วัตถุดิบจากระบบ พิถีพิถันเกินไปแล้ว!
ช่างเป็น ขาหมู ที่งดงามนัก!
แตกต่างจากของแช่แข็งตามท้องตลาดโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าใครได้เห็น ก็จะเกิดภาพในหัวขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เป็นภาพของหมูดำพันธุ์ดีตัวอวบอ้วนแข็งแรง วิ่งเล่นอย่างร่าเริงอยู่ท่ามกลางขุนเขาและป่าไม้
กลิ่นหอมสดของขาหมูค่อยๆ ลอยเข้าแตะจมูก อบอวลอยู่ในโพรงจมูกของ ซูเฉิน ทำให้เขาถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง
เฮ้อออ… ของที่ระบบส่งมา นี่มันสุดยอดจริงๆ!
ไม่ต้องเสียเวลาออกไปหาซื้อเอง แถมได้วัตถุดิบระดับ ‘มังกรในฝูงหมู’ อีกต่างหาก! เมื่อจับคู่กับทักษะทำอาหารระดับเทพของเขาแล้ว จะกลัวอะไรกับการขายวันละเจ็ดสิบชิ้นอีกเล่า?!
แต่เพราะเป็นการลองครั้งแรก ซูเฉิน จึงไม่ได้ทำเยอะ ทำเพียงสามชิ้นพอให้เขากับ หนัวหนัว กินกันอิ่มๆ
ขาหมูที่ส่งมานั้นผิวของมันขาวสะอาด ไม่มีขนติดมาเลยแม้เส้นเดียว หลังจากล้างคร่าวๆ อีกสองสามครั้ง เขาก็หยิบมีดทำครัวขึ้นมาเตรียมหั่นสับ
“ตึง!”
ประหลาดนัก… มีดทำครัวในมือราวกับมีดวงตาในตัวเอง เมื่อข้อมือเขาขยับเบาๆ คมมีดก็เลี่ยงส่วนกระดูกแข็งไปเอง แล้วหั่นตามแนวเส้นเอ็นได้อย่างพอดิบพอดี
กระบวนการทั้งหมดลื่นไหลไร้ที่ติ แทบไม่ต้องออกแรง ขาหมูก็ถูกผ่าครึ่งออกเป็นสองส่วนอย่างง่ายดาย
เพื่อให้ หนัวหนัว กินได้สะดวก เขายังหั่นขาหมูเป็นชิ้นเล็กๆ เพิ่มอีก แม้อาจทำให้ความสนุกในการแทะลดลงไปบ้าง แต่เขามั่นใจว่ารสชาติของน้ำพะโล้จะช่วยกลบจุดนี้ไปได้
“ตึง! ตึง! ตึง!”
เสียงมีดสับกระทบเขียงดังต่อเนื่องอย่างเด็ดขาดและเฉียบคม การลงมีดแต่ละครั้งล้วนใช้เทคนิคและน้ำหนักที่พอเหมาะพอดี ไม่สร้างเสียงดังจนรบกวนเพื่อนบ้านที่อยู่ในตึกแถวเก่าๆ แห่งนี้เลย
เมื่อหั่นขาหมูเสร็จแล้ว ก็ถึงขั้นตอนต่อไปคือ การลวก–ผัด–ตุ๋น–เคี่ยว–แช่
ขาหมูต้องลงหม้อด้วยน้ำเย็นสำหรับการลวก เขาเตรียมหอมซอยกับขิงไว้เรียบร้อย แต่ตอนนี้ยังขาดเหล้าสำหรับทำอาหารและน้ำอยู่
ตามคำแนะนำของระบบ น้ำที่ใช้ก็ไม่สามารถใช้น้ำประปาทั่วไปได้ แต่ต้องเป็นน้ำแร่บริสุทธิ์จากภูเขาที่ระบบจัดหาให้เท่านั้น
เรื่องนี้ก็พอเข้าใจได้ เพราะขนาดใช้ชาซองเดียวกันชงกับน้ำแร่คนละยี่ห้อ รสชาติยังแตกต่างกันเลย แล้วอาหารชั้นสูงก็ยิ่งจะพิถีพิถันมากกว่า
ส่วนเหล้าสำหรับทำอาหารที่ใช้… ก็ไม่ใช่เหล้าราคาถูกๆ ขวดละแปดหยวนตามท้องตลาด แต่ระบบกลับแนะนำ ‘เหมาไถปี 82’ ให้ใช้!
โอยย… ระบบเอ๊ย จะพิถีพิถันเกินไปแล้ว แถมยังหรูหราสุดๆ!
ซูเฉิน อดบ่นไม่ได้ คิดได้ดังนั้น เขาก็ดึงน้ำแร่ภูเขาและเหล้าราคาแพงออกมาจากหน้าต่างช่องเก็บของในระบบทันที
ในทันที บนเคาน์เตอร์ทำอาหารก็ปรากฏอ่างเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยน้ำแร่เย็นจัดขึ้นมาด้วย นี่ใช้สำหรับลดอุณหภูมิของขาหมู หลังลวกในน้ำเดือดแล้วจุ่มลงไปทันที เนื้อจะกระชับแน่น เพิ่มรสเคี้ยวกรุบกรอบหนึบเด้ง
หลังจากต้มด้วยไฟแรงจนเดือด เขาก็เริ่มตักฟองขาวทิ้ง แล้วนำขาหมูลงแช่น้ำเย็นและพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
ในระหว่างนั้น ซูเฉิน ตั้งกระทะผัดน้ำตาลเคี่ยวในกระทะให้เป็นสีสวย น้ำตาลที่ระบบให้มานั้นเป็นน้ำตาลอ้อยแท้จากสวนไผ่หมีเล่อ มีสีเหลืองอ่อนใสตามธรรมชาติ พอมีกลิ่นหอมอ่อนๆ จางๆ ของอ้อยติดมาด้วย
ค่อยๆ...
เสียง ‘ซู่ซู่’ เบาๆ ดังขึ้นเมื่อความร้อนกระทบน้ำตาล ฟองเล็กๆ เริ่มผุดจากก้นกระทะ สีของน้ำตาลค่อยๆ เปลี่ยนจากเหลืองอ่อนไปจนเป็นสีน้ำตาลเข้มหวานมัน
เขารีบใส่เครื่องเทศลงไปผัดต่อ ให้กลิ่นหอมฟุ้งกระจายทันที
สมแล้วที่เป็นเครื่องเทศชั้นเลิศ เมื่อโดนความร้อนในกระทะ ไม่ใช่แค่กลิ่นหอมของโป๊ยกั๊ก อบเชย ใบกระวาน และพริกไทยเสฉวนเท่านั้น แต่ยังผสมผสานกับความหอมนุ่มลึกของกระวานดำ ความหอมอบอวลของลูกจันทน์เทศ ความเผ็ดร้อนของข่า ความสดชื่นของยี่หร่า ความละมุนของตังกุย และความพิเศษของเปราะหอม...
เครื่องเทศเหล่านี้เมื่อเจอน้ำมันร้อน กลิ่นก็ถูกกระตุ้นจนหอมฟุ้ง ราวกับจงใจแหย่ต่อมน้ำลายให้ทำงานอย่างบ้าคลั่ง
“เอื๊อก…” ซูเฉิน กลืนน้ำลายอึกใหญ่ รีบเทขาหมูลงกระทะผัดคลุกๆ เร็วๆ ให้เข้ากับเครื่องปรุง เติมน้ำ เติมซีอิ๊วขาวและซีอิ๊วดำ ก่อนนำไปปิดฝาเคี่ยวลงหม้อ
ต่อจากนี้เขาไม่ต้องทำอะไรมากนัก เพียงคอยคนหม้อเป็นระยะๆ เท่านั้น เพื่อไม่ให้ติดก้นหม้อพอ
ในเวลานี้ ซูเฉิน ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ
ในกระเป๋านักเรียนใบเล็กของ หนัวหนัว ยังมีเสื้อผ้าที่เธอทำเปื้อนตอนมื้อกลางวันอยู่ บนเสื้อยืดสีขาวตัวนั้นมีรอยคราบน้ำมันขนาดใหญ่ติดอยู่อย่างเห็นได้ชัด
ซูเฉิน เห็นก็รู้ทันทีว่ามื้อกลางวันที่โรงเรียนอนุบาลวันนี้ต้องเป็นน่องไก่ชิ้นโตแน่นอน
แม้จะมีเครื่องซักผ้าที่บ้าน แต่เสื้อผ้าของลูกสาวเขาจะลงแรงซักเองทุกครั้ง เขายกกะละมังพลาสติกเล็กๆ มานั่งบนเก้าอี้ ใช้น้ำยาซักผ้าเด็กโดยเฉพาะเทลงไป แล้วลงมือขยี้เบาๆ อย่างตั้งใจ
ระหว่างซักไปเรื่อยๆ เขาเผลอยิ้มมุมปากออกมาโดยไม่รู้ตัว
‘ฮะฮะ… ไม่ใช่พ่อทุกคนจะเป็นมหาเศรษฐีได้ แต่หน้าที่พ่อ ก็คือซักผ้าให้ลูกนี่แหละ’
ระหว่างนั้นในครัว กลิ่นหอมจากหม้อขาหมูกำลังลอยอวลทั่วห้อง ไขมันจากขาหมูค่อยๆ ซึมออก มันเดือดพล่านผสมเข้ากับน้ำพะโล้ จนกลายเป็นกลิ่นหอมเข้มข้นที่แทบทำให้คนอดใจไม่ไหว
กลิ่นหอมลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ กระตุ้นประสาทรับกลิ่นของผู้คน ไม่แปลกที่ ซูเฉิน ต้องหยุดมือจากการซักผ้าวิ่งไปเปิดฝาหม้อดูอยู่เรื่อยๆ
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป…
หนัวหนัว ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย ในแววตายังคงมีความมึนงงอยู่เล็กน้อย ทว่า กลิ่นหอมนี้มันช่างเย้ายวนเกินไป มันดึงเธอให้ค่อยๆ หลุดพ้นจากความง่วงงุน และค่อยๆ ตื่นขึ้นอย่างเต็มตา
ในวินาทีต่อมา หนัวหนัว ก็สะดุ้งสุดตัว กระโดดลงจากเตียง เท้าเล็กๆ แตะพื้น ก่อนจะวิ่ง ‘ตั๊บๆๆ’ ไปยังต้นตอของกลิ่นหอมนั้น
ในห้องครัว ซูเฉิน กำลังถือตะหลิวเตรียมจะคนขาหมู
ในวินาทีที่ฝาหม้อถูกเปิดออก กลิ่นหอมของเครื่องเทศก็ปะทะเข้ากับไอน้ำ พุ่งตรงเข้าสู่สมอง
“หอม... หอมจังเลยคะ!”
หนัวหนัว ที่ยืนอยู่ข้างๆ ขยับจมูกฟุดฟิด ปิดตาพริ้มอย่างเคลิบเคลิ้มจนแทบยืนไม่ไหว
หอมจนมึนหัวไปหมด!
“คุณพ่อคะ คุณพ่อทำอะไรอยู่เหรอ? หนูอยากกิน!”
เจ้าตัวเล็กร้องตะโกนลั่นอย่างตื่นเต้น
วินาทีต่อมา ซูเฉิน มือไวรีบปิดฝาหม้อทันที
“นี่คือขาหมูตุ๋นพะโล้ แต่ยังไม่เสร็จ! ถ้าอยากกินต้องรออีกหน่อยนะ”
ของพะโล้แบบนี้ ยิ่งตุ๋นนานรสชาติก็ยิ่งหอม ถึงแม้ว่าเมื่อครู่เขาจะลองใช้ตะเกียบจิ้มดูเบาๆ เนื้อก็เปื่อยนุ่มแล้ว แต่ตอนนี้ยังห่างไกลจากเวลาที่ควรกิน
พอได้ยินว่า ‘ยังไม่เสร็จ’ แววตาที่เต็มไปด้วยความหวังก็หม่นแสงลงเล็กน้อยในทันที ปากสีชมพูระเรื่อของเธอเบะออกน้อยๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความผิดหวัง
แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นเด็ก ไม่ถึงหนึ่งนาที เจ้าตัวเล็กก็ทนไม่ไหว
เธอเดินเตาะแตะเข้ามาหา ซูเฉิน มือเล็กๆ อวบอ้วนทั้งสองข้างดึงชายเสื้อของเขาเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนหวานๆ
“คุณพ่อคะ หนูอยากกินจริงๆ นะ ขอชิมสักคำก็ยังดี คำเล็กๆ คำเดียวได้ไหมคะ นะนะ~”
เอ่อ...
ลูกสาวเอ๊ย! คุยก็คุยสิ ไม่เห็นต้องส่ายหัวดุ๊กดิ๊ก บิดก้นไปมา ทำท่าน่ารักออดอ้อนขนาดนี้เลย!
พ่อคนนี้... ทนไม่ไหวจริงๆ นะ!
ซูเฉิน ได้แต่ยกมือกุมขมับ โดนลูกสาวเล่นงานจนไปไม่เป็นเลย
“ได้ๆๆ อีกสิบนาทีนะ อีกสิบนาทีเราค่อยมากินกัน!”
เมื่อได้ยินดังนั้น หนัวหนัว ก็กะพริบตาโตที่คลอไปด้วยน้ำใสๆ พลางพยักหน้าหงึกหงัก
จริงๆ แล้วก็โทษเด็กไม่ได้ กลิ่นนี้มันหอมจน ซูเฉิน ไม่กล้าอ้าปากเลย กลัวว่าถ้าอ้าปากเมื่อไหร่ น้ำลายจะไหลออกมา
สิบนาทีต่อมา ซูเฉิน เปิดฝาหม้อตามเวลา
ในช่วงสิบนาทีที่แสนยาวนานนั้น คำถามของ หนัวหนัว ก็รัวมาเป็นชุดเหมือนปืนกล และทุกคำถามก็เหมือนกันหมดคือ: “คุณพ่อคะ สิบนาทีรึยังคะ?”
ไม่ต่ำกว่ายี่สิบครั้ง จนเขาปวดหัวตุบๆ ไปหมดแล้ว