บทที่ 061 เข้าใจผิดแล้ว มิได้มาคาดคั้นเอาความ (รวมตอน 61-70)

บทที่ 61 เข้าใจผิดแล้ว มิได้มาคาดคั้นเอาความ

ซิ่วจวนยกน้ำชาเข้ามา เป็นชาใหม่ยอดแรกของปีนี้

เฉินกวนโหลวนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ สีหน้าจริงจังเคร่งขรึม เปี่ยมด้วยความเที่ยงธรรมราวกับผู้ผดุงคุณธรรม มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นเยาวชนดีเด่น เป็นแบบอย่างที่ใครใครก็ควรศึกษาเรียนรู้

เขายกถ้วยชาขึ้นจิบเบาเบา แล้วเอ่ยชมว่า “ฝีมือการชงชาของแม่นางซิ่วจวนนับวันยิ่งดีขึ้นเรื่อยเรื่อย”

ซิ่วจวนปรายตามองเขาค้อนหนึ่ง แล้วไปยืนข้างกายหลิวว่านซื่อ เพื่อเตรียมพร้อมปรนนิบัติรับใช้ตลอดเวลา

หลิวว่านซื่อถอนหายใจเบาเบา มองอย่างไรก็ดูเป็นสะใภ้ที่วางตัวดีและเพียบพร้อม

“เสี่ยวชวนเข้าไปในคุกเทียนลาว คงไม่ได้ออกมาในเร็ววัน ยังต้องพึ่งพาเสี่ยวเฉินให้ช่วยดูแลสักหน่อย”

“ฮูหยินพูดเหมือนคนกันเองห่างเหินไปได้ ต่อให้ท่านไม่สั่งกำชับ เรื่องนี้ข้าน้อยก็จะจัดการให้อยู่แล้วขอรับ”

หลิวว่านซื่อยิ้มอย่างพอใจ “ครั้งนี้เรือนใหญ่กับเรือนรองมีเรื่องขัดแย้งกัน นายท่านใหญ่เลือกวางตัวเป็นกลางดูอยู่บนกำแพง นายท่านรองอยากจะยื่นมือเข้ามาแทรกก็ต้องดูว่าจางอวี้สื่อจะยอมไว้หน้าหรือไม่ นายท่านของบ้านข้าเป็นคนดวงซวย พลอยโดนหางเลขไปด้วย ถูกบีบอยู่ตรงกลางวางตัวลำบาก พาลทำให้ข้าไม่ได้พักผ่อนดีดีมาหลายวันแล้ว”

“ฮูหยินโปรดวางใจ เรื่องราวช้าเร็วต้องคลี่คลาย จางอวี้สื่อต่อให้อารมณ์ร้ายเพียงใด อำนาจบารมีมากเพียงไหน ก็มิอาจไม่ไว้หน้าจวนโหว”

“เรื่องนี้พูดยาก พวกอวี้สื่อกลุ่มนั้น ชอบจับผิดพวกขุนนางบรรดาศักดิ์เป็นที่สุด ปลอดภัยไร้ความเสี่ยง แถมยังสร้างชื่อเสียงได้อีกระลอก”

อวี้สื่อจับผิดขุนนางบรรดาศักดิ์เพื่อสร้างชื่อเสียง เป็นบทละครที่มีมาแต่โบราณกาล รัชสมัยนี้ยิ่งเห็นได้ชัดเจน

ขุนนางบรรดาศักดิ์ เกิดมาก็เสพสุขกับลาภยศสรรเสริญ ลูกหลานเหลนโหลนครอบครองทรัพยากรที่ดีที่สุดในใต้หล้าสืบต่อกันมาหลายรุ่น ส่วนบัณฑิตต้องทนหนาวตรากตรำร่ำเรียนนับสิบปี จึงจะมีโอกาสเพียงริบหรี่ที่จะก้าวเข้าสู่ราชสำนัก ถึงจะมีคุณสมบัติได้เป็นขุนนางร่วมราชสำนักกับพวกขุนนางบรรดาศักดิ์เหล่านั้น

อิจฉา!

ขอเพียงเป็นบัณฑิตที่เคร่งครัดจริงจัง เมื่อได้เห็นความหรูหราฟุ่มเฟือยไร้ขอบเขตของขุนนางบรรดาศักดิ์ ย่อมอดไม่ได้ที่จะอิจฉาริษยา หากมีโอกาส ย่อมต้องถวายฎีกาเล่นงานพวกขุนนางบรรดาศักดิ์ให้ตายกันไปข้างหนึ่ง ฮ่องเต้เฒ่าจะสนใจหรือไม่นั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ ต้องแสดงท่าทีไม่ยอมก้มหัวสมคบคิดกับขุนนางบรรดาศักดิ์ จึงจะได้รับคำสรรเสริญจากเหล่าปัญญาชน

คำสรรเสริญจากปัญญาชนดูเหมือนไม่สำคัญ แต่คนที่คลุกคลีในแวดวงขุนนางจะรู้ดีว่า สิ่งนี้คือต้นทุนในการเลื่อนตำแหน่งที่แท้จริง เมื่อมีชื่อเสียงในหมู่ปัญญาชน ฮ่องเต้เฒ่าก็ต้องชั่งใจ ไม่กล้าดูแคลนกดขี่ตามอำเภอใจ เพื่อมิให้บัณฑิตทั่วหล้าต้องหนาวเหน็บเจ็บปวดใจ จนพระองค์ต้องแบกรับชื่อเสียงว่าเป็นทรราช

ความสามารถด้านอื่นของบัณฑิตอาจจะดาษดื่นธรรมดา แต่เรื่องทำลายชื่อเสียงของฮ่องเต้สักองค์นั้นช่างง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ ชำนาญยิ่งนัก ต่อให้ตอนฮ่องเต้ยังมีชีวิตอยู่ บัณฑิตไม่กล้าทำลายชื่อเสียง รอให้ฮ่องเต้สวรรคตเมื่อใด ก็จะย่ำยีสาดเสียเทเสียอย่างเต็มที่ ฮ่องเต้องค์ใหม่ก็ห้ามไม่อยู่ ห้ามไม่ได้เลยจริงจริง

“ต่อให้ต้องการสร้างชื่อเสียง ก็ต้องดูผลที่ตามมาไม่ใช่หรือขอรับ” เฉินกวนโหลวไม่รีบร้อนเลยสักนิด อาศัยคำพูดของหลิวว่านซื่อชักแม่น้ำทั้งห้าโยกโย้ไปมา ไม่ยอมพูดเข้าประเด็นสำคัญเสียที

หลิวว่านซื่อปรายตามองเขา แอบคิดในใจว่า เจ้าเด็กบังอาจ เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวไม่เบา

นางจิบชาคำหนึ่ง “ประเด็นสำคัญคือนายท่านของบ้านข้าถูกบีบอยู่ตรงกลางวางตัวลำบากนี่สิ”

“ผู้ดูแลหลิวช่วงนี้คงเหนื่อยแย่กระมัง สมควรเชิญหมอมาตรวจดูอาการที่จวนสักหน่อยไหมขอรับ” เฉินกวนโหลวแสร้งแนะนำไปอย่างนั้น

หลิวว่านซื่อถอนหายใจตามมาทันที “ป่วยได้ชั่วคราว แต่ไม่อาจป่วยได้ตลอดไป เรื่องตู้ฟูจื่อคราวก่อน ได้ยินว่าเป็นเจ้าที่ออกอุบายให้เขา ให้เขาไปร้องทุกข์กับนายท่านใหญ่” พูดจบ นางก็จ้องเขม็งมาที่เขา เห็นได้ชัดว่าเจตนาไม่ดี

เฉินกวนโหลวให้ตายก็ไม่ยอมรับ “คำพูดนี้จะพูดมั่วซั่วไม่ได้นะขอรับ ข้าน้อยเพิ่งอ่านหนังสือได้ไม่กี่วัน จะมีความสามารถไปออกอุบายให้ตู้ฟูจื่อได้อย่างไร ฮูหยินประเมินข้าน้อยสูงเกินไปแล้ว”

“ประเมินเจ้าสูงไปหรือไม่ เจ้าเองย่อมรู้อยู่แก่ใจ ข้ายังได้ยินมาอีกว่า หลังจากตู้ฟูจื่อพบนายท่านใหญ่แล้ว จู่จู่ปุบปับนายท่านใหญ่ก็นึกครึ้มใจเชิญหมอแปลกหน้ามารักษาฮูหยินใหญ่กับสะใภ้ใหญ่ ทั้งยังเปลี่ยนเทียบยาเดิม นี่ไงเล่า พอสะใภ้ใหญ่ใช้เทียบยาใหม่ ก็มีแรงวิ่งไปฟูมฟายขู่จะฆ่าตัวตายต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า บีบให้ฮูหยินรองต้องไปคุกเข่าขอขมาต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า”

พูดจบ หลิวว่านซื่อก็แค่นเสียง ‘ฮึ’ ออกมา

เรื่องราวในคราวนี้ หากจะสืบสาวราวเรื่อง ต้นตอก็อยู่ที่ตัวเฉินกวนโหลว ขอเพียงอาการของสะใภ้ใหญ่ไม่ดีขึ้น ก็จะไม่มีแรงมาอาละวาด

ตราบใดที่ไม่โวยวายอาละวาด ทางฝั่งคุณชายรองจางย่อมหาทางปลอบโยนให้สงบลงได้ พริบตาเดียว เรื่องราวก็จะเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ผู้ดูแลหลิวก็ไม่ต้องมารับศึกสองด้าน หลิวเสี่ยวชวนย่อมไม่ต้องเข้าคุกเทียนลาว

เฉินกวนโหลว: ...

ไอ้หยา ยังมีฉากสั่งลงโทษคุกเข่าอีกด้วยหรือนี่ ครึกครื้นจริงจริง!

ทว่า หลิวว่านซื่อช่างหน้าหนานัก ถึงกับโยนความรับผิดชอบที่เป็นต้นตอมาไว้บนหัวเขา ชักจะรังแกกันเกินไปแล้ว!

เขาเองก็ไม่เกรงใจ สวนกลับไปทันควัน “ดูฮูหยินพูดเข้าสิ เรื่องสองเรื่องที่ห่างกันคนละโยชน์ ท่านก็ยังจับมาโยงเข้าด้วยกันได้ หากข้าน้อยมีความสามารถขนาดนั้น จะมาเป็นแค่ผู้คุมคุกทำไม”

“ใครบ้างไม่รู้ว่าเจ้าคลั่งไคล้วรยุทธ์ เข้าคุกเทียนลาวก็เที่ยวไล่ทวงถามคัมภีร์ยุทธ์จากนักโทษพวกนั้นทุกวี่ทุกวัน”

หา?

เฉินกวนโหลวมีท่าทีตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ถามเสียงเบาว่า “เรื่องนี้ลือไปถึงจวนโหวเชียวหรือ”

หลิวว่านซื่อค้อนเขาตาคว่ำ “เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า เรื่องของเจ้าก็ไม่ได้ปิดหูตาผู้คน คนโน้นทีคนนี้ที ลือไปถึงจวนโหวก็เป็นเรื่องปกติ”

เฉินกวนโหลว: ...

ยังดี ที่เขาไม่ได้เปิดเผยความลับที่แท้จริงของตนเอง ส่วนเรื่องรวบรวมคัมภีร์ยุทธ์ในคุกเทียนลาว เรื่องนี้ปิดไม่มิดอยู่แล้ว ดังนั้นตั้งแต่แรก เขาก็ไม่ได้จงใจปกปิด แต่แน่นอนว่าย่อมไม่เที่ยวป่าวประกาศออกไป คนอื่นจะนินทาเรื่องของเขา เขาก็ห้ามไม่ได้

จวนโหวรู้ก็รู้ไปเถอะ วันหน้าเขาใช้วรยุทธ์ อย่างน้อยก็มีข้ออ้าง ขอแค่อย่าเปิดเผยเคล็ดวิชาเดินลมปราณภายในก็พอ

“ช่างเถอะว่าทำไมข้าถึงมาเป็นผู้คุมคุก สรุปสั้นสั้นก็คือ เรื่องของจวนโหวไม่เกี่ยวกับข้าน้อยแม้แต่น้อย หากฮูหยินจะมาคาดคั้นเอาความ ต้องขออภัยที่ข้าน้อยไม่อาจต้อนรับขับสู้ต่อไปได้” เฉินกวนโหลวแสดงท่าทีไล่แขก ไม่ตามใจอีกฝ่าย

หลิวว่านซื่อมองดูเขา แล้วหัวเราะพรวดออกมา “ดูเจ้าทำท่าร้อนรนเข้าสิ ข้าพูดหรือว่าจะมาคาดคั้นเอาความ? คนอย่างเจ้านี่นะ มองเจตนาคนอื่นเลวร้ายไปถึงไหนกัน?”

ทั้งจริตจะก้านทั้งน้ำเสียงตัดพ้อ ช่างชวนให้ใจละลายเสียจริง!

เฉินกวนโหลวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ไม่หลงกลไม้นี้ของนาง ปั้นหน้าขรึมถามกลับไปว่า “ไม่ใช่มาคาดคั้นเอาความจริงหรือ?”

“ย่อมไม่ใช่แน่นอน จางอวี้สื่อแม้จะดุร้าย แต่จวนโหวอันยิ่งใหญ่ก็มีวิธีรับมือ ขอเพียงคนแซ่จางไม่คิดจะขยายเรื่องให้ใหญ่โต อย่าได้เพ้อฝันว่าจะมาเหยียบย่ำจวนโหว จวนโหวก็ยินดีจะไว้หน้าเขาอย่างเต็มที่ เดิมที เรื่องนี้ควรให้เจ้าหนูแซ่เย่ไปจัดการ แต่เจ้าแซ่เย่นั่น ใจเด็ดเดี่ยวที่จะออกหน้าแทนสะใภ้ใหญ่ วางท่าถือตัวตลอดเวลา ถ้าให้ผลประโยชน์ไม่มากพอ ก็ไม่ยอมตกปากรับคำ”

“ความหมายของฮูหยินคือ?” เฉินกวนโหลวรู้สึกสงสัย ดูอย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับเขา

หลิวว่านซื่อหัวเราะเบาเบา “นายท่านของบ้านข้าทราบว่าอวี๋เจ้าอันถูกคุมขังอยู่ที่คุกเทียนลาว ได้ยินว่าอยู่ในเขตรับผิดชอบของเจ้า มิสู้เจ้าช่วยฝากข้อความไปบอกอวี๋เจ้าอันหน่อยเถิด”

“เรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับอวี๋เจ้าอัน?” เฉินกวนโหลวทำหน้ามึนงงไม่เข้าใจ

หลิวว่านซื่อวางถ้วยชาลงอย่างไม่ใส่ใจ ซิ่วจวนรีบเข้ามารับไปถือไว้ในมือ

นางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา ซับมุมปากเบาเบา สีหน้าและแววตาเรียบเฉยขณะกล่าวว่า “เจ้าไม่รู้หรือว่า อวี๋เจ้าอันกับจางอวี้สื่อไม่ค่อยลงรอยกันมาตลอด”

“อวี๋เจ้าอันเป็นขุนนางต้องโทษ ต่อให้ไม่ถูกกับจางอวี้สื่อ แล้วจะทำอะไรได้?”

“ช่วงนี้จางอวี้สื่อเคลื่อนไหวคึกคัก เป็นแกนนำถวายฎีกาเล่นงานเจียงถู สั่งสมชื่อเสียงบารมีได้มหาศาล ไม่เพียงแค่นั้น เขายังแอบติดต่อชักจูงคนในทางลับ หวังให้สำนักตูฉาหยวนยอมสละทิ้งอวี๋เจ้าอันเป็นคนแรก อวี๋เจ้าอันเป็นถึงศิษย์สำนักศึกษาจี้เซี่ย เบื้องหลังยังมีจิ้นอ๋อง ถ้าเขารู้ว่าจางอวี้สื่อลอบยิงเกาทัณฑ์ใส่ข้างหลัง ต้องไม่มีทางนิ่งเฉยเป็นแน่ เป็นอย่างไร เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่ลำบากเจ้ากระมัง”


บทที่ 62 ปากสุนัขย่อมไม่มีงาช้างงอกออกมา

เฉินกวนโหลวแสร้งทำเป็นเงียบขรึม ดูเหมือนกำลังจดจ่ออยู่กับการพิจารณาถ้วยชาในมืออย่างตั้งอกตั้งใจ ว่าเป็นลายดอกไม้ชนิดใด สไตล์แบบไหน และมีมูลค่ากี่อีแปะ

ฟังเพลงรู้ซึ้งถึงความหมาย

หลิวว่านซื่อลอบยิ้มในใจ เห็นเขามีท่าทางเช่นนี้ ก็รู้ว่าเขาเป็นประเภทไม่เห็นกระต่ายไม่ยอมปล่อยเหยี่ยว ผ่านไปหนึ่งปี เขาเปลี่ยนจากปืนแก๊ปเป็นปืนใหญ่ คนยังเป็นคนเดิม แต่ไม่ใช่เฉินกวนโหลวผู้ตกอับที่ต้องคอยระมัดระวังตัว ก้มหัวขอร้องให้คนช่วยอย่างต่ำต้อยเมื่อปีก่อนอีกแล้ว

ตอนนี้เขามีเงินแล้ว

เงินคือความกล้าของคน มีเงินก็มีความมั่นใจ

หลิวว่านซื่อได้รับคำตอบที่แม่นยำ แต่กลับเข้าใจเหตุผลผิดไป

เฉินกวนโหลวในตอนนี้มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมจริงจริง ทว่าความมั่นใจของเขาไม่ได้มาจากทรัพย์สินเงินทอง เงินทองเป็นของนอกกาย แม้จะมีประโยชน์อยู่บ้างนิดหน่อย แต่ก็เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กน้อยเท่านั้น ความมั่นใจที่แท้จริงของเขามาจากกำลังวรยุทธ์ มาจากพลังฝีมืออันแข็งแกร่งที่เอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหนึ่งได้ ทำให้ภายในใจของเขาเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นอย่างยิ่ง

เมื่อเวลาผ่านไป เขาจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยเรื่อย

สักวันหนึ่ง เขาเองก็อยากจะลองสัมผัสระดับผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปรมาจารย์อันลึกลับซับซ้อน อยากจะยืนอยู่บนยอดเขาแล้วมองลงมายังสรรพสัตว์เบื้องล่าง

“ย่อมไม่ให้เจ้าช่วยเปล่าเปล่าแน่” หลิวว่านซื่อกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เจ้าอยากได้อะไร บอกมาได้เลย ข้าเห็นว่าในห้องของเจ้ายังขาดสตรี มิสู้ข้ายกซิ่วจวนให้มาปรนนิบัติเจ้าเป็นอย่างไร”

พอคำพูดนี้หลุดออกมา สองหนุ่มสาวผู้เกี่ยวข้องต่างเปลี่ยนสีหน้าพร้อมกัน

ซิ่วจวนร้อนรนจนหน้าดำหน้าแดง เดี๋ยวแดงเดี๋ยวม่วง ปรายตามองเฉินกวนโหลวไม่หยุด ระหว่างคิ้วแสดงออกชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย แต่ดูเหมือนจะมีความคาดหวังอยู่บ้างนิดหน่อย ไม่รู้ว่าความคาดหวังหรือความผูกพันเก่าก่อนอย่างไหนมีมากกว่ากัน

เฉินกวนโหลวเปลี่ยนสีหน้ากลับมาสงบนิ่ง เอ่ยหยอกเย้าว่า “ฮูหยินขาดแม่นางซิ่วจวนไปไม่ได้แม้แต่ชั่วครู่ ข้าน้อยจะกล้าแย่งของรักของคนอื่นได้อย่างไร”

หลิวว่านซื่อหัวเราะชอบใจ หัวเราะจนตัวงอ แววตามีชีวิตชีวา “เอาเถอะ เอาเถอะ เรื่องในห้องหอของเจ้าไหนเลยจะถึงคราวให้ข้ามาบงการ ทราบว่าเจ้าหลงใหลในวิถียุทธ์ ข้าจึงสั่งคนเสาะหาคัมภีร์หมัดมวยเล่มหนึ่งมาให้ คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อเจ้าบ้าง”

สิ้นเสียงพูด คัมภีร์หมัดมวยเล่มหนึ่งก็ตกลงในมือของเฉินกวนโหลว

เก่าและชำรุดมาก เห็นร่องรอยของกาลเวลาได้อย่างชัดเจน เห็นความตั้งใจจริงในการเปิดอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“น้ำใจของฮูหยินครั้งนี้ ข้าน้อยชอบมากขอรับ”

“หากงานสำเร็จ ภายหลังจะมีของตอบแทนให้อีก เป็นอย่างไร เจ้าพอใจหรือไม่?”

เฉินกวนโหลวปิดคัมภีร์หมัดมวย ยิ้มกล่าวว่า “พอใจก็ส่วนพอใจ แต่พวกท่านจะแน่ใจได้อย่างไรว่าอวี๋เจ้าอันจะเป็นไปตามที่พวกท่านปรารถนา? อวี๋เจ้าอันถูกขังในคุกเทียนลาวมาเกือบครึ่งปีแล้ว ยังเหลืออิทธิพลบารมีอีกเท่าไร พวกท่านจะประเมินเขาสูงเกินไปหรือไม่”

หลิวว่านซื่อกล่าวเพียงว่า “ทำเหตุให้เต็มที่ ผลจะเป็นอย่างไรก็สุดแต่ฟ้าลิขิต หากทางอวี๋เจ้าอันไปไม่รอด ค่อยเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่นก็ยังไม่สาย ไม่ว่างานจะสำเร็จหรือไม่ ของตอบแทนที่ควรให้เจ้าจะไม่ขาดแม้แต่กระผียกเดียว ทีนี้เจ้าวางใจได้แล้วกระมัง”

“ดูฮูหยินพูดเข้า ต่อให้ไม่มีของตอบแทน ข้าน้อยก็จะช่วยอย่างเต็มที่ อย่างไรเสียข้าน้อยก็แซ่เฉิน จะทนดูจวนโหวถูกจางอวี้สื่อบีบคั้นอยู่ฝ่ายเดียวได้อย่างไร หากจวนโหวอยู่ไม่ดี พวกเราลูกหลานแซ่เฉินจะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร”

“เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ถูกต้องแล้ว แม้จวนโหวจะไม่เคยดูแลเจ้าเป็นพิเศษ แต่การที่เจ้าได้พักอาศัยอยู่ในตรอกด้านหลัง ตัวมันเองก็หมายความว่าได้รับความคุ้มครองจากจวนโหว ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมารังควานปล้นชิง”

คำพูดนี้ไม่ผิด

อาศัยอยู่ในเขตของจวนโหว ผู้คนที่เดินผ่านไปมาล้วนเป็นคนสกุลเฉิน หรือไม่ก็เป็นบ่าวไพร่ที่เกิดและโตในจวนโหว คนนอกอย่าได้คิดจะเข้ามาวางก้าม เจ้าหน้าที่ทางการจะเดินเลี่ยงไปเองโดยอัตโนมัติ

เฉินกวนโหลวไม่รังเกียจที่จะเป็นคนส่งสาร

กฎของเขาคือรับเงินแล้วทำงาน ซื่อสัตย์สุจริตไม่หลอกลวงทั้งเด็กและคนแก่ เขาเชื่อว่าภายหลังหลิวว่านซื่อจะต้องรักษาสัญญา ส่งคนนำเงินมาให้แน่นอน

“ฮูหยินกลับไปรอฟังข่าวเถิด เมื่องานเรียบร้อย ข้าน้อยจะให้ลูกชายบ้านพี่สะใภ้ชุนเซียงข้างบ้านไปแจ้งที่จวนสกุลหลิว”

หลิวว่านซื่อยิ้มตาหยี ดูพอใจเป็นอย่างยิ่ง “รู้ว่าเจ้าลำบากมาทั้งคืนแล้ว ไม่รบกวนเจ้าแล้วล่ะ”

นายบ่าวสองคนขยับตัวเดินออกไปด้านนอก

เมื่อคนเดินไปถึงประตู เฉินกวนโหลวก็เรียกอีกฝ่ายไว้กะทันหัน “ฮูหยินทุ่มเทวิ่งเต้นขนาดนี้ หรือว่าสะใภ้รองรับปากจะให้ผลประโยชน์อะไร”

หลิวว่านซื่อหันกลับมามองเขา “ไม่ปิดบังเจ้าหรอก ไม่ใช่สะใภ้รองออกหน้า แต่ครั้งนี้เป็นเจตจำนงของฮูหยินรอง ฮูหยินรองสั่งการลงมา ข้ากับนายท่านย่อมต้องตั้งใจทำงาน รีบทำให้เรื่องราวนี้สงบลงโดยเร็ว เฮ้อ ฮูหยินผู้เฒ่าอายุมากแล้ว ทนรับความกระทบกระเทือนครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ไหวหรอก”

“ท่านไม่กลัวจะล่วงเกินสะใภ้ใหญ่หรือ” เฉินกวนโหลวคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ

“หรือว่าข้าอยู่เฉยเฉยไม่ทำอะไร แล้วจะประจบเอาใจสะใภ้ใหญ่ได้หรือ?” หลิวว่านซื่อถอนหายใจ “อ้อยไม่มีทางหวานทั้งสองด้าน ในเมื่อเลือกข้างแล้ว จะถอนตัวกลางคันได้อย่างไร จุดจบของนกสองหัว ปกติมักไม่ค่อยสวยงามนัก”

พูดจบ นางก็เม้มปากยิ้ม ส่งสายตาเย้ายวน แล้วเดินจากไป ทิ้งกลิ่นหอมของดอกท้อไว้เต็มห้อง หอมจนชวนให้มึนเมา

...

หลังจากผ่านการโต้เถียงเรื่องธรรมะและอธรรมมาก่อนหน้านี้ ท่าทีของอวี๋เจ้าอันที่มีต่อเฉินกวนโหลวก็ดีขึ้นเล็กน้อย ดวงตายังคงอยู่ที่กลางกระหม่อม ยังคงไม่มองคนด้วยหางตา เพียงแต่ลดการตะโกนด่าทอขู่ฆ่าแกงลง จิตสังหารดูเหมือนจะเบาบางลงบ้าง

เฉินกวนโหลวพอใจมาก

ตราบใดที่อวี๋เจ้าอันไม่คิดจะฆ่าเขาให้ตาย เขาก็ไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจว่าจะฆ่าผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามได้อย่างไร ยิ่งเป็นคนจากสำนักศึกษาจี้เซี่ยด้วยแล้ว ทำให้เขาหมดเรื่องกวนใจไปเปลาะหนึ่ง

เดินตรวจตราห้องขัง ผ่านหน้าห้องขังของอวี๋เจ้าอัน เขาจงใจหยุดฝีเท้า จ้องมองเข้าไปภายในห้องขัง

อวี๋เจ้าอันกำลังอ่านหนังสือ รู้สึกถึงสายตาของเขา จึงค่อยค่อยเงยหน้าขึ้น “ทำอะไร?”

เฉินกวนโหลวกระแอมเบาเบา พยายามทำท่าทางให้ดูไร้พิษสงที่สุด “ใต้เท้าอวี๋ ช่วงนี้ความเป็นอยู่ยังดีอยู่หรือ?”

“ขุนนางผู้นี้จะดีหรือไม่ หัวหน้าเฉินจะไม่รู้เชียวหรือ?”

“จางอวี้สื่อแห่งเขตเมืองกลาง ใต้เท้าอวี๋รู้จักหรือไม่?”

“ทำไมหรือ เจ้าไปล่วงเกินคนแซ่จางเข้าแล้ว เจ้าซวยแล้วล่ะ คนแซ่จางเป็นพวกพยาบาทที่สุด” อวี๋เจ้าอันสมน้ำหน้า ยินดีปรีดาที่ได้เห็นเฉินกวนโหลวตกที่นั่งลำบาก

“ใต้เท้าอวี๋เองก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันหรอก ใจแคบชอบจดจำความแค้น ท่านกับจางอวี้สื่อเหมือนกันอย่างกับแกะ”

เฉินกวนโหลวไม่ยอมตามใจเขา สวนกลับไปทันที พี่คนโตอย่าว่าน้องคนรอง ล้วนพอพอกัน

อวี๋เจ้าอันพลันไม่พอใจขึ้นมาทันที สีหน้าบึ้งตึง มุมปากตก ดวงตาลุกเป็นไฟ ทำท่าทางราวกับจะกินคน

“หัวหน้าเฉิน ขุนนางผู้นี้อุตส่าห์มองเจ้าในแง่ดีขึ้นมาบ้างแล้ว เจ้าอย่าได้บีบให้ขุนนางผู้นี้ต้องแตกหักกับเจ้า ขุนนางผู้นี้ต่อให้อยู่ในคุกเทียนลาว หากจะจัดการผู้คุมกระจอกกระจอกอย่างเจ้า ใช้เวลาแค่พูดประโยคเดียวเท่านั้น”

“ใต้เท้าอวี๋ช่างไร้เหตุผล ท่านเยาะเย้ยข้าก่อน แล้วยังไม่ยอมให้ข้าเยาะเย้ยกลับ อนุญาตให้ขุนนางจุดไฟเผาบ้าน แต่ไม่อนุญาตให้ชาวบ้านจุดตะเกียง ช่างวางอำนาจบาตรใหญ่เสียจริง”

“ขุนนางจุดไฟ ชาวบ้านจุดตะเกียง หึหึ เจ้าช่างรู้จักพูดจา เรียนรู้นิสัยพูดจาสำบัดสำนวนของพวกบัณฑิตมาจนได้สินะ ไม่อ่านหนังสือเสียเปล่าจริงจริง!”

“ล้วนเป็นฟูจื่อที่สั่งสอนมาดี”

“ในเมื่อเจ้าบอกว่าขุนนางผู้นี้ใจแคบชอบจำแค้น หากขุนนางผู้นี้ไม่จดบัญชีแค้นเจ้าไว้สักหน่อย มิใช่ต้องแบกรับชื่อเสียนี้ไปฟรีฟรีหรือไร” อวี๋เจ้าอันยิ้มอย่างลำพองใจ

เฉินกวนโหลวตะลึงงัน รีบขอความเมตตาว่า “ใต้เท้าอวี๋ไยต้องถือสาหาความกับข้า ท่านเป็นถึงดาวบุ๋นผู้สูงส่ง ไม่จำเป็นต้องก้มศีรษะอันสูงค่าลงมามองคนตัวเล็กเล็กอย่างข้า สายตาของท่านควรจับจ้องไปยังเบื้องหน้า มองดูบุคคลที่ทัดเทียมกับท่าน หรือคนที่ยืนอยู่สูงกว่าท่านจะดีกว่า เช่นจางอวี้สื่อ”

“มีเหตุผลอยู่บ้าง” อวี๋เจ้าอันเลิกคิ้วเล็กน้อย “ว่ามาสิ จางอวี้สื่อไปทำอะไรเจ้ามา หรือว่าเขาบังคับขืนใจเจ้า เจ้าถึงได้เอ่ยชื่อจางอวี้สื่อไม่ขาดปาก?”


บทที่ 63 พอเสร็จกิจก็สะบัดก้นหนี

ถุย ถุย ถุย!

เป็นปากสุนัขจริงจริง ย่อมไม่มีงาช้างงอกออกมา

อวี๋เจ้าอันไม่ถูกคนรุมตีตาย ก็เพราะอาศัยชาติกำเนิดที่ดี มีสำนักศึกษาจี้เซี่ยและจิ้นอ๋องเป็นที่พึ่งพิง หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น หญ้าบนหลุมศพคงสูงท่วมหัวคนไปแล้ว

“ท่านจะมาใส่ร้ายคนลอยลอยได้อย่างไร ข้าเป็นคนบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านจะมาทำลายชื่อเสียงของข้าตามอำเภอใจได้อย่างไร”

เฉินกวนโหลวแทบจะเต้นผาง เขาเป็นชายแท้ตรงแหน็ว

อวี๋เจ้าอันหัวเราะ หึหึ “เจ้าร้อนรนอะไร ข้ายังไม่ได้บอกว่าเจ้าเป็นสักหน่อย ดูท่าเจ้าคงยังไม่รู้ จางอวี้สื่อชอบพวกกระต่ายป่า (ชายบำเรอ) ที่สุด คนหนุ่มรูปงามอย่างเจ้า ก็อยู่ในขอบเขตการล่าของเขาเช่นกัน”

เฉินกวนโหลวหน้าเขียวคล้ำ “เราเลิกคุยหัวข้อนี้กันเถอะ บอกท่านตามตรงเลยแล้วกัน ช่วงนี้จางอวี้สื่อทำตัวโดดเด่นมาก มีคนหมั่นไส้ แล้วยังได้ยินมาอีกว่า เขากำลังยุยงสำนักตูฉาหยวนให้ทอดทิ้งท่าน แล้วรวมพลังไฟไปเล่นงานเจียงถู”

อวี๋เจ้าอันได้ยินดังนั้น ก็แค่นหัวเราะ “ไม่มีความจริงสักประโยค เจ้าไปได้แล้ว”

“ท่านต้องการความจริงอะไร?”

“ใครให้เจ้ามาส่งข่าว?” คราวนี้อวี๋เจ้าอันปรายตามองเขาตรงตรง “ลองว่ามาสิ หากพูดได้ดี ขุนนางผู้นี้ก็ไม่รังเกียจที่จะถูกคนยืมไปใช้เป็นมีด อย่างไรเสียขุนนางผู้นี้ก็มองคนแซ่จางขัดหูขัดตาอยู่แล้ว มีคนมาจัดการเขา ข้าก็ยินดีที่จะเห็นความสำเร็จนั้น”

เฉินกวนโหลวไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย

คนอย่างอวี๋เจ้าอัน ข้อเสียเต็มตัว รับประกันไม่ได้ว่าจะไม่ลอบแทงข้างหลัง แต่คนคนนี้ก็มีข้อดีอย่างหนึ่ง คือความยึดมั่นถือมั่น รับปากเรื่องใดแล้ว จะไม่ทำให้เสียงาน ต่อให้จะแทงข้างหลัง ก็จะจัดการเรื่องที่รับปากให้เสร็จสิ้นเสียก่อนแล้วค่อยลงมือ มีทั้งวิถีของวิญญูชน และไม่รังเกียจวิธีการของคนถ่อย

แต่เขาก็มีด้านที่ดื้อรั้น เรื่องที่ปักใจเชื่อแล้วเอาวัวเก้าตัวมาฉุดก็ไม่กลับ เบื้องบนให้เขาเขียนฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ จนถึงบัดนี้เขาก็ยังไม่ลงมือเขียน ในใจคงเกลียดชังฮ่องเต้เฒ่าเข้ากระดูกดำ

คนที่มีความขัดแย้งในตัวเองและขี้ระแวงเช่นนี้ หากไม่ให้ข้อมูลจริงบ้าง งานคงไม่สำเร็จ

เฉินกวนโหลวกระแอมเบาเบา ลดเสียงลงต่ำแล้วกล่าวว่า “จวนโหวช่วงนี้มีเรื่องขัดแย้งกับจางอวี้สื่อเล็กน้อย จางอวี้สื่อทั้งเหม็นทั้งแข็ง ไม่ยอมอ่อนข้อคลี่คลายเรื่องราว จวนโหวจึงนึกถึงใต้เท้าอวี๋ หวังว่าท่านจะช่วยออกหน้าไกล่เกลี่ยให้สักหน่อย”

“หึหึ คืออยากให้ขุนนางผู้นี้ออกหน้าไปรุกฆาตจางอวี้สื่อสินะ เจ้าลองบอกมาก่อน ว่าทำไมจวนโหวถึงมีเรื่องขัดแย้งกับจางอวี้สื่อ สองฝ่ายห่างกันคนละโยชน์ เจ้าอย่ามาบอกข้านะว่าจางอวี้สื่อจู่จู่ก็อยากจะเล่นงานจวนโหวโดยไร้สาเหตุ”

อวี๋เจ้าอันสมกับเป็นขุนนางเจนสนาม แถมยังคลุกคลีอยู่ในสำนักตูฉาหยวน เขาฟังคำพูดของเฉินกวนโหลวปุ๊บ ก็รู้ทันทีว่าพูดไม่หมด พูดครึ่งกั๊กครึ่ง

คนที่เข้าใจเราที่สุด ย่อมต้องเป็นศัตรูของเรา คำนี้เป็นสัจธรรม

อวี๋เจ้าอันเป็นหนึ่งในคนที่เข้าใจจางอวี้สื่อที่สุด จางอวี้สื่อเป็นประเภทสุนัขบ้า แต่เวลาเขากัดคนล้วนมีเป้าหมายชัดเจน มีเหตุผลและผลประโยชน์เพียงพอให้เขาลงมือ

นายท่านใหญ่แห่งจวนผิงเจียงโหว นับตั้งแต่พิการ ก็มีเพียงตำแหน่งลอยลอยไม่ได้ดูแลกิจการงานเมือง ขุนนางบรรดาศักดิ์เช่นนี้ ปกติอวี้สื่อจะไม่ไปตอแย ยินดีจะผูกไมตรีเก็บไว้ใช้ในยามคับขันมากกว่า

จางอวี้สื่อมากัดจวนโหวในเวลานี้ หึหึ เขาอยากฟังตื้นลึกหนาบางข้างใน ถือซะว่าเพิ่มรสชาติให้ชีวิตในคุกอันน่าเบื่อหน่าย

เฉินกวนโหลวเงียบไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจพูดความจริง ต่อหน้าพวกยอดคนหัวกะทิฉลาดเป็นกรดเหล่านี้ เล่นลูกไม้ตื้นตื้นไปก็ไร้ความหมาย สู้ใช้ความจริงใจ ยังพอมีโอกาสจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามประทับใจได้

ดังนั้นเขาจึงลดเสียงลงต่ำ เล่าเรื่องราวที่คุณชายเย่ และคุณชายรองจางถูกทำร้ายให้ฟังอย่างละเอียด ต้นสายปลายเหตุก็อธิบายอย่างชัดเจน

อวี๋เจ้าอันฟังจบ ก็ไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย “ปีนั้นนายท่านใหญ่ตกม้า ขุนนางผู้นี้ก็รู้แล้วว่าจวนโหวไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดศึกภายใน นี่ไงเล่า เห็นอยู่ว่าเริ่มอาละวาดกันแล้ว บ้านเจ้ากับจวนโหวก็แยกสายตระกูลกันไปนานแล้ว ทำไมเจ้าถึงเต็มใจช่วยงานนี้?”

“จวนโหวให้เงิน และข้าชอบเงิน” เฉินกวนโหลวตอบอย่างเปิดเผย

อวี๋เจ้าอันหัวเราะ หึหึ แววตาฉายแววชั่วร้าย แฝงกลิ่นอายอัปมงคล “คนอื่นให้เงินเจ้าก็เอา ขุนนางผู้นี้ให้โอกาส เจ้ากลับปฏิเสธไม่รับ สมแล้วที่คู่ควรเป็นแค่ผู้คุมคุก วิสัยทัศน์สั้นจุ๊ดจู๋”

เฉินกวนโหลวลอบกลอกตา ตอนนี้เขามีเรื่องต้องขอร้องอีกฝ่าย ขอกลั้นใจไม่ถือสาหาความไปก่อน พวกอวี้สื่อน่ะนะ ล้วนเป็นสุนัขบ้า ยิ่งไปต่อล้อต่อเถียง พวกมันยิ่งคึก

“เจ้ากลับไปบอกจวนโหว บอกว่าเรื่องนี้ขุนนางผู้นี้รับไว้แล้ว ขุนนางผู้นี้ยินดีแบ่งเบาความทุกข์ร้อนให้จวนโหว”

“แล้วเงื่อนไขล่ะ?” เฉินกวนโหลวรีบถาม

อวี๋เจ้าอันยิ้มเยาะใส่เขา “เงื่อนไขต้องให้คนของจวนโหวมาคุยเอง เจ้าไม่มีคุณสมบัติพอ ขุนนางผู้นี้ก็อยากจะเห็นเหมือนกัน ว่าจวนโหวจะมีความกล้าก้าวเดินหมากตานี้หรือไม่”

นี่มัน?

เฉินกวนโหลวรู้สึกว่าเรื่องนี้ท่าทางจะลำบากเสียแล้ว

เพราะการมาขอร้องอวี๋เจ้าอัน เป็นการตัดสินใจของผู้ดูแลหลิวเพียงลำพัง ไม่ได้ผ่านนายท่านรอง ยิ่งไม่ได้แจ้งให้นายท่านใหญ่ทราบ เพียงเพราะฮูหยินรองออกหน้า สั่งให้ผู้ดูแลหลิวหาทางระงับเรื่องนี้ ผู้ดูแลหลิวถึงได้เดินหมากตานี้

ทว่าอวี๋เจ้าอันกลับอ้าปากกว้างประดุจราชสีห์ จะขอคุยผลประโยชน์กับจวนโหวด้วยตนเอง

ช่างเถอะ ช่างเถอะ

อย่างไรเสียคำพูดที่ฝากให้เขามาส่ง เขาก็ส่งถึงแล้ว เรื่องราวต่อจากนี้ไม่ถึงคราวที่เขาต้องมากังวล คนที่ควรกลุ้มใจคือผู้ดูแลหลิว คือฮูหยินรอง

ดังนั้น เขาจึงรับปากอวี๋เจ้าอันอย่างจริงจัง “วางใจเถอะ ข้าจะนำความไปบอกจวนโหวอย่างแน่นอน”

“ไอ้คนฉลาดที่ใช้ให้เจ้ามาหาขุนนางผู้นี้ เจ้ากลับไปบอกมันด้วยว่า นิสัยของขุนนางผู้นี้คนในวงราชการรู้กันดี กล้าใช้ขุนนางผู้นี้ออกหน้าไปลอบกัดคนอื่น ฮึ กล้าคิดดีนี่ แต่ไม่รู้ว่าจะกล้าทำหรือเปล่า”

เฉินกวนโหลวเงียบงัน ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงกล่าวว่า “หากใต้เท้าอวี๋ไม่มีคำสั่งอื่น ข้าจะไปตรวจตราห้องขังต่อ”

“เจ้าเป็นถึงหัวหน้าแล้ว ทำไมยังต้องมาเดินตรวจห้องขังด้วยตัวเองอีก?”

“นี่เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบ”

“นักโทษในคุกหมายเลขหนึ่ง ก็ไม่มีคัมภีร์ยุทธ์ที่เจ้าต้องการ เจ้าอย่ามาเสียเวลาเปล่าเลย อย่างไรเจ้าก็ไม่มีชีพจรยุทธ์ จะฝึกหรือไม่ฝึกก็ไม่มีความแตกต่าง”

เฉินกวนโหลว: ไม่เกี่ยวกับท่านสักหน่อย

เขาไม่ตอบโต้อวี๋เจ้าอัน ยืนกรานจะเดินตรวจห้องขังต่อไป

อวี๋เจ้าอันโกรธแทบตาย “เป็นสุนัขหรือไง! พอเสร็จกิจก็สะบัดก้นหนีทำเป็นไม่รู้จัก เมื่อครู่ใครกันที่ยอมก้มหัวขอร้องขุนนางผู้นี้ ภารกิจเสร็จสิ้นก็พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เฉินกวนโหลว อย่างน้อยเจ้าก็ช่วยทำดีสู้เสือสักหน่อยเถิด”

เฉินกวนโหลวไม่หันกลับมา เพียงแค่ชูนิ้วกลางขึ้นมา แสดงจุดยืนของตนเอง

“ชูนิ้วกลาง หมายความว่าอะไร?” อวี๋เจ้าอันคนพื้นเมืองไม่เข้าใจความหมาย แต่ก็พอเดาได้ว่า ชูนิ้วกลางคงไม่ใช่สิ่งดีงามอะไร ดังนั้น เขาจึงชูนิ้วกลางใส่แผ่นหลังของเฉินกวนโหลวบ้าง นิ้วเดียวไม่พอ เลยจัดให้ไปสองนิ้ว

ผ่านไปสองวัน เฉินกวนโหลวเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง ให้ลูกชายคนโตของพี่สะใภ้ชุนเซียงนำไปส่งให้จวนสกุลหลิวแทนเขา

สาเหตุที่รอถึงสองวัน ก็เพราะไม่อยากให้ผู้ดูแลหลิวคิดว่าเขาทำงานง่ายดายเกินไป ต้องสร้างภาพลวงตาว่าการทำงานนี้ยากเย็นแสนเข็ญเสียหน่อย

อวี๋เจ้าอันนิสัยเสียขนาดนั้น เขาใช้เวลาเพิ่มอีกไม่กี่วันก็สมควรแล้ว

ลูกชายคนโตของพี่สะใภ้ชุนเซียง ชื่อว่าต้าวั่ง เขานำจดหมายตอบกลับมาฉบับหนึ่ง ในจดหมายมีตั๋วเงินสองใบ เงินมาของไป การแลกเปลี่ยนครั้งนี้ถือว่าสำเร็จลุล่วง

เขาให้เงินต้าวั่งไปห้าสลึง แล้วกำชับว่า “อย่าบอกแม่เจ้านะ นี่เป็นเงินส่วนตัวของเจ้า เข้าใจไหมว่าเงินส่วนตัวคืออะไร คือเงินที่เจ้าเอาไปใช้จ่ายเองได้”

“ขอบคุณพี่เสี่ยวโหลว” ต้าวั่งได้เงินมา ก็พอใจเป็นอย่างมาก

“เรียกว่าอา!” เฉินกวนโหลวไม่พอใจ ลำดับอาวุโสลดลงไปหนึ่งขั้นเฉยเลย

“ท่านก็ไม่ได้แก่กว่าข้ากี่ปีสักหน่อย” ต้าวั่งดื้อรั้นนัก!

“ข้าเรียกแม่เจ้าว่าพี่สะใภ้ เจ้าเรียกข้าว่าพี่ เจ้าคิดว่าเหมาะสมหรือ?”

“เหมาะสมสิ!” ต้าวั่งใช้ดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์และจริงใจ สวมบทบาทเป็นเด็กเกเรหัวทึบที่ไม่รู้ความได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เฉินกวนโหลวเจ็บปวดใจเหลือเกิน!


บทที่ 64 กระต่ายเจ้าเล่ห์มีสามโพรง

ผ่านไปอีกสองวัน ผู้ดูแลหลิวเดินทางมาที่คุกเทียนลาวรอบหนึ่ง เข้าพบอวี๋เจ้าอัน แอบคุยกันอยู่หนึ่งก้านธูป แถมยังจงใจเลือกเวลาที่เฉินกวนโหลวไม่ได้เข้าเวร

กว่าเฉินกวนโหลวจะทราบเรื่อง เขาก็จัดการธุระเสร็จเรียบร้อยไปนานแล้ว

เขาไม่ไปซักไซ้ไล่เลียงกับผู้ดูแลหลิว แต่เขาหาโอกาสไปตะล่อมถามอวี๋เจ้าอัน

อวี๋เจ้าอันรังเกียจเขา “เจ้ามันแค่เด็กน้อย เรื่องของผู้ใหญ่อย่ายุ่ง”

เฉินกวนโหลวโกรธจนควันออกหู! ก่อนหน้านี้ยังเรียกเขาว่าหัวหน้าเฉิน ตอนนี้มารังเกียจว่าเขาอายุน้อย เห็นเขาเป็นเด็กน้อย ตอนด่าเขาน่ะทำไมไม่คิดบ้างว่าเขาเป็นเด็ก

เขาชูนิ้วกลางให้อีกครั้ง

อวี๋เจ้าอันชูนิ้วกลางกลับมา แล้วกล่าวว่า “ที่ไม่บอกเจ้าก็เพื่อตัวเจ้าเอง เจ้าเป็นแค่ผู้คุมคุก เจ้าคิดว่าเจ้ามีบ่ากว้างแค่ไหน หัวแข็งเพียงใด ถึงจะแบกรับเรื่องใหญ่ได้? อย่าคิดว่าแซ่เดียวกับจวนโหว แล้วมาเป็นคนส่งสารอยู่ตรงกลาง ก็คิดว่าตัวเองวิเศษวิโส เจ้า... แม้แต่เบี้ยสักตัวยังเป็นไม่ได้ เต็มที่ก็เป็นได้แค่เศษฝุ่นที่ใช้แล้วทิ้ง”

เฉินกวนโหลวไร้คำพูดจะโต้ตอบ ไม่ซักไซ้ต่อ ตัดสินใจเดินจากไปทันที

“ล้วนหวังดีกับเจ้าแท้แท้ อย่าทำเป็นไม่รู้จักคนดี” อวี๋เจ้าอันตะโกนไล่หลังเขามา

เฉินกวนโหลวรับน้ำใจนี้ไว้ เขาเองก็ไม่ได้คิดจะเข้าไปพัวพัน ตอนนี้ เขาอยากจะหลบไปให้ไกลที่สุด

เรื่องนี้ เริ่มแรก เขาคิดง่ายง่าย จวนโหวอยากจะคลี่คลายความขัดแย้งกับจางอวี้สื่อ รีบจบเรื่องราวให้เร็วที่สุด จวนโหวให้เขาเป็นคนกลางติดต่ออวี๋เจ้าอัน ก็คงเพราะจวนโหวไม่อาจก้มศีรษะอันสูงส่ง ไม่อยากไปขอร้องจางอวี้สื่อให้ยกโทษด้วยเสียงอ่อนเสียงหวาน แต่อยากใช้วิธีถอนฟืนใต้กระทะ ใช้อวี๋เจ้าอันไปจัดการจางอวี้สื่อ ทำให้จางอวี้สื่อไม่มีกำลังจะมาเล่นงานจวนโหว ก็จะบรรลุเป้าหมายผ่อนหนักเป็นเบา ผ่อนเบาเป็นหาย

ทว่า เมื่อเขาได้ฟังคำเตือนของอวี๋เจ้าอัน หัวใจก็กระตุกวูบ จบเห่แล้ว เรื่องราวไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เขาคิดแน่นอน

จัดการจางอวี้สื่ออะไรกัน

ดูท่าแล้วตอนนี้ จางอวี้สื่ออาจจะเป็นแค่ของแถม เป้าหมายที่แท้จริง ซ่อนอยู่หลังม่านหมอกอันหนาทึบ

มิน่าเล่า ผู้ดูแลหลิวถึงได้นั่งรถม้าคันเดียวกับซูอวี้สื่อกลางดึก คนสองกลุ่ม ความจริงคงมีการติดต่อกันมานานแล้ว เขาเพราะอยู่นอกวงโคจร ไม่รู้วงใน จึงไม่ได้เชื่อมโยงเรื่องราวเหล่านี้เข้าด้วยกัน

บัดนี้ พอเชื่อมโยงกันปุ๊บ ก็รู้สึกทันทีว่าเบื้องลึกนั้นยากหยั่งถึง ดูเหมือนว่าตนจะเผลอหลุดเข้าไปพัวพันในเรื่องราวใหญ่โตโดยไม่รู้ตัว น่ากลัวชะมัด!

ลองคิดให้ละเอียดอีกที หลิวเสี่ยวชวนพาคนไปรุมซ้อมคุณชายเย่ แล้วพลาดไปทำร้ายคุณชายรองบ้านจางอวี้สื่อ เป็นเพียงอุบัติเหตุจริงจริงหรือ?

จิตใจว้าวุ่น เขาหิ้วสุราหนึ่งกา กับเนื้อพะโล้หนึ่งห่อมายังคุกหมายเลขสาม มาหาหลูต้าโถวเพื่อดื่มสุรา

มีเพียงการกลับมาที่คุกหมายเลขสามเท่านั้น เขาถึงจะรู้สึกว่าตนเองยังเป็นคนเรียบง่ายคนหนึ่ง ไม่มีภาระ เพียงแค่ต้องเข้าเวร เรื่องอื่นไม่ต้องกังวลไม่ต้องห่วงใย

หลูต้าโถวเห็นเขา ก็ดูตื่นเต้นดีใจมาก

เขาไล่พวกผู้คุมที่เล่นพนันอยู่ในห้องพักออกไปจนหมด “ไปไปไป๊ เวลางานมาเล่นพนัน สักวันจะจัดการพวกเจ้า”

ตอนพูดคำนี้ เขาไม่หน้าแดงเลยสักนิด

พอไล่คนออกไปหมด ก็วางเนื้อพะโล้ลงบนโต๊ะ หาชามสุรามาสองใบ เริ่มดื่มกินอย่างสำราญใจ

“ยากนัก ที่เจ้าจะมีเวลาว่างมาหาข้าดื่มสุรา มามามา พี่น้องเราไม่ได้รวมตัวกันมานาน ดื่มสักจอก”

เฉินกวนโหลวยกชามสุราขึ้น ดื่มรวดเดียวหมด สุราเหลืองคำใหญ่ลงท้อง ด้วยคอทองแดงของเขา ก็เหมือนกับดื่มน้ำหวาน ไม่มีความรู้สึกอะไรเลยสักนิด

กลับกัน หลูต้าโถวเดาะลิ้น ท่าทางสะใจ

เขาค้นพบว่า คนยุคนี้เมื่อเทียบกับคนในสังคมยุคปัจจุบันแล้ว คออ่อนกันโดยถ้วนหน้า

ไม่ว่าจะเป็นเหล้าเหลือง เหล้าขาว หรือเหล้าหมักข้าว ดีกรีล้วนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ก็แค่ยี่สิบสามสิบดีกรี หรือกระทั่งสิบกว่าดีกรี จะไปเทียบกับยุคหลังได้อย่างไร บนโต๊ะจีน หากไม่เปิดเหล้าขาวห้าสิบดีกรีขึ้นไปสักขวด ก็เท่ากับไม่ได้ดื่ม

เบียร์ดีกรีต่ำ กระดกจากขวดโดยตรง ยกมาเป็นลังลัง

คนยุคปัจจุบันสักคน สามารถเอาชนะคอทองแดงของคนพื้นเมืองได้สบายสบาย

เขาดื่มเหล้าเหมือนดื่มน้ำหวาน จึงได้ฉายาว่าพี่เสี่ยวเฉินพันจอกไม่เมา

หลูต้าโถวร้องเรียกเขา “อย่าเอาแต่ดื่มเหล้าสิ กินกับแกล้มกินกับแกล้ม เจ้าสามารถยืนหยัดมั่นคงในคุกหมายเลขหนึ่งได้ ทุกคนต่างยินดีกับเจ้าด้วยนะ! ช่วงก่อนหน้านี้ ได้ยินเขาว่าผู้คุมว่านจะเล่นงานเจ้า นึกไม่ถึงว่าพริบตาเดียวเจ้าก็พลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายรุก ยอดเยี่ยมจริงจริง พวกเราเสียแรงเป็นห่วงเจ้าแทบตาย”

“ผู้คุมว่านทำงานมีแบบแผน ส่วนใหญ่ยึดถือกฎระเบียบ ก็เพราะเหตุนี้ ข้าถึงสามารถพลิกสถานการณ์ได้”

เพราะผู้คุมว่านรักษากฎ เขาถึงสามารถใช้เส้นสายของซือเย่หลี่ ไปผูกมิตรกับพัศดีฟ่านเพื่อกดดันผู้คุมว่านได้ แต่หากผู้คุมว่านเป็นพวกอันธพาล ทำงานไม่สนกฎเกณฑ์ ไพ่ใบพัศดีฟ่านก็อาจจะใช้ไม่ได้ผล

รักษากฎก็ดี!

ทุกคนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ ต่างแสดงความสามารถ ใครสามารถใช้ประโยชน์จากกฎเกณฑ์ได้เต็มที่ คนนั้นคือผู้ชนะ

คนที่รักษากฎ กลัวที่สุดคือเจอพวกอันธพาลไร้ยางอายที่ไม่สนกฎเกณฑ์

ก็เหมือนกับทหารในระบบ กลัวที่สุดคือเจอกบฏชาวนาที่มั่วซั่วไปหมด

กบฏชาวนาไม่มีข้าวกิน ปล้น! ไม่มีเสื้อใส่ ปล้น! ไม่มีอาวุธ ปล้น! ไม่มีคน กวาดต้อน!

ทหารในระบบไม่มีข้าวกิน ต้องส่งของกำนัลไปขอร้องผู้บังคับบัญชาให้ส่งเสบียง โดนหักหัวคิวแล้วยังต้องยิ้มสู้ ไม่มีเบี้ยหวัด ต้องส่งเงินไปขอร้องผู้บังคับบัญชาให้ส่งเงินมา เจอโอกาสทำศึก กลับห้ามเคลื่อนไหวโดยพลการ ต้องขออนุญาตเบื้องบน ได้รับอนุมัติแล้วถึงจะออกรบได้

ทุกที่ล้วนมีกฎเกณฑ์ ก็คือข้อผูกมัด กฎเกณฑ์ทำให้คนขยับตัวลำบาก แต่ก็รับประกันได้ว่าทุกคนจะไม่ทำอะไรบ้าบิ่น ไม่ต้องกังวลเรื่องการลอบสังหารหรือลอบกัด ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่เคารพกฎเกณฑ์

หักหลังได้ ยิงธนูใส่ข้างหลังได้ ฟ้องนายได้ พลิกหน้ากันซึ่งหน้าก็ได้ แต่ห้ามใช้วิธีลอบสังหารหรือลอบฆ่าที่เป็นวิถีของอันธพาลต่ำช้าอันน่าสะพรึงกลัว ผู้ทำลายกฎ ย่อมถูกรุมประณาม

หลูต้าโถวทำหน้าตาประหลาดใจ “เจ้ายังชมเขาอีก?”

“ข้าพูดความจริง”

“เขาคิดจะไล่เจ้าออกจากคุกเทียนลาว เจ้ายังชมเขา?” หลูต้าโถวคิดไม่ตก

เฉินกวนโหลวกลับกล่าวว่า “มองเห็นข้อดีข้อเสียของคู่ต่อสู้ตามความเป็นจริง ถึงจะมีเป้าหมายชัดเจน จัดการได้ในหมัดเดียว”

“ฟังไม่เข้าใจ”

เฉินกวนโหลวหัวเราะ “อย่าพูดถึงเขาเลย พี่ต้าโถวช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”

“ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ โอ๊ะ ลืมไปเงินที่ยืมเจ้ายังไม่ได้คืน ไว้คราวหน้านะ คราวหน้าแน่นอน”

“เรื่องคืนเงินไม่รีบร้อน” เฉินกวนโหลวไม่ขาดแคลนเงินเล็กน้อยแค่นั้น ช่วงนี้เขาเล็งบ้านหลังเล็กเล็กไว้หลังหนึ่ง อยากจะใช้นามแฝงซื้อเก็บไว้ เป็นโพรงที่สองของกระต่ายเจ้าเล่ห์

“พี่ต้าโถวรู้จักคนในแผนกทะเบียนราษฎร์ของที่ว่าการอำเภอหนานเฉิงบ้างไหม?”

“ทำไมหรือ มีเรื่องหรือ?”

“มีเพื่อนคนหนึ่ง มาจากต่างถิ่น อยากจะซื้อทรัพย์สินในเมืองหลวงสักหน่อย กลัวโดนกลั่นแกล้ง ก็เลยวานให้ข้าช่วยแนะนำคนในแผนกทะเบียนให้รู้จัก มีเพื่อนเพิ่มหนึ่งคนก็มีลู่ทางเพิ่มหนึ่งสาย”

หลูต้าโถวตบต้นขา ร้องบอกว่า “เรื่องนี้ง่ายมาก! อย่าเห็นว่าคุกเทียนลาวของเราเป็นที่สกปรกโสโครก แต่ที่ว่าการทุกแห่งในเมืองหลวง ล้วนต้องไว้หน้าคุกเทียนลาวของเรา ใครจะกล้ารับประกันว่า ชาตินี้จะไม่ต้องเข้าคุกจริงไหม ผู้คุมคุกคือครอบครัวเดียวกัน!

ที่ว่าการอำเภอหนานเฉิงทางนั้น เจ้าไปหาซุนต้าโถว ตอนเด็กเด็กบ้านเราสองคนอยู่ติดกัน เขาเรียนเก่ง เส้นสายดีเลยได้เข้าไปทำงานในที่ว่าการ ได้ยินว่าได้เลื่อนเป็นเสมียนแล้ว เพื่อนต่างถิ่นของเจ้าไปเจอซุนต้าโถว บอกชื่อข้าไปได้เลย เขาต้องไว้หน้าแน่นอน”

“ข้าก็รู้ว่าพี่ต้าโถวกว้างขวาง รู้จักคนไปทั่ว ข้าขอขอบคุณพี่ต้าโถวแทนเพื่อนคนนั้น เรื่องเงินทองไม่ต้องพูดถึงแล้ว วันไหนว่างว่างพวกเราไปดื่มกันที่หอจุ้ยเซียง”

“ไอ้หยา สมแล้วที่ทำงานอยู่คุกหมายเลขหนึ่ง เดี๋ยวนี้ดื่มเหล้าหอจุ้ยเซียงแล้วหรือ” หลูต้าโถวพอได้ยินว่าไม่ต้องพูดเรื่องเงิน ก็ดีใจเป็นล้นพ้น เดิมทีเมาแค่สามส่วน พริบตาเดียวก็เมาไปแปดส่วน สุขใจตายเลย!


บทที่ 65 เฉียดผ่านมัจจุราช

กลางดึกหลับสนิทกำลังฝันหวาน ในลานบ้านก็มีเสียงดัง “ตุ้บ” สนั่นหวั่นไหว

เฉินกวนโหลวสะดุ้งตื่น คว้าดาบใหญ่ข้างเตียง ปลดห่อผ้าบนคานลงมา จึงค่อยค่อยเปิดประตูเดินออกจากห้องนอนอย่างระมัดระวัง

“ใคร?”

เขาตวาดถามเสียงเบา ไม่มีใครตอบกลับมา

อาศัยแสงจันทร์สลัว เขาเห็นเงาร่างตะคุ่มตะคุ่มกองหนึ่งอยู่ในลานบ้าน ดูเหมือนคน

ค่อยค่อยเดินเข้าไปหา “ดึกดื่นค่อนคืนใครมาทำลับลับล่อล่อ?”

ปากตะคอกถามแต่ก็ระวังตัวแจ

ใช้ฝักดาบเขี่ยเขี่ยคนบนพื้น ไม่มีการเคลื่อนไหว หรือว่าตายแล้ว?

เพื่อป้องกันการแกล้งตาย เขาใช้ฝักดาบพลิกตัวคนคนนั้นขึ้นมา เอ๊ะ คนคุ้นหน้า มือกระบี่จากสำนักคุ้มกันภัย เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดนอนกองอยู่กับพื้น ไม่ได้สติ

พอมั่นใจว่าคนยังไม่ตาย เขาแบกคนไปวางไว้ใต้ชายคา

ขณะที่กำลังจะลุกขึ้นยืน ทันใดนั้นเขาก็พุ่งหลบไปทางกำแพงอย่างรวดเร็ว เฉียดหลบอาวุธลับที่ส่องแสงประหลาดไปได้อย่างหวุดหวิด

มีพิษ!

บนอาวุธลับมีพิษ!

นี่มันมุ่งหมายจะเอาให้ตาย

เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว ดาบยาวก็ออกจากฝัก หน้ากากหัวผีที่คุ้นตา คนของสำนักกุ้ยอวี้

ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสาม!

สองกระบวนท่า สามกระบวนท่า...

เพลงดาบ 《บันทึกสู่สวรรค์》 แม่นยำขึ้นใจ คมดาบถักทอหนาแน่นดุจตาข่าย ผงยาก็โปรยปรายตามลงไป

ตุ้บ!

ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามของสำนักกุ้ยอวี้ล้มตึงลงกับพื้นตัวแข็งทื่อ

สูตรยาสลบชั้นยอดที่โจรเด็ดบุปผามอบให้ ปรุงออกมาแล้วเพิ่งได้ใช้จริงเป็นครั้งแรก ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมจนน่าตระหนก โจรเด็ดบุปผามีญาณรับรู้ หากเห็นยาสลบของตนได้ใช้ประโยชน์ คงรู้สึกอุ่นใจ หมดห่วงดื่มน้ำแกงยายเมิ่ง ไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดีได้เสียที

ใช้ปลายดาบจิ้มไปที่ไตของอีกฝ่ายก็ไม่มีปฏิกิริยา สมแล้วที่โดนยาสลบเข้าไปเต็มเปา

เมื่อมั่นใจว่าปลอดภัย เฉินกวนโหลวก็ก้าวเข้าไปอย่างกล้าหาญ แทงดาบเข้าไปที่หัวใจของอีกฝ่ายโดยตรง คว้านคว้านไปมา มั่นใจว่าอีกฝ่ายตายสนิทแล้ว เขาถึงยื่นมือไปเปิดหน้ากากบนใบหน้าออก

ใบหน้าจืดชืดธรรมดา วางไว้ในฝูงคน มองผ่านตาก็ลืม ไม่มีใครสนใจ

ไม่เคยเห็น! แปลกหน้ามาก!

ค้นตัว!

เศษเงินสิบกว่าตำลึง นอกเหนือจากนั้น ก็เหลือแค่กระบี่คมกริบเล่มหนึ่งกับอาวุธลับอาบยาพิษ

ฆ่าคนเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรก เฉินกวนโหลวกลับไม่มีอาการไม่สบายตัว ไม่มีความรู้สึกคลื่นไส้อยากอาเจียน บางทีอาจเป็นเพราะอยู่ในคุกเทียนลาวมานาน ได้กลิ่นคาวเลือดจนชิน เขาปรับตัวได้ดี

เดินไปหยิบพลั่วกับจอบมาจากหลังกำแพงเงียบเงียบ ขุดหลุมเลาะตามแนวกำแพง ขุดให้ลึกพอ โยนศพผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามของสำนักกุ้ยอวี้ที่ตายสนิทลงไปในหลุม

เขาเก็บไว้แค่เงิน

หน้ากาก กระบี่ อาวุธลับอาบยาพิษ ทั้งหมดถูกโยนลงหลุมไปพร้อมกับศพ กลบฝัง เหยียบหน้าดินให้เรียบ พยายามทำให้เหมือนกับพื้นที่โดยรอบ ไม่วางใจ ก็เอาฟางกองทับไว้ แล้วเอาสุ่มไก่ไม้ไผ่สานมาวางทับอำพรางอีกที

วันพรุ่งนี้ปลูกต้นท้อไว้ข้างบนสักต้น จะต้องงอกงามอุดมสมบูรณ์แน่นอน

จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขานั่งตัวตรงบนเก้าอี้ ใช้ผ้าฝ้ายนุ่มนุ่มเช็ดดาบใหญ่อย่างเบามือ ดาบใหญ่ที่ช่างตีเหล็กเฒ่าสร้างขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ คมกริบ ถนัดมือ ใช้งานดี ยังไม่ได้ตั้งชื่อให้ดาบใหญ่ แต่เขาเห็นดาบเล่มนี้เป็นของล้ำค่าจริงจริง ต้องฝึกเพลงดาบทุกวัน

หากไม่ใช่เพราะสะดุดตาเกินไป เขาอยากจะพกดาบใหญ่เล่มนี้ไปเข้าเวรทุกวันด้วยซ้ำ

ท่วงท่าเช็ดดาบของเขาแผ่วเบา อ่อนโยนราวกับกำลังลูบไล้เรือนร่างของสตรี ไม่ละเลยทุกรายละเอียด

จนกระทั่งถึงเวลานี้ เขาถึงเริ่มหวนนึกถึงความรู้สึกตอนลงดาบกับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสาม ช่างลึกล้ำ น่าตื่นเต้น เร้าใจ อยากจะลองอีกสักครั้ง

ภายใต้คมกระบี่ของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสาม เขาถึงกับรับมือได้ห้ากระบวนท่า

และเขามั่นใจมาก ว่าตอนนั้นที่ต้วนเทียนหลินบอกว่าเขามีฝีมือระดับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสาม คำพูดนี้มีน้ำผสมอยู่ (ไม่จริงทั้งหมด)

ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามเมื่อครู่นี้ แข็งแกร่งกว่าต้วนเทียนหลินมาก เหนือกว่าไกลลิบ

บางที อาจเป็นเพราะต้วนเทียนหลินถูกโซ่ตรวนล่ามแขนขา แสดงฝีมือออกมาไม่ได้ ก็เลยมีน้ำผสมอยู่

ห้ากระบวนท่า หมายความว่า เขาสามารถท้าทายผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสองได้แล้วหรือไม่?

เขามองไปยังมือกระบี่บนตั่งไม้ ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสองตัวเป็นเป็น ถูกคนไล่ฆ่าจนตาแดงฉาน ถึงกับหนีตายมาหลบภัยที่บ้านเขา หากไม่ใช่เพราะเขาตื่นตัวพอ จินตนาการถึงฉากถูกลอบโจมตีอยู่บ่อยบ่อย วางยาสลบไว้ใกล้มือ และปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็วพอ คืนนี้คงเป็นวันตายของเขา

เขาสามารถรอดชีวิตจากเงื้อมมือของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามมาได้ ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่เป็นเพราะโชคช่วย เกี่ยวข้องกับฝีมือแค่นิดหน่อย นิดหน่อยเท่านั้นจริงจริง

ขอเพียงมีขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งที่เขาทำพลาด เขาก็ตายไปแล้ว

เช่น เขาไม่ได้พกยาสลบติดตัว เขาขาดความระมัดระวังไปนิดเดียว...

พอนึกย้อนกลับไปตอนนี้ ถึงรู้สึกหวาดกลัวภายหลัง

คืนนี้ เขาเฉียดผ่านมัจจุราชมาแล้ว

ต่อให้มีผลมรรคาวิถีอมตะ แต่ถ้าหัวหลุด ก็ช่วยกลับมาไม่ได้

พลังชีวิตของมือกระบี่นั้นเหนียวแน่น เที่ยงวันก็ฟื้นแล้ว

พอตื่นขึ้นมา ก็เห็นเฉินกวนโหลวนั่งอยู่บนเก้าอี้ ในมือถือหนังสืออ่านอยู่เล่มหนึ่ง

“ที่แท้เป็นหัวหน้าเฉินช่วยข้าไว้ ขอบคุณมาก!”

เฉินกวนโหลววางหนังสือลง จ้องมองอีกฝ่าย

เขาเคยคิดว่าจะฆ่ามือกระบี่ทิ้งดีไหม หลุมที่เพิ่งขุด ฝังหนึ่งคนก็คือฝัง ฝังสองคนก็คือฝัง

สุดท้ายก็ตัดสินใจไว้ชีวิตมือกระบี่ เมื่อคืน อีกฝ่ายสลบเหมือดไปแล้ว มีดจิ้มร่างก็ไม่รู้สึกตัว ย่อมไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ตัวเขาไม่มีความเสี่ยงที่จะถูกเปิดเผย

“ตื่นแล้ว! ตื่นแล้วก็ไปซะ ที่นี่ไม่ใช่สถานสงเคราะห์ คราวหน้าอย่ามาอีก”

“เมื่อคืน...” มือกระบี่มีความสงสัยอยู่บ้าง และยังลังเลนิดหน่อย “สร้างความเดือดร้อนให้เจ้าแล้ว ไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นกระมัง”

“ดึกดื่นค่อนคืน ในลานบ้านจู่จู่ก็มีคนตกลงมา นี่แหละคือเรื่องใหญ่ที่สุด”

มือกระบี่มีท่าทีเกรงใจอย่างหาได้ยาก

คราวนี้ เฉินกวนโหลวถึงได้เห็นหน้าตาของอีกฝ่ายชัดเจน ยังหนุ่มอยู่แท้แท้ ไยต้องแต่งตัวเป็นลุงแก่ผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ปกติแต่งตัวแก่ขนาดนั้น หลอกสาวน้อยไม่ได้หรอก

มือกระบี่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่งบนตั่งไม้ เจ็บจนต้องสูดปาก

เฉินกวนโหลวแค่ช่วยเขาล้างแผล ใส่ยาห้ามเลือดไปนิดหน่อย แล้วก็ไม่สนใจอีก

ตอนนี้พอเขาขยับตัว บาดแผลก็ปริออก เลือดไหลออกมาอีกครั้ง

มือกระบี่กัดฟันข่มความเจ็บปวด “ขอบคุณหัวหน้าเฉินที่ช่วยเหลือ วันหน้าต้องตอบแทนแน่นอน ข้าแซ่ฉี”

ทั้งสองเพิ่งจะบอกแซ่กันเป็นครั้งแรก

เฉินกวนโหลวประสานมือ คารวะกันอย่างเป็นทางการ แล้วรินน้ำร้อนให้อีกฝ่ายหนึ่งถ้วย

น้ำร้อนหนึ่งถ้วยลงท้อง มือกระบี่แซ่ฉีราวกับฟื้นคืนชีพ บนใบหน้าเริ่มมีเลือดฝาด

“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”

“รถม้าก็น่าจะมาถึงแล้ว ข้าจะไปส่งเจ้าข้างนอก เรียกรถม้าแทนเจ้าแล้ว เจ้าอยากไปไหน บอกคนรถคำเดียวก็ได้แล้ว” เฉินกวนโหลวอธิบาย

เขาไม่ถามว่าทำไมอีกฝ่ายต้องวิ่งมาที่บ้านเขา ทำไมต้องนำความอันตรายมาให้ และมีความแค้นอะไรกับสำนักกุ้ยอวี้

เขาเหมือนหุ่นยนต์ไร้ความรู้สึก เย็นชาตลอดรายการ ในที่สุดก็ส่งมือกระบี่ออกจากบ้าน สลัดภาระก้อนใหญ่นี้ทิ้งไปได้

มือกระบี่ที่นั่งสูดปากด้วยความเจ็บปวดอยู่บนรถม้าได้แต่ยิ้มขื่น เมื่อคืนเขาร้อนรนจริงจริง ในช่วงความเป็นความตาย ถึงกับเลือกบ้านตระกูลเฉิน แทนที่จะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและมั่นใจกว่านี้ ขอบคุณสวรรค์ขอบคุณฟ้าดิน ที่ดาวมฤตยูของสำนักกุ้ยอวี้ไม่ได้ตามมา ไม่อย่างนั้น เขาคงทำให้เฉินกวนโหลวเดือดร้อนไปด้วย กลายเป็นผีตายโหง

เขาแอบตั้งปณิธานในใจ รอให้รักษาแผลหายดี จัดการธุระในมือเสร็จสิ้น หากยังมีชีวิตอยู่ เขาจะต้องตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิตของเฉินกวนโหลวอย่างดีแน่นอน

เพียงแต่คนแซ่เฉินผู้นี้ช่วยชีวิตคนได้หยาบกระด้างนัก รำคาญใจอย่างเห็นได้ชัด ใส่ยาแล้วแต่กลับไม่ยอมพันแผลให้เขาเลยสักนิด


บทที่ 066 ซื้อหาอสังหาริมทรัพย์

เฉินกวนโหลวแปลงโฉมเป็นชายวัยกลางคนอายุราวสามสิบสี่สิบปี สำเนียงคนต่างถิ่น แซ่กวน ติดต่อไปหาซุนต้าโถวแห่งที่ว่าการอำเภอ เพื่อเลี้ยงสุรานารี

พอได้ยินว่าเป็นคนทึ่หลูต้าโถวแนะนำมา ซุนต้าโถวก็แสดงความกระตือรือร้นอย่างยิ่ง พอทราบว่าเขาต้องการซื้อบ้าน ก็แนะนำให้ฟังว่าบ้านแถบไหนราคาเท่าไร บริเวณรอบด้านมีใครอาศัยอยู่บ้าง ทั้งยังบอกว่าจะหานายหน้าผู้เฉลียวฉลาดและไว้ใจได้มาพาเขาไปดูบ้าน

เฉินกวนโหลวกล่าวขอบคุณซ้ำซ้ำ เพียงแต่มีเรื่องลำบากใจอยู่อย่างหนึ่ง คือทำหนังสือยืนยันตัวตนหล่นหายระหว่างเดินทางมาเมืองหลวง กรณีเช่นนี้ควรจัดการอย่างไร

"ในเมื่อท่านเป็นสหายที่หลูต้าโถวแนะนำมา หากเป็นผู้อื่นข้าคงไม่บอก เรื่องนี้หนา จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย"

"ยากที่ตรงไหน? และง่ายที่ตรงไหน?"

สิ้นเสียง เงินก้อนหนึ่งก็ไหลจากมือของเขาไปสู่อุ้งมือของซุนต้าโถว

ซุนต้าโถว: ...

ไอหยา ท่าทางยัดเงินนี่ช่างช่ำชองเก๋าเกมยิ่งนัก ลองชั่งน้ำหนักเงินในมือ เขาก็ยิ่งเบิกบานใจ ลูบศีรษะกลมกลมขนาดใหญ่ของตน เงินก็ไหลลื่นลงไปในแขนเสื้ออย่างคล่องแคล่ว

กระบวนท่าชุดนี้ ทั้งสองคนทำได้อย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติ

หญิงคณิกาที่ปรนนิบัติอยู่ข้างข้างยังมองการกระทำเล็กเล็กน้อยน้อยของทั้งสองไม่ทัน ท่วงท่าช่างชำนาญเกินไปแล้ว ต้องเป็นมือเก่าที่เชี่ยวชาญการส่งเงินรับเงินเท่านั้น จึงจะมองเห็นหนทางเมื่อครู่นี้ได้ชัดเจน

"สำหรับเถ้าแก่กวน เรื่องยากไม่ยาก เรื่องง่ายนั้นง่ายมาก พรุ่งนี้ไปที่ที่ว่าการ ข้าจะจัดการออกเอกสารยืนยันตัวตนให้ท่านใหม่ก็เป็นอันเสร็จสิ้น"

"ไม่ทราบว่าต้องเตรียมสิ่งใดบ้าง?"

ซุนต้าโถวหัวเราะ เฮฮะ ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้ข้างขวาถูไปมา

คำเดียวสั้นสั้น: เงิน!

เฉินกวนโหลวเพียงแค่ต้องเตรียมเงินก็พอแล้ว เอกสารยืนยันตัวตนที่ทำใหม่ สามวันก็ได้รับ

เฉินกวนโหลวเห็นดังนั้นก็หรี่ตาหัวเราะ รับแต่เงิน ช่างดีเหลือเกิน! กลัวก็แต่รับเงินไปแล้วยังจะให้เขาเตรียมเอกสารวุ่นวายอื่นอื่นอีก

เมื่อมีตัวตนที่กฎหมายรับรอง เขาก็เหมือนสวมหนังทับลงบนร่างของตนเองอีกชั้น เป็นหนังแท้! มิใช่หนังเทียมเช่นของคงคงเซียนเซิง

มีตัวตนเพิ่มมาอีกหนึ่ง ภายหน้าจะทำสิ่งใดก็สะดวกขึ้นมาก

คืนนั้น เจ้าภาพและแขกต่างสำราญใจ หญิงคณิกาในหอนางโลมก็ยินดี เพราะเถ้าแก่กวนมือเติบ ให้รางวัลรางวัลอย่างงาม

สามวันให้หลัง ได้รับเอกสารตัวตนใหม่ และซื้อเรือนขนาดเล็กหนึ่งหลังที่ซุ่ยจิ่งฟางทางเมืองฝั่งใต้ ผู้คนที่อาศัยอยู่โดยรอบส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าต่างถิ่นที่มาทำการค้าในเมืองหลวง เข้าเข้าออกออก ไม่เห็นหน้ากันสามเดือนห้าเดือนก็เป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครสงสัย

นับจากนั้น เขาก็ใช้ชื่อปลอมว่าเถ้าแก่กวนเข้าออกหอนางโลม ทุกครั้งล้วนเรียกหาแม่นางฉิงผู้เปี่ยมเสน่ห์มาปรนนิบัติ

ยามที่เขายุ่งวุ่นวาย ข้อพิพาทระหว่างจวนโหวกับจางอวี้สื่อก็จบลง

จวนโหวส่งเงินไปให้ จางอวี้สื่อจึงอาศัยจังหวะนี้ลงจากหลังเสือ ยอมประนีประนอมกับจวนโหว แล้วหันไปยุ่งกับการจัดการเจียงถูแทน

ทว่าต่อมา ผู้ดูแลหลิวก็แอบลับลับล่อล่อเข้าไปในคุกเทียนลาวอีกรอบเพื่อพบอวี๋เจ้าอัน ไม่มีใครรู้ว่าสองคนนี้ซุบซิบอะไรกัน เฉินกวนโหลวแสร้งทำเป็นไม่รู้ ไม่เอ่ยถามแม้แต่คำเดียว

ต่อให้จวนโหวถูกประหารสามชั่วโคตร ก็ฆ่ามาไม่ถึงศีรษะของเขา

เขายังคงไปฟังข่าวลือที่ตู้ฟูจื่อตามปกติ

ตู้ฟูจื่อดีใจมากที่เขามา เพียงแต่ทุกครั้งมักจะบ่นว่าน่าเสียดาย น่าเสียดาย ทำไมดันไปเป็นผู้คุมคุก

ทุกครั้งเฉินกวนโหลวก็ได้แต่ยิ้มตาหยีอธิบายว่า ตนเองนั้นรักเงิน ไม่สนใจเรื่องอื่น ขอแค่มีเงิน อย่าว่าแต่ผู้คุมเลย ต่อให้เป็นคนแบกศพเขาก็ยินดีทำ แสดงท่าทีหน้าเลือดเห็นแก่เงินอย่างถึงที่สุด

"คนหนุ่มคนสาวต้องมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ หาเงินได้แล้วก็รีบเปลี่ยนอาชีพเสีย เงินในมือเจ้าน่ะ มันไม่สะอาด"

"ฟูจื่อกล่าวผิดแล้ว ที่ไม่สะอาดคือคน ไม่เกี่ยวกับเงิน อีกอย่าง เงินของขุนนางสะอาดนักหรือ? พวกเราผู้คุมไม่รับเงิน ท่านผู้เฒ่าลองทายดูสิว่านักโทษพวกนั้นจะวางใจได้หรือ? เงินนี้ ว่ากันตามตรงก็คือซื้อความสบายใจ ซื้อความสะดวก จัดเป็นผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย"

"แล้วถ้าเจอนักโทษที่ไม่มีเงิน จะทำอย่างไร?" ตู้ฟูจื่อถามด้วยความอยากรู้

"หากเจอนักโทษยากจนจริงจริง ก็ได้แต่ให้นักโทษขอพรให้ตนเองโชคดี" เฉินกวนโหลวกล่าวอย่างอ้อมค้อม ในนั้นมีวิธีการสกปรกมากเพียงใด ฉากนองเลือดมากเพียงใด ไม่จำเป็นต้องเล่าให้คนนอกฟังอย่างละเอียด คนวงในรู้กันก็พอ

ตู้ฟูจื่อส่งเสียง ฮึฮึ สองครั้ง "ชาวโลกถึงได้พูดกันว่า เงินของผู้คุมล้วนสกปรก ยอมรับแล้วสินะ!"

"ใช่ใช่ใช่ สกปรกทั้งนั้น ใจก็สกปรก มาเถิด ข้าดื่มให้ฟูจื่อหนึ่งจอก"

เฉินกวนโหลวไม่โต้เถียงกับอีกฝ่าย อย่าได้คาดหวังว่าจะเปลี่ยนค่านิยมของใคร แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างก็พอ เถียงไปเถียงมา ใครก็โน้มน้าวใครไม่ได้ กลับจะเสียความรู้สึก ได้ไม่คุ้มเสีย

ดื่มสุราไปสองตำลึง เห็นตู้ฟูจื่อกำลังได้ที่ เขาจึงถือโอกาสสอบถาม "ช่วงนี้จวนโหวสงบสุขดีหรือไม่?"

"ภายนอกสงบสุข แต่ภายในไม่สงบ"

ตู้ฟูจื่อกล่าวสั้นสั้นได้ใจความ ประโยคเดียวอธิบายสถานการณ์ของจวนโหวในยามนี้ได้กระจ่างแจ้ง

เฉินกวนโหลวอยากรู้สถานการณ์ภายในจวนโหว แซ่เฉินเหมือนกัน ทั้งยังเป็นตระกูลหลัก ย่อมต้องให้ความสนใจมากหน่อย ตระกูลแซ่เฉินหาผู้ใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าจวนโหวไม่ได้อีกแล้ว จวนโหวคือตะเกียงส่องทาง คนแซ่เฉินล้วนต้องจ้องมองตะเกียงนี้

ไม่สนใจจวนโหว กลับไปสนใจนักโทษในคุก นั่นคือการลำดับความสำคัญผิด งานกับชีวิตจะเอามาปนกันได้อย่างไร

"ไม่สงบอย่างไร ท่านผู้เฒ่าลองเล่ามาดู"

"บ้านรองกับบ้านใหญ่ไม่ลงรอยกัน เจ้าก็รู้ เรื่องราวคราวนี้ ต้นเหตุคือญาติของบ้านใหญ่อย่างคุณชายเย่ทำลายเรื่องดีของสะใภ้รอง สะใภ้รองหาคนมาสั่งสอนเขา แต่ดันไปทำร้ายคุณชายรองจวนจางอวี้สื่อเข้า สุดท้าย จวนโหวต้องขอขมา ว่ากันว่าส่งของขวัญไปกองโต ทั้งยังหาคนกลางมาเจรจา จึงคลี่คลายข้อพิพาทนี้ได้ ในเรื่องนี้ บ้านใหญ่เองก็ออกแรงช่วยด้วยเหมือนกัน"

"บ้านใหญ่ยังจะช่วยบ้านรองปัดเป่าหายนะอีกหรือ?" เฉินกวนโหลวเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ตอนแรกสะใภ้ใหญ่อาละวาดรุนแรงเพียงนั้น จะยอมช่วยบ้านรองปัดเป่าหายนะได้อย่างไร

ตู้ฟูจื่อกระซิบเสียงเบา "บ้านรองให้ผลประโยชน์ที่จับต้องได้แก่คุณชายเย่ ฮูหยินผู้เฒ่าก็ไว้หน้าสะใภ้ใหญ่ ได้ผลประโยชน์แล้ว ก็ต้องออกแรง เจ้าว่าจริงหรือไม่"

"บ้านใหญ่บ้านรองจะยอมหรือ"

"ไม่ยอมแล้วจะทำอย่างไรได้ คงจะทะเลาะกันไปตลอดไม่ได้ ให้คนนอกดูเรื่องน่าขบขันเปล่าเปล่า"

เอ๊ะ เรื่องราวฉบับนี้แตกต่างจากฉบับที่เขารู้อย่างมาก ในนี้ไม่มีผู้ดูแลหลิว และไม่มีอวี๋เจ้าอัน ดูท่า นี่อาจจะเป็นเส้นสายลับ

"สะใภ้ใหญ่ต้องการดูแลจัดการบ้านหรือ?" เฉินกวนโหลวสงสัยมาก

สะใภ้ใหญ่ฉวยโอกาสอาละวาดไปหนึ่งยก ทั้งยังได้รับการสนับสนุนทางลับจากนายท่านใหญ่ ประกอบกับสุขภาพเริ่มดีขึ้น ในฐานะหลานสะใภ้สายตรงของบ้านหลัก การกุมอำนาจภายใน ดูแลจัดการบ้านจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผล ใครก็ขัดขวางไม่ได้ ตามหลักการและเหตุผล ก็ควรให้ภรรยาของหลานชายคนโตสายตรงเป็นผู้ดูแลบ้าน

สะใภ้รองในทางนามแล้ว ทำได้เพียงเรียกว่ารักษาการแทน

ตู้ฟูจื่อจิบสุรา ส่ายหัวไปมาแล้วกล่าวว่า "อยากดูแลบ้าน ไหนเลยจะง่ายดายปานนั้น อย่าลืมว่าบนหัวบ้านรองยังมีฮูหยินผู้เฒ่าอีกท่าน ฮูหยินผู้เฒ่าไม่เอ่ยปาก สะใภ้ใหญ่อยากดูแลบ้าน หนทางยังอีกยาวไกล"

"นายท่านใหญ่ออกหน้าก็ไม่ได้หรือ?"

นายท่านใหญ่คือผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์ของจวนโหว เป็นเจ้านายที่แท้จริงของจวนโหว

ตู้ฟูจื่อหัวเราะ หึหึ "คำว่ากตัญญูคำเดียว ก็สามารถมัดมือมัดเท้านายท่านใหญ่ได้แล้ว อีกอย่าง สะใภ้รองดูแลบ้านมาหลายปี ทำได้เป็นเรื่องเป็นราว ภายในภายนอกเป็นระเบียบเรียบร้อย สะใภ้ใหญ่กลับไม่ถามไถ่เรื่องภายในมาหลายปี จะดูแลบ้านได้อย่างไร เรื่องของจวนโหว มิใช่พูดประโยคสองประโยคก็จะพลิกฟ้าคว่ำดินได้ ต้องอาศัยความเพียรพยายามดั่งน้ำหยดลงหิน ค่อยค่อยเคี่ยวกรำ จึงจะเห็นผล ฮูหยินผู้เฒ่ากุมอำนาจจวนโหวมาหลายสิบปี ใช่ว่าจะมีชื่อเสียงจอมปลอมเสียเมื่อไร"


บทที่ 067 ความคิดโยนความผิดช่างพิสดารเป็นพิเศษ

เฉินกวนโหลวพบคุณชายเย่เป็นครั้งที่สอง ที่บ้านของพี่สะใภ้ชุนเซียง

คุณชายเย่มาหาคุณชายจ้าวที่เช่าบ้านพี่สะใภ้ชุนเซียงอยู่เพื่อนัดแนะไปงานชุมนุมบทกวีด้วยกัน และยังรับปากว่าจะแนะนำคุณชายจ้าวให้รู้จักกับคุณชายรองแห่งจวนจางอวี้สื่อ

คุณชายจ้าวนามว่าจ้าวหมิงเฉียว ตั้งแต่ดื่มสุรากับเฉินกวนโหลวไปสองครั้ง ทั้งสองก็เริ่มสนิทสนมกัน จ้าวหมิงเฉียวแนะนำเฉินกวนโหลวให้คุณชายเย่รู้จักด้วยความกระตือรือร้นอย่างยิ่ง

"หัวหน้าเฉินแม้จะเป็นผู้คุม แต่เขาก็เคยร่ำเรียนหนังสือหนังหามาอย่างถูกต้อง ความรู้มิใช่ด้อย"

"มิกล้า มิกล้า" เฉินกวนโหลวปฏิเสธอย่างถ่อมตน ตนเองย่อมรู้เรื่องตนเองดี เขียนบทความ แต่งโคลงกลอน เขาเทียบเด็กน้อยในโรงเรียนเอกชนไม่ได้ด้วยซ้ำ จุดเด่นของเขาอยู่ที่ความเหลื่อมล้ำของข้อมูล อยู่ที่ประสบการณ์การเป็นคนสองชาติ การหล่อเลี้ยงด้วยข้อมูลมหาศาลจากยุคอินเทอร์เน็ต ทำให้เขามองปัญหาโดยสามารถกระโดดข้ามข้อจำกัดของยุคสมัย ไม่อยู่ในกรอบเดิมเดิม มุมมองจึงพิสดารเป็นพิเศษ มักจะมีถ้อยคำที่สะเทือนเลือนลั่น ด้วยเหตุนี้ จ้าวหมิงเฉียวจึงกระตือรือร้นต่อเขาเป็นพิเศษ

ความกระตือรือร้นนี้ไม่ได้ส่งไปถึงคุณชายเย่

คุณชายเย่กำเนิดในตระกูลขุนนางผู้สูงศักดิ์ ถือตัวว่าสูงส่ง ยอมชายตามองผู้คุมตัวเล็กเล็กสักแวบหนึ่ง ก็ถือว่าไม่ถือตัวอย่างยิ่งแล้ว จะเห็นผู้คุมอยู่ในสายตาจริงจริงได้อย่างไร

เขาพยักหน้าให้เฉินกวนโหลวอย่างไว้ท่า ไม่ได้มีความปรารถนาอยากจะทำความรู้จัก

จ้าวหมิงเฉียวยังอยากจะดึงมารวมกลุ่มกัน ให้คุณชายเย่ได้รู้ถึงความรู้ของเฉินกวนโหลว หากทั้งสามคนได้นั่งดื่มสุราด้วยกันจะดีงามเพียงใด

เขาคิดไว้อย่างสวยหรู แต่คุณชายเย่แสดงออกชัดเจนว่าเริ่มรำคาญ

เฉินกวนโหลวรีบขัดจังหวะจ้าวหมิงเฉียว ลอบคิดในใจว่าพี่จ้าวช่างดูคนไม่ออกเอาเสียเลย "พวกท่านจะไปงานชุมนุมบทกวี ตอนนี้น่าจะได้เวลาออกเดินทางแล้วกระมัง ไปช้า หากพลาดเรื่องสนุก จะมิน่าเสียดายแย่ พี่จ้าว คุณชายเย่ ข้าไม่รบกวนเวลาพวกท่านแล้ว ทางที่ว่าการข้ายังมีธุระต้องทำ"

เขาประสานมือคารวะ แล้วเดินจากไปก่อน

ออกจากบ้านพี่สะใภ้ชุนเซียง ถ้อยคำของคุณชายเย่ลอยเข้าหูเขา

"พี่จ้าวไยต้องลดตัวไปคบหากับผู้คุมคนหนึ่ง หากใครรู้เข้า จะพาลพลอยทำให้พี่จ้าวเดือดร้อนไปด้วย จะมิเป็นการไม่ดีหรอกหรือ วันหน้าพี่จ้าวอยู่ห่างห่างคนแซ่เฉินผู้นั้นไว้เถิด"

"หัวหน้าเฉินก็เป็นคนตระกูลเฉิน" จ้าวหมิงเฉียวแก้ต่างไปประโยคหนึ่ง

คุณชายเย่แค่นเสียงเยาะหยันทันที "คนแซ่เฉินมีถมไป ใช่ว่าทุกคนจะเป็นคนตระกูลเฉินแห่งจวนโหว คนตระกูลเฉินที่แท้จริง ใครจะยอมลดตัวไปเป็นผู้คุมในคุกเทียนลาว บิดาของเขาอย่างน้อยยังเป็นผู้คุมยศผู้คุมขัง ตัวเขาดีเสียจริง เป็นได้แค่ลูกแถวผู้คุม ยิ่งอยู่ยิ่งตกต่ำ"

"พี่เย่ก็รู้จักหัวหน้าเฉินหรือ?"

"ชื่อเสียงเรียงนามของเขาเลื่องลือไปทั่วจวนโหว ข้าอาศัยอยู่ในจวนโหว ย่อมเคยได้ยิน"

"เขามีความรู้มากจริงจริงนะ"

"ในเมื่อมีความรู้ ไยจึงยอมเป็นลูกแถวผู้คุม นิสัยต่ำช้าเช่นนี้ ต่อให้มีความรู้จริง ก็ควรอยู่ให้ห่างไว้ จะได้ไม่แปดเปื้อนตัวเอง"

เดินห่างออกมา เสียงยิ่งมายิ่งเบา จนกระทั่งเงียบหายไป

เฉินกวนโหลวหัวเราะ หึหึ สีหน้าเรียบเฉย เขาไม่โกรธเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำของคนแซ่เย่ ชาวโลกในยุคนี้ล้วนดูถูกผู้คุม หากเจอคนพูดจาไม่เข้าหูแล้วต้องโกรธ เช่นนั้นทุกวันคงไม่ต้องทำอะไรนอกจากโมโหโกรธา เวลาคงหมดไปเปล่าเปล่า

เขากับคนแซ่เย่ เห็นชัดว่าเป็นคนละเส้นทาง เป็นสหายกันไม่ได้ แม้แต่จะนั่งดื่มสุราโต๊ะเดียวกันยังทำไม่ได้ คนประเภทนี้ อยู่ให้ห่างห่างไว้ก็พอ อีกฝ่ายดูถูกเขา เขาก็คร้านจะชายตามองอีกฝ่าย ต่างคนต่างอยู่ไม่ข้องเกี่ยวกัน

คุกเทียนลาวต่างหากคือสถานที่ที่เขาจะได้ท่องไปอย่างอิสระเสรี

ยามที่เขาไปเข้าเวรที่คุกเทียนลาว ก็ได้ยินข่าวที่น่าตกตะลึงพรึงเพริด คงคงเซียนเซิงแห่งคุกหมายเลขสามแหกคุกหนีไปแล้ว

คดีของคงคงเซียนเซิงตัดสินแล้ว

เขาควักเงินก้นหีบออกมาหาคนวิ่งเต้น คนรับเงินตบหน้าอกรับประกัน อย่างมากก็แค่เนรเทศ หากโชคดี ดีไม่ดีไม่ต้องเนรเทศ ขังไม่กี่ปีก็ได้ออก

มีคำรับประกันนี้ คงคงเซียนเซิงจึงนั่งคุกอย่างวางใจ รอคอยผลลัพธ์

คาดไม่ถึงว่า พอคำตัดสินลงมาอย่างเป็นทางการ กลับเป็นประหารชีวิตทันที คนรับเงิน เงินก็รับไปแล้วแต่เรื่องกลับทำไม่สำเร็จ

คงคงเซียนเซิงโกรธหรือไม่ไม่แน่ชัด แต่หลังจากคำตัดสินลงมา ก็เงียบกริบไม่ส่งเสียง ข้าวปลาไม่กิน จนกระทั่งผู้คุมที่ตักข้าวไปให้พบความผิดปกติ ถึงได้พบว่า ให้ตายเถอะ ในคุกมีคนเสียที่ไหน มีแต่หุ่นปลอมคลุมเสื้อผ้า คงคงเซียนเซิงแหกคุกหนีไปนานแล้ว

ภายในหนึ่งปี คุกหมายเลขสามเกิดเหตุแหกคุกติดต่อกันสามครั้ง ความถี่ระดับนี้ ความซวยระดับนี้ไม่มีใครเกินแล้ว

เห็นอยู่ว่านักโทษจะต้องขึ้นลานประหาร ผลคือนักโทษหายไป หาไม่เจอ เช่นนี้จะทำอย่างไรดี

ตั้งแต่บนลงล่างของคุกหมายเลขสาม พากันเป็นบ้าไปหมดแล้ว

ไม่มีใครคาดคิดว่าคงคงเซียนเซิงจะแหกคุกเอาตอนนี้ กระทั่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคงคงเซียนเซิงใช้วิธีใดออกจากคุกเทียนลาวไปได้อย่างไร้ร่องรอย ทั้งยังปิดบังได้ตั้งวันสองวันกว่าจะถูกพบ

สวี่ฟู่กุ้ยร้อนใจจนไฟลนก้น ปากพุพอง ด่ากราดผู้คุมคุกหมายเลขสามทุกคน ด่าจนอารมณ์ขึ้น ก็คว้าไม้ไล่ตี

ไม่ว่าจะเป็นผู้คุมหนุ่มหรือพวกเขี้ยวลากดิน โดนตีแล้วก็ไม่กล้าส่งเสียง และยิ่งไม่กล้าหลบหลีก เวลานี้ไม่มีใครกล้าทำตัวเป็นขื่อคานยื่นออกมารับหน้า ยอมโดนตีเงียบเงียบเป็นยอดดี

สวี่ฟู่กุ้ยโกรธจนแทบคลั่ง "จับตัวคนไม่ได้ ส่งงานไม่ได้ หากเบื้องบนต้องการให้ข้าตาย ก่อนข้าตายข้าจะต้องลากพวกเจ้าทุกคนไปด้วยกัน นับหัวไปเลย ทุกคนอย่าหวังจะได้อยู่อย่างสงบสุข ไม่มีใครลอยตัวอยู่เหนือปัญหาได้ โดยเฉพาะเจ้าหลูต้าโถว จางว่านทงคนนั้นจากไปแล้ว ดูเจ้าสิว่าเป็นหัวหน้าประสาอะไร วันวันรู้แต่เล่นพนันพนันพนัน เบื้องบนตรวจสอบลงมา ข้าจะเอาหัวเจ้ามาเซ่นธงเป็นคนแรก"

หลูต้าโถวรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างที่สุด เขาก็มิใช่เพิ่งเริ่มเล่นพนันวันนี้ เมื่อสิบปีก่อนเขาก็เป็นผีพนันตัวยงแล้ว เมื่อก่อนไม่เห็นรังเกียจ มาตอนนี้จะเอาเขามาเซ่นธง ช่วยพูดจาให้มีเหตุผลหน่อยได้หรือไม่

"หัวหน้าสวี่ อีกสองวันก็ถึงวันประหาร ต่อให้จะเอาข้าเซ่นธง ก็ต้องผ่านด่านเคราะห์ตรงหน้านี้ไปให้ได้เสียก่อน ถึงอย่างไรข้าก็พอจะมีประโยชน์อยู่บ้าง"

"มีประโยชน์กับผีน่ะสิ ดูหัวโตโตตูดใหญ่ใหญ่ของเจ้าสิจะมีประโยชน์อะไร มีประโยชน์ประสา***อะไร" สวี่ฟู่กุ้ยถีบเปรี้ยงเข้าไป หลูต้าโถวล้มหงายหลังไปอย่างรู้งาน ต้องแสดงให้เห็นว่าสวี่ฟู่กุ้ยมีวรยุทธ์ล้ำเลิศไร้เทียมทาน ตัวเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสออกมาให้ได้ ในฐานะผู้คุมที่โตเต็มวัย นี่เป็นหนึ่งในทักษะที่จำเป็นต้องมี

ทักษะจำเป็นของผู้คุมรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง: เล่นการพนัน กินเหล้า คุยโว โอ้อวด หาเงิน

ที่สำคัญที่สุดคือการหาเงิน

"หัวหน้า ข้ามีประโยชน์จริงจริง จริงนะ ตายแทน วิธีนี้ใช้ได้แน่นอน"

"ใช้ได้กับบรรพบุรุษเจ้าสิ"

"หัวหน้า ฟังข้าก่อน โจรคงคงถนัดวิชาแปลงโฉมที่สุด ใครกล้าพูดว่าเคยเห็นใบหน้าแท้จริงของโจรน้อยคงคง? ใครกล้าพูดว่าที่ผ่านมาโจรน้อยคงคงใช้ใบหน้าจริงแสดงตัว? ทุกคนต่างรู้ว่าวิชาแปลงโฉมของโจรน้อยคงคงนั้นลึกลับซับซ้อน แท้จริงแล้วคือวิชาแปลกประหลาดแขนงหนึ่ง ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ภายนอกก็แปลงโฉมได้"

สมองของหลูต้าโถวตอนนี้แจ่มใสเป็นพิเศษ วิเคราะห์เรื่องนี้ได้อย่างชาญฉลาด ในเมื่อไม่มีใครกล้าบอกว่าหน้าตาที่เห็นของโจรน้อยคงคงคือหน้าตาที่แท้จริง นี่ก็ช่วยอำนวยความสะดวกให้แผนตายแทนได้อย่างมาก

เจ้าบอกว่าเขาไม่ใช่โจรน้อยคงคง? เอาอะไรมาบอกว่าไม่ใช่? เจ้าเคยเห็นใบหน้าของโจรน้อยคงคงกี่หน้า? เจ้าแยกออกหรือว่าหน้าไหนคือหน้าจริง?

ขังอยู่ในคุกเทียนลาวมานานขนาดนี้ พวกเราบอกว่าเขาใช่เขาก็ใช่ ต่อให้เง็กเซียนฮ่องเต้เสด็จมา เขาก็ใช่

เพราะที่นี่คือคุกเทียนลาว มีกลุ่มผู้คุมที่มีความรับผิดชอบและเก่งกาจ นักโทษจะติดปีกบินหนีก็ยังยาก


บทที่ 068 ล้วนไม่อยากรับผิดอยากได้แต่ผลประโยชน์

สวี่ฟู่กุ้ยเริ่มแรกโกรธเกรี้ยว ต่อมาก็ครุ่นคิด ลูกตากลอกไปมา จ้องเขม็งไปที่หลูต้าโถว "เรื่องนี้ทำได้หรือ?"

"ทำได้แน่นอน"

"จะตบตาฟ้าข้ามสมุทรอย่างไร จะผ่านด่านพิสูจน์อัตลักษณ์ไปได้อย่างไร? เจ้านายเบื้องบนมิใช่จะหลอกได้ง่ายง่าย หากไปเจอจ่านเจียนกวนที่เจ้าระเบียบ หากเรื่องแดงขึ้นมา เจ้ากับข้าหัวหลุดจากบ่าแน่ คนในครอบครัวต้องพลอยโดนเนรเทศสามพันลี้ สามพันลี้เชียวนะ ต่อให้เดินไปถึงที่ ก็คงใกล้ตายพอดี"

สวี่ฟู่กุ้ยพอคิดถึงเรื่องหัวหลุดครอบครัวโดนเนรเทศ ก็ถอนหายใจไม่หยุด ในใจกังวลได้ได้เสียเสีย สับสนลังเล

ใจหนึ่งคิดว่าความคิดของหลูต้าโถวเป็นไปได้ อีกใจก็คิดว่าเรื่องนี้ความเสี่ยงสูงเกินไป คนเบื้องบนหลอกไม่ได้ง่ายดายเพียงนั้น

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ เรื่องเกิดขึ้นมาสักพักหนึ่งแล้ว พัศดีฟ่านกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดใด ความเป็นไปได้ที่พัศดีฟ่านจะไม่ได้รับข่าวแทบจะเป็นศูนย์ สถานที่อย่างคุกเทียนลาว ไม่มีเรื่องใดปิดบังหูตาพัศดีฟ่านได้

ทว่า เขาไม่รายงานขึ้นไป พัศดีฟ่านก็แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องแหกคุก

หมายความว่าอย่างไร คิดจะโยนความผิดหรือ?

สวี่ฟู่กุ้ยยิ่งคิดยิ่งหวาดกลัว ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าหัวของตนใกล้จะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว

เขาไม่อยากตายนะ!

หลูต้าโถวมองออกถึงความลังเลของสวี่ฟู่กุ้ย เขาขยับเข้าไปใกล้ กระซิบเสียงเบา "นักโทษคุกเทียนลาวที่ถูกขังมาเกือบปี ตัวจะเหม็นขนาดไหน หัวหน้าสวี่ย่อมรู้ดีกว่าใคร คนเบื้องบนแต่ละคนตัวล้ำค่าดั่งทอง ไยจะยอมลดตัวลงมาพิสูจน์ตัวด้วยตนเอง อย่างมากก็ให้ที่ปรึกษาคนสนิทมาเดินผ่านผ่านเป็นพิธี

ต่อให้เจอจ่านเจียนกวนที่เจ้าระเบียบ วันมะรืนประหาร มิใช่มีแค่โจรน้อยคงคงนักโทษเดียว นักโทษรอประหารทั่วเมืองหลวง ไม่ร้อยก็มีสักแปดสิบหรือร้อยยี่สิบ ปะปนคนของเราเข้าไปสักคนหนึ่ง ในที่นั้นไม่มีใครเคยเห็นโจรน้อยคงคงตัวจริง ใครจะแยกแยะจริงเท็จได้ เรื่องนี้กุญแจสำคัญอยู่ที่คนกันเองต้องปิดปากให้สนิท"

สวี่ฟู่กุ้ยเดินไปเดินมาอยู่กับที่ ตัดสินใจไม่ถูก

เขามองไปยังเหล่าผู้คุม "พวกเจ้ามีความเห็นอย่างไร?"

"พวกเราฟังหัวหน้าสวี่"

"ความคิดพี่ต้าโถวใช้ได้แน่นอน"

"หัวหน้า ทำเถอะ!"

"จะให้เบื้องบนรู้ความจริงไม่ได้เด็ดขาด"

"รอให้ผ่านวันมะรืนไป ทุกอย่างก็จบ ความคิดพี่ต้าโถวไม่มีปัญหาแน่"

เหล่าผู้คุมเพื่อรักษาชีวิต ต่างพากันยกมือเห็นด้วยกับข้อเสนอของหลูต้าโถว ตายแทนสวมรอย ตบตาฟ้าข้ามสมุทร ไม่ทำตอนนี้จะรอเมื่อไร ห้ามลังเลเด็ดขาดนะ! พอลังเล หัวของทุกคนจะต้องหลุด

สวี่ฟู่กุ้ยถูกเหล่าผู้คุมยุยง คิดไปคิดมา ก็ต้องเป็นวิธีของหลูต้าโถวถึงจะเป็นไปได้ ขอแค่ผ่านวันมะรืนไปได้อย่างราบรื่น ทุกอย่างสงบสุข มงคลยิ่งนัก

เขากัดฟัน ในที่สุดก็ตัดสินใจเด็ดขาด กล่าวกับหลูต้าโถวว่า "เรื่องนี้เจ้าเป็นคนจัดการ ต้องทำให้เงียบเชียบไร้ร่องรอย ต้องใช้เงินเท่าไร เจ้าบอกตัวเลขมา ทุกคนช่วยกันรวบรวม ไม่มีปัญหาใช่ไหม?"

"ไม่มีปัญหา ฟังคำสั่งหัวหน้าสวี่ทุกประการ"

เวลานี้รวบรวมเงินเพื่อผ่านพ้นวิกฤต เหล่าผู้คุมที่ปกติขี้เหนียว ไม่มีใครบ่นจนบ่นลำบากสักคน หากเสียเงินเล็กน้อยแล้วทำให้เรื่องหายนะนี้จบลงได้ นั่นนับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง

หลูต้าโถวแสดงอาการลังเลชัดเจน นี่ใช่เรื่องเงินหรือ นี่มันเรื่องคน เรื่องเกี่ยวพันถึงชีวิตคน เรื่องเงินเรื่องเล็ก สำคัญคือจะไปหาคนมาตายแทนจากที่ไหน เรื่องนี้วิธีนอกรีตย่อมทำได้ แต่เขาไม่อยากทำนี่นา! เขาอยากผลักภาระไปให้คนอื่น

เกิดเรื่องแดงขึ้นมา เขาก็ยังมีข้ออ้างเอาตัวรอด

สวี่ฟู่กุ้ยมองออกถึงความลังเลไม่เด็ดขาดของเขา ทั้งข่มขู่ทั้งให้ผลประโยชน์ "ความคิดเจ้าเป็นคนเสนอ เจ้าไม่ทำใครจะทำ เจ้าวางใจเถิด งานสำเร็จแล้ว ไม่ขาดส่วนแบ่งของเจ้าแน่ เงินที่เจ้าควรได้ มีแต่จะมากไม่มีน้อย"

หลูต้าโถวบิดบิดเบี้ยวเบี้ยว ตัดสินใจลากสวี่ฟู่กุ้ยไปที่มุมหนึ่ง "หัวหน้าสวี่ มิใช่ผู้น้อยไม่รู้ดีชั่ว เรื่องนี้มันจัดการยากอยู่นะขอรับ"

"ตอนนี้เจ้ามาบอกข้าว่าจัดการยาก หลูต้าโถวเจ้าจงใจหาเรื่องหรือ? เมื่อครู่เจ้าเป็นคนยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าวิธีนี้เป็นไปได้ ข้ารับปากเจ้าแล้ว เจ้าก็มากลับคำ เป็นอย่างไร เห็นข้าแก่แล้วเลอะเลือนรังแกง่ายหรือ? เจ้าทำได้หรือไม่ได้ ข้าจะจัดการเจ้าเป็นคนแรก"

สวี่ฟู่กุ้ยโกรธจัด หลูต้าโถวกล้าปั่นหัวเขา เขาจะทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าอะไรคืออยู่มิสู้ตาย ตายก็ไม่น่าเสียดาย

"หัวหน้าสวี่ระงับโทสะ ระงับโทสะ" หลูต้าโถวรีบปลอบโยน "หัวหน้าสวี่ เรื่องนี้เงินน่ะหาง่าย ยากคือจะไปหาคนที่เหมาะสมจากที่ไหน ต้องทำให้ฝ่ายนั้นยอมหุบปากด้วยความสมัครใจ หากไปหาตัวทึ่มมาสักคน ตอนจะประหารดันกลับคำร้องโวยวายขึ้นมา นั่นเรื่องใหญ่เลยนะขอรับ!"

สวี่ฟู่กุ้ยได้ฟังก็พยักหน้าไม่หยุด คำพูดนี้มีเหตุผล อย่าเห็นว่าแต่ละคนปากเก่งร้องตะโกนว่าไม่กลัวตาย พอจะตายจริงจริง แต่ละคนกลัวจนฉี่ราดกางเกง ถึงเวลานั้น จะยังคุมปากอยู่ได้อย่างไร ย่อมต้องตะโกนโวยวายออกมาเพื่อขอชีวิต

หากเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นจริง ฟ้าคงถล่ม คดีคงไปถึงพระเนตรพระกรรณทันที ตั้งแต่กรมอาญาถึงคุกเทียนลาว เกรงว่าหัวคงกลิ้งหลุนหลุน เจ้ากรมอาญาดีไม่ดีหัวก็ต้องหลุด

พอคิดถึงผลลัพธ์นั้น สวี่ฟู่กุ้ยก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที ตัวสั่นเทิ้ม หน้าซีดเผือด

"เช่นนั้นเจ้าว่าทำอย่างไร? จับคนมาแล้ว กรอกยาให้เป็นใบ้ไปเลยดีไหม" สวี่ฟู่กุ้ยใจอำมหิต เขาไม่ยอมให้สถานการณ์ที่น่ากลัวที่สุดเกิดขึ้นเด็ดขาด

หลูต้าโถวเห็นด้วยอย่างยิ่ง "นั่นก็เป็นวิธีหนึ่ง วิธีที่ดีที่สุด คือหาคนที่สมัครใจยอมตาย"

"จะไปหาคนที่สมัครใจยอมตายที่ไหน เจ้าพูดเล่นหรือเปล่า ขอแค่มีชีวิตอยู่ได้ ใครจะอยากตาย"

"มีจุดอ่อน มีตัวประกัน มีผลประโยชน์ คนเช่นนั้นก็ยังพอหาได้" หลูต้าโถวกระซิบ

ดวงตาสวี่ฟู่กุ้ยเป็นประกาย ใช่สิ เขาลิมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร ยุคสมัยนี้ คนที่อยู่มิสู้ตายมิใช่ไม่มี คนที่อยากตาย ลองหาดูดีดีก็ยังพอหาได้ สำคัญคือต้องให้ผลประโยชน์ให้มากพอ

เขาตบไหล่หลูต้าโถวอย่างตื่นเต้น "เรื่องนี้ต้องเป็นเจ้าจริงจริง เจ้าด่วนไปจัดการ เวลาไม่คอยท่า ก่อนเที่ยงวันพรุ่งนี้ ต้องจัดการให้สำเร็จ ต้องใช้เงินเท่าไร เจ้าว่ามาได้เลย"

หลูต้าโถวตระหนักว่า งานนี้เขาปัดไม่ได้แล้ว ตัดสินใจเรียกราคาขูดรีด "เตรียมไว้ก่อนห้าร้อยตำลึง ขาดเหลือค่อยว่ากัน"

ห้าร้อยตำลึง? กล้าเรียกจริงจริงนะ!

สวี่ฟู่กุ้ยมองหลูต้าโถวอย่างลึกซึ้ง หัวโตใจก็โตกระเพาะยิ่งโตกว่า อ้าปากก็ห้าร้อยตำลึง หึ! อดทนไว้ก่อน รอเรื่องสำเร็จ ค่อยมาว่ากัน

"ได้! ห้าร้อยตำลึงก็ห้าร้อยตำลึง ข้าจะให้ทุกคนช่วยกันรวบรวม เจ้าต้องเร่งมือ อย่าได้ทำให้เสียงานใหญ่ หัวของทุกคน แขวนอยู่บนตัวเจ้าคนเดียว"

"หัวหน้าสวี่วางใจ ผู้น้อยทำภารกิจสำเร็จแน่นอน"

"เจ้าคงไม่หอบเงินหนีไปนะ" สวี่ฟู่กุ้ยคาดเดาในแง่ร้าย ห้าร้อยตำลึง สำหรับคนทั่วไป คือเงินก้อนโต หนีไปอยู่ชนบทห่างไกล เพียงพอจะสร้างบ้านอิฐ ซื้อที่นาเป็นร้อยไร่ รับอนุภรรยาสักสองคน ใช้ชีวิตเป็นเศรษฐีที่ดินตัวน้อยน้อย หลูต้าโถวรีบร้องว่าถูกใส่ร้าย "หัวหน้าสวี่ดูถูกข้าเกินไป เงินแค่ห้าร้อยตำลึง ข้าทิ้งครอบครัวลูกเล็กเด็กแดงหนีไป ไม่คุ้มกันหรอก ผู้น้อยแม้จะไม่มีเงิน แต่ก็มิใช่ไม่เคยเห็นเงิน ห้าร้อยตำลึง ขอแค่ผู้น้อยยังทำงานที่คุกเทียนลาว ช้าเร็วก็หาคืนมาได้"

"เจ้าคิดได้เช่นนี้ประเสริฐที่สุด! ข้าเชื่อว่าเจ้าต้องรู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ"


บทที่ 069 รั้งรอในเมืองหลวงมิรู้เป็นตาย

เฉินกวนโหลวพบหลูต้าโถวที่หน้าประตูใหญ่ คว้าตัวอีกฝ่ายลากไปคุยที่มุมกำแพงเปลี่ยวเปลี่ยว

"เกิดอะไรขึ้น? คงคงเซียนเซิงแหกคุกจริงหรือ?"

หลูต้าโถวอ้าปากค้างร้อง หือ ถามกลับว่า "เจ้ารู้ข่าวแล้วหรือ?"

"เป็นเรื่องจริงหรือ?"

หลูต้าโถวกัดฟันด่าทอ "โจรน้อยคงคงกลัวตาย ใช้วิชาแปลงโฉมหนีออกไปอย่างเงียบเชียบ ทำพวกเราทุกคนหัวจะหลุดจากบ่า ถ้าข้าจับตัวมันได้ ข้าจะถลกหนังเลาะกระดูกมันให้ดู"

"เจ้าจะไปจับคนที่ไหน? อีกสองวันก็จะประหารแล้ว คุกหมายเลขสามมีวิธีแก้ปัญหาหารือกันแล้วหรือยัง?" เฉินกวนโหลวค่อนข้างเป็นห่วง อย่างไรก็เป็นเพื่อนร่วมงานเก่า ไม่ทนดูทุกคนต้องตาย

หลูต้าโถวเก็บงำเรื่องลับไว้ในใจ พอสบสายตาจริงใจของเฉินกวนโหลว ก็ดูจะมีพิรุธเล็กน้อย บ่นพึมพำว่า "เรื่องนี้พวกเราจะหาทางเอง เจ้าอย่าห่วงเลย สรุปคือจะไม่ทำให้เรื่องราวบานปลายจนเก็บกวาดไม่ได้"

"หาทาง?" เฉินกวนโหลวจ้องหลูต้าโถวอย่างสงสัย ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรขึ้นได้ สีหน้าเปลี่ยนไปทันที กระซิบถาม "พี่ต้าโถวบอกความจริงข้ามา พวกท่านคิดจะใช้วิธีตายแทน ตบตาฟ้าข้ามสมุทรใช่หรือไม่"

"ชู่! หัวสมองเจ้าทำด้วยอะไร เรื่องนี้เจ้ารู้ไว้ก็พอ อย่าได้พูดออกไป เรื่องแบบนี้พูดออกมาจะไม่ได้ผล!"

"พวกท่านนี่ช่าง..." เฉินกวนโหลวไม่อาจตำหนิอีกฝ่าย นับตั้งแต่มาอยู่ที่คุกเทียนลาว ศีลธรรมของเขาก็แตกกระเจิง ขีดจำกัดศีลธรรมก็ยิ่งต่ำลงเรื่อยเรื่อย บางครั้งเขายังอยากจะถ่มน้ำลายใส่ตนเอง

สภาพสังคมเป็นเช่นนี้ มิใช่แรงคนจะเปลี่ยนแปลงได้

หลูต้าโถวทั้งมีพิรุธทั้งดูบริสุทธิ์ใจ "น้องเฉิน เจ้ากับพวกเราไม่เหมือนกัน เรื่องนี้เจ้าทำเป็นไม่รู้ได้หรือไม่? คุกหมายเลขสามหลายสิบชีวิต หัวล้วนแขวนอยู่บนตัวข้า ข้าก็ไม่อยากทำ แต่ไม่ทำเช่นนี้ ทุกคนต้องตาย"

เฉินกวนโหลวหน้าขรึม จ้องเขม็งไปที่หลูต้าโถว หลูต้าโถวถูกจ้องจนเริ่มกลัว บ่นอุบอิบ "เจ้าคงไม่พูดออกไปกระมัง"

เฉินกวนโหลวแค่นเสียง "ข้าไม่สนว่าท่านจะทำอย่างไร อย่าดึงคนบริสุทธิ์มาเกี่ยว อย่าบังคับขู่เข็ญ"

"ใช่ใช่ใช่ เจ้าวางใจ ข้าคิดไว้แล้ว ในเมืองหลวงไม่ขาดคนชะตาอาภัพ ข้าให้ราคาดีดี ย่อมมีคนไม่กลัวตาย"

เฉินกวนโหลวได้ยินเช่นนี้ ก็ได้แต่ถอนหายใจ

ตอนที่เขาจนที่สุด ยังมีบ้านหนึ่งหลัง เขากับเพื่อนบ้าน แม้ชีวิตจะตึงมือ แต่ความจริงแล้วเป็นชาวเมืองเล็กเล็กที่ชีวิตดีพอสมควรในเมืองหลวง จัดเป็นคนที่มีทรัพย์สินถาวรและจิตใจมั่นคง เป็นกำลังหลักในความมั่นคงของเมืองหลวง เป็นกลุ่มผู้บริโภคหลักที่ทำให้ตลาดรุ่งเรือง

คนชะตาอาภัพที่แท้จริง ไม่มีเงินไม่มีบ้าน แถมยังป่วยไข้จากการตรากตรำทำงานหนัก หาหมอกินยาดีไม่ดีติดหนี้สินล้นพ้นตัว ค่าเช่าบ้านติดค้างไม่จ่าย มีโอกาสถูกเจ้าของบ้านไล่ออกได้ทุกเมื่อ พอถึงหน้าหนาว คนหนาวตายมีให้เห็นเกลื่อนกลาด

คนเหล่านี้คือชนชั้นล่างที่แท้จริงของเมืองหลวง

เป้าหมายของหลูต้าโถวคือคนกลุ่มนี้ การจะเสาะหาคนที่มีรูปร่างใกล้เคียงกับคงคงเซียนเซิง มีจุดอ่อนมีภาระ การมีชีวิตอยู่คือตัวถ่วง ยอมใช้ความตายแลกชีวิตที่ดีให้ครอบครัว ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย

เฉินกวนโหลวปล่อยมือจากหลูต้าโถว และให้คำมั่นกับเขาว่า "เรื่องนี้ข้าจะทำเป็นไม่รู้ ข้าจะดูแลผู้คุมใต้บังคับบัญชาของข้า สั่งห้ามพวกเขาพูดจาเพ้อเจ้อออกไป ท่านรีบไปจัดการธุระเถิด อย่าได้ชักช้า ก่อนตาย อย่างน้อยให้เขาได้กินอิ่มสักมื้อ รักษาคุณธรรมน้ำมิตรไว้สักนิดไม่มีข้อเสีย"

"น้องเฉินวางใจ เรื่องพวกนี้ไม่ต้องให้เจ้าสั่ง พวกเราก็จะจัดการให้ดี ย่อมไม่ปฏิบัติต่ออีกฝ่ายอย่างเลวร้ายแน่ ต้องเลือกคนที่สมัครใจแน่นอน"

"ไปเถอะ"

"เอ้อ!"

หลูต้าโถวรีบจากไป

เฉินกวนโหลวรู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อย

นึกถึงคงคงเซียนเซิง โจรผู้นี้ ไม่พูดไม่จา ก็ก่อเรื่องแหกคุกครั้งใหญ่ ที่สำคัญคือมีวิชาแปลงโฉมติดตัว คิดจะหาตัวคงคงเซียนเซิง ยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด

อารมณ์ไม่ดี ค่ำคืนจึงไปฟังเพลงที่หอนางโลม

เขาแปลงโฉมเป็นเถ้าแก่กวน เปลี่ยนชุดผ้าไหมในเรือนทางทิศใต้ แต่งกายเป็นพ่อค้าต่างถิ่น มายังตรอกบุปผา เรียกแม่นางซู่ซู่ผู้เปี่ยมเสน่ห์มาอยู่เป็นเพื่อน

หอนางโลมมีรายการแสดงใหม่ ฟังซู่ซู่บอกว่า จะดันเด็กใหม่มาชิงตำแหน่งนางโลมอันดับหนึ่ง รายการแสดงใหม่ความจริงเตรียมไว้ให้เด็กใหม่ สร้างกระแสก่อนค่อยดันคน

"เด็กใหม่ที่แม่เล้าซื้อมาจากต่างเมือง ขังไว้ในห้องตลอดไม่ให้พวกเราเห็น ได้ยินว่าฟูมฟักมาแต่เล็ก ดีดสีตีเป่าเขียนภาพแต่งกลอนล้วนเชี่ยวชาญ หน้าตาก็งดงาม รอเดือนหน้าจะเริ่มเกล้าผมรับแขกอย่างเป็นทางการ หากเถ้าแก่กวนสนใจ ถึงตอนนั้นต้องมาให้ได้นะเจ้าคะ ต้องคึกคักมากแน่แน่"

"แม่เล้าของเจ้าคิดจะจับลูกค้าชนชั้นสูงหรือ? แล้วเจ้าเล่า ไม่มีความคิดบ้างหรือ"

"ตัวข้าน้อยเป็นดอกไม้ร่วงโรย ไหนเลยจะกล้าเพ้อฝัน ได้รับความเมตตาจากนายท่านกวนไม่รังเกียจ มาคราใดก็เรียกหาข้าน้อย ทำให้ข้าน้อยซาบซึ้งใจยิ่งนัก ข้าน้อยขอดื่มให้นายท่านหนึ่งจอก"

เฉินกวนโหลวหัวเราะขึ้นมา ดื่มสุราที่ซู่ซู่ป้อน กล่าวว่า "นายท่านผู้นี้ชอบกลิ่นอายแบบซู่ซู่เช่นเจ้านี่แหละ เกียจคร้านแต่แฝงเสน่ห์เย้ายวน บุรุษอื่นล้วนมีตาหามีแววไม่ ไม่รู้ความดีของเจ้า"

ซู่ซู่หัวเราะ คิกคิก โถมกายเข้าสู่อ้อมกอดของเฉินกวนโหลว ร่างกายอ่อนนุ่มราวกับเส้นบะหมี่ สัมผัสดีเป็นเลิศ

ลูกผู้ชายตัวจริงย่อมรู้ว่าสตรีเช่นไรคือยอดเยี่ยม มีแต่พวกไก่อ่อนกับพวกชอบจินตนาการเท่านั้นที่ชอบแบบขาวสวยหมวยเอวบางร่างน้อย แค่คำว่าเด็กกับผอม ก็เอาคะแนนติดลบไป!

ขณะที่ทั้งสองกำลังหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ชั้นล่างคึกคักจอแจ ผู้คนเดินขวักไขว่

เฉินกวนโหลวชะงักกึก รีบยืดคอมองลงไปชั้นล่าง

เมื่อครู่แวบตาไปเห็น น่าจะมองคนไม่ผิด

เขาผลักซู่ซู่ออก "เจ้านั่งรอข้า ข้าไปเดี๋ยวเดียวก็กลับ"

ว่าแล้ว เขาก็รีบลงบันไดไป มองหาเงาร่างที่คุ้นเคยในฝูงชน หาในห้องโถงใหญ่รอบหนึ่งไม่เจอ ก็วิ่งไปหลังร้าน

หลังร้านล้วนเป็นห้องส่วนตัว ด้านนอกห้องส่วนตัวยังมีบ่าวรับใช้เฝ้าอยู่ ทำให้เขาเสียเปรียบมาก

เขาตัดสินใจเปลี่ยนเสื้อผ้า ขึ้นไปบนหลังคา ตั้งใจจะใช้เวลาทั้งคืนนั่งรอราชสีห์จับกระต่าย

เมืองหลวงยามรุ่งสาง เงียบสงบ ลึกล้ำ ราวกับสัตว์ร้ายที่หลับใหล นานนานครั้งมีกองกำลังรักษาเมืองเดินผ่าน ก็เหมือนกับเขี้ยวของสัตว์ร้าย พระราชวังไกลออกไปยังมีแสงไฟประปราย

กลางดึก องครักษ์จินอี้เว่ยยกพลออกหมด ไม่รู้ว่าใครจะต้องซวยอีก

คุกเทียนลาวเทียบกับคุกหลวงของจินอี้เว่ยแล้ว ก็เหมือนสถานพักตากอากาศ ขุนนางไม่กลัวติดคุกเทียนลาว แต่กลัวเข้าคุกหลวง รอดตายหนึ่งในเก้าอย่างแท้จริง ขุนนางที่ถูกจับเข้าคุกหลวง ต่อให้รอดชีวิตเดินออกมาได้ ชีวิตทั้งชีวิตก็พังทลาย ไม่พิการก็เสียโฉม หรือไม่ก็อายุขัยสั้นลง

มีคนออกมาจากประตูหลังของหอนางโลม

มองดูแผ่นหลังนั้น เฉินกวนโหลวตัดสินใจสะกดรอยตามทันที

เขาจำได้ว่าอีกฝ่ายมีความสามารถระดับขั้นสอง ฟื้นฟูมาหลายวัน ต่อให้ไม่ถึงจุดสูงสุด ก็ควรรักษาระดับไว้ได้บ้าง

ตรอกมืด!

เฉินกวนโหลวลงมือเด็ดขาด ดาบออกจากฝัก ฟันลงไปหนึ่งดาบ...

สามกระบวนท่า!

เขาใช้เพียงสามกระบวนท่า ก็มั่นใจว่าตนเองสามารถสังหารอีกฝ่ายได้ภายในสิบกระบวนท่า อย่างไรเสียก็ถูกขังมาหนึ่งปี ยังไม่ฟื้นฟูถึงจุดสูงสุด

"เจ้าเป็นใคร? ใครส่งเจ้ามา?" แขกเที่ยวหอนางโลมตวาดถาม สถานะใหม่ของเขาตอนนี้ ไม่เคยเปิดเผยให้ใครรู้ ทำไมอีกฝ่ายถึงหาเขาเจอ ผิดพลาดที่ตรงไหนกันแน่

เฉินกวนโหลวพออ้าปาก ก็เป็นกลิ่นอายของคนท่องยุทธภพมานานปี "ในเมื่อออกมาได้แล้ว ก็รีบไสหัวไปจากเมืองหลวง อาศัยฝีมือเพียงหางอึ่ง ยังกล้าโอ้เอ้อยู่ในเมืองหลวง ไม่กลัวตายจริงจริง! เช่นนั้นตอนนี้ข้าจะส่งเจ้าไปพบยมบาล"


บทที่ 070 ใจต้องดำมือต้องเหี้ยม

คงคงเซียนเซิงตื่นตระหนกสงสัย

ถูกต้อง ชายวัยกลางคนที่เข้าออกหอนางโลมอย่างเปิดเผย ถูกเฉินกวนโหลวดักฟันสามดาบในตรอกมืดเมื่อกลางดึก ก็คือคงคงเซียนเซิงที่แปลงโฉมมา

อาศัยสิ่งใดมองทะลุการแปลงโฉมของอีกฝ่าย?

เฉินกวนโหลวบอกได้เพียงว่าไม่มีหลักฐาน คือความรู้สึกชนิดหนึ่ง ความรู้สึกที่มหัศจรรย์เป็นพิเศษ เห็นรูปร่างของอีกฝ่าย ก็ปักใจเชื่อว่าอีกฝ่ายคือใครบางคน นับตั้งแต่ฝึกฝน "บันทึกสู่สวรรค์" ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาก็เฉียบคมยิ่งขึ้น

"ขอบังอาจถาม ท่านคือสหายเก่าหรือไม่?" คงคงเซียนเซิงไม่มั่นใจที่มาและฐานะของอีกฝ่าย จึงได้แต่ลองหยั่งเชิงด้วยวาจา

เฉินกวนโหลวไหนเลยจะยอมให้เขามองทะลุตนเอง ไม่พูดพร่ำทำเพลง ลงดาบอีกครั้ง คงคงเซียนเซิงอย่างไรก็ยังไม่ฟื้นฟูถึงจุดสูงสุด ได้แต่หลบหลีกอย่างทุลักทุเล

ในใจเขามีข้อสันนิษฐานรางราง แต่มันไม่ใช่นี่นา คนคนนั้นไม่มีชีพจรยุทธ์ ไม่สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาลมปราณ แต่คนตรงหน้านี้ เห็นชัดว่าเป็นยอดฝีมือแห่งวิถียุทธ์ ทั้งยังมองความตื้นลึกไม่ออก เป็นไปได้มากว่าจะเป็นชีพจรแฝง

ชีพจรแฝงหวนคืนสู่ยุทธภพ?!

คงคงเซียนเซิงตกใจแทบสิ้นสติ

"ผู้อาวุโสไว้ชีวิต พอประตูเมืองเปิดข้าจะออกจากเมือง ข้ารับประกันว่าต่อไปจะไม่มามั่วสุมในเมืองหลวงอีก หากผิดคำสาบานนี้ เชิญผู้อาวุโสมาเอาหัวของข้าไปได้เลย"

เฉินกวนโหลวแค่นเสียง "เจ้าพูดแล้วทำให้ได้อย่างที่พูดจะดีที่สุด ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หากเจ้ายังไม่ออกไปจากเมืองหลวง ตาย!"

สิ้นเสียง คนก็ห่างออกไปไกลแล้ว

คงคงเซียนเซิงโล่ง.อก รีบเร่งกลับรังลับ เก็บข้าวของมีค่า เตรียมตัวออกนอกเมือง

เฉินกวนโหลวกลับถึงบ้าน ทบทวนดู นั่งตัวตรงภายใต้แสงจันทร์ หวนรำลึกถึงความรู้สึกตอนประมือกับคงคงเซียนเซิง ความสามารถระดับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสอง ลดทอนลงเล็กน้อย เขาสามารถสังหารอีกฝ่ายได้โดยง่าย

"บันทึกสู่สวรรค์" บทที่สอง ช่างเป็นการผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นเปลี่ยนกระดูกอย่างแท้จริง ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ความสามารถเพิ่มพูนจนน่าตกตะลึง หรือบางทีเขาอาจจะเป็นอัจฉริยะด้านการฝึกยุทธ์จริงจริง เพียงแต่ไม่มีหนทางพิสูจน์

รอให้เขาฝึกบทที่สองจนถึงขั้นสมบูรณ์ จะมีความสามารถน่าหวาดหวั่นเพียงใด จะสามารถต่อกรกับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสามได้หรือไม่?

"บันทึกสู่สวรรค์" มีทั้งหมดเก้าบท หากฝึกครบเก้าบทจนสมบูรณ์ จะน่าหวาดหวั่นเพียงไหน เขาจินตนาการไม่ออก เพราะเขาไม่เคยเห็นตัวตนที่เจ๋งกว่าขั้นสาม แต่ในใจก็เกิดความปรารถนา ตื่นเต้นยินดียิ่งนัก

แกร่ง!

แข็งแกร่งขึ้น!

แกร่งยิ่งกว่า!

มนุษย์ล้วนแสวงหาความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปตลอดกาล

หลัวจิ้งเทียนที่เป็นนักเลงหัวไม้ หัวหน้าแก๊งอันธพาลที่มีชีวิตชีวา ไปเอา "บันทึกสู่สวรรค์" เคล็ดวิชาลมปราณที่แข็งแกร่งปานนี้มาจากที่ใด

น่าเสียดาย คนตระกูลหลัวถูกเนรเทศไปชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ ลูกน้องของหลัวจิ้งเทียนก็กระจัดกระจายไปนานแล้ว

ตอนนี้เขาอยากจะหาคนสอบถาม ก็ไม่มีเบาะแส

อีกไม่กี่วัน ก็จะครบรอบวันตายของหลัวจิ้งเทียน เห็นแก่ที่อีกฝ่ายมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้ขนาดนี้ เขาตัดสินใจว่าวันครบรอบจะเผากระดาษไปให้สักหน่อย เพื่อแสดงน้ำใจ

...

กลางดึกสงัด หลูต้าโถวกลับมาที่คุกเทียนลาวอย่างลับลับล่อล่อ ผู้คุมคุกหมายเลขสามรอคอยอยู่นานแล้ว พอรับตัวคนได้ ก็ไม่พูดจา พาแอบกลับเข้าคุกหมายเลขสามก่อน

ห้องขังที่ว่างเปล่ามาสองวัน มีคนถูกขังเข้าไปอีกครั้ง

สวี่ฟู่กุ้ยยืนอยู่นอกประตูคุก พินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด "สะอาดไปหน่อย"

"เรื่องนี้หัวหน้าสวี่วางใจ พรุ่งนี้ท่านค่อยมาดู รับรองว่าไม่มีความแตกต่างใดใดกับนักโทษคนอื่น"

ทำให้คนสะอาดนั้นไม่ง่าย แต่ถ้าจะทำให้สกปรกโสโครกกลิ่นเหม็นตลบอบอวลนั่นง่ายเกินไปแล้ว เหล่าผู้คุมรู้วิธีทรมานคน ย่อมรู้วิธีทำให้คนสะอาดสะอาดกลายเป็นนักโทษ 'ตัวจริง' ภายในเวลาอันสั้น

สวี่ฟู่กุ้ยลากหลูต้าโถวไปด้านข้าง กระซิบถาม "ไว้ใจได้หรือไม่? อย่าให้มาร้องตะโกนตอนจะประหารเชียวนะ"

"หัวหน้าสวี่วางใจ ไว้ใจได้ร้อยส่วน สมัครใจกินยาขอรับ" หลูต้าโถวเสนอหน้า ยิ้มประจบสอพลอ

"ไปหาคนจากที่ไหน?" สวี่ฟู่กุ้ยอยากรู้

หลูต้าโถวเอาแต่ยิ้มไม่พูด แสดงออกชัดเจนว่าเรื่องนี้พูดไม่ได้

สวี่ฟู่กุ้ยพอใจแล้ว "อืม ไม่พูดน่ะถูกแล้ว ต่อไปใครถามเจ้า เจ้าต้องไม่ส่งเสียง ไม่รู้ ไม่เห็น การเก็บกวาดงานเรียบร้อยดีไหม จะมีปัญหาตามมาภายหลังหรือไม่?"

หลูต้าโถวงัดไม้ตายออกมา รับประกันเป็นมั่นเป็นเหมาะ "คนคนนั้นเป็นพวกขี้โรค จะตายมิตายแหล่ เป็นตัวถ่วงทั้งครอบครัว ชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั้งบ้านนั้นเรียกได้ว่าขมขื่น ข้าต้าโถวเห็นแล้วยังทนดูไม่ได้ ให้เงินไป แต่งเรื่องขึ้นมาสักเรื่อง คนทั้งบ้านซาบซึ้งบุญคุณน้ำตาไหลพราก คนคนนั้นพอรู้ว่าตัวเองแลกเงินได้ ช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของที่บ้านดีขึ้น ก็เต็มใจ ระหว่างทางกลับมาเพื่อกันพลาด ก็ป้อนยาให้แล้ว จะไม่คายออกมาสักคำเดียว"

เรื่องนี้จัดการได้สวยงาม สวี่ฟู่กุ้ยพอใจเหลือเกิน แรงกดดันเรื่องหัวจะหลุดที่ทับถมอยู่ในใจหายไปเกินครึ่งในทันที

เขากำชับว่า "จัดการเรื่องต่อจากนี้ให้ดี ให้รัดกุม ต้องทำให้เขาดูเหมือนโจรน้อยคงคง รอให้ผ่านวันประหารไป ถึงตอนนั้นข้าจะพิจารณาความดีความชอบให้เจ้า เงินข้าก็จะไม่ถามว่าเจ้าใช้ไปเท่าไร สรุปคือความชอบเป็นของเจ้า เงินเจ้าก็ได้ไป"

"ขอบคุณหัวหน้าสวี่!" หลูต้าโถวทำงานสำเร็จ ทั้งยังได้เงินก้อนหนึ่ง ในใจเบิกบานยิ่งนัก ยืดอกอย่างภูมิใจ หากมิใช่สถานการณ์คับขัน ยังมีเรื่องอีกมากต้องทำ เขาคงอยากเปิดวงพนัน เดิมพันตาใหญ่ใหญ่ สักครั้งให้สะใจ

อย่าเห็นว่าผู้คุมหาเงินได้เยอะ ความจริงแต่ละคนล้วนยากจนข้นแค้น ในกระเป๋าควักเงินไม่ออกสักตำลึง วันนี้ได้เงินวันนี้ใช้ ไม่เคยข้ามคืน มีเงินก็พนัน ไม่มีเงินก็ดูคนอื่นพนัน มักจะขัดสนอยู่บ่อยบ่อย

อย่างเฉินกวนโหลว ที่รู้จักเก็บออม รู้จักวางแผนระยะยาว ในหมู่ผู้คุมถือว่าเป็นของหายากดั่งขนหงส์เขากิเลน นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ชื่อเสียงผู้คุมไม่ดี ล้วนเป็นผีพนันทั้งสิ้น ผีพนันจะมีชื่อเสียงดีได้อย่างไร! ผู้หญิงดีดีก็ไม่อยากแต่งงานกับผีพนัน

เมียของผู้คุมแต่ละคนปากจัดดุร้าย มิใช่ว่าพวกเมียเมียเกิดมาเป็นเช่นนี้ แต่หากอ่อนโยนสักนิดชีวิตคงอยู่ไม่ได้! ต้องใช้ความดุร้าย ถึงจะกำราบผัวผู้คุมที่ชอบเล่นพนันได้ ถึงจะล้วงเศษเงินจากกระเป๋ามาใช้จ่ายในบ้านได้ วันแล้ววันเล่า เหล่าเมียเมียจึงกลายร่างเป็นนางเสือ

สวี่ฟู่กุ้ยจากไปอย่างวางใจ แต่ในใจกลับบ่นพึมพำ เงินห้าร้อยตำลึง หลูต้าโถวอย่างน้อยต้องอมไปกว่าครึ่ง ไอ้เวรนี่ ความอยากกระหายจะมากเกินไปแล้ว รอให้เรื่องนี้จบลง เขาต้องหาข้ออ้าง รีดเงินก้อนนี้ออกมา ให้หลูต้าโถวรู้สำนึกเสียบ้าง คุกหมายเลขสามยังไม่ถึงคราวให้คนแซ่หลูมาทำกร่าง

หลูต้าโถวไหนเลยจะรู้ว่าสวี่ฟู่กุ้ยดันมาจ้องเงินในกระเป๋าของเขา หากเขารู้ ต่อให้พูดอย่างไรเขาก็คงทิ้งงานไม่ทำ

ด่านที่อันตรายและยากที่สุด เขาทำสำเร็จแล้ว สวี่ฟู่กุ้ยคิดจะเสร็จนาฆ่าโคถึก ทำงานเช่นนี้ไม่ได้นะ

ตอนนี้เขาไม่รู้อะไรทั้งสิ้น กำลังกระตือรือร้นปรับปรุง 'นักโทษ' ต้องปั้นให้เป็นโจรน้อยคงคงที่เหม็นโฉ่จนใครใครก็รังเกียจ เพื่อให้จ่านเจียนกวนไม่กล้าเฉียดเข้าใกล้ จะมีอะไรเหม็นไปกว่าอุจจาระปัสสาวะตด?

ไม่มี!

งั้นก็เอาอุจจาระปัสสาวะตดมาลงเลย!

ไม้ตายก้นหีบของคุกเทียนลาว ไปกลิ้งในห้องขังที่น่าขยะแขยงที่สุดสามรอบ แล้วไปกลิ้งในห้องทรมานอีกสองรอบ กลิ่นได้แล้ว คราบเลือดมีแล้ว สภาพโง่งมหลังโดนทัณฑ์ทรมานก็มีแล้ว ให้น้ำข้าวบูดกินอีกสองมื้อ พยายามให้กลิ่นปากเหม็นยิ่งกว่าอุจจาระ อ้าปากทีต้องเหม็นไปไกลสิบเมตร

จัดการตั้งแต่ในจรดนอกจนครบถ้วน มั่นใจว่าสมจริง คุ้มค่ากับหัวของทุกคน

มื้อสุดท้ายให้กินของดีดีสักมื้อ พูดจาเกลี้ยกล่อมดีดี ให้อีกฝ่ายไปสู่สุขคติ อย่าได้คิดกลับคำ

ทุกอย่างเสร็จสิ้น รอเพียงการประหาร!

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 061 เข้าใจผิดแล้ว มิได้มาคาดคั้นเอาความ (รวมตอน 61-70)

ตอนถัดไป