ก็แค่กินข้าวเองนะลูก ต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ?
ซูเฉิน ตักขาหมูบางส่วนออกจากหม้อมาวางไว้บนจาน
ขาหมูพะโล้สีอำพันดูน่ากินราวกับเคลือบด้วยน้ำผึ้งเข้มข้นชั้นหนึ่ง ประกายมันวาวค่อยๆ ระยิบระยับอยู่บนพื้นผิว ราวกับถูกโรยด้วยผงดาวระยิบระยับ
หนัวหนัว จ้องเขม็งไปที่ชิ้นขาหมูมันวาวในจาน น้ำลายไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ‘แปะ’ หยดลงบนพื้นโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเห็น ซูเฉิน หันมามองตัวเอง เจ้าตัวเล็กก็สะดุ้ง จากนั้นก็ก้มหน้าลงอย่างรวดเร็วแล้วสูดปากเสียงดัง เหมือนพยายามจะซู้ดน้ำลายกลับเข้าไป
“โอ๊ย… เจ้าลูกหมูตะกละเอ๊ย!”
ซูเฉิน หยิบกระดาษทิชชู่มาเช็ดน้ำลายตรงมุมปากให้ลูกสาว แล้วพูดตามความเคยชินว่า “หนัวหนัว ก่อนกินข้าวต้องทำอะ—”
เสียงของ ซูเฉิน ยังไม่ทันจะจบประโยค ก็เห็น หนัวหนัว วิ่งหายไปเร็วจนกลายเป็นลมหมุนเล็กๆ คำว่า ‘ล้างมือ’ ถูกทิ้งไว้กลางอากาศ …ก่อนจะล่องลอยหายไปอย่างเดียวดาย
ฝีเท้าของเธอรวดเร็วราวกับลมกรด เธอวิ่งปรู๊ดไปห้องน้ำล้างมืออย่างว่องไว เหยียบปีนเก้าอี้ทรงเตี้ย ยืดแขนเล็กๆ ออกไปบีบสบู่ล้างมือถูไถไปมา หลังจากล้างจนสะอาดแล้ว ก็หยิบผ้าขนหนูพิมพ์ลายกระต่ายน้อยมาเช็ด
จากนั้น หนัวหนัว ก็รีบวิ่งตั๊บๆ กลับมาปีนขึ้นนั่งบนเก้าอี้อย่างเรียบร้อยตาเป็นประกาย
“คุณพ่อๆ คะ หนูกินได้หรือยังคะ?”
“ระวังหน่อยนะ อย่าเพิ่งจับ ยังร้อนอยู่เลย”
เห็นท่าทีหิวกระหายราวเสือโหยของลูกสาว ซูเฉิน ก็ทั้งขำทั้งเอ็นดู ขาหมูต้องใช้มือหยิบแทะถึงจะได้อรรถรส เขาหยิบถุงมือให้ หนัวหนัว สวมเอง แล้วคีบขาหมูชิ้นเล็กๆ ขึ้นมาเป่าเบาๆ ให้แล้ววางลงถ้วยเล็กตรงหน้าของเธอ
“น่าจะได้แล้วล่ะ ลองชิมดูสิ”
พูดยังไม่ทันขาดคำ เด็กน้อยก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ซัดคำโตเข้าไปทันที
เคี้ยวกร้วมๆ อยู่ไม่กี่ที ก็ร้องลั่นตาเป็นประกาย “อร่อยมากเลยค่ะคุณพ่อ!” พูดไปเคี้ยวไป สายตายังไม่ละจากจานใหญ่
มีหรือที่ ซูเฉิน จะไม่เข้าใจความหมายของลูกสาวตัวเอง เรื่องอื่นไม่พูดถึง แต่ปากของเจ้าตัวเล็กคนนี้นี่ตะกละจริงๆ ก่อนที่จะหย่ากัน คุณยายข้างบ้านต้มยาจีน เธอยังเคยไปหมอบอยู่ที่ช่องประตูบ้านเขา ดูดนิ้วตัวเอง อยากจะขอลองชิมดูสักหน่อยจนน้ำลายยืดมาแล้ว
“ค่อยๆ กินนะ เดี๋ยวติดคอ เดี๋ยวพ่อคีบไว้ข้างๆ ให้มันเย็นลงหน่อย”
เมื่อเห็น หนัวหนัว เจริญอาหารขนาดนี้ ซูเฉิน ก็ยิ่งหิวมากขึ้น เขาหยิบชิ้นใหญ่ขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วส่งเข้าปากทันที
โอ้โห!
กัดเข้าไปคำเดียว ทะลุผ่านชั้นหนังที่หนาและยืดหยุ่นเข้าไป คือเนื้อที่ทั้งเด้งทั้งนุ่มหนึบ เต็มไปด้วยคอลลาเจน จากนั้น… น้ำจากเนื้อก็ระเบิดออกมาในปากราวกับดอกไม้ไฟ รสชาติกลมกล่อมและนุ่มนวล น้ำตาลและน้ำแร่ก็ปล่อยความหวานอันเป็นเอกลักษณ์ออกมา
หอม หอมมาก!
ซูเฉิน ดื่มด่ำไปกับความอร่อยนี้อย่างเต็มที่ ขาหมูที่อร่อยขนาดนี้ หากจะรีบๆ กลืนลงคอไป คงน่าเสียดายเกินไป ตอนนี้เขาแค่อยากจะให้รสชาติอร่อยนี้อยู่บนลิ้นนานขึ้นอีกสักหน่อย
ซูเฉิน เคี้ยวอย่างละเอียด เอ็นที่ข้อเท้าถูกบีบด้วยฟัน บางครั้งก็ตึง บางครั้งก็คลายตัว พังผืดก็ยืดหยุ่นอยู่ในปากราวกับมีชีวิต
เขาสาบานได้เลยว่านี่คือขาหมูที่หอมที่สุดเท่าที่เขาเคยกินมาในชีวิตนี้!
ว่ากันตามตรง ขาหมูพะโล้หม้อนี้ยังเป็นแค่ของที่ทำแบบเร่งรีบโดยใช้เวลาตุ๋นไม่ถึงสองชั่วโมง ยังไม่ใช่สภาพที่ดีที่สุดของขาหมูตุ๋นพะโล้เลยด้วยซ้ำ
ถ้าหากตุ๋นต่ออีกสักสองสามชั่วโมงล่ะ มันจะไม่หอมจนแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปเลยเหรอ?!
ไม่นานนัก ขาหมูในจานก็ลดลงอย่างรวดเร็ว
แต่ในขณะที่ ซูเฉิน ยื่นมือไปหยิบขาหมูชิ้นสุดท้ายในจาน ทันใดนั้น เสียงร้องไห้จ้าก็ทำลายความสุขนี้ลง
“ฮือๆๆ... คุณพ่อบอกว่าจะรักหนู แต่คุณพ่อกลับมาแย่งขาหมูหนูกิน”
น้ำเสียงของ หนัวหนัว เต็มไปด้วยความน้อยใจ ทำเอาหัวใจของ ซูเฉิน อ่อนยวบในทันที
แขนของ ซูเฉิน แข็งค้างอยู่กลางอากาศ เขามองลูกรักตรงหน้าที่ร้องสะอึกสะอื้น ปากเลอะมันเยิ้ม ไหล่โยกสะท้าน น้ำตาคลอเต็มสองแก้ม ทำเอาเขาหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกเลยทีเดียว
“อย่าร้องๆ ยังเหลือในหม้ออีกนะลูก”
ซูเฉิน ถอดถุงมือ เช็ดน้ำตาให้เจ้าตัวน้อย แล้วรีบลุกไปคีบเพิ่ม คราวนี้เขาตักออกมาจนหมดหม้อ ไม่เชื่อว่าจะยังไม่พอให้ยัยหนูคนนี้กิน
ในวินาทีที่จานถูกวางลงบนโต๊ะ หนัวหนัว ก็ยิ้มแก้มปริทันที ความสุขของเธอกลับคืนมาอีกครั้งแล้ว!
จนกระทั่งกินไปจนพุงป่องเหมือนลูกโป่งยังไม่ยอมหยุด ปากเล็กๆ ของ หนัวหนัว อ้ากว้างเคี้ยวตุ่ยๆ เหมือนกระรอกน้อยตุนอาหาร
ไม่กี่นาทีต่อมา…
“เอิ๊ก~ คุณพ่อค่ะ เหลืออีกไหม?” หนัวหนัว มองจานที่ว่างเปล่า เธอเรอเบาๆ พลางถามตาใส
ซูเฉิน มองจานว่างเปล่าแล้วส่ายมือ “หา? หมดแล้วสิ!”
เขาเองยังแทบไม่ได้กินครบสองชิ้น หนัวหนัว กินชิ้นเดียวก็พอ ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กคนนี้จะกินไปคนเดียวเกือบชิ้นครึ่ง แล้วตอนนี้ยังทำท่าเหมือนไม่พออีก โชคดีที่มันหมดแล้ว ถ้ากินจนอาหารไม่ย่อยคงไม่ดีแน่
วินาทีต่อมา ดวงตากลมโตของเจ้าตัวเล็กก็พลันสว่างวาบขึ้นมา สายตาของเธอจับจ้องไปที่กระดูกขาหมูชิ้นหนึ่งทันที
เธอรีบหยิบกระดูกชิ้นนั้นขึ้นมาใส่ปาก แล้วเริ่มดูดแรงๆ จนเกิดเสียงดัง
แค่กๆๆ!
คิ้วของ ซูเฉิน ขมวดเข้าหากัน เขาไอจนแทบสำลัก
เฮ้ยย… ลูกเอ๊ย? กินให้มันน่าดูกว่านี้เถอะ! คนอื่นเห็นคงคิดว่าพ่อไม่มีปัญญาซื้อขาหมูให้ลูกกินแล้วมั้ง!
ซูเฉิน ใช้นิ้วดีดจมูกเล็กๆ ของ หนัวหนัว เบาๆ แล้วแกล้งทำเป็นดุ
“เจ้าแมวน้อยจอมตะกละ หยุดกินได้แล้วมั้ง พรุ่งนี้พ่อจะทำให้กินอีก”
พอ หนัวหนัว ได้ยินดังนั้น เด็กน้อยก็ทำปากยู่แต่ก็ยอมวางกระดูกในมือลง จริงๆ กินไม่ไหวแล้ว เพียงแต่อยากดูดรสชาติให้นานที่สุด
พรุ่งนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ โรงเรียนอนุบาลหยุด คืนนี้เลยสามารถดูการ์ตูนได้นานหน่อย
ซูเฉิน เช็ดปากให้ หนัวหนัว เสร็จ ก็เปิดโทรทัศน์แล้วเปิดการ์ตูนเรื่องโปรดของเธอ ‘มายลิตเติ้ลโพนี่’
เขามองเจ้าตัวเล็กที่กอดตุ๊กตาบนโซฟา และถูกภาพบนหน้าจอดึงดูดความสนใจไป เขาจึงหันหลังกลับไปเริ่มเก็บล้างจานชาม
หลังจากล้างเสร็จ ก็หยิบไม้ถูพื้นกับผ้าขี้ริ้วมาทำความสะอาดโต๊ะอาหารและพื้น
พูดตามตรง เมื่อก่อน ซูเฉิน ไม่ใช่คนรักความสะอาด นึกย้อนไปสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เตียงของเขาถึงแม้จะไม่มีกางเกงในปลิวว่อน แต่ก็รกไม่เป็นระเบียบ ถุงเท้าก็มักจะหาคู่ไม่เคยเจอ ตอนหลังเลยซื้อแบบเดียวกันทั้งหมด แต่พอทำแบบนั้น เวลาซักถุงเท้าแต่ละทีก็เศร้าเลย ไม่รู้เลยว่าคู่ไหนสะอาดแล้ว ก็ได้แต่ต้องดมดูเอาเท่านั้น
แต่ตั้งแต่ได้เป็นพ่อคนกับเขา ซูเฉิน ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาเริ่มใส่ใจในรายละเอียดมากขึ้น
เพราะอย่างไรเสีย …ก็ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็นไม่ใช่เหรอ!
เมื่อกลับมาที่ห้องครัว ซูเฉิน ก็ไม่ลืมภารกิจของระบบ ตอนนี้เขามีแรงผลักดันเต็มเปี่ยม มีฝีมือขนาดนี้ ไม่ต้องกังวลเลยว่าพรุ่งนี้จะขายขาหมูไม่ออก
ซูเฉิน ใช้ความคิด เรียกขาหมูออกมาทั้งหมด 70 ชิ้น
แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อถังสเตนเลสขนาดใหญ่สองใบปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า เขาก็ยังตกใจอยู่ดี เพราะขาหมูชิ้นหนึ่งก็ใหญ่เท่าฝ่ามือผู้ใหญ่แล้ว 70 ชิ้นนี่ …มันกองพะเนินเทินทึกเลยนะ
“ตึงๆๆ...”
เสียงสับดังขึ้นอีกครั้ง
หลังจากยุ่งอยู่หนึ่งชั่วโมงครึ่ง ซูเฉิน ก็เช็ดเหงื่อแล้วเดินมาที่ห้องนั่งเล่น
‘แป๊ก!’ เขาปิดโทรทัศน์
“หนัวหนัว ได้เวลาอาบน้ำนอนแล้วนะ เด็กที่นอนดึกระวังจะไม่โตนะลูก”
“ค่ะคุณพ่อ” เด็กน้อยพยักหน้าอย่างว่าง่าย