บทที่ 24 ข่าวสาร
กระบี่ยาวทะลุอก เจาะทะลุร่างซิ่นโหย่วเฮิ่นจนปลายโผล่ออกมาอีกด้านกว่าครึ่งฉื่อ
โลหิตแดงฉานหยดติ๋งๆ จากปลายกระบี่ ซึมลงสู่พื้นดิน
ฉู่ชิงมองดูสีหน้าไม่อยากเชื่อของซิ่นโหย่วเฮิ่นด้วยความรู้สึกจนปัญญา คนอย่างซิ่นโหย่วเฮิ่นกลายเป็น 'ซิ่นโหย่วเจี้ยนไปแล้ว จะมีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้อีกเล่า?
(ซิ่นโหย่วเฮิ่นแปลราวๆว่า มีความแค้นอันขมขื่น ซิ่นโหย่วเจี้ยนแปลคร่าวๆได้ว่า มีกระบี่อันขมขื่น)
กระบี่ยาวถูกชักออกจากอก พร้อมเสียงครางอู้อี้ของซิ่นโหย่วเฮิ่น ก่อนที่กระบี่จะกลับเข้าฝัก
"นับแต่ตอนที่เจ้าให้ข้าออกกระบี่ก่อน... เจ้าก็กลายเป็นคนตายไปแล้ว"
ซิ่นโหย่วเฮิ่นยกมือขึ้นกุมอก พลางจ้องมองฉู่ชิง:
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้... หากข้า... หากข้ายังอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ ถ้าข้าไม่ได้บาดเจ็บ... เจ้า... เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าหรอก...
"น่าแค้น... น่าแค้นนัก!
"หากว่า... หากว่าวิชาลับของหุบเขาหมื่นราตรียังอยู่กับข้า..."
เขายื่นมือออกไปจับ แต่ไม่รู้ว่าต้องการจับฉู่ชิง หรือกำลังพยายามคว้าวิชาลับของหุบเขาหมื่นราตรีที่เขาพูดถึง
แต่ก่อนที่แขนจะยื่นออกไปได้ จู่ๆ ร่างไร้วิญญาณก็ล้มฟุบลงกับพื้น
【ภารกิจสำเร็จ!】
【สังหารซิ่นโหย่วเฮิ่นสำเร็จ ได้รับ 'หีบสมบัติวิชายุทธ์สุ่ม' หนึ่งใบ】
ฉู่ชิงมองข้อความแจ้งเตือนแล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมา จากนั้นจึงหันไปมองหวู่เชียนฮวน
หวู่เชียนฮวนถูกแววตาอาบประกายสังหารของเขาทำให้ขวัญผวา จึงถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความกังขาและความกลัว
เขาเป็นฉู่ชิงตัวจริงหรือ?
ถ้าใช่ จิตสังหารที่เต็มเปี่ยมในตัวเขานี้มาจากไหนกัน?
แล้ววิชากระบี่นั่นล่ะ มันอะไรกัน?
วิชากระบี่ที่ใช้โจมตีในชั่วขณะเมื่อครู่นี้ หวู่เชียนฮวนนึกภาพว่าหากตนเองอยู่ในสถานการณ์เดียวกับซิ่นโหย่วเฮิ่น ตนคงตายเร็วกว่าเขาเสียอีก
นี่เป็นวิชากระบี่อะไร?
เรียบง่าย บริสุทธิ์ เร็วอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
นอกจากนี้ ยังมีการคำนวณของเขา เล่ห์เหลี่ยมของเขา...
ฉู่ชิงไม่เคยเป็นคนฉลาดเฉียบแหลมอะไรเลย
หากต้องบอกว่าตระกูลฉู่มีใครสักคนที่เป็นอัจฉริยะ นั่นคงเป็นฉู่เทียนไม่ใช่ฉู่ชิง
หากเขาเป็นฉู่ชิงจริงๆ... แล้วเจ็ดปีที่หายไปนั้น เขาเจออะไรมาบ้าง ถึงทำให้เขาเปลี่ยนไปเช่นนี้?
การที่เขาไม่ยอมเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง จะเป็นเพราะเขามีความจำเป็นบางอย่างหรือไม่?
หวู่เชียนฮวนจ้องมองชายตรงหน้า แล้วพลันสูดลมหายใจลึกๆ:
"ข้าจะเตรียมตั๋วเงินพันตำลึงให้เจ้าใบหนึ่ง ซึ่งจะไม่มีตราประทับจากจวนเจ้าเมืองเทียนหวู่ของข้า
"เจ้าสามารถแลกเงินได้จากโรงเงินว้านเป่าทั่วใต้หล้า
"แต่เจ้าต้องบอกข้าก่อนว่า ข้าจะพบเจ้าได้อย่างไร?"
ฉู่ชิงยิ้มน้อยๆ แววตาที่เคยอาบไปด้วยจิตสังหารบัดนี้มลายหายไปหมดสิ้น:
"คืนนี้ยามจื่อ* ที่จวนตู้หัวทางตะวันออกของเมือง ข้าน้อยจะรอรับการมาของคุณหนูใหญ่"
"ตกลงตามนี้"
หวู่เชียนฮวนจ้องมองฉู่ชิงครู่หนึ่ง แล้วหมุนตัวจะเดินจากไป
แต่จู่ๆ ฉู่ชิงก็เอ่ยขึ้น:
"ช้าก่อน"
"มีอะไรอีก?"
หวู่เชียนฮวนหยุดฝีเท้า
หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อย ฉู่ชิงก็เอ่ยขึ้น:
"คุณหนูหวู่ก็ถือเป็นนายของข้าผู้หนึ่ง ข้าจึงขอมอบข่าวสารหนึ่งให้
"บนเส้นทางมาเมืองเทียนหวู่ ข้าเคยพบมือปราบเทียนหวู่ผู้หนึ่งซึ่งถูกตัดขาทั้งสองข้าง
"ตอนนั้นเขายังมีลมหายใจอยู่ และได้บอกอะไรข้าไว้ประโยคหนึ่ง"
หวู่เชียนฮวนพลันหายใจถี่ขึ้น:
"เจ้าพบเขาหรือ? เขาพูดอะไร?"
"เขาบอกว่า... บอกชิงเย่ด้ามกระบี่ ท้องฟ้า ฟ้า ฟ้า"
หวู่เชียนฮวน: "?"
สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วราวกับเรียนวิชาเปลี่ยนหน้ากากมา เริ่มจากตื่นเต้น คาดหวัง ไปจนถึง 'เจ้ากำลังหยอกข้าใช่ไหม' และอื่นๆ อีกมากมาย
สุดท้ายก็ถาม:
"หมายความว่าอย่างไร?"
"...คำถามนี้น่าจะถามท่านมากกว่า"
ฉู่ชิงกลอกตา:
"คำพูดของคนผู้นั้นก่อนตาย ข้าไม่ได้ละทิ้งแม้แต่ตัวอักษรเดียว บอกต่อทั้งหมด ส่วนการทำความเข้าใจความหมายในนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับข้าแล้ว"
"ดี ขอบใจมาก"
หวู่เชียนฮวนรวบรวมอารมณ์ แล้วครุ่นคิดก่อนจะถามอีกครั้ง:
"ข้าควรเรียกเจ้าว่าอย่างไร?"
เรียกอย่างไรดี?
ฉู่ชิงรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย สุดท้ายก็หน้าหนาพูดออกไป:
"ท่านเรียกข้าว่า...เยว่ตี้ ก็แล้วกัน"
(เยว่ตี้ = จักรพรรดิราตรี)
พูดจบ ตัวเขาเองก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ตอนที่คิดชื่อนั้น เขาไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ แต่พอต้องเอ่ยออกมาจริงๆ ก็รู้สึกว่าชื่อนี้ช่างเป็นชื่อเด็กเบียวเสียเหลือเกิน
ช่วยไม่ได้ เขาอยากคิดชื่อที่ไม่ดูเด็กวัยรุ่นสักหน่อย แต่ก็ไม่มีพรสวรรค์ในการตั้งชื่อเสียนี่
สีหน้าของหวู่เชียนฮวนเปลี่ยนไปเล็กน้อย:
"ที่แท้เจ้าก็คือเยว่ตี้... เป็นเจ้าหรือที่สังหารเจ็ดโจรม้าเหล็ก?"
ฉู่ชิงพยักหน้า แล้วยิ้มพูด:
"อีกอย่าง ก่อนพวกมันตาย ได้บอกว่าในเมืองเทียนหวู่มีคนของพวกมันอยู่"
หวู่เชียนฮวนไม่แปลกใจกับเรื่องนี้:
"เจ้ารู้หรือว่าเป็นใคร?"
"รู้"
ฉู่ชิงพยักหน้าโดยไม่ต้องคิด
หวู่เชียนฮวนตกตะลึงอีกครั้ง คนผู้นี้รู้จริงหรือ? เขารู้อะไรมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร?
เธอรีบถามทันที:
"เป็นใคร?"
"คุณหนูหวู่ ข่าวที่แล้วข้ามอบให้โดยไม่ต้องการสิ่งใด แต่ข่าวนี้หากข้ามอบให้ท่านไม่หวังอะไรอีก... คนอื่นคงสงสัยว่าระหว่างเราสองคน มีความสัมพันธ์พิเศษเป็นแน่."
ฉู่ชิงยิ้มพูด:
"หรือว่า คุณหนูใหญ่แห่งเมืองเทียนหวู่ ชอบรับของกำนัลอย่างนั้นหรือ?"
หวู่เชียนฮวนขมวดคิ้วเล็กน้อย:
"เจ้านี่... คงไม่ใช่สนใจแต่เงินทองใช่ไหม?
"ต้องการเท่าไร?"
ฉู่ชิงยื่นนิ้วห้านิ้ว
"ดี คืนนี้ข้าจะให้เจ้าพร้อมกัน รีบพูดมา!"
หวู่เชียนฮวนเป็นคนร่ำรวยใจกว้าง จึงไม่สนใจเรื่องเงินทองเท่าไรนัก
ฉู่ชิงพยักหน้าอย่างพอใจ:
"สมแล้วที่เป็นคุณหนูหวู่ ช่างเด็ดเดี่ยว
"ในเมืองเทียนหวู่ ผู้ที่ติดต่อลับๆกับเจ็ดโจรม้าเหล็กคือรองเจ้าตำหนักลั่วหยู่ หลิวชื่อเจี๋ย"
หวู่เชียนฮวนได้ยินแล้วสีหน้าไม่เปลี่ยน แต่ดวงตาฉายแววครุ่นคิด
ฉู่ชิงรู้สึกแปลกใจ:
"ท่านเดาได้อยู่แล้วหรือ?"
"ตำหนักลั่วหยู่ดูภายนอกเหมือนมีที่มาสะอาดสะอ้าน แต่จริงๆ แล้วมีความพิกลมากมาย... วันนี้ที่ตระกูลฉู่ ข้าก็กำลังจะทดสอบถังซีผู้นั้น..."
พูดถึงตรงนี้ เธอหยุดชั่วครู่ แล้วส่ายหน้าเบาๆ:
"เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า ข่าวนี้สำคัญมากสำหรับข้า ขอบใจมาก ลาก่อน!"
"เชิญ"
ฉู่ชิงคำนับ หวู่เชียนฮวนมองเขาอีกครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวมุ่งหน้าไปยังเมืองเทียนหวู่
หลังจากหวู่เชียนฮวนหายลับไปจากสายตา ฉู่ชิงก็หันไปมองศพของซิ่นโหย่วเฮิ่น
หลังจากค้นดูเล็กน้อย เขาก็ส่ายหน้าอย่างผิดหวัง
ซิ่นโหย่วเฮิ่นมาครั้งนี้ก็เพื่อฆ่าคน และฉู่หยุนเฟยก็ยังอยู่ที่ตระกูลฉู่ จึงไม่แน่ว่าเขาจะกลับไปได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นบนตัวจึงมีเพียงเงินเหรียญไม่กี่ชิ้น นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีของอื่นใด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้แต่ตั๋วเงินสำหรับจุดไฟก็ไม่มี... ทำให้เขาต้องหาหญ้าแห้งจากข้างทาง แล้วใช้เหล็กจุดไฟจุด จึงทำให้เปลวไฟลุกโชนขึ้นมาได้
มองดูเปลวเพลิงที่ลุกโชน และควันที่พวยพุ่ง
ฉู่ชิงมองเมืองเทียนหวู่ที่อยู่ไม่ไกล
เขาผ่อนลมหายใจเบาๆ:
"หุบเขาหมื่นราตรี เมืองเทียนหวู่ ตำหนักลั่วหยู่ เนี่ยจิ้งถาย... เมืองเทียนหวู่แห่งนี้ช่างเต็มไปด้วยการแสดงที่น่าดู
"จากคำพูดของหวู่เชียนฮวนเมื่อครู่ การจัดเลี้ยงของฉู่หยุนเฟยครั้งนี้ก็ไม่ได้บริสุทธิ์นัก
"หุบเขาหมื่นราตรีกล้าลงมือกับหวู่เชียนฮวน ดูเหมือนภายนอกจะราบรื่น แต่เบื้องหลังคงเข้ากันไม่ได้แล้ว
"คนที่จ้างวานให้ฆ่าฉู่หยุนเฟย เป็นหุบเขาหมื่นราตรีหรือ?
"หากเป็นเช่นนั้นจริง เรื่องต่อจากนี้ คงยุ่งยากพอสมควร..."
เขาจัดระเบียบข้อมูลที่ได้รับในใจ แต่จู่ๆ ก็หันไปมองพุ่มหญ้าด้านข้าง สีหน้าแสดงความแปลกใจเล็กน้อย:
"ไปแล้วงั้นหรือ?
"ช่างเขาเถอะ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ต้องไปจัดการให้จบ"
(จบบท)
*ยามจื่อ - เวลาประมาณ 23.00-01.00 น. ตามการแบ่งเวลาแบบจีนโบราณ