บทที่ 85 วิชาฝ่ามือ

ฉู่ชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายศีรษะ “ไม่ได้เด็ดขาด เหล่าสตรีผู้อ่อนแอ ไม่มีผู้ใดเป็นวรยุทธ์เลยสักคน จะให้พวกนางครอบครองค่ายโจรใหญ่โตถึงเพียงนี้ หากมีเหล่าโจรป่าผ่านมาเห็นว่าที่นี่มีชัยภูมิดีเลิศ ยากจะเข้าตีแต่ตั้งรับง่าย แล้วหมายจะยึดครองเป็นของตนเล่า...”

นี่มิใช่หนีรอดจากถ้ำหมาป่า แล้วกลับเข้าไปในถ้ำเสือหรอกหรือ?

ส่วนสตรีที่เป็นวรยุทธ์ หลังจากถูกเหล่าเดรัจฉานพวกนั้นย่ำยี ก็ล้วนถูกแขวนไว้ในถ้ำเพื่อเอาเลือดรดผืนนาไปหมดสิ้น

“เช่นนั้นให้พวกนางไปกับข้าเถิด”

ฉินยวี่ฉีพลันเอ่ยขึ้น

“ข้าจะหาที่พักพิงอันเหมาะสมให้พวกนาง เชิญคนของตระกูลฉินมาสอนวรยุทธ์ให้ หากร่ำเรียนจนสำเร็จ ในภายภาคหน้าก็มิต้องกังวลอีกต่อไป”

ฉู่ชิงมองฉินยวี่ฉีแวบหนึ่ง ครึ่งค่อนวันให้หลังจึงพยักหน้า

“เช่นนั้นคงต้องรบกวนจอมยุทธ์หญิงฉินแล้ว”

ฉินยวี่ฉีมองฉู่ชิงอย่างใช้ความคิด

“พี่...สาม?”

“มิกล้า.”

ฉู่ชิงรีบโบกมือปฏิเสธ นี่คือพี่สะใภ้ใหญ่ เรียกตัวเองว่าพี่สาม หากวันหน้านางล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาเข้า คงมิอาจชี้แจงได้เป็นแน่

เขาจึงเอ่ยว่า

“จอมยุทธ์หญิงฉิน เรียกข้าว่าคุณชายสามเถิด”

“คุณชายเป็นบุตรคนที่สามหรือ?”

ฉินยวี่ฉีถามอีกครั้ง

“เป็นเพียงสมญานามเท่านั้น”

ฉู่ชิงส่ายหน้า

“จอมยุทธ์หญิงมิต้องใส่ใจ”

“เอาเถิด”

ฉินยวี่ฉีกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

“ข้าเพียงรู้สึกว่า ข้ากับคุณชายจะถูกชะตากันอยู่บ้าง ยามมองคุณชายสาม คล้ายเคยพบพานที่ใดมาก่อน...”

“อาจเป็นเพราะใบหน้าของข้าไม่มีเอกลักษณ์ใดเป็นพิเศษกระมัง”

“จึงดูคล้ายกับผู้คนไปทั่ว... จอมยุทธ์หญิงคงจะจำคนผิดแล้ว”

ฉู่ชิงกล่าวปัดไปส่งๆ

ฉินยวี่ฉีกลับรู้สึกว่าใบหน้าของฉู่ชิงใช่ว่าจะไม่มีเอกลักษณ์... อย่างน้อยก็ขาวเป็นพิเศษ

อีกทั้งเค้าโครงหน้ายังให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด

ทว่าฉินยวี่ฉีเป็นคนใจกว้าง นิสัยห้าวหาญไม่คิดเล็กคิดน้อย เมื่อได้ยินฉู่ชิงกล่าวเช่นนั้น จึงไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ

“อาจจะเป็นเช่นนั้น การพบพานโดยบังเอิญในครั้งนี้ ทั้งยังได้ร่วมกันกำจัดค่ายวายุทมิฬ... แม้มิได้ออกแรงมากนัก แต่ก็ทำให้ในใจเปี่ยมด้วยความห้าวหาญยิ่งนัก”

“แต่ข้ายังมีธุระติดพัน คงต้องพาพวกนางล่วงหน้าไปก่อน”

“วันหน้าหากวาสนาต้องกัน ได้พบกันใหม่ในยุทธจักร ค่อยร่ำสุราสนทนากันอีกครา”

ยังจะคิดพบกันใหม่ในยุทธจักรอีก...

ท่านเต็มใจ พี่ข้าเต็มใจ แต่เกรงว่าท่านพ่อจะไม่เต็มใจด้วยน่ะสิ

ไม่เชื่อหรอกว่าฉู่หยุนเฟยจะไม่เฝ้ารอให้เจ้ามีทายาทสืบสกุลคนโตให้ตระกูลฉู่โดยเร็ววัน

ฉู่ชิงได้แต่พึมพำกับตนเองในใจ แต่บนใบหน้ากลับไม่เผยพิรุธออกมาแม้แต่น้อย เขาประสานหมัดคารวะแล้วกล่าวว่า

“เช่นกัน ขอให้พกเงินทองติดตัวไปบ้าง วันหน้าพบกันจะได้ร่ำสุรากันให้สุดเหวี่ยง”

ฉินยวี่ฉีหัวเราะฮ่าๆ พลางโบกมือ ไม่ปฏิเสธ และให้คนไปหยิบฉวยเงินทองมา พร้อมกล่าวอย่างองอาจผ่าเผยว่า

“ดี! ขอลา!”

“เชิญ!”

เวินโหรวก็ประสานหมัดคารวะตาม

เหล่าสตรีมองหน้ากันไปมา สุดท้ายจึงคำนับอำลาฉู่ชิงและเวินโหรว แล้วเดินตามหลังฉินยวี่ฉีจากค่ายวายุทมิฬไป

เมื่อนั้นฉู่ชิงจึงหันไปมองเจียงเฉินเตาที่นั่งอยู่บนพื้นไม่ไกล กำลังง่วนอยู่กับโซ่ตรวนที่ยังคงพันธนาการอยู่บนร่าง

“ท่านประมุขเจียงมีแผนการใดหรือไม่?”

“แผนการรึ... ก็คงต้องถอนเข็มสกัดจุดทั้งสามสิบหกเล่มบนร่างข้าออกก่อน จากนั้นค่อยเดินทางไปยังสำนักเฉินเตา”

เจียงเฉินเตามองฉู่ชิงแวบหนึ่ง

“เจ้าจะไปไล่ตามชีกวนนั่นไม่ใช่รึ? ไม่สู้พาผู้เฒ่าเช่นข้าไปด้วยกันเล่า?”

“ผู้อาวุโสยังคิดจะให้ข้าช่วยท่านสังหารเป่ยอู๋จี๋อีกหรือ?”

“ฮ่าๆๆๆ ก่อนหน้านี้เป็นเพียงวาจาล้อเล่นเท่านั้น เป่ยอู๋จี๋นั้นมีวรยุทธ์สูงส่งและพิสดาร ให้เจ้าที่เป็นเพียงเด็กรุ่นหลังไปสังหาร มิใช่เป็นการส่งเจ้าไปตายหรอกหรือ?”

เจียงเฉินเตากล่าว

“ทว่าหากเจ้ายินดีพาข้าไปด้วยสักคน ผู้เฒ่าเช่นข้าก็ยินดีชี้แนะวรยุทธ์ให้เจ้าอยู่บ้าง ถึงเวลานั้นอาจจะมีโอกาสต่อกรกับเป่ยอู๋จี๋นั่นได้จริงๆ ก็เป็นได้”

ฉู่ชิงหัวเราะอย่างจนคำพูด

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นพวกเราก็ขอลาจากกันตรงนี้เถิด”

“หา?”

เจียงเฉินเตาตะลึงงันไปครู่หนึ่ง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของฉู่ชิงและเวินโหรวกำลังจะจากไปไกล จึงรีบตะโกนตามหลังไปว่า

“อย่าเพิ่งไปสิ ข้าเห็นวรยุทธ์ของเจ้าก็ไม่เลว อาจจะเป็นกำลังเสริมได้”

“วิชาดาบวายุพันลี้ทวนทิศของข้ายังไม่มีผู้สืบทอด เจ้ายังมีโอกาสอยู่มากโขนะ”

“ช้าก่อน ผู้เฒ่ามองทางไม่เห็น... โอ๊ย ใครมันช่างไร้คุณธรรมนัก กลางถนนหนทางแท้ๆ กลับมาตั้งเสาไว้ได้?”

ท้ายที่สุด ฉู่ชิงก็ยังไม่ได้จากค่ายวายุทมิฬไปในทันที อย่างไรเสียทรัพย์สมบัติเหล่านั้นก็มิอาจปล่อยทิ้งไว้โดยไม่สนใจได้

เขาจึงยอมเสียเวลาเดินทางไปกลับอยู่หลายเที่ยว ขนย้ายข้าวของออกมา แล้วหาที่ฝังซ่อนไว้

ของเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ค่ายวายุทมิฬปล้นชิงมาจากทุกสารทิศ ฉู่ชิงคัดเลือกออกมาส่วนหนึ่ง เตรียมนำไปมอบให้แก่ชาวบ้านในเมืองเล็กแห่งนั้น ส่วนที่เหลือ... ยังไม่มีเวลาจัดการในตอนนี้

และต่อให้คิดจะส่งคืนเจ้าของเดิม เกรงว่าก็คงไม่มีเจ้าของเดิมให้คืนแล้ว

จึงได้แต่ฝังไว้ที่นี่ก่อน รอไว้จัดการในวันหน้า

หลังจากจัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จสิ้น เขาจึงพาเวินโหรวและเจียงเฉินเตากลับไปยังเมืองเล็กๆ แห่งนั้น

หากเป็นเวลาอื่น เขาคงหันหลังเดินจากไปได้โดยไม่สนใจเรื่องราวหลังจากนั้น

ทว่าในเมืองเล็กๆ แห่งนั้นยังมีบางเรื่องราวที่ต้องจัดการให้สิ้นสุด

สุดท้ายจึงมิอาจเลี่ยงการเดินทางครั้งนี้ไปได้

และในยามนี้ ผู้คนที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ในเมืองเล็กๆ แห่งนั้น ล้วนมารวมตัวกันอยู่หน้าประตูบ้านของผู้ใหญ่บ้าน

พวกเขาต่างชะเง้อคอรอคอย ในแววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง

ประหนึ่งกำลังรอคอยคำพิพากษาสุดท้าย พวกเขามิอาจรู้ได้ว่าผู้ที่กลับมาจะเป็นฉู่ชิงและเวินโหรว หรือจะเป็นคมดาบสังหารของค่ายวายุทมิฬ

รอกระทั่งโคมไฟเริ่มสว่างไสว ก็ยังไม่มีผู้ใดกลับบ้าน

ในที่สุด เสียงฝีเท้าแผ่วเบาพร้อมกับเสียงกริ๊งกร๊างก็ดังแว่วมา

พวกเขาเงยหน้าขึ้นมอง เห็นร่างสามร่างเดินเข้ามาในวงแสงไฟ

ผู้นำหน้าคือฉู่ชิง

ในมือของเขาหิ้วศีรษะมนุษย์ศีรษะหนึ่งอยู่ เขาตวัดมือโยนมันลงเบื้องหน้า

ศีรษะนั้นกลิ้งหลุนๆ ไปหยุดอยู่ตรงหน้าเสี่ยวเอ้อร์ร้านอาหารผู้นั้น

สองมือของเขาสั่นระริก ประคองศีรษะนั้นขึ้นมา จ้องมองใบหน้าที่เคยเห็นเพียงแวบเดียวเมื่อหลายปีก่อน แต่กลับกลายเป็นฝันร้ายที่ลึกล้ำที่สุดของเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ในที่สุดเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น แล้วกระแทกศีรษะนั้นลงกับพื้นอย่างแรง

“ไอ้โจรชั่ว! เจ้าก็มีวันนี้เหมือนกัน!!!”

เสียงต่างๆ นานาดังขึ้นจากในฝูงชน

บ้างหัวเราะลั่น บ้างร้องไห้ฟูมฟาย บ้างทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะ บ้างกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง...

พลันมีคนพุ่งเข้าไปหาผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ในฝูงชน

หลายปีมานี้ คนอื่นอาจกล่าวได้ว่าถูกบีบบังคับ แต่ผู้ใหญ่บ้านและพรรคพวกกลับเป็นพวกสมคบโจร ช่วยเสือทำร้ายคน

เพียงชั่วครู่เดียว ผู้ใหญ่บ้านผู้นั้นก็ถูกรุมทุบตีจนเลือดอาบไปทั้งร่าง สภาพน่าสังเวชยิ่งนัก

หลังจากระบายอารมณ์กันอย่างหนำใจแล้วพักใหญ่ ผู้คนจึงค่อยสงบลง

คนขายเนื้อผู้นั้นเดินมาเบื้องหน้าฉู่ชิง วางเหรียญทองแดงอีแปะเหรียญนั้นลงบนมือของฉู่ชิงอย่างจริงจัง

จากนั้นจึงคุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะคำนับ

“บุญคุณยิ่งใหญ่ของท่านจอมยุทธ์น้อย ต่อให้ตายหมื่นครั้งก็มิอาจทดแทนได้หมดสิ้น!!”

คนอื่นๆ ก็พากันคุกเข่าลงโขกศีรษะคำนับตาม

ฉู่ชิงมิได้ขัดขวางพวกเขา เพียงโบกมือเบาๆ
“เอาเถิด ข้าได้นำทรัพย์สินบางส่วนมาจากค่ายวายุทมิฬ พวกท่านจงนำไปแบ่งกัน”
“ต่อไปนี้...ก็จงใช้ชีวิตให้ดีเถิด”
หลายปีมานี้ ภายใต้การบีบคั้นของค่ายวายุทมิฬ พวกเขาก็เคยมีสองมือที่เปื้อนโลหิต ส่งผู้บริสุทธิ์เข้าสู่ปากเสือโคร่งแห่งค่ายวายุทมิฬ
ฉู่ชิงมิอาจให้อภัยแทนผู้ที่ล่วงลับไปแล้วได้ แต่หากจะให้สืบสาวเอาความ...ตัวการใหญ่อย่างค่ายวายุทมิฬก็ถูกเขาล้างบางไปสิ้นแล้ว
ตั้งแต่บนจรดล่าง ไม่เหลือผู้ใดรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว
หากจะมาสะสางกับคนเหล่านี้อีก จะได้อะไรขึ้นมาเล่า?
พวกเขาเป็นดั่งธุลีผงในกระแสธารอันเชี่ยวกราก ถูกผู้คนบีบคั้นอย่างง่ายดาย ไม่อาจกุมชะตาชีวิตของตนเอง และมิอาจตัดสินใจสิ่งใดได้เลย
เมื่อได้รับอิสระแล้ว ก็...จงใช้ชีวิตต่อไปให้ดีเถิด
หลังจากนั้น ฉู่ชิงก็ได้ปล่อยผู้คนในคุกใต้ดินออกมา เหลือไว้เพียงหนูมุดดินหลัวอู่ที่ฉู่ชิงมิอาจปล่อยไปง่ายๆ
ทว่าฉู่ชิงรู้ว่าตลอดชีวิตของเขาไม่เคยกระทำความชั่วร้ายแรงอันใด เพียงแต่ชอบลักเล็กขโมยน้อย ฉู่ชิงจึงใช้อุบายเล็กน้อย หลอกให้เขากินยาพิษเข้าไป หากในอนาคตกล้าขโมยของอีก พิษก็จะกำเริบจนถึงแก่ความตาย แต่หากกลับตัวกลับใจ ก็สามารถไปขอรับยาถอนพิษได้ที่ตระกูลฉินแห่งดาบเฉียนคุน
หลัวอู่ไม่สงสัยอันใดเลย ทั้งยังสาบานว่าจะกลับตัวกลับใจเป็นคนใหม่ ฉู่ชิงจึงยอมปล่อยเขาไป
คืนนั้น ฉู่ชิงทั้งสามคนได้เข้าพักที่โรงเตี๊ยมในเมืองแห่งนี้ เขานั่งอยู่บนเตียง พลางครุ่นคิดถึงเรื่องราวในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ในมือของเขากำเหรียญทองแดงไว้ในมือเป็นเวลานาน จากนั้นจึงถอนหายใจยาว แล้วเก็บเหรียญทองแดงไว้ที่เอวอย่างดี
จากนั้นจึงเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมา
[มีหีบสมบัติวิทยายุทธ์ที่ยังไม่เปิดหนึ่งใบ ต้องการเปิดหรือไม่?]
“เปิด”
ทุกครั้งที่เปิดหีบสมบัติวิทยายุทธ์ ฉู่ชิงมักจะถูมือไปมาโดยไม่รู้ตัว
ไม่รู้ว่าจะเปิดได้วิชาฝีมือประเภทใด
[เปิดสำเร็จ ได้รับวิชาฝ่ามือ: ฝ่ามือปุยนุ่นสลายกระดูก!]
“วิชาฝ่ามือรึ?”
ฉู่ชิงไม่รู้สึกประหลาดใจนัก เพราะหีบสมบัติวิทยายุทธ์แบบสุ่มนั้น สามารถเปิดได้ทุกสิ่งอย่าง
เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็นวิชาฝ่ามือนี้
นี่เป็นวิชาฝ่ามือที่อำมหิตและชั่วร้ายอย่างยิ่ง
ผู้ที่โดนฝ่ามือ แรกเริ่มจะไม่รู้สึกอันใด รอจนพลังฝ่ามือกำเริบ กระดูกทั่วร่างจะอ่อนปวกเปียกประดุจปุยนุ่น แตกหักเป็นท่อนๆ อีกทั้งอวัยวะภายในทั้งห้าจะแหลกสลายไปด้วยกัน ไม่มียาใดรักษาได้
ในชั่วพริบตา ฉู่ชิงรู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวผิดปกติในเส้นลมปราณ
ฝ่ามือทั้งสองข้างก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างแผ่วเบา
ในขณะเดียวกัน เคล็ดวิชาก็โคจรพลังและกระบวนท่าต่างๆ ก็หลั่งไหลเข้าสู่ห้วงความคิดของเขา
เมื่อซึมซับทั้งหมดนี้แล้ว มุมปากของฉู่ชิงก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆ รู้สึกว่าวิชาฝีมือนี้เข้ากับตัวตนนักฆ่าของเขาได้อย่างไม่คาดคิด
ด้วยพลังภายในของเขาในตอนนี้ เขาสามารถทำได้ถึงขั้นฟาดฝ่ามือใส่ผู้อื่น โดยที่คนผู้นั้นจะรู้สึกเพียงว่าถูกลูบไล้เบาๆ
รอจนกระทั่งตนเองจากไปไกลแล้ว พลังฝ่ามือจึงค่อยกำเริบ
ตายไปโดยไม่รู้ว่าตนเองตายได้อย่างไร
ฉู่ชิงเรียบเรียงเคล็ดวิชาฝ่ามือในใจ แต่แล้วก็นึกถึงฝ่ามือชิงซวีขึ้นมา
ฝ่ามือชิงซวีนั้นองอาจผ่าเผย ยามใช้ ออกเป็นลมปราณฝ่ามือที่แข็งกร้าวรุนแรงยิ่งนัก เมื่อฉู่หยุนเฟยและฉู่เทียนใช้ ก็เปรียบประดุจกำแพงลมปราณ
หากตนสามารถผสานพลังของฝ่ามือปุยนุ่นสลายกระดูกเข้าไปในลมปราณฝ่ามือนี้ได้
ก็จะก่อเกิดเป็นพลังฝ่ามือสะท้านอากาศ
แม้ว่าในการต่อสู้ซึ่งหน้าอาจไม่จำเป็นต้องใช้ แต่ก็สามารถสังหารผู้คนได้โดยไร้เงาอย่างแน่นอน
เพียงแต่การจะทำเช่นนั้นได้ ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่าย
เมื่อเกิดความสนใจขึ้นมา ฉู่ชิงจึงไม่นอนต่อ ลุกขึ้นยืนเพื่อลองฝึกปรือและขบคิด
คืนนั้นผ่านไปเช่นนี้ จนถึงรุ่งเช้าของวันถัดมา แม้ฉู่ชิงจะยังไม่สามารถทำให้ลมปราณฝ่ามือนี้บรรลุถึงขั้น ‘ส่งความตายไปโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว’ ได้ แต่ก็สามารถผสานเข้ากับลมปราณฝ่ามือที่แข็งกร้าวของฝ่ามือชิงซวีได้ในเบื้องต้นแล้ว
ก่อเกิดเป็นพลังฝ่ามือสะท้านอากาศอันรุนแรงมหาศาล
และเนื่องจากเคล็ดวิชามีความแตกต่างกัน ทำให้วิชาฝ่ามือนี้ยิ่งแตกต่างจากฝ่ามือชิงซวีเดิม
ต่อให้ใช้ต่อหน้าผู้คน ก็ยากที่จะมองออกถึงที่มาที่ไปได้
ขณะที่กำลังชั่งใจอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูห้อง
ฉู่ชิงเดินไปเปิดประตู ก็เห็นเวินโหรวยืนนิ่งอยู่ที่นั่น มองเขาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
“พี่สาม ได้เวลาออกเดินทางแล้ว”
ฉู่ชิงมองใบหน้าที่งดงามแต่กลับไร้ซึ่งอารมณ์ของนาง พลันอดพูดขึ้นมาไม่ได้ว่า
“เจ้าลองยิ้มเวลาพูดดูบ้างเป็นไร?”
แววตาของเวินโหรวฉายแววไม่เข้าใจ
“เหตุใดเล่า?”
“รอยยิ้มทำให้คนเราเบิกบานใจ และยังทำให้ผู้อื่นเบิกบานใจได้ด้วย...ลองดูหน่อยเป็นไร?”
ฉู่ชิงลองเอ่ยปาก เขารู้สึกว่าแม่นางผู้นี้เย็นชาเกินไป ในอนาคตคงจะหาคนแต่งงานด้วยได้ยากจริงๆ
แค่ช่วยเหลือนางตามสะดวก นางก็จะยอมมอบกายถวายชีวิตให้
แบบนี้ถูกหลอกได้ง่ายมาก
เวินโหรวมองฉู่ชิงด้วยความงุนงงอย่างยิ่ง ในที่สุดก็ส่ายหน้า
“ข้าทำไม่เป็น”
ฉู่ชิงจึงยื่นมือไปจับที่มุมปากของตนเอง แล้วดึงขึ้นเบาๆ
“เช่นนี้เล่า?”
เวินโหรวก็เป็นคนใฝ่เรียนรู้ นางเลียนแบบโดยดึงมุมปากของตนเองขึ้นไป
เพียงแต่แม่นางน้อยไม่รู้จักกะแรง ยิ้มก็ยิ้มอยู่ แต่ยิ้มกว้างเกินไปหน่อย
เผยให้เห็นฟันกรามซี่ใน ใบหน้าทั้งใบหน้าแลดูราวกับวายร้ายแห่งเมืองกอทแธมผู้นั้น ดวงตาที่เคยสดใสเป็นประกายถูกดึงจนกลายเป็นเส้นขีด แต่แววตากลับยังคงเย็นชา ส่งประกายเยียบเย็นออกมา...
เป็นรอยยิ้มที่น่าขนหัวลุก
“พอแล้วๆ!”
ฉู่ชิงรีบกดมือของนางลง
“เป็นความผิดของข้าเอง ไม่ควรเรียกร้องในสิ่งที่ไม่สมควร...เจ้าคงสภาพเดิมไว้จะดีกว่า”
หากนางยิ้มเช่นนี้ต่อไปในอนาคต อย่าว่าแต่เรื่องจะออกเรือนไปได้หรือไม่เลย
แค่ไม่ทำให้ใครตกใจตายไปสักสองสามคนก็ถือว่าคนพวกนั้นโชคดีมากแล้ว
เวินโหรวใช้สายตาเหมือนมองของประหลาดมองฉู่ชิงสองแวบ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ฉู่ชิงเก็บข้าวของ แล้วเดินตามออกจากห้องไป
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเห็นพวกเขาลงมา ก็รีบเข้ามาต้อนรับ
“อาหารเช้าเตรียมพร้อมแล้ว แต่ว่า...ท่านแขกทั้งสองพักต่อที่นี่อีกสักสองสามวันดีหรือไม่?”
“ให้พวกเราได้แสดงความมีน้ำใจสักเล็กน้อย”
ฉู่ชิงโบกมือปฏิเสธ
“ไม่จำเป็น พวกเรายังมีธุระสำคัญ ไม่สะดวกที่จะอยู่ที่นี่นาน”
แม้เถ้าแก่จะรู้สึกเสียดาย แต่ก็ไม่กล้ารั้งไว้
ภายในโถง เจียงเฉินเตาตื่นนานแล้ว
เขาสวมโซ่ตรวนทั้งร่าง นั่งอยู่ตรงนั้นกำลังค่อยๆ ตักอาหารเข้าปากอย่างระมัดระวัง
หน้ากากเหล็กของเขามีช่องสำหรับปากเล็กมาก ช้อนสอดเข้าไปไม่ได้ การกินอาหารจึงลำบากอย่างยิ่ง
เมื่อได้ยินเสียงของฉู่ชิงและเวินโหรว เขาก็โบกมือเรียกไม่หยุด
“มาๆๆ ข้าวต้มของร้านนี้อร่อยจริงๆ พวกเจ้ารีบมากินหน่อยเร็ว”
ฉู่ชิงเหลือบมองหน้ากากเหล็กของเขา
“ท่านอาวุโส ต้องการให้ข้าหาที่ถอดหน้ากากเหล็กนี่ออกให้หรือไม่?”
“ก็ดีเหมือนกัน แต่เมืองเล็กๆ แห่งนี้ดูเหมือนจะไม่มีช่างเหล็ก รอให้ถึงเมืองเฉินเตาที่ตั้งของสำนักเฉินเตาก่อนแล้วค่อยว่ากันเถอะ”
เจียงเฉินเตาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ
“แต่ว่าเจ้าหนุ่ม เจ้าช่วยข้าถอดโซ่สองเส้นบนกระดูกไหปลาร้านี้ออกก่อนได้หรือไม่?”
“ของสิ่งนี้มันพันธนาการข้าไว้ ทำให้แขนทั้งสองข้างของข้าไร้เรี่ยวแรง อึดอัดเหลือเกิน”
ฉู่ชิงมองดูอยู่ครู่หนึ่ง ก็พบว่าห่วงเหล็กนี้ถูกปิดตายอยู่ในเนื้อกระดูก เนื้อกระดูกได้งอกขึ้นมาใหม่จนยึดติดกับห่วงเหล็ก
หากถอดออกโดยพลการ เกรงว่าจะต้องดึงเนื้อหนังออกมาเป็นชิ้นใหญ่
สุดท้ายจึงได้แต่กล่าวว่า
“ข้าน้อยว่า...รอให้ถึงเมืองเฉินเตาก่อนแล้วค่อยว่ากัน?”
“ช่างเถิดๆ”
เจียงเฉินเตาจนปัญญา ได้แต่พยักหน้ายอมรับ
จากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก ทั้งสามคนกินดื่มจนอิ่มหนำแล้วก็เก็บข้าวของออกเดินทาง
ชาวบ้านในเมืองเล็กๆ พากันออกมาส่งจนพ้นเมืองไปสองสามลี้ ก็ยังไม่ยอมกลับ
ฉู่ชิงจึงโบกมือคราหนึ่ง คว้าตัวเจียงเฉินเตา แล้วพาเวินโหรวใช้วิชาตัวเบาจากไป
พวกเขาไม่มีวรยุทธ์ ย่อมไม่อาจไล่ตามได้ทัน ได้แต่ยืนมองร่างของทั้งสามหายลับไป
เดินทางเช่นนี้อีกสองวัน ระหว่างทางไม่พบเจอเรื่องยุ่งยากอันใดอีก ที่ล่าช้าส่วนใหญ่เป็นเพราะเจียงเฉินเตา
และยิ่งเข้าใกล้เมืองเฉินเตาเท่าใด ก็ยิ่งพบเจอจอมยุทธ์ที่พกดาบสะพายกระบี่มากขึ้นเท่านั้น
หลายคนเป็นผู้มีหน้ามีตา มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก แต่ก็มีจอมยุทธ์พเนจรที่ไม่ทราบที่มาที่ไปอยู่บ้าง
เห็นได้ชัดว่าทุกคนล้วนถูกดึงดูดมาโดยการประลองยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
เที่ยงวันหนึ่ง ในที่สุดคนทั้งสามก็ได้ย่างเท้าเข้าสู่เมืองเฉินเตา
ประตูเมืองเปิดกว้าง ต้อนรับแขกเหรื่อจากทุกทิศทางโดยไม่ปฏิเสธ
และเมืองเฉินเตานี้ก็แตกต่างจากที่อื่นๆ ของสำนักเฉินเตา ถนนหนทางไม่กว้างขวางนัก ผู้คนกลับหนาแน่นยิ่ง จึงดูคึกคักมีชีวิตชีวา
เพิ่งจะเดินไปได้สองก้าว เวินโหรวก็พลันดึงแขนเสื้อของฉู่ชิง แล้วชี้ไปยังภัตตาคารแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลออกไป พลางกล่าวว่า
“พวกเราไปที่นั่นกันดีหรือไม่?”
พูดจบ นางก็ดึงมุมปากของตนเองขึ้น เผยให้เห็นรอยยิ้มที่มองเห็นฟันกรามซี่ใน
ราวกับว่ากลัวฉู่ชิงจะไม่ยอม จึงคิดจะใช้รอยยิ้มเพื่อโน้มน้าวเขา...

(จบบท)

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 85 วิชาฝ่ามือ

ตอนถัดไป