บทที่ 3 การแสดงต้องดำเนินต่อไป

บทที่ 3 การแสดงต้องดำเนินต่อไป

ภายในห้องโดยสารที่กำลังโกลาหล ผู้คนต่างถกเถียงและผลักไสกันอย่างบ้าคลั่ง

“ทำอะไรอยู่ล่ะ! กดปุ่มเดี๋ยวนี้!”

“ถอยไป! ถ้าแกไม่กด ฉันกดเอง!”

“พวกคุณบ้าไปแล้วเหรอ? ทางโน้นเขาก็ยังไม่ได้กดเหมือนกันนะ จะรีบร้อนไปทำไม!”

“ถ้าเราช้ากว่าเขานิดเดียว เราก็ตายกันหมดนะเว้ย! ต้องชิงกดก่อนสิ!”

เรือสองลำ ระเบิดสองลูก ปุ่มกดสองอัน

เงื่อนไขคือ เรือลำที่กดปุ่มก่อนจะรอดชีวิตแบบ ‘ไม่มีเงื่อนไข’

แต่ตราบใดที่ยังไม่กด... คุณก็ ‘อาจจะตาย’ ได้ทุกเมื่อ

ถ้ามองตามหลักเหตุผลและความเป็นจริง มันไม่มีความจำเป็นต้องกดเลยสักนิด ถ้ามีปุ่มความตายวางอยู่ตรงหน้า คงไม่มีใครบ้าไปกดมันเล่นๆ เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นพวกโรคจิต

สถานการณ์นี้มันไม่ใช่ว่า “เรืออีกลำมีแต่พวกนักโทษประหารนะ พวกนั้นต้องกดแน่ๆ!” หรือ “ถ้าไม่กดระเบิด เรือจะบึ้มทั้งสองลำ!” เสียหน่อย

เพราะงั้น ถ้าใช้สมองคิดสักนิด การอยู่นิ่งๆ คือชัยชนะที่ใสสะอาดที่สุด ไม่ต้องมีใครตาย ไม่ต้องมีใครกด

แต่ก็นั่นแหละ... ถ้าคนเราใช้ ‘สมอง’ คิดกันได้ทุกคน ผมจะจ้าง ‘หน้าม้า’ มาทำไมล่ะ!

พวกหน้าม้าของผมเริ่มทำหน้าที่ปั่นหัวและสร้างข่าวลือปลอมๆ ทันที

“ฉันบอกเลยนะว่าพวกนั้นกำลังจะกดแล้ว! ฉันมั่นใจ!”

“ใช่! เราต้องกดก่อนเพื่อเอาตัวรอด มีอะไรรับประกันว่าพวกมันจะไม่กดล่ะ? โลกนี้มันไม่ใช่แกตายก็ฉันตายนี่หว่า!”

นี่คือเหตุผลที่ผมส่งหน้าม้าไปประจำการไว้ทั้งสองลำเท่าๆ กัน ก่อนที่ผู้คนจะทันได้ใช้เหตุผล

พวกเขาจะถูกกรอกหูด้วยความกลัวว่า ‘ถ้าไม่ชิงกดก่อน เรานี่แหละจะตาย’

ผลลัพธ์น่ะเหรอ? คนที่จิตใจอ่อนแอจะถูกความกลัวเข้าครอบงำทันที ตรรกะเหตุผลจะถูกลบเลือนด้วยความคลั่งแบบหมู่คณะ

“กดก่อนที่พวกมันจะกดเรา!”

แน่นอนว่าหลังจากนั้น มันจะกลายเป็นการต่อสู้กันระหว่าง ‘สัญชาตญาณ’ กับ ‘เหตุผล’ สัญชาตญาณที่ถูกปั่นหัวจะตะโกนให้กดปุ่มเดี๋ยวนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ‘เหตุผล’ จะเริ่มทำงาน

ทำไมล่ะ? เพราะพวกเขาจะค่อยๆ สังเกตเห็นว่า...

“เรืออีกลำก็ยังไม่ได้กดปุ่มเหมือนกันนี่นา!”

เสียงตะโกนของผู้หญิงคนหนึ่งดังก้องไปทั่วห้องโถง ใช่แล้ว... เมื่อเวลาเดินไปเรื่อยๆ ผู้คนจะเริ่มตระหนักได้ว่า อีกฝั่งก็ยังไม่ได้กดระเบิดใส่พวกเขาเหมือนกัน

เวทีที่ผมเซ็ตไว้มันสมบูรณ์แบบมาก เริ่มจากคัดเลือกคนให้ขึ้นเรือ ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Wi-Fi หรือ LTE จะไม่มีอะไรใช้ได้ทั้งนั้น ใครที่ก้มดูจอมือถืออยู่ก็จะคิดว่าเน็ตล่มไปเอง

ในขณะเดียวกัน ผมก็สตรีมมิ่งสดผ่านหน้าจอทีวีบนเรือ ซึ่งจริงๆ แล้วมันคือคลิปที่ผม ‘อัดไว้ล่วงหน้า’ ทั้งหมด

บนเรือของคุณมีระเบิด ถ้ามันบึ้ม คุณตายหมดแน่ แต่เรามีตัวจุดระเบิดให้ เพียงแต่รีโมทในมือคุณ ไม่ได้เอาไว้ระเบิดเรือตัวเอง แต่มันคือปุ่มกดระเบิดของเรือ ‘ลำข้างๆ’ ถ้าคุณกด พวกเขาก็ตาย แต่โอ๊ะโอ! รีโมทของเรือคุณก็ดันไปอยู่ที่เรือลำนั้นเหมือนกัน จะกดหรือไม่กด ตามใจพวกคุณนะจ๊ะ เวลาจำกัดคือ 30 นาที ขอให้โชคดี

และความโกลาหลระดับสงครามย่อมๆ ก็เริ่มขึ้น พวกกัปตันกุมขมับอยู่กับรีโมทในห้องควบคุม ส่วนผู้โดยสารก็โห่ร้องกันระงม

ใช่... นี่แหละฉากที่ผมอยากกำกับใจจะขาด ในโลกเก่าของผม ฉากที่เด็ดที่สุดในหนังแบทแมนก็คือตอนที่โจ๊กเกอร์ให้คนบนเรือสองลำเลือกนั่นแหละ แต่ในโซลมันไม่มี ‘เรือขนนักโทษ’ เหมือนในหนังหรอก ต่อให้เป็นโลกที่มีซูเปอร์ฮีโร่ แต่เรือนักโทษกลางแม่น้ำฮันเนี่ย... ไม่มีทางมีแน่นอน

ผมแอบกังวลนิดหน่อยว่าความกดดันมันจะน้อยลงหรือเปล่า แถมโลกนี้คนยังใช้สมาร์ทโฟนกันเก่งกว่าในหนังเยอะ ผมเลยต้องวุ่นวายกับการบล็อกสัญญาณ และต้องคอยระวังไม่ให้พวกฮีโร่ระดับล่างคนอื่นๆ เข้ามาจุ้นจ้าน

การเป็นวายร้ายนี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ แฮะ

เอาละ... ดูซิ ยังตีกันอยู่ไหม? อืม ลำแรกยังตบตีกันนัวเนีย เป็นไปตามแผนเป๊ะ ส่วนลำที่สองล่ะ?

“ใครคิดว่าเราควรกดปุ่มบ้าง ยกมือขึ้น!”

ผู้คนเริ่มหลับตายกมือกันพรึ่บพรั่บ กัปตันก็เริ่มนับแต้ม... อะไรเนี่ย? นี่เลือกประธานนักเรียนประถมกันอยู่เหรอ? พระเจ้า... ผมล่ะปวดตับ ถึงจะวางแผนมาให้เป็นแบบนี้ก็เถอะ แต่มันดูตลกชะมัด

ผมละสายตาจากหน้าจอ แล้วหันไปมองสตาร์ดัสที่ยืนห่างออกไป เธอยังคงจ้องหน้าจอด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ว้าว... ให้ตายเถอะ เธอสวยชะมัดเลย

สตาร์ดัส นางเอกจากการ์ตูนเรื่อง [สตาร์ดัส] ตัวเอกจากการ์ตูนฮีโร่ฝีมือคนเกาหลีที่ประสบความสำเร็จเป็นลำดับต้นๆ ชิน ฮารุ... ผมสีบลอนด์เป็นประกายเหมือนแสงดาว ชุดรัดรูปสีแดงเน้นสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ และใบหน้าที่สวยจนแทบลืมหายใจ

สาบานเลย... เพราะผมได้เจอตัวละครโปรดตัวเป็นๆ แบบนี้ล่ะมั้ง ถึงได้รู้สึกว่าต่อให้ตายตอนนี้ก็คงมีความสุข... แต่ก็นะ ยังไม่ถึงเวลาตายเสียหน่อย

อุ๊ย... สงสัยผมจะจ้องนานไปหน่อย เธอเริ่มมองค้อนกลับมาแล้วแฮะ

“หลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไป คุณคิดว่าจะหลบหนีลอยนวลไปได้จริงๆเหรอ?”

ขนาดเสียงยังเพราะเลย อะแฮ่ม! เลิกฟุ้งซ่านแล้วกลับมาทำงานต่อได้แล้วไอ้อีโก้

ผมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงร่าเริง

“โถ่... พูดแบบนี้ผมเสียใจนะเนี่ย ผมไปสั่งให้เขากดปุ่มตายกันตอนไหน? ผมแค่โยนรีโมทลงไปให้เฉยๆ พวกเขาต่างหากที่แย่งกันกดเอง”

ผมยิ้มยียวนส่งไปให้เธอ เอาจริงๆ ผมแอบรู้สึกผิดนิดหน่อยที่ปั่นหัวคนขนาดนั้น แต่ตราบใดที่ความไม่แตกก็ถือว่าไม่ผิด! ใช่ไหมล่ะ?

สตาร์ดัสยังคงทำหน้าเซ็งสุดขีด ผมเลยพล่ามต่อ

“จริงๆ ผมล่ะทึ่งในตัวคุณนะคุณสตาร์ดัส เท่าที่ผมเห็น คุณนี่มันฮีโร่ตัวอย่างชัดๆ”

เธอหันมามองผมด้วยสายตาไม่ไว้ใจ เหมือนไม่รู้ว่าไอ้วายร้ายนี่จะมาไม้ไหนอีก

“ในการสัมภาษณ์ครั้งก่อน คุณเคยบอกว่า ‘มนุษย์ทุกคนต่างมีความกล้าหาญที่จะเสียสละตัวเองซ่อนอยู่ในใจ’ โอ้โห... คำคมบาดจิตมาก ผมฟังแล้วแทบจะลุกขึ้นปรบมือให้เลยล่ะ”

เอาละ... ถึงเวลาปั้นยิ้มอีกรอบ นับหนึ่ง... สอง... ยิ้ม... แล้วเริ่มการแสดงต่อ

เป๊าะ! ผมดีดนิ้ว

ทันใดนั้น ไฟที่ติดตั้งไว้ล่วงหน้าด้านหลังก็ส่องสว่างวาบมาที่เธอ ในขณะที่เธอขมวดคิ้วสู้แสง ผมก็พูดต่อ

“เพราะงั้น ครั้งนี้ผมจะให้โอกาสคุณสักครั้ง”

“ลองดูสิว่าฮีโร่อย่างคุณ จะเปลี่ยนใจพวกมนุษย์ที่เห็นแก่ตัวพวกนั้นได้ไหม... สตาร์ดัส?”

สิ้นคำพูดของผม กล้องก็ถูกเปิดใช้งานอีกครั้ง คราวนี้สัญญาณถ่ายทอดสดถูกเปลี่ยนจากภาพบนเรือมาเป็นภาพบนดาดฟ้านี้แทน ภาพนี้จะถูกฉายไปทั่วประเทศ รวมถึงบนหน้าจอทีวีบนเรือทั้งสองลำด้วย

“เอาละ 20 นาทีผ่านไป... เหลืออีกแค่ 10 นาทีสุดท้าย! และตอนนี้ฮีโร่สตาร์ดัสของเรามีอะไรจะบอกพวกคุณทุกคน! ฟังให้ดีนะจ๊ะ เหล่าผู้โดยสารทั้งหลาย!”

พูดจบ ผมก็เบนหน้ากล้องไปทางเธอทันที สตาร์ดัสดูเหวอไปวูบหนึ่ง แต่สมกับที่เป็นฮีโร่มืออาชีพ เธอตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว จ้องตรงเข้าไปในเลนส์กล้อง แล้วเริ่มเอ่ยปาก

“สวัสดีค่ะทุกคน ฉันฮีโร่ระดับ A สตาร์ดัสค่ะ”

แล้วเธอก็เริ่มร่ายสุนทรพจน์ที่เตรียมมา

“ทุกคนคะ ลองมองคนข้างๆ ดูสิคะ...”

แม้จะกะทันหัน แต่เสียงของเธอไม่มีสั่นคลอนเลยสักนิด สรุปง่ายๆ คือเธอพูดให้ทุกคนนึกถึงครอบครัว ให้เชื่อใจคนข้างๆ ให้เชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ และไม่ต้องเป็นห่วง... อะไรประมาณนั้นแหละ

มันเป็นสุนทรพจน์สั้นๆ แค่ 3-4 นาที แต่กินใจสุดๆ หลังจากเธอพูดจบ ผมก็ปิดกล้องทันที

แล้วพอมองกลับไปที่หน้าจอสถานการณ์บนเรือ... โอ้โห... บางคนถึงกับยืนขึ้นปรบมือทั้งน้ำตา กัปตันเรือตะโกน ‘ไชโย!’ แล้วขว้างรีโมททิ้งลงทะเลไปเลย... หือ? จากที่ตีกันแทบตาย จู่ๆ ก็มารวมพลังร้องเพลงสรรเสริญความเป็นมนุษย์กันซะงั้น แล้วเวลาก็ครบ 30 นาทีพอดี

ผู้โดยสารที่รอดชีวิตต่างสวมกอดและแสดงความยินดีต่อกัน... เอ่อ ถึงมันจะเป็นแผนที่ผมวางไว้ก็เถอะ แต่นี่มันดูน้ำเน่ายังกับหนังรักชาติยุค 80 เลยแฮะ

แต่ดูเหมือนสตาร์ดัสจะโล่งอกมากที่ทุกคนรอดชีวิตมาได้ พรุ่งนี้คลิปนี้คงว่อนยูทูบ หัวข้อประมาณว่า [ญี่ปุ่นตะลึง! ยุโรปช็อก! อเมริกาอิจฉา K-Hero! สุนทรพจน์เรียกน้ำตาที่รวมใจคนทั้งเรือ!] แน่นอน

เอาละ ได้เวลาแสดงต่อแล้ว ผมแสร้งทำเป็นหันกล้องกลับมาที่พวกเรา...

ผมทำสีหน้าช็อกสุดขีด จ้องไปที่หน้าจอที่มีภาพสะท้อนอยู่ แล้วแสร้งทำเป็นตัวสั่น

“อะ... อะไรกัน? มันเป็นไปไม่ได้! พวกมนุษย์ที่เห็นแก่ตัวพวกนั้น...”

ผมพึมพำด้วยน้ำเสียงที่ดูสับสนสุดขีด และแกล้งเพิ่มเสียงให้ดังพอที่กล้องจะจับได้

“ทำไมกัน...”

แหม... ความจริงมันไม่มีทางผิดพลาดอยู่แล้วล่ะ ก็ทั้งกัปตันและผู้โดยสารบางคนน่ะ... ‘คนของผม’ ทั้งนั้นแหละ ฮ่าๆ!

ขืนคนพวกนั้นดันไปกดระเบิดจริงๆ ทั้งที่ผมส่งหน้าม้าไปปั่นแล้ว แผนผมก็พังพินาศหมดสิ จำไว้นะ... โชว์ที่ดีน่ะ มันต้องถูกควบคุมเอาไว้หมดแล้ว อะไรที่ดูเหมือนเป็นเหตุบังเอิญ หรือเป็นพลังของมวลชน... จริงๆ มันคือสคริปต์ที่ผมเขียนไว้ทั้งนั้นแหละ!

ทั้งกัปตัน ทั้งผู้โดยสาร... ทุกคนแสดงตามบทของผมเป๊ะ ตอนนี้ ถึงตาผมต้องแสดงบทวายร้ายที่แพ้พ่ายบ้างแล้ว

ผมแสร้งทำเป็นมองสตาร์ดัสด้วยสายตาตื่นตระหนก... สตาร์ดัส... ชิน ฮารุ ผู้หญิงที่ในการ์ตูนต้นฉบับต้องแบกรับความกดดันและถูกทำร้ายมาตลอด

ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะทำให้คุณเดินอยู่บนเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบเอง ไม่ว่าจะต้องบงการ จัดฉาก โกหก หรือหลอกลวงคนทั้งโลก... ผมก็จะทำ

มา... แสดงต่อกันเถอะ

“เป็นไปไม่ได้... นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นเนี่ย!!!”

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 3 การแสดงต้องดำเนินต่อไป

ตอนถัดไป