดเปื้อนคดีของข้า จะพาให้เดือดร้อนไปทั้งตัว”
“ทั้งสองอย่าง ผู้เกลี้ยกล่อมอย่างข้า นี่ก็เป็นครั้งแรกที่สาวน้อยขึ้นเกี้ยว”
เฉินกวนโหลวยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ไม่ปกปิดความจริงที่ว่าตนเป็นเพียงเบี้ยเดินหน้า
แต่ทว่า หากเห็นว่าเขาเป็นเบี้ยเดินหน้าแล้วจะดูถูก เขาเองก็ไม่ใช่คนที่จะรังแกได้ง่ายง่าย
“แปลกพิลึก!” เส้าชิงหลี่พินิจเฉินกวนโหลวอีกครั้ง “ตามธรรมเนียมของคุกเทียนลาวพวกเจ้า ป่านนี้เจ้าควรจะลากตัวข้าไปห้องทรมาน ให้ข้าได้เปิดหูเปิดตากับด้านที่มืดมิดที่สุดของคุกเทียนลาว จากนั้นก็ข่มขู่และล่อลวง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แต่เจ้ามายืนคนเดียวหน้าห้องขัง จะทำอะไรได้”
“ก็แค่เดิมพันกับโอกาสสักครั้ง ไม่ต้องลงทัณฑ์ได้ย่อมดีที่สุดที่จะไม่ลงทัณฑ์ ใต้เท้าหลี่ว่าจริงไหม” เฉินกวนโหลวบอกความจริง แสดงความจริงใจเต็มสิบส่วน
คนอย่างเขา ไม่มีรสนิยมชอบการทรมานจริงจริง และไม่ชอบภาพเลือดเนื้อเละเทะ ห้องทรมานเขาเคยไป แค่เห็นเครื่องทรมานสารพัดชนิดข้างใน ก็ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจแล้ว
เขาถึงอย่างไรก็เป็นผู้ระลึกชาติได้ ไม่ใช่คนพื้นเมืองเต็มร้อย ความคิดอ่านของเขา ชาติก่อนสำคัญกว่าชาตินี้ ในสมองยังคงหลงเหลือแนวคิดการเคารพกฎหมายอยู่บ้าง ต่อให้ถูกกลืนกิน เขาก็ยังคงยืนหยัดในเส้นตายของตน พยายามทำเรื่องให้สำเร็จภายในเส้นตายนั้นให้มากที่สุด
แต่ทว่า หากสุดวิสัย เขาก็เป็นคนชั่วได้ กลายเป็นผู้คุมที่ ‘ต่ำต้อย’ ตามปากคำของผู้คนได้อย่างสมบูรณ์
เส้าชิงหลี่ส่ายหน้าช้าช้า “เป็นเด็กใหม่จริงด้วย ไม่เหมือนผู้คุมคนอื่นที่ทำงานเขี้ยวลากดิน”
เฉินกวนโหลวกลับพูดว่า “เจียงถูล้มไม่ได้ อย่างน้อยตอนนี้ก็ล้มไม่ได้”
เส้าชิงหลี่มองเขาด้วยความตกตะลึง ไม่พูดไม่จา ตาค้างไปเลย
เฉินกวนโหลวสูดหายใจลึก แล้วพูดต่อ “พวกเขาให้ท่านเป็นขื่อคานที่ยื่นออกไป ก็แค่เพื่อเพิ่มความมั่นใจอีกสักส่วนเท่านั้น ไม่ได้วางเดิมพันทั้งหมดไว้ที่ตัวท่าน ท่านยังไม่ได้สำคัญถึงเพียงนั้น”
เส้าชิงหลี่แคะหู “คำพูดพวกนี้เบื้องบนก็ให้เจ้ามาพูดสินะ”
“ใครให้ข้าพูดไม่สำคัญ สำคัญที่ว่า ข้ายืนอยู่ข้างท่าน ข้าไม่ต้องการให้ท่านไปรับโทษทัณฑ์”
“ข้าจะเชื่อเจ้าด้วยเหตุอันใด?” เส้าชิงหลี่มองเฉินกวนโหลวอย่างระแวง
“ข้าเพียงอยากทำงานให้สำเร็จ เรื่องนอกเหนือจากงานข้าไม่สนใจจะรับรู้ และไม่คิดจะรับรู้ ท่านคือเป้าหมายภารกิจของข้า ข้าไม่ต้องการให้ภารกิจแรกของข้าจบลงด้วยเลือดเนื้อเละเทะ ใต้เท้าหลี่ ท่านสงสัยเจตนาของข้าได้ สงสัยจุดยืนของข้าได้ แต่จะสงสัยความมุ่งมั่นที่ข้าอยากทำงานให้สำเร็จไม่ได้ ใช้ไม้อ่อนก่อนไม้แข็ง คือการให้เกียรติที่ข้ามีต่อท่าน!”
เฉินกวนโหลวมองสบตาอีกฝ่าย ไม่หลบเลี่ยง ไม่ร้อนตัว ตั้งแต่ต้นจนจบเขาเปิดเผยตรงไปตรงมา
เขาไม่ได้คาดหวังว่าคำพูดของตนจะทำให้อีกฝ่ายประทับใจ
แต่ทว่า หากสำเร็จเล่า? ยังไงก็ต้องลองดู
ดังนั้น คืนนี้เขาจึงมา มาด้วยความจริงใจ อยากค้นหาวิธีร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย อยู่ที่ว่าเส้าชิงหลี่จะยอมรับข้อเสนอ จะยอมร่วมมือหรือไม่
เบื้องบนต้องการใบเบิกทางของเส้าชิงหลี่ ให้เขาออกหน้าให้ร้ายเจียงถู พัศดีฟ่านเพื่อเอาใจขุนนางเบื้องบน จึงรับงานนี้มาเป็นการส่วนตัว เริ่มแรกเชือดไก่ให้ลิงดู ดูเหมือนจะไม่เห็นผล ตอนนี้จึงคิดจะใช้ไม้แข็ง
เฉินกวนโหลวในฐานะเด็กใหม่ของคุกหมายเลขหนึ่ง และยังเป็นหัวหน้า สมควรต้องยื่นใบเบิกทาง เป็นไปไม่ได้ที่จะรับแต่ผลประโยชน์ แต่มือไม่เปื้อนเลือด ในคุกเทียนลาวแบบนี้ถือว่าผิดกฎ
ในคุกเทียนลาว ไม่มีใครสามารถเอาตัวรอดอยู่ตามลำพังได้
ในคุกเทียนลาว ในเมื่อเป็นผู้คุมแล้ว ก็ต้องเรียนรู้ที่จะเป็นคนชั่ว เป็นคนต่ำต้อยที่ล้างตัวอย่างไรก็ไม่สะอาด ให้คำด่าทอจากภายนอกนั้นสมจริงตามชื่อ
เพ้อฝันว่าจะเอาตัวรอดอยู่ตามลำพัง นั่นคือการร้องเพลงคนละคีย์กับคุกเทียนลาว คือการร้องเพลงคนละคีย์กับพัศดีฟ่าน
พัศดีฟ่านต่อหน้าขุนนางก็เป็นแค่หลาน แต่ต่อหน้าผู้คุมเขาคือเจ้าชีวิต ใครอยู่ใครตาย ล้วนอยู่ที่ความคิดเดียวของเขา
ในใจเฉินกวนโหลวรู้ดี ต่อให้ไม่ได้มีเรื่องขัดแย้งกับผู้คุมว่าน ต่อให้ผู้คุมว่านไม่ข่มขู่เขา ซือเย่หลี่ช้าเร็วก็ต้องให้เขายื่นใบเบิกทางอยู่ดี
เขาอยากกินข้าวชามคุกเทียนลาว ก็ต้องยอมรับกฎที่มองไม่เห็นของคุกเทียนลาว
เส้าชิงหลี่กะพริบตา ดูเหมือนจะแปลกใจมากที่ได้ยินคำพูดที่จริงใจและมีความคิดอ่านเช่นนี้จากปากของผู้คุมคนหนึ่ง
เขาถามด้วยความอยากรู้ประโยคหนึ่ง “หัวหน้าเฉินเคยเรียนหนังสือ?”
“เคยเรียนโรงเรียนส่วนตัวอยู่สองปี ไม่ได้เรียนจนมีชื่อเสียงอันใด”
“น่าเสียดาย!”
น่าเสียดายปัญญาชน กลับยอมตกต่ำมาเป็นผู้คุม
เส้าชิงหลี่เดินมาที่หน้าประตูคุก จ้องมองเฉินกวนโหลว “เจ้ากลับไปบอกคนสั่งงานเจ้า อยากให้ข้ายื่นใบเบิกทาง ย่อมได้ แต่ข้าไม่ทำเรื่องแบกเกี้ยวให้ใคร กรุณาให้ผลประโยชน์ที่มากพอ!”
“ท่านต้องการผลประโยชน์แบบไหน?”
“เจ้าเอาคำพูดของข้าไปบอกคนที่สั่งงานเจ้า พวกเขาจะเข้าใจความหมายของข้าเอง”
พูดจบ เส้าชิงหลี่กลับไปที่แคร่ไม้ ล้มตัวลงนอน หลับตา ไม่ยอมสนใจเฉินกวนโหลวอีก
บทที่ 056 ฝูงตัวโง่งม
“เขาพูดเช่นนี้จริงหรือ”
เฉินกวนโหลวยืนอยู่เบื้องหน้าพัศดีฟ่าน โดยมีซือเย่หลี่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกาย เขาพยักหน้าติดต่อกันหลายครั้ง “ผู้น้อยมิบังอาจหลอกลวงใต้เท้า เส้าชิงหลี่กล่าวเช่นนี้จริงขอรับ ขอเพียงมอบผลประโยชน์ให้มากพอ เขาก็ยินดีที่จะทำตามคำสั่ง มอบหนังสือสวามิภักดิ์ให้”
พัศดีฟ่านและซือเย่หลี่สบตากันแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม “เจ้าคิดว่าเขาต้องการผลประโยชน์อันใด”
ซือเย่หลี่ไม่กล้าคาดเดาส่งเดช จึงกระซิบแนะนำเบาเบาว่า “เรื่องนี้ ต้องรีบรายงานเบื้องบน ให้เบื้องบนเป็นผู้ตัดสินใจ นายท่านเพียงแค่ทำตามคำสั่ง ก็จะปลอดภัยไร้กังวล”
พัศดีฟ่านพยักหน้า เห็นได้ชัดว่าเห็นด้วยกับคำแนะนำของซือเย่หลี่ เขาเป็นเพียงพัศดีตัวเล็กเล็ก ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ หรือแม้กระทั่งไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการตัดสินใจด้วยซ้ำ ยอมเป็นเครื่องมือซื่อซื่อ รับผลประโยชน์ในส่วนของตนเอง แล้วรอเลื่อนตำแหน่งอย่างราบรื่นในอีกสักปีสองปีก็พอแล้ว
พัศดีฟ่านหันหน้ามากล่าวกับเฉินกวนโหลวว่า “ครั้งนี้เจ้าทำได้ดีมาก เพียงลำพังตัวคนเดียวก็สามารถเกลี้ยกล่อมเส้าชิงหลี่ให้ร่วมมือได้ ดูท่าข้าจะมองเจ้าไม่ผิดจริงจริง การทำงานเช่นนี้ ต้องเป็นคนที่เคยร่ำเรียนหนังสือมาถึงจะทำได้ หัวสมองพลิกแพลง ทำงานรอบคอบ หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น ในห้องขังคงมีนักโทษที่เป็นขุนนางต้องโทษทัณฑ์เพิ่มขึ้นอีกคน และคงต้องแบกรับชื่อเสียเรื่องความโหดเหี้ยม ภายหน้า ข้าจะมอบหมายงานให้เจ้ามากขึ้น ตั้งใจทำให้ดี ข้าคาดหวังในตัวเจ้า”
เฉินกวนโหลวรีบแสดงความจงรักภักดี “ขอบพระคุณใต้เท้าฟ่านที่เมตตาอุ้มชู ผู้น้อยจะตั้งใจทำงานอย่างแน่นอนขอรับ หากไม่มีคำสั่งอื่นแล้ว ผู้น้อยขอตัวก่อน”
“ไปเถอะ!” พัศดีฟ่านโบกมือ
เฉินกวนโหลวโค้งกายเล็กน้อย แล้วถอยออกจากห้องทำงาน
เมื่อเขาจากไปแล้ว ซือเย่หลี่ก็ขยับเข้าไปใกล้พัศดีฟ่าน “นายท่านยอมรับในตัวเฉินกวนโหลวจริงหรือขอรับ จะไม่ดูหนุ่มแน่นเกินไปหรือ”
“ความหนุ่มแน่นก็มีข้อดี เลือดยังไม่เย็น ยังมีความกระตือรือร้นที่จะทำงาน อีกทั้งยังเคยเรียนหนังสือ รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่ใช่เอาแต่มุดหัวเข้าไปในรูเงินอย่างเดียว ข้าได้ยินมาว่า เขาไม่เคยเข้าร่วมวงพนันเลย”
“นายท่านพูดถูก เฉินกวนโหลวไม่เคยเข้าร่วมวงพนันจริงจริง”
“เช่นนี้สิถึงจะดูเหมือนคนทำงาน ภายหน้าเพิ่มภาระให้เขาอีกหน่อย ฝึกฝนสักพัก ไม่ช้าก็เร็วคงจะสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้”
“เฉินกวนโหลวช่างโชคดีเหลือเกิน ที่ได้รับความชื่นชมจากนายท่าน”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าเองก็ยินดีที่จะสนับสนุนคนเบื้องล่าง” พัศดีฟ่านสวมบทบาทเป็นโป๋เล่อผู้มองเห็นม้าดี ในใจรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก
เฉินกวนโหลวทำงานได้ดี โดดเด่นเหนือกว่าผู้คุมคนอื่นอื่น ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเขามีสายตาแหลมคม รู้จักมองคน ชื่อเสียงเช่นนี้ล้วนต้องอาศัยการสั่งสมทีละเล็กทีละน้อย แม้ว่าคุกเทียนลาวจะเป็นสถานที่สกปรกโสมม ไม่มีใครใส่ใจ แต่พัศดีฟ่านก็ยังยินดีที่จะแสดงความสามารถในการมองคนของตนเอง เพื่อให้แตกต่างจากพัศดีคนอื่นอื่น ให้ดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
การเป็นขุนนางนั้น ไม่ว่าจะมีพุทราหรือไม่มีพุทราก็ต้องลองตีต้นดูสักไม้ ไม่แน่ว่าการกระทำที่ไม่ได้ตั้งใจบางอย่างอาจนำมาซึ่งหนทางสู่ความเจริญรุ่งเรือง
เฉินกวนโหลวกลับมายังคุกเทียนลาว แจ้งข่าวแก่เส้าชิงหลี่ว่าเขาได้ถ่ายทอดคำพูดไปแล้ว พร้อมกันนั้นก็กำชับผู้คุมใต้บังคับบัญชาให้ดูแลเส้าชิงหลี่เป็นอย่างดี
“เขามีความต้องการสิ่งใด ตราบใดที่ถูกต้องตามกฎระเบียบ ก็จงพยายามตอบสนอง หากมีผู้คุมคนอื่นกลั่นแกล้งเขา พวกเจ้าจงพยายามไกล่เกลี่ย อย่าให้ใครมาหยามเกียรติเขาได้ ฟังเข้าใจหรือไม่”
“ฟังเข้าใจแล้ว หัวหน้าเฉิน ทางด้านผู้คุมว่านไม่มีปัญหาแล้วใช่ไหม”
“พูดแบบนี้แสดงว่าหัวหน้าเฉินไม่ต้องไปแล้วสิ”
“วางใจได้ร้อยแปดพันเก้า ข้าจะทำงานอยู่ที่คุกหมายเลขหนึ่งต่อไป ผู้คุมว่านเป็นคนมีเหตุผล ไม่สร้างความลำบากให้ข้าหรอก”
คำพูดนี้ไม่มีใครเชื่อ
แต่ในเมื่อหัวหน้าเฉินพูดเช่นนี้ เหล่าผู้คุมต่างก็พากันเออออห่อหมก ต่างพากันยกย่องว่าผู้คุมว่านเป็นขุนนางที่ดี ทำงานยุติธรรมที่สุด
เรื่องนี้ลอยไปเข้าหูผู้คุมว่าน เขาก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะทันที “คนแซ่เฉินช่างรู้จักวางตัว เขาคิดว่าพูดจาดีลับหลังข้า แล้วข้าจะยอมปล่อยเขาไปหรือ ช่างไร้เดียงสานัก คุกเทียนลาวแห่งนี้ มีแต่ผู้คุมที่เป็นผู้คุมไปตลอดชีวิต ไม่มีพัศดีที่อยู่ไปตลอดชีวิตหรอก พัศดีฟ่านไม่ช้าก็เร็วจะต้องจากไป ถึงเวลานั้นข้าจะคอยดูว่ามันยังจะกำเริบเสิบสานได้อีกหรือไม่”
คราวนี้เขาต้องกลืนเลือดตัวเอง เดิมทีคิดจะฉวยโอกาสจัดการเฉินกวนโหลว แต่กลับถูกพัศดีฟ่านกดดันลงมาอย่างแข็งกร้าว ทำให้เขาเสียหน้าอย่างมาก คนที่คุกหมายเลขสามฝั่งข้างข้างต่างพากันดูถูกเหยียดหยาม หัวเราะเยาะที่เขาขโมยไก่ไม่สำเร็จแถมยังเสียข้าวสาร เสียทั้งหน้าเสียทั้งศักดิ์ศรี
ความแค้นใหม่บวกกับความแค้นเก่า ในใจของผู้คุมว่านนั้นเพลิงโทสะลุกโชนแทบระเบิด อยากจะกำจัดเฉินกวนโหลวให้พ้นทางเสียเดี๋ยวนี้ แต่เขาไม่ใช่คนมุทะลุ หากไม่มีความมั่นใจ เขาจะไม่จัดฉากให้คนไปกลั่นแกล้งเฉินกวนโหลวโดยเจตนา เขาต้องการการโจมตีเพียงครั้งเดียวที่เข้าเป้า ต้องการความผิดที่ดิ้นไม่หลุด
ตอนนี้เขาดูออกแล้วว่า พัศดีฟ่านตั้งใจจะปกป้องเฉินกวนโหลว ซ้ำร้ายเฉินกวนโหลวเพียงแค่ขยับปาก ก็สามารถเกลี้ยกล่อมเส้าชิงหลี่ได้ จัดการเรื่องราวได้อย่างงดงามยิ่งนัก เมื่อเทียบกับผู้คุมคนอื่นที่โง่เง่าราวกับสากกะเบือแล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว เห็นได้ชัดว่าก่อนที่พัศดีฟ่านจะย้ายออกจากคุกเทียนลาว เขาคงไม่มีโอกาสแตะต้องเฉินกวนโหลว
ผู้คุมว่านทำได้เพียงระงับความแค้นนี้ไว้ชั่วคราว
มีลูกน้องเสนอความคิดแย่แย่ “หัวหน้าว่าน ให้พวกเราไปหาคนสั่งสอนไอ้แซ่เฉินสักยกดีไหม มันช่างไม่รู้กฎระเบียบ ไม่รู้จักกตัญญูต่อหัวหน้าว่านเลย”
“เจ้าพวกโง่เง่า! สั่งสอนมันสักยกจะมีประโยชน์อันใด จะไล่มันออกไปได้รึ? อย่าทำเรื่องที่เปิดช่องให้คนอื่นจับผิด หากไม่ทำก็แล้วไป แต่หากจะทำต้องทำให้เด็ดขาดจนถึงที่สุด”
“หัวหน้าว่านสอนสั่งได้ถูกต้อง ผู้น้อยโง่เขลา สมองทึบ คิดอ่านไม่ได้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น”
ผู้คุมว่านรู้สึกรังเกียจลูกน้องใต้บังคับบัญชายิ่งนัก “หากพวกเจ้าขยันอ่านหนังสือให้มากสักหน่อย เหมือนกับเฉินกวนโหลว แค่ขยับปากก็สามารถจัดการเรื่องที่เบื้องบนสั่งลงมาได้ ข้าจะไปต้องกลุ้มใจถึงเพียงนี้ทำไม วันวันเอาแต่เล่นพนัน กินเหล้า เคล้านารี หนังสือหนังหาไม่ยอมเปิดดูสักหน้า จนป่านนี้รู้หนังสือครบสามร้อยตัวหรือยัง?”
“เกือบ... เกือบแล้ว อีกไม่กี่ตัวก็จะครบสามร้อยแล้ว” ลูกน้องตอบอย่างรู้สึกผิด
ผู้คุมว่านโกรธจนควันออกหู “หากพวกเจ้ายอมเอาเวลาและเงินที่ใช้เล่นพนันไปทุ่มเทให้กับการอ่านหนังสือ ไฉนเลยจะปล่อยให้ไอ้แซ่เฉินมีโอกาสได้อวดเบ่ง”
“หัวหน้าว่านโปรดระงับโทสะ มิใช่พวกผู้น้อยไม่รักดี แต่พอหยิบหนังสือขึ้นมาทีไรหัวก็มึนตึ้บ ผู้น้อยอยากจะรู้จักตัวหนังสือ แต่ตัวหนังสือมันไม่ยอมรู้จักผู้น้อย”
“เหลวไหล ไร้สาระสิ้นดี”
ผู้คุมว่านมองลูกน้องใต้บังคับบัญชาแล้วก็หงุดหงิดเต็มประดา โบกไม้โบกมือ ไล่อย่างรังเกียจ “ไสหัวไป ไสหัวไปให้หมด อย่ามาเสนอหน้าให้อับอายขายขี้หน้าต่อหน้ากู”
เมื่อพวกลูกน้องออกไปหมดแล้ว ผู้คุมว่านก็หยิบหนังสือบนโต๊ะขึ้นมาเปิดอ่านส่งเดช ผลคืออ่านไปได้เพียงครึ่งหน้า ก็รู้สึกเวียนหัวตาลาย สมองเหมือนกลายเป็นแป้งเปียก หนังสือพรรค์นี้มันอ่านยากจริงจริง! ไหนเลยจะน่ารักเท่าก้อนเงิน ไหนเลยจะอ่อนโยนเท่านารี
ที่เขาว่ากันว่าในหนังสือมีนางงามดุจหยก ในหนังสือมีเรือนทองคำ เขาไม่เห็นจะมีสักอย่าง
“อ่านหนังสือบ้าบออะไร อ่านให้มากความ สุดท้ายก็เป็นแค่ผู้คุม”
พูดจบ เขาก็โยนหนังสือไปข้างข้าง ปล่อยให้กินฝุ่นต่อไป
อย่างไรเสีย ด้วยความรู้ของเขา เป็นผู้คุมยศนายสิบก็เหลือเฟือแล้ว ไม่เชื่อหรอกว่า เฉินกวนโหลวจะข้ามหัวเขาขึ้นมาวางอำนาจบาตรใหญ่ได้
เฉินกวนโหลวยังไม่ได้คิดเรื่องวางอำนาจบาตรใหญ่
เมื่อออกเวร เขาเดินทอดน่องกลับบ้าน ระหว่างทางแวะซื้อเนื้อวัวตุ๋นมาสองชั่ง ตั้งใจว่าสายสายหน่อยจะไปขอความรู้ที่บ้านตู้ฟูจื่อ
เรือนข้างของบ้านพี่สะใภ้ชุนเซียงที่อยู่ติดกันมีผู้เช่าเข้ามาอยู่ ได้ยินว่าเป็นปัญญาชน เข้าเมืองหลวงมาเพื่อขอความรู้จากอาจารย์ที่มีชื่อเสียง เตรียมตัวสำหรับการสอบใหญ่ในปีหน้า เนื่องจากทรัพย์สินมีจำกัด จึงเลือกเช่าเรือนปีกข้างของบ้านพี่สะใภ้ชุนเซียง
บทที่ 057 ผู้เช่า
พี่สะใภ้ชุนเซียงเป็นบ่าวที่เกิดในเรือนเบี้ยของจวนโหว แต่กลับแต่งงานกับคนนอก ตอนที่ออกเรือน จวนโหวแสดงความใจกว้าง มอบสัญญาทาสคืนให้แก่นาง ด้วยเหตุนี้ ทั้งครอบครัวจึงอาศัยอยู่ที่ตรอกหลังจวนโหว เพื่อจะได้พึ่งพาอาศัยกัน ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเจ้าหน้าที่ทางการขูดรีดทุบตี
เจ้าหน้าที่ทางการต่อให้เก่งกาจเพียงใด ก็ไม่กล้ามาทำกร่างในถิ่นของจวนโหว
สามีของพี่สะใภ้ชุนเซียงเป็นจอมยุทธ์ ทำงานอยู่ที่สำนักคุ้มกันภัย ช่วงนี้ติดตามขบวนสินค้าไปต่างเมือง ยังไม่กลับมา โครงสร้างบ้านของพวกนางเหมือนกับบ้านสกุลเฉิน แต่มีเรือนปีกและเรือนเล็กเพิ่มมาอย่างละห้อง พอดีที่จะใช้ปล่อยเช่าเพื่อจุนเจือครอบครัว
เมื่อก่อนมักจะปล่อยเช่าให้พ่อค้าขนาดกลางและขนาดเล็กที่เดินทางมาค้าขายในเมืองหลวง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ปล่อยเช่าให้ปัญญาชน ช่างน่าแปลกใจนัก พี่สะใภ้ชุนเซียงที่เป็นคนเสียงดัง เวลาพูดจาเสียงก็เบาลงแปดระดับ แถมยังดัดเสียงเล็กเสียงน้อย ช่างน่าประหลาดแท้
เฉินกวนโหลวหั่นเนื้อตุ๋นสามตำลึง นำไปมอบให้บ้านพี่สะใภ้ชุนเซียง บ้านนางมีลูกสามคน เนื้อตุ๋นสามตำลึงพอให้หายอยากได้ ถือโอกาสไปดูของแปลก ประเมินน้ำหนักของปัญญาชนคนใหม่ ขออย่าให้เป็นปัญญาชนที่มีชีพจรยุทธ์เลย จะได้ไม่กระทบต่อการฝึกยุทธ์ของเขา
เขาเคาะประตู แล้วเดินเข้าไปในบ้านพี่สะใภ้ชุนเซียง
พี่สะใภ้ชุนเซียงร้องทักอย่างกระตือรือร้น “มาก็มาเถอะ จะเอาเนื้อตุ๋นมาทำไม กินข้าวมาหรือยัง ถ้ายังไม่กินก็มากินด้วยกัน”
“กินแล้ว กินแล้ว ระหว่างทางกลับมากินเรียบร้อยแล้วจ้ะ”
สองบ้านสนิทสนมกัน ไม่ถือสาหาความ พี่สะใภ้ชุนเซียงก็ไม่ได้เกรงใจเขามากนัก รินน้ำชาให้ แล้วทำงานบ้านไปพลางคุยสัพเพเหระไปพลาง
เวลานั้นเอง ประตูเรือนปีกตะวันออกก็เปิดออก ผู้เช่าที่เป็นปัญญาชนเปิดประตูออกมา แต่งตัวเรียบร้อย แต่ที่หางตายังมีขี้ตาติดอยู่ ในดวงตามีเส้นเลือดฝอยแดงก่ำ
“คุณชายเจ้า วันนี้ทำไมตื่นเช้าจัง? อาหารเช้าจะกินข้างนอกหรือจะให้ข้าทำให้ ที่บ้านยังมีข้าวฟ่าง ต้มโจ๊กข้าวฟ่างได้นะ”
“งั้นรบกวนเถ้าแก่เนี้ยช่วยต้มโจ๊กข้าวฟ่างให้ข้าสักชาม แล้วก็ซาลาเปาสักเข่ง” ว่าแล้ว คุณชายเจ้าก็ส่งเงินให้พี่สะใภ้ชุนเซียง
พี่สะใภ้ชุนเซียงจึงสั่งให้ลูกคนโตออกไปซื้อซาลาเปา และกำชับเป็นพิเศษว่าให้ไปซื้อที่ร้านจาง ซาลาเปาร้านจางไส้แน่น ลูกใหญ่ คุ้มค่าเงิน แถมยังกระซิบบอกลูกคนโตให้ซื้อเพิ่มอีกหนึ่งเข่ง เอามาให้เฉินกวนโหลวกิน แม้แต่โจ๊กข้าวฟ่าง ก็เตรียมไว้สำหรับสองที่
“พี่ชายท่านนี้?” คุณชายเจ้าสังเกตเห็นคนแปลกหน้าอย่างเฉินกวนโหลว จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เฉินกวนโหลวยิ้มทักทาย “ข้าแซ่เฉิน เฉินกวนโหลว พักอยู่บ้านข้างข้างนี้เอง”
“อ้อ!” คุณชายเจ้าพลันเข้าใจกระจ่างแจ้ง “ท่านก็คือพี่เฉินตัวน้อยที่ทำงานอยู่ในคุกเทียนลาวคนนั้น”
“ถูกต้อง!”
“ยินดีที่ได้รู้จัก ยินดีที่ได้รู้จัก” คุณชายเจ้าไม่ได้มีนิสัยเสียที่ดูถูกผู้คุม แต่ก็ไม่ได้สนิทสนมด้วย รักษาความห่างเหินทางสังคมตามปกติ
“คุณชายเจ้าเป็นคนถิ่นใด?” เฉินกวนโหลวสืบประวัติทะเบียนราษฎร์ของอีกฝ่าย
คุณชายเจ้าก็ไม่ปิดบัง และไม่ได้ระแวง “บ้านข้าอยู่ที่ฟู่โจว”
“ฟู่โจวเป็นเมืองที่ดี มาอยู่เมืองหลวงชินหรือยัง อาหารการกินของเมืองหลวงแตกต่างจากฟู่โจวมากโข”
“ก็พอไหว! ข้าไม่ได้ออกจากบ้านครั้งแรก ข้าปรับตัวเก่งพอสมควร” คุณชายเจ้าดูภูมิใจไม่น้อย คนหนุ่มวัยยี่สิบกว่า ยังอยู่ในวัยที่ชอบโอ้อวด
เฉินกวนโหลวดูออกว่าอีกฝ่ายไม่มีชีพจรยุทธ์ และไม่เคยฝึกวรยุทธ์ จึงวางใจ
“คุณชายเจ้า ภายหน้าอยู่เมืองหลวง หากประสบปัญหา ไม่รังเกียจก็บอกข้าได้ เรื่องราวบนท้องถนน ข้าพอจะช่วยได้บ้าง”
เขาไม่ได้รับปากครอบจักรวาล บอกเพียงแค่เรื่องบนท้องถนนที่พอช่วยได้ ความหมายโดยนัยคือ เรื่องราวในแวดวงขุนนางคงช่วยไม่ได้
คุณชายเจ้าได้ยินดังนั้น ก็เกิดความรู้สึกดีขึ้นมา เอ่ยปากว่าจะเป็นเจ้ามือเลี้ยงเหล้าเฉินกวนโหลว
เฉินกวนโหลวตอบตกลง บอกเพียงว่าวันหลังว่างว่างค่อยดื่มด้วยกัน จะได้แนะนำสภาพความเป็นไปในเมืองหลวงให้ฟัง
พอถึงช่วงเที่ยง เฉินกวนโหลวก็ไปที่บ้านตู้ฟูจื่อ
ภรรยาของตู้ฟูจื่ออยู่ที่บ้านเกิด ลูกเต้าก็อยู่ที่บ้านเกิดกันหมด ข้างกายมีเพียงบ่าวชราคนหนึ่งคอยดูแล ทุกครั้งที่เฉินกวนโหลวมา เขาจะดีใจมาก ไม่ใช่เพียงเพราะเฉินกวนโหลวจะหิ้วกับแกล้มและสุรามาด้วยทุกครั้ง แต่เป็นเพราะคนแก่กับคนหนุ่มคุยกันถูกคอ
ตู้ฟูจื่อสอนหนังสืออยู่ในจวนโหว มักจะรู้สึกเหงา ข้างกายไม่มีแม้แต่คนที่จะพูดคุยด้วย การมาของเฉินกวนโหลว ช่วยเติมเต็มความว่างเปล่า ชีวิตก็มีสีสันขึ้นมา
พอเห็นหน้า ตู้ฟูจื่อก็ทักทายอย่างกระตือรือร้น ให้บ่าวชรานำเนื้อวัวตุ๋นไปหั่นในครัวแล้วยกออกมา จัดเตรียมกับแกล้มเพิ่มอีกสองอย่าง วันนี้เขาอารมณ์ดี
“คราวก่อนต้องขอบคุณเจ้าที่ช่วยออกความคิดเห็น เมื่อวันก่อนข้าได้ไปพบนายท่านใหญ่มาแล้ว” ตู้ฟูจื่อเอ่ยถึงเรื่องราวขึ้นมาก่อน
เฉินกวนโหลวเองก็สงสัย จึงถามว่า “นายท่านใหญ่ว่าอย่างไรบ้าง? มีท่าทีอย่างไร”
ตู้ฟูจื่อถอนหายใจด้วยความซาบซึ้ง “นายท่านใหญ่ทราบเรื่องของข้าแล้ว ก็ให้ข้าวางใจสอนหนังสือ ไม่ต้องกังวลเรื่องทางฝั่งนายท่านรอง นายท่านใหญ่ยังบอกอีกว่า เขาเชื่อมั่นในนิสัยและความรู้ของข้า ภายหน้าหากสำนักเรียนมีเรื่องอันใด ก็ให้แจ้งเขาโดยตรงได้เลย”
“ยินดีด้วยตู้ฟูจื่อ จากนี้ไปท่านก็ไม่ต้องกังวลว่านายท่านรองจะจับผิด และไม่ต้องกังวลว่าจะเสียงานที่สำนักเรียนในจวนโหว” เฉินกวนโหลวดีใจแทนตู้ฟูจื่อ และดีใจแทนตัวเองด้วย ตู้ฟูจื่อมีความรู้ดีมาก ตอนนี้เขายังไม่อยากเปลี่ยนคนสอนหนังสือ
ตู้ฟูจื่อหัวเราะฮ่าฮ่า ค่อนข้างภาคภูมิใจ ยกจอกสุราขึ้น หนึ่งแก่หนึ่งหนุ่มดื่มกินกันอย่างสำราญ
ทั้งสองดื่มจนหน้าแดงหูร้อน ตู้ฟูจื่อก็พูดถึงอีกเรื่องหนึ่ง “คราวก่อนคำพูดเหล่านั้นของเจ้า เล่นเอาข้าตกอกตกใจแทบแย่ ตอนที่ข้าเข้าพบนายท่านใหญ่ ข้าทำใจกล้าเอ่ยถึงตามคำแนะนำของเจ้าไปสองสามประโยค นายท่านใหญ่สีหน้าไม่สู้ดี ข้าเลยไม่กล้าพูดมาก แต่ข้าคาดว่าคำพูดเหล่านั้นนายท่านใหญ่น่าจะเก็บไปคิด”
พูดจบ ตู้ฟูจื่อก็มองซ้ายมองขวา แล้วลดเสียงลงต่ำอย่างกะทันหัน กล่าวต่อว่า “เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าได้ยินมาว่า จวนโหวเปลี่ยนหมอมาตรวจชีพจรให้ฮูหยินใหญ่กับสะใภ้ใหญ่ ได้ยินคนเขาพูดกันว่าดูเหมือนจะเปลี่ยนเทียบยาเสียด้วย”
เฉินกวนโหลวคีบเนื้อตุ๋นขึ้นมา ยิ้มกว้าง “แม่ผัวลูกสะใภ้ป่วยกระเสาะกระแสะทั้งคู่ ข้าก็ปักใจเชื่อแล้วว่าเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำ เป็นไปตามคาด! นายท่านใหญ่เปลี่ยนหมอ แล้วฮูหยินผู้เฒ่าของจวนโหวไม่ว่าอะไรบ้างหรือ”
“ฟังคนเขาว่าฮูหยินผู้เฒ่าหาข้ออ้างลงโทษบ่าวไพร่หญิงชราไปหลายคน ทั้งยังตำหนิคุณหนูรองในจวน หาว่าเรียนรู้กฎระเบียบไม่ดีพอ จริงสิ คุณหนูรองเป็นคนของบ้านใหญ่ แม้จะเป็นลูกอนุ แต่ก็ถูกเลี้ยงดูในชื่อของฮูหยินใหญ่มาตั้งแต่เล็ก เลี้ยงดูมาแบบลูกภรรยาเอก”
เฉินกวนโหลวได้ยินดังนั้น ก็แค่นหัวเราะทันที “ฮูหยินผู้เฒ่านี่ร้อนรนเสียแล้ว คนเราห้ามใจร้อน พอใจร้อนก็จะทำผิดพลาดได้ง่าย นี่ไง ฮูหยินผู้เฒ่าเดี๋ยวก็ลงโทษบ่าว เดี๋ยวก็ตำหนิคุณหนูรอง การกระทำเหล่านี้เมื่อตกอยู่ในสายตาของนายท่านใหญ่ ย่อมอดไม่ได้ที่จะคิดมาก แต่ทว่า ฮูหยินผู้เฒ่าสุขภาพร่างกายแข็งแรง แถมยังยึดครองจุดสูงสุดทางศีลธรรมเรื่องความกตัญญู จวนโหวยังมีเรื่องให้ชิงดีชิงเด่นกันอีกเยอะ”
ตู้ฟูจื่อจิ๊ปากสองครั้ง “ข้าเองก็คิดเช่นนั้น เสียดายที่เจ้าอายุน้อยนัก แต่กลับคิดอ่านได้มากถึงเพียงนี้ เจ้าไปเรียนมาจากที่ใด”
“ฟูจื่อลืมไปแล้วหรือ ข้าติดตามพี่สาวไปใช้ชีวิตในสกุลซูอยู่หลายปี พอจะเรียนรู้การคาดเดาจิตใจคนมาบ้าง ตอนนี้ยังทำงานในคุกเทียนลาวอีก คุกเทียนลาวน่ะ ที่นั่นมีภูตผีปีศาจสารพัดรูปแบบ หากไม่มีร้อยแปดเล่ห์เหลี่ยม ป่านนี้คงถูกคนขายไปนานแล้ว”
“คุกเทียนลาวอันตรายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?” ตู้ฟูจื่อไม่ค่อยเข้าใจ ในความเข้าใจของคนทั่วไป ผู้คุมคุกเทียนลาวก็แค่เฝ้านักโทษ จะต้องมาชิงไหวชิงพริบอะไรกัน การชิงไหวชิงพริบมันเป็นเรื่องที่พวกขุนนางเจ้านายเขาต้องกังวลกันต่างหาก
บทที่ 058 ลับลับล่อล่อ
เฉินกวนโหลวทำเสียงฮึมฮัมในลำคอ แล้วกล่าวเสียงดังฟังชัด “ความอันตรายของคุกเทียนลาวไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าแวดวงขุนนางเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่พวกเราเหล่าผู้คุมเป็นแค่คนตัวเล็กเล็ก ไม่มีใครสนใจ ก็ย่อมไม่มีข่าวเล็ดลอดออกไปสู่ภายนอก ชาวโลกต่างมองว่าพวกเราโหดร้ายต่ำต้อย เป็นพวกเหลือบไรที่ละโมบโลภมาก หารู้ไม่ว่าพวกเรารับเงินมาพร้อมกับแบกรับความเสี่ยงอันมหาศาล อีกทั้งเงินก้อนใหญ่ก็ต้องส่งต่อให้เบื้องบน ส่วนข้อหานั้นพวกเราต้องเป็นผู้แบกรับไว้เอง”
ตู้ฟูจื่อฟังจบ ก็รำพึงรำพันออกมาประโยคหนึ่ง “อาชีพไหนก็ไม่ง่าย คนตั้งแผงขายของข้างถนน ก็ต้องเปลืองสมองผูกมิตรกับเจ้าหน้าที่ทางการ เพื่อไม่ให้ถูกรื้อแผงทำลายหนทางทำมาหากิน มาเถอะ ข้าขอดื่มคารวะเจ้าสักจอก”
เฉินกวนโหลวรีบกล่าว “ฟูจื่ออย่าได้ทำเช่นนี้ ควรเป็นข้าที่คารวะท่าน ข้าแม้จะไม่ได้เรียนหนังสือภายใต้การสั่งสอนของท่าน แต่ไม่กี่เดือนมานี้ ได้รับความเมตตาจากท่านชี้แนะ ทำให้ความรู้ของข้าก้าวหน้าขึ้นมาบ้าง ข้าค้นพบว่าการอ่านหนังสือมากมากนั้นมีประโยชน์ อย่างน้อยเวลาพูดคุยกับพวกขุนนางในห้องขัง พวกเขาก็ยังยอมฟังบ้าง ยอมปรายตามองบ้าง”
ตู้ฟูจื่อฟังแล้วก็หัวเราะร่า เอ่ยถามด้วยความสงสัย “พวกขุนนางต้องโทษเหล่านั้นลงมาอยู่ในคุกเทียนลาวแล้ว ยังกำเริบเสิบสานอยู่อีกหรือ ไม่กลัวถูกพวกเจ้าผู้คุมกลั่นแกล้งหรือไร”
คุยสัพเพเหระ ย่อมต้องพูดเรื่องจริงบ้าง ใส่สีตีไข่บ้างก็ไม่เป็นไร
เฉินกวนโหลวถอนหายใจ ผู้คุมช่างขมขื่นนัก!
“ใครจะกล้าไปกลั่นแกล้งพวกเขาเล่า ไม่แน่ว่าวันดีคืนดีอาจจะได้กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม แค่สายตาเดียวหรือคำพูดเดียวของเขา ก็สามารถทำลายอู่ข้าวอู่น้ำของพวกเราผู้คุมได้แล้ว ไม่เพียงแต่กลั่นแกล้งไม่ได้ ยังต้องปรนนิบัติราวกับเป็นเจ้านาย ท่านว่าพวกเราลำบากหรือไม่”
“ลำบาก ลำบากกันทั้งนั้น”
ตู้ฟูจื่อส่ายหัวไปมา ชั่วขณะหนึ่งเกิดแรงบันดาลใจ อยากจะจรดพู่กันเขียนหนังสือ
เฉินกวนโหลวอาสาฝนหมึก อยากจะเห็นผลงานเร็วเร็ว เดิมทีตู้ฟูจื่อคิดจะเขียนบทความอันวิจิตรบรรจง แรงบันดาลใจก็มาแล้ว แต่พอเริ่มลงมือเขียน กลับเขียนได้แค่ส่วนต้นแล้วก็ไปต่อไม่ได้
เฉินกวนโหลวมองดูด้วยความร้อนใจ แต่ก็ไม่กล้าเร่งรัด ได้แต่ปลอบโยนว่า “บทประพันธ์เดิมทีฟ้ารังสรรค์ ฝีมือชั้นเลิศบังเอิญได้มา ฟูจื่อมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ในท้องเต็มไปด้วยภูมิความรู้ จะต้องเขียนบทความอันวิจิตรได้แน่ ตอนนี้แสงแดดจ้าเกินไป ขาดบรรยากาศในการเขียน คงต้องรอจนถึงยามค่ำคืน ยามดึกสงัด ย่อมจะมีความคิดหลั่งไหลออกมาดั่งน้ำพุ”
“เจ้าหนูโหลว คำพูดของเจ้าช่างสวยหรู โดยเฉพาะสองประโยคแรก บทประพันธ์เดิมทีฟ้ารังสรรค์ ฝีมือชั้นเลิศบังเอิญได้มา ดี ดี ดี! ดีเหลือเกิน! นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะมีพรสวรรค์ในการแต่งกลอน เจ้าไม่เรียนหนังสือต่อช่างน่าเสียดายจริงจริง ไม่อย่างนั้นไม่แน่อาจจะสอบได้ตำแหน่งขุนนาง”
“ฟูจื่ออย่าหัวเราะเยาะข้าเลย ข้าเข้ามาอยู่ในคุกเทียนลาว เป็นผู้คุมแล้ว จะมีสิทธิ์ไปสอบจอหงวนที่ไหนกัน พวกขุนนางตรวจสอบประวัติข้า ก็คงคัดชื่อออกทันที ข้าเจียมเนื้อเจียมตัวดีกว่า ไม่เข้าไปมั่วสุมในแวดวงปัญญาชน ให้เขาต้องระคายตา ให้เขารังเกียจเปล่าเปล่า”
เฉินกวนโหลวทำท่าทางเย้ยหยันตัวเอง สถานะของเขาคือพลเมืองดี เขาจะเข้าสอบจอหงวนนั้นย่อมทำได้แน่นอน แต่เขากลับประกอบอาชีพต่ำต้อยอย่างผู้คุม
คนอื่นพอได้ยินอาชีพของเขา ก็ต้องขมวดคิ้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกปัญญาชนที่ถือตัวสูงส่ง ไม่ใช่ปัญญาชนทุกคนที่จะเหมือนซูฟูจื่อ ตู้ฟูจื่อ หรือคุณชายเจ้าที่ไม่รังเกียจผู้คุม
ว่ากันตามตรง สถานะพลเมืองดีของเขาได้แปดเปื้อนสีสันอื่นไปแล้ว ไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่องอีกต่อไป ชาวโลกต่างเหมาเอาว่า ผู้คุมมือสกปรกใจดำ เรื่องฆ่าคนเอาเงินสกปรกคงทำมาไม่น้อย
คนที่เคยฆ่าคน จะเรียกว่าบริสุทธิ์ได้หรือ? อย่าดูถูกคำว่าบริสุทธิ์ให้คนเขาหัวเราะเยาะเลย
ตู้ฟูจื่อรู้สึกเสียดายยิ่งนัก ได้แต่ถอนหายใจเป็นเพื่อน “น่าเสียดาย ไฉนเจ้าถึงดั้นด้นเข้าคุกเทียนลาว ไปทำอาชีพผู้คุม น่าเสียดาย น่าเสียดาย”
เฉินกวนโหลวกลับคิดตก แม้ใครใครจะเสียดายที่เขาเข้าคุกเทียนลาว ยอมลดตัวลงต่ำ แต่เขากลับมีความสุขกับมัน
หากไม่มีขุมทรัพย์อย่างคุกเทียนลาว เขาจะมีโอกาสฝึกยุทธ์ได้อย่างไร จะมีโอกาสได้รับวรยุทธ์ชั้นสูงอย่าง 《บันทึกสู่สวรรค์》 ได้อย่างไร ฝึกยุทธ์ไม่ถึงปี ก็สามารถเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหนึ่งได้แล้ว แม้จะอวดอ้างไม่ได้ แต่ในใจเขารู้สึกสะใจเป็นพิเศษ แอบสะใจ การแอบสะใจนี่แหละคือความสุขอันสูงสุด
ไม่มีใครเข้าใจหรอกว่าเขาหวงแหนงานผู้คุมคุกเทียนลาวนี้เพียงใด
สถานะผู้คุมต่ำต้อยแล้วจะทำไม ในโลกที่เคารพบูชาวรยุทธ์ ผู้แข็งแกร่งในวิถียุทธ์เท่านั้นจึงจะสามารถเย้ยยุทธจักรได้ อีกทั้งเขายังมีผลมรรคาวิถีอมตะติดตัว ไม่มีที่ไหนจะเหมาะแก่การซ่อนตัวได้ดีไปกว่าคุกเทียนลาวอีกแล้ว
เขาพูดอย่างไม่ยี่หระว่า “ไม่มีอะไรน่าเสียดาย มีสละจึงจะมีได้ ตอนนั้นข้ายากจนจนเหลือแค่กางเกงในตัวเดียว มองดูหม้อข้าวไม่มีข้าวสาร อาชีพผู้คุมนี่แหละที่ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของข้า แถมยังทำให้ข้ามีเงินเก็บ สามวันห้าวันก็ได้กินเนื้อสักมื้อ ดื่มเหล้าสักกา
ถ้าข้าไม่ทำอาชีพนี้ ป่านนี้ไม่รู้ว่าจะไปงกงกหลังขดหลังแข็งเสิร์ฟน้ำชารับใช้คนอยู่ที่ห้างร้านไหน เงินที่ได้ก็แค่พอประทังชีวิต ตัวเองก็ไม่รวย พี่สาวก็ช่วยไม่ได้ แม้แต่โอกาสจะมาขอความรู้ที่บ้านฟูจื่อก็คงไม่มี”
“เกินไป เกินไปแล้ว” ตู้ฟูจื่อโบกมือปฏิเสธพัลวัน เขาไม่ใช่ปีศาจตะกละตะกลาม จะกินเนื้อได้สักกี่ตำลึง ดื่มเหล้าสองตำลึงก็พอแล้ว ไม่เคยหวังว่าจะได้ทรัพย์สินเงินทองจากมือเฉินกวนโหลวเท่าไหร่
เฉินกวนโหลวเห็นตู้ฟูจื่อเข้าใจผิด จึงรีบอธิบาย “ถ้าข้าไปทำงานที่ห้างร้าน ต้องยุ่งตั้งแต่เช้ายันค่ำ ต่อให้มีใจอยากจะมาขอความรู้ที่บ้านฟูจื่อ ก็ไม่มีเวลา ยิ่งไม่มีอารมณ์ ไม่เหมือนตอนนี้ เข้ากะสามผลัด ออกเวรก็กลับบ้าน มีเงินมีเวลา นอกจากสถานะต่ำต้อยไปหน่อย ที่เหลือแสนจะอิสระเสรี”
“อิสระก็ส่วนอิสระ แต่มันสิ้นเปลืองความรู้ความสามารถ”
“ข้าจะมีความรู้ความสามารถอะไรกัน” เฉินกวนโหลวยืนกรานไม่ยอมรับว่าตนมีความรู้ เขาเต็มใจให้คนมองว่าเป็นคนไม่รู้หนังสือมากกว่า
“เจ้าหนูโหลวไยต้องถ่อมตัว ข้าคุยกับเจ้ามานานปานนี้ เจ้ามีน้ำหนักกี่ชั่งกี่ตำลึงข้าย่อมรู้ดี แม้ว่าพื้นฐานความรู้จะไม่แน่น รากฐานไม่มั่นคง แต่ดีที่ความคิดพลิกแพลง รู้จักประยุกต์ ไม่คร่ำครึ มีความคิดความอ่านและมีวิสัยทัศน์ สิ่งเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่ปัญญาชนในปัจจุบันขาดแคลนที่สุด ถ้าเจ้าทุ่มเทเวลาปูพื้นฐานให้แน่น ไม่กล้าพูดถึงขั้นจิ้นซื่อ แต่ระดับจวี่เหรินก็ยังพอหวังได้”
โอ้โฮ เฉินกวนโหลวนึกไม่ถึงว่าตู้ฟูจื่อจะประเมินค่าเขาไว้สูงถึงเพียงนี้ ถึงกับบอกว่าเขามีแววระดับจวี่เหริน ในใจเขายิ้มแก้มปริ มีความสุขยิ่งนัก ได้รับการชื่นชมยกย่อง อย่างไรก็เป็นเรื่องน่าปลาบปลื้มใจ
มิน่าล่ะฮ่องเต้เฒ่าถึงชอบฟังคำเยินยอ ขุนนางที่พูดความจริงถึงไม่ได้รับความสำคัญ บางครั้งความจริงมันก็ระคายหูเหลือเกิน เจียงถูผู้นั้นได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้ ไม่ต้องพูดเรื่องอื่น ความฉลาดทางอารมณ์ต้องสูงลิ่ว พูดจาต้องไพเราะเสนาะหูเป็นแน่
รอจนท้องฟ้าเริ่มมืด เขาจึงออกมาจากบ้านตู้ฟูจื่อ ด้วยความมึนเมาสามส่วน เดินลัดเลาะตามตรอกซอกซอย มุ่งหน้ากลับบ้าน
มองเห็นแต่ไกลว่าหลิวเสี่ยวชวน บ่าวรับใช้เฝ้าประตูบ้านผู้ดูแลหลิว ยืนพิงกำแพงอยู่ ท่าทางเหมือนกำลังจะก่อเรื่อง
เขาเดินเข้าไปทักทาย “น้องชายหลิววันนี้ไม่อยู่เวรหรือ มาทำอะไรตรงนี้?”
หลิวเสี่ยวชวนถูกเรียกชื่อกะทันหัน ก็สะดุ้งตกใจ พอหันกลับมาเห็นว่าเป็นเฉินกวนโหลว ก็โล่งอก “ที่แท้ก็พี่เฉินตัวน้อย วันนี้ไม่อยู่เวรหรือ”
“ช่วงนี้ข้าเข้ากะดึก ยังไม่ถึงเวลาเข้าเวร เจ้ามาทำอะไรตรงนี้ ทำตัวลับลับล่อล่อ”
ตอนนี้เฉินกวนโหลวเป็นถึงหัวหน้า มีเงินในมือ ที่สำคัญที่สุดคือได้ชดใช้บุญคุณให้ผู้ดูแลหลิวไปแล้ว ดังนั้น เวลาเขาคุยกับหลิวเสี่ยวชวน จึงไม่ต้องเกรงใจ มีอะไรก็พูดตรงตรง
บทที่ 059 ก่อหายนะใหญ่หลวง
“จุ๊จุ๊! มาแล้ว!”
หลิวเสี่ยวชวนรีบดึงเฉินกวนโหลวไปหลบที่มุมกำแพง
ใครมา?
เฉินกวนโหลวสงสัยหนักหนา
เห็นเพียงรถม้าคันหนึ่งเลี้ยวเข้ามาที่ปากทางข้างหน้า สองข้างทางในตรอกพลันมีนักเลงหัวไม้สิบกว่าคนวิ่งกรูกันออกมา ถือไม้พลองตรงเข้าทุบตีรถม้า
ม้าตกใจ ส่งเสียงร้องโหยหวน คนขับรถม้าพยายามควบคุมม้า คนบนรถม้าวิ่งออกมา เป็นคุณชายหนุ่มรูปงาม คุณชายท่านนี้พอจะมีวิทยายุทธ์อยู่บ้าง แย่งไม้พลองจากมือนักเลง แล้วเข้าต่อสู้ตะลุมบอนกับกลุ่มนักเลง
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ฝีมือเจ้าหรือ?” เฉินกวนโหลวถามหลิวเสี่ยวชวน ไม่ต้องสงสัย นักเลงกลุ่มนี้ล้วนถูกหลิวเสี่ยวชวนบงการ ดักรอในตรอกเพื่อหาจังหวะทำร้ายคน
“คนผู้นั้นไปล่วงเกินเจ้าหรือ ถึงต้องมาดักตีเขาแบบนี้?”
หลิวเสี่ยวชวนแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “ล่วงเกินข้าที่ไหนกัน ล่วงเกินสะใภ้รองต่างหาก ข้าทำตามคำสั่ง ช่วยระบายความแค้นให้สะใภ้รอง เจ้าเดาสิว่าคนผู้นั้นเป็นใคร?”
“ใคร?”
“ญาติฝ่ายแม่ของสะใภ้ใหญ่ ช่วงก่อนเดินทางจากต่างเมืองมาถึงเมืองหลวง พักอยู่ในจวนโหว ไอ้หมอนี่อาศัยความฉลาดนิดหน่อย แส่เรื่องชาวบ้าน ทำลายแผนการดีดีของสะใภ้รอง สะใภ้รองเป็นคนอารมณ์ร้อน นี่ไง สั่งให้พวกข้าสั่งสอนไอ้หมอนี่สักยก ข้ากะว่าตีสักยกก็คงพอแล้ว”
“ระวังจะตีคนจนบาดเจ็บหนักนะ”
“วางใจเถอะ ไอ้หมอนี่เคยเรียนวรยุทธ์ ตีไม่ตายหรอก” หลิวเสี่ยวชวนมั่นใจมาก งานนี้สำหรับเขา ง่ายดายและรวดเร็ว แถมยังได้เงินรางวัลอีกก้อน เขาคิดไว้แล้ว เดี๋ยวจะไปขอรางวัลต่อหน้าสะใภ้รอง
ประจวบเหมาะกับเวลานั้น คุณชายหนุ่มตะโกนก้อง “คุณชายรองแห่งจวนจางอวี้สื่ออยู่ที่นี่ ใครกล้าลงมือ”
ตำแหน่งผู้ตรวจการลาดตระเวนเมือง ตำแหน่งต่ำแต่อำนาจล้นฟ้า หลายปีมานี้ คดีใหญ่คดีสำคัญในเมืองหลวง แทบทั้งหมดล้วนเกิดจากฝีมือของพวกผู้ตรวจการลาดตระเวนเมืองพวกนี้ พอลงมือทีไรหัวคนก็กลิ้งหลุนหลุน
พวกนักเลงต่อให้ไม่รู้ความเพียงใด พอได้ยินชื่อคุณชายรองแห่งจวนจางอวี้สื่อ ต่างก็ชะงักงัน พากันหันมามองหลิวเสี่ยวชวนที่หลบอยู่มุมกำแพง รอคำสั่ง
สมองหลิวเสี่ยวชวนเต้นตุบตุบ ทำไมคุณชายรองแห่งจวนจางอวี้สื่อถึงมาอยู่บนรถม้าได้? แล้วก็ จางอวี้สื่อคนไหน? ขออย่าให้เป็นลูกชายของจางอวี้สื่อคนนั้นเลย
เขาไม่เข้าใจ คนแซ่เย่ไปคบหากับลูกชายผู้ตรวจการตั้งแต่เมื่อไหร่ แถมยังนั่งรถม้าคันเดียวกัน คนแซ่เย่เพิ่งมาถึงเมืองหลวงได้ไม่นาน เต็มที่ก็แค่เดือนกว่ากว่า กลับผูกมิตรกับคุณชายบ้านผู้มีอำนาจจริงได้แล้ว ความสัมพันธ์ยังดีถึงขั้นนั่งรถม้าคันเดียวกัน
ในจังหวะที่หลิวเสี่ยวชวนกำลังตะลึงงัน รถม้าก็มีคุณชายหนุ่มอีกคนมุดออกมา เอามือกุมหน้าผากร้องโอดโอย พอเห็นรถม้าถูกนักเลงล้อม และคุณชายเย่ได้รับบาดเจ็บ ก็ตะโกนลั่นด้วยความโกรธ “ใต้เบื้องบาทโอรสสวรรค์ กลางวันแสกแสก ถึงกับกล้าดักปล้นรถม้า รนหาที่ตาย!”
“ยังจะบื้ออยู่อีกทำไม รีบถอยสิ” เฉินกวนโหลวทุบหมัดลงบนไหล่หลิวเสี่ยวชวน เตือนสติ “พวกเจ้าไม่ได้นัดแนะสัญญาณถอยทัพกันไว้ก่อนรึ? ตัวใครตัวมันเถอะนะ!”
เขาตัดสินใจเด็ดขาด รีบถอยห่างจากจุดเกิดเหตุ ถอนตัวจากน้ำโคลนบ่อนี้ ก่อนไปเตือนหลิวเสี่ยวชวนสักคำ ก็นับว่ามีมนุษยธรรมที่สุดแล้ว ส่วนเรื่องช่วยหลิวเสี่ยวชวนแก้ปัญหา นั่นเป็นไปไม่ได้
เป้าหมายของเขาคือปรมาจารย์ยุทธ์ คือการซ่อนตัวทำตัวกลมกลืน ไม้ขื่อที่ยื่นออกมานอกชายคาย่อมไม่ตรงกับผลประโยชน์ของเขา
แถมเขาก็ชดใช้หนี้บุญคุณผู้ดูแลหลิวหมดแล้ว กับหลิวเสี่ยวชวนยิ่งไม่มีความผูกพันใด
รีบชิ่งเถอะ!
หลิวเสี่ยวชวนพอได้รับการเตือนสติ ก็ส่งสัญญาณร้องเรียก วิ่งหนีเร็วปานลมกรด พวกนักเลงเห็นเขาวิ่ง ก็วิ่งตาม เฮละโล แป๊บเดียวก็วิ่งหนีหายวับไปกับตา
คุณชายเย่โกรธจัด “ข้ารู้ว่าพวกมันเป็นใคร หนีได้แต่พระ หนีวัดไม่พ้นหรอก พี่จาง ไม่บาดเจ็บใช่ไหม”
“ล้มไปสองที ไม่เป็นอะไรมาก เหล่าเย่ คนพวกนี้พุ่งเป้ามาที่เจ้าชัดชัด ดูท่าชีวิตในจวนโหวของเจ้าจะไม่ง่ายสินะ ให้ข้าออกหน้าแทนเจ้าดีไหม มีข้าอยู่ คาดว่าจวนโหวคงไม่กล้าปกป้อง”
“ขอบใจพี่จาง! มิสู้กลับไปรักษาตัวที่จวนโหว เชิญหมอมาตรวจที่จวนจะดีกว่า” คุณชายเย่ไม่ใช่ลูกพลับนิ่ม สะใภ้รองทำวันพระ เขาก็จะทำวันโกน เป็นการแก้แค้นให้ตัวเอง และทวงความยุติธรรมให้ลูกพี่ลูกน้อง
ลูกพี่ลูกน้องของเขาคือสะใภ้ใหญ่แห่งจวนโหว ถูกสะใภ้รองกดขี่มาตลอด เขาดูแล้วทนไม่ไหว ในฐานะคนบ้านเดิม ต้องออกหน้าแทนพี่สาว
สะใภ้ใหญ่พอรู้ว่าน้องชายบ้านเดิมถูกดักตีที่ปากตรอกนอกจวนโหว นักเลงที่ลงมือแม้หน้าตาไม่คุ้น แต่เจ้าเด็กหลิวเสี่ยวชวนนั่นใครบ้างจะไม่รู้จัก คนของผู้ดูแลหลิว ผู้ดูแลหลิวก็จงรักภักดีต่อบ้านรองเรื่องนี้ ต้องเป็นสะใภ้รองบงการแน่ ไม่อย่างนั้นให้หลิวเสี่ยวชวนยืมความกล้าสักสิบกอง ก็ไม่กล้าดักตีคน
สะใภ้ใหญ่โวยวายขึ้นมาทันควัน วิ่งไปร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า จะเป็นจะตาย บอกเพียงว่าจวนโหวไม่ให้ทางรอดแก่นาง จะบีบให้นางตาย นางนอนป่วยติดเตียงมาตลอด ยอมปล่อยอำนาจดูแลบ้านไปแล้ว ยังไม่ยอมปล่อยนางไป ตอนนี้แม้แต่ญาติบ้านเดิมของนางก็ยังยอมรับไม่ได้ มิสู้ประทานเหล้าพิษให้นางสักจอก ตายตายไปซะให้สิ้นเรื่อง
ฮูหยินผู้เฒ่าเดิมทีอยากจะไกล่เกลี่ย ให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องเล็กกลายเป็นไม่มี แต่ต่อมาก็ทราบว่าคุณชายรองจวนจางอวี้สื่อก็อยู่บนรถม้าด้วย หน้าผากปูดเป็นลูกมะนาว ก็ตกใจจนสะดุ้ง
ฮูหยินผู้เฒ่าส่งคนไปเชิญนายท่านใหญ่ออกหน้า อยากให้นายท่านใหญ่กดดันสะใภ้ใหญ่ และส่งของขวัญไปขอขมาบ้านจางอวี้สื่อ ให้เรื่องจบจบไป
นายท่านใหญ่อ้างว่าป่วย หลบหน้าไปเลย ชัดเจนว่านายท่านใหญ่ปล่อยให้สะใภ้ใหญ่อาละวาดเต็มที่ เรื่องยิ่งใหญ่โตยิ่งดี
บ้านรองรังแกกันเกินไปแล้ว
สะใภ้รองทำตัวทำตัวเหิมเกริมวางอำนาจขึ้นทุกวัน ญาติของคู่สะใภ้ก็ยังยอมรับไม่ได้ ยอมรับไม่ได้ก็แล้วไป ถึงกับส่งคนไปดักตี ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี เหลวไหลบัดซบ บ้าอำนาจจนกู่ไม่กลับ คิดจะรังแกบ้านใหญ่ว่าไร้น้ำยาหรือไร ถึงได้พลอยทำให้ญาติบ้านใหญ่เดือดร้อนไปด้วย
ที่ร้ายกาจที่สุดคือ คุณชายเย่ถึงกับกลายเป็นสหายกับคุณชายรองจวนจางอวี้สื่อได้ เจ้าเด็กนี่มีฝีมือ เวลาเพียงสั้นสั้น ก็ผูกมิตรกับลูกหลานผู้มีอำนาจจริงในเมืองหลวงได้ ความสามารถในการเข้าสังคม เหนือกว่าพวกคุณชายในจวนโหวหลายเท่าตัว
ฮูหยินผู้เฒ่าถูกสะใภ้ใหญ่โวยวายจนปวดหัว บวกกับเรื่องพัวพันถึงคุณชายรองจวนจางอวี้สื่อ ต่อให้จางอวี้สื่อใจกว้างไม่เอาความ จวนโหวก็ต้องแสดงท่าที
และความเป็นจริง จางอวี้สื่อมีชื่อเสียงเรื่องใจคอคับแคบ กัดไม่ปล่อย ราวกับสุนัขบ้า นี่จึงบีบให้ฮูหยินผู้เฒ่าต้องตัดสินใจเด็ดขาด
ดังนั้น นักเลงที่ลงมือถูกจับโยนเข้าคุกจิงเจ้าฟู่ทีละคน ส่วนหัวโจกอย่างหลิวเสี่ยวชวนถูกโยนเข้าคุกเทียนลาว ขังไว้ในคุกหมายเลขสอง
พอรู้ว่าหลิวเสี่ยวชวนถูกขังในคุกเทียนลาว เฉินกวนโหลวก็ตั้งใจมาเยี่ยมเขาถึงหน้าห้องขัง พร้อมเตรียมสุราอาหารมาด้วย
หลิวเสี่ยวชวนพอเห็นเฉินกวนโหลว ก็เหมือนเห็นญาติสนิท แทบจะหลั่งน้ำตาออกมาตรงนั้น
“พี่เฉิน... พี่เฉิน ยังเป็นท่านที่มีน้ำใจ ไม่ลืมข้า”
เฉินกวนโหลวยื่นเหล้าและเนื้อให้ “กินซะ รู้ว่าเจ้าอยู่ข้างในนี้กินไม่อิ่มนอนไม่หลับ ตั้งใจเอามาฝาก นึกไม่ถึงว่าคนแรกของจวนโหวที่เข้าคุกเทียนลาวจะเป็นเจ้า”
หลิวเสี่ยวชวนแทะน่องไก่ไปพลาง กล่าวไปพลาง “ตอนนั้นที่ผู้ดูแลหลิวฝากฝังกับทางคุกเทียนลาว ให้เจ้าเข้ามาทำงาน ก็เคยพูดไว้ว่า เผื่อวันไหนคนจวนโหวต้องเข้าคุกเทียนลาว อย่างน้อยก็มีคนกันเองคอยดูแล ข้าก็นึกไม่ถึงว่า คำพูดนี้จะเป็นจริงเร็วขนาดนี้”
บทที่ 060 ร้อนเหลือเกิน
“ผู้ดูแลหลิวไม่ปกป้องเจ้าหรือ? เจ้าทำงานให้สะใภ้รอง เกิดเรื่องขึ้นมา สะใภ้รองทำไมไม่ออกหน้าแทนเจ้า?” เฉินกวนโหลวสงสัยใคร่รู้เป็นอย่างยิ่ง
สถานการณ์ภายในจวนโหวแม้เขาจะพอเดาได้บ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่สู้ฟังจากปากผู้ประสบเหตุโดยตรง คนเราน่ะนะ ล้วนชอบฟังเรื่องซุบซิบ โดยเฉพาะเรื่องใครดวงซวย หรือเรื่องบ้านไหนตีกันเอง เรื่องซุบซิบพวกนี้ขายดีที่สุด
เขากับจวนโหวอย่างไรเสียก็สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน แซ่เฉินเหมือนกัน คนแซ่เฉินดูเรื่องตลกบ้านแตกของคนแซ่เฉินด้วยกันคงไม่เกินเลยไปนัก ถือเสียว่าเพิ่มความบันเทิงให้ชีวิตอันน่าเบื่อหน่าย
“เรื่องมันบานปลายน่ะสิ สะใภ้ใหญ่ร้องห่มร้องไห้ วิ่งไปฟูมฟายจะเป็นจะตายต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า นายท่านใหญ่ก็ไม่ยุ่ง ฮูหยินใหญ่ก็ไม่ถามไถ่ แถมยังมีคุณชายรองจวนจางอวี้สื่อเข้ามาเกี่ยวข้อง โดนบีบหน้าหลัง ฮูหยินผู้เฒ่าเลยจำต้องลงมือขั้นเด็ดขาด สะใภ้รองโกรธจนล้มหมอนนอนเสื่อ ข้าที่เป็นบ่าวก็เลยต้องเข้ามาอยู่ในคุกเทียนลาวสักพัก เมื่อไหร่เรื่องจบ จางอวี้สื่อหายโกรธ ข้าถึงจะออกไปได้”
หลิวเสี่ยวชวนถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาก็ซวยจริงจริง นึกว่าเป็นงานง่ายง่ายแค่พลิกฝ่ามือ ใครจะไปคิดว่าจะไปเจอคุณชายรองจวนจางอวี้สื่อเข้า จนต้องมานอนคุกเทียนลาว
“สะใภ้รองชดเชยให้เจ้าไหม?” เฉินกวนโหลวถามเรื่องซุบซิบ
“ชดเชยอะไรกัน ไม่สั่งโบยข้าจนตายก็นับว่าเมตตาเป็นล้นพ้นแล้ว” หลิวเสี่ยวชวนอัดอั้นตันใจ ทำงานพังเละเทะแบบนี้ แม้แต่ผู้ดูแลหลิวก็ยังรังเกียจเขา
เขาตัดพ้อด้วยความน้อยใจ “ข้าจะไปรู้ได้ยังไงว่าคุณชายรองจางอวี้สื่ออยู่บนรถม้าด้วย ถ้ารู้ ให้ข้ามีความกล้าสักร้อยกองก็ไม่กล้าลงมือ”
“แบบนี้ไม่ถูกต้องนะ! สะใภ้รองทำตัวไม่น่าเลื่อมใสเลย ไม่ว่างานจะสำเร็จหรือไม่ ตอนนี้เจ้าต้องเข้าคุกเทียนลาว รับเคราะห์แทนนาง ยังไงก็ควรจะให้ค่าทำขวัญเจ้าบ้าง นางเป็นถึงสะใภ้ผู้ดูแลจวนโหว เงินแค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก ขี้เหนียวแบบนี้ วันหน้าใครจะเต็มใจแบ่งเบาภาระทำงานให้นางอีก”
เฉินกวนโหลวแสดงความไม่พอใจแทนหลิวเสี่ยวชวน ถือโอกาสสร้างความเกลียดชัง อย่างไรเสียดูความสนุกไม่กลัวเรื่องใหญ่ ยุยงส่งเสริมเข้าไว้
“สะใภ้รองรักเงินยิ่งชีพ ข้าทำงานพลาด ไม่โดนไม้กระดานฟาดก็นับว่าเกรงใจแล้ว ไหนเลยจะกล้าหวังเงินชดเชย พี่เฉินอย่าหัวเราะเยาะข้าเลย ตอนนี้ข้าตกต่ำขนาดนี้ หวังเพียงไม่ต้องถูกลงทัณฑ์ ได้ออกไปอย่างปลอดภัยก็พอ”
จุ๊!
เฉินกวนโหลวส่ายหน้า น่าเวทนาจริง
“ข้าสงสารเจ้า จริงจริงนะ ทำงานพลาด ก็ไม่ใช่เหตุผลของเจ้า ผู้ดูแลหลิวไม่ได้วิ่งเต้นกับทางคุกให้เจ้าหรือ? ข้าเห็นในห้องขังเจ้าแม้แต่แผ่นไม้ปูเตียงก็ไม่มี มีแค่ฟางชั้นเดียว กลางคืนจะนอนยังไง!”
หลิวเสี่ยวชวนมองสภาพในห้องขัง อยากจะร้องไห้ มองเฉินกวนโหลวด้วยสายตาน่าสงสาร
เฉินกวนโหลวทำท่าทางปวดใจและไม่พอใจ “เจ้าวางใจเถอะ ผู้ดูแลหลิวไม่วิ่งเต้นให้ ข้าจะจัดการให้เจ้าเอง เดี๋ยวข้าจะไปบอกกล่าวกับผู้คุมทางนี้ ให้พวกเขาดูแลเจ้าเป็นพิเศษ”
“พี่! ท่านคือพี่แท้แท้ของข้า!” หลิวเสี่ยวชวนซาบซึ้งใจน้ำตาคลอเบ้า แทบอยากจะดึงเฉินกวนโหลวมาสาบานเป็นพี่น้อง เป็นพี่น้องต่างบิดามารดา
เฉินกวนโหลวไหนเลยจะยอมให้อีกฝ่ายสมหวัง สะบัดมือหลิวเสี่ยวชวนออกอย่างแนบเนียน เขาไม่มีวันสาบานเป็นพี่น้องกับคนแซ่หลิวหรอก แค่ดักตีคนยังก่อเรื่องใหญ่โตได้ขนาดนี้ ยังจะหวังพึ่งอะไรมันได้อีก!
ก่อนลงมือไม่สืบข่าว หลังเกิดเรื่องไม่รู้จักเช็ดก้น วิธีการทำงานแบบนี้ สมควรแล้วที่ต้องเข้าคุกเทียนลาว
แน่นอน ความใจดำอำมหิตของสะใภ้รอง ก็สมควรถูกวิพากษ์วิจารณ์ ที่น่าแปลกใจคือ สะใภ้ใหญ่ที่มักจะไร้ตัวตน เวลาคับขันกลับกล้าทุ่มสุดตัว ฮูหยินผู้เฒ่าถูกนางบีบจนจนตรอก
ในภายภาคหน้า หากสะใภ้ใหญ่รักษาร่างกายจนหายดี คาดว่าสะใภ้รองคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง บ้านใหญ่กับบ้านรองยังมีเรื่องให้ตีกันอีกเยอะ
เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินกวนโหลวออกเวรกลับมาพักผ่อนที่บ้าน เจอกับรถม้าจอดขวางประตู
เขาสงสัย?
หน้าบ้านเขามักจะเงียบเหงา นี่เป็นครั้งแรกที่เจอเหตุการณ์รถม้าจอดขวางประตู แปลกประหลาดแท้
ขณะนั้นเอง ประตูรถเปิดออก มือเรียวขาวผ่องยื่นออกมา ช่างงดงาม
สายตาไล่จากมือขึ้นไป ใบหน้าที่คุ้นเคยและเย้ายวนใจ ปรากฏแก่สายตา นางคือหลิวว่านซื่อ ภรรยาของผู้ดูแลหลิว
“คุณนายมาได้อย่างไร? มีธุระอันใด ให้คนมาบอกกล่าวก็ได้ ไฉนต้องลำบากคุณนายมาด้วยตนเอง”
เฉินกวนโหลวรีบเข้าไปหาทันที
กลิ่นหอมอ่อนอ่อนโชยมาจากตัวหลิวว่านซื่อ ดมดูคล้ายกลิ่นดอกท้อ สายรัดเอวที่เอวรัดแน่น เผยให้เห็นสัดส่วนเว้าโค้ง เอวเล็กคอดกิ่ว ผู้ดูแลหลิวช่างมีวาสนา ตาถึงจริงจริง
เฉินกวนโหลวรู้ซึ้งถึงความดีงามของพี่สาวทั้งหลาย เขาหลงใหลในกลิ่นหอม ไม่อยากถอนตัว
“ทำไม ไม่ต้อนรับข้าหรือ?” หลิวว่านซื่อมองเขาด้วยรอยยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม
“ไหนเลยจะเป็นเช่นนั้น คุณนายเป็นแขกผู้มีเกียรติที่ข้าเชิญไม่มา ข้าเฝ้ารอทุกวัน นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะเป็นจริง หากคุณนายไม่รังเกียจ เชิญเข้าบ้านดื่มน้ำชา”
“ก็ดี! ข้ายังไม่เคยเห็นว่าบ้านชายโสดหน้าตาเป็นอย่างไร” หลิวว่านซื่อสายตาแพรวพราว ลอยมาหยุดที่ใบหน้าของเฉินกวนโหลว ยั่วยวนสะกดวิญญาณ เสน่ห์พันเยือกองรวมอยู่ในดวงตาคู่เดียว
เฉินกวนโหลวจ้องหน้านาง แล้วยื่นมือออกไป หลิวว่านซื่อลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มแล้ววางมือเรียวขาวผ่องลงบนหลังมือเขา ให้เขาประคองลงจากรถม้า
สาวใช้ซิ่วจวนแอบแลบลิ้น รอจนหลิวว่านซื่อลงจากรถม้า นางถึงค่อยเข้าไปประคอง ทำเป็นพิธี
ขบวนคนเดินเข้าประตูบ้าน พอประตูบ้านปิดลง เพื่อนบ้านบนถนนสายเดียวกันแทบจะเปิดประตูโผล่หัวออกมาพร้อมกัน มีทั้งชายและหญิง
เฉินกวนโหลวชอบฟังเรื่องซุบซิบของจวนโหว คราวนี้ เขากลายเป็นหัวข้อซุบซิบในปากคนอื่นเสียเอง
เฉินกวนโหลวมีเจตนาแอบแฝง เชิญหลิวว่านซื่อเข้าไปในห้องหนังสือเล็กโดยตรง แล้วสั่งให้ซิ่วจวนไปต้มน้ำชงชา
ซิ่วจวน: ...
นางติดตามคุณนายมาเป็นแขก ไอ้แซ่เฉินบังอาจมาสั่งนางทำงาน รังแกกันเกินไปแล้ว
หลิวว่านซื่อส่งสายตาปราดเดียว ซิ่วจวนที่ในใจไม่พอใจก็จำต้องรับคำสั่งอย่างว่าง่าย ไปต้มน้ำชงชาในครัว
ชั่วขณะหนึ่ง ในห้องหนังสือเหลือเพียงชายหนุ่มหญิงสาว ห้องหนังสือไม่ใหญ่ มีโต๊ะหนังสือหนึ่งตัว เก้าอี้หนึ่งตัว ตู้หนังสือสองตู้ และตั่งไม้อีกหนึ่งตัว พื้นที่ที่เหลือพอแค่ให้กลับตัว
หลิวว่านซื่อนั่งลงบนตั่งไม้ บนตั่งปูเบาะรองนั่ง นั่งสบาย นางเห็นเฉินกวนโหลวนั่งตัวตรงแน่วอยู่บนเก้าอี้ ก็หัวเราะเบาเบา ร่างกายอ่อนระทวย เอนกายพิงพนักแขนของตั่งไม้ทันที เผยให้เห็นสัดส่วนอันงดงามอย่างชัดเจน
เฉินกวนโหลวจ้องมองอีกฝ่ายตาไม่กะพริบ ไม่ใช่แค่หน้า แต่มองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า สายตาล่วงเกิน เปลี่ยนจากท่าทีสุภาพบุรุษหลิ่วเซี่ยฮุยเมื่อแรกพบอย่างสิ้นเชิง พลางชวนคุยแก้เก้อว่า “คุณนายหนาวไหม? หากไม่รังเกียจว่ามีกลิ่นตัวข้า ข้าจะไปหยิบผ้าห่มขนสัตว์มาให้”
หลิวว่านซื่อหัวเราะอย่างรู้ทัน “หนาวน่ะไม่หนาว ชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าไม่เลวนี่นา ถึงกับซื้อหาผ้าห่มขนสัตว์ได้ ไม่ถูกกระมัง”
“ก็พอไหว! คุณนายไม่พูด ข้าก็รู้ว่าตอนนั้นเป็นท่านที่ช่วยเหลือ ข้าถึงได้เข้ามาทำงานในคุกเทียนลาวได้ ในใจข้านั้น เฝ้าคิดถึงแต่จะตอบแทนบุญคุณคุณนาย”
“ตอนนี้ให้โอกาสเจ้าแล้ว เจ้าจะตอบแทนอย่างไร?”
เฉินกวนโหลว: ...
เวลานี้ยังจะสงวนท่าทีอะไรอีก เขาไม่ได้โง่
เขาคว้ามือหลิวว่านซื่อหมับ “พี่สาวอยากให้ข้าตอบแทนอย่างไร”
“เจ้าคนลามก คุณนายไม่เรียก บังอาจมาเรียกพี่สาว ไปหอคณิกามาไม่น้อยสินะ” หลิวว่านซื่อส่งสายตาหวานเชื่อม สีหน้ายิ้มกึ่งไม่ยิ้ม แสร้งทำเป็นขัดขืนสองทีแล้วก็ยอมจำนน
“เช่นนั้น พี่สาวชอบให้ข้าเรียกแบบนี้ไหม?” เฉินกวนโหลวถือโอกาสนั่งลงบนตั่งไม้ เบียดกายแนบชิดนาง
ร้อนเหลือเกิน!