คุณป้าหวนกลับมาซื้อซ้ำอย่างบ้าคลั่ง!
“พ่อหนุ่ม ขอน้ำพะโล้เยอะๆ หน่อยนะ แยกใส่ถุงพลาสติกให้ป้าต่างหากด้วย”
พูดจบ โจว ซูเจิน ก็กระแอมไอเล็กน้อย แล้วพูดเสริมต่อ
“ต้นหอมซอย ผักชีก็เอาด้วย อ้อๆ ใช่แล้ว ขอถุงมือเพิ่มอีกหลายๆ คู่เลยนะ”
ของแพงขนาดนี้ ก็ต้องขอเครื่องเคียงฟรีๆ เพิ่มเยอะๆ หน่อยถึงจะไม่ขาดทุน
หลังจากที่ ซูเฉิน แพ็กของเสร็จ โจว ซูเจิน ก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา หรี่ตามองราคาบนเครื่องชั่งอย่างละเอียด จากนั้นก็สแกนคิวอาร์โค้ด เมื่อตรวจสอบว่าถูกต้องแล้ว ถึงได้กดปุ่มชำระเงินอย่างมือสั่นๆ
เมื่อได้ขาหมูมาแล้ว โจว ซูเจิน ก็เดินไปพลางเปิดฝากล่องไปพลาง
ฮึ่ย…ร้อนจริง
ก็แน่ล่ะ เพิ่งจะออกจากหม้อมาใหม่ๆ แต่เมื่อกลิ่นหอมโชยมาปะทะหน้า เธอก็ไม่สนใจความร้อนอีกต่อไป สวมถุงมือ หยิบขาหมูสีแดงเป็นประกายขึ้นมา แล้วกัดเข้าไปอย่างหมดความอดทน
ฮู้…ฮู้…
โจว ซูเจิน โดนลวกจนต้องอ้าปากเป่าลมออกมาแรงๆ หลายครั้งถึงจะกล้าเคี้ยวเข้าไป
เพียงแค่คำเดียวเท่านั้น ในดวงตาฝ้าฟางของเธอก็พลันปรากฏประกายแสงขึ้นมา
เนื้อสัมผัสที่ละเอียดอ่อนและนุ่มนวลละลายในปาก ไม่เปื่อยยุ่ยจนเสียรสสัมผัส และก็ไม่เหนียวจนเคี้ยวยาก รสเค็มปะแล่มของน้ำพะโล้ก็กำลังพอดี ผสมผสานเข้ากับกลิ่นหอมอบอวลของเครื่องเทศได้อย่างลงตัว
ทุกคำที่เคี้ยว ราวกับกำลังเต้นวอลทซ์อยู่บนปลายลิ้นที่แก่ชราของเธอ
“อร่อย อร่อยเกินไปแล้ว!!!”
โจว ซูเจิน ถือขาหมูไว้ในมือ เดินไปกินไปอย่างเอร็ดอร่อย แต่เดินไปเดินมา เธอก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ดูเหมือนว่าสายตาของทุกคนรอบข้าง จะจับจ้องมาที่เธอเป็นตาเดียว ความรู้สึกนั้นราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟเวทีใหญ่ ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว
โจว ซูเจิน เคี้ยวขาหมูไปพลาง กวาดตามองไปรอบๆ อย่างช้าๆ ขาหมูในปากพลันรู้สึกอร่อยน้อยลงไปถนัดตา
ก็แค่กินขาหมูเอง ทำไมต้องจ้องกันขนาดนั้นด้วยเล่า…
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง โจว ซูเจิน ก็ยืดหลังตรง แล้วแสร้งทำเป็นไม่สนใจอะไรและแทะต่อไป
สำหรับเธอที่ประสาทรับรสเริ่มเสื่อมถอยแล้ว สายตาของคนอื่นเป็นเรื่องรอง การกินขาหมูคือเรื่องสำคัญที่สุด เพราะตั้งแต่แก่ตัวลง กินอะไรก็ไม่อร่อยเหมือนเคย ไม่ว่าจะกินอะไร ก็ไม่เคยได้ลิ้มรสชาติที่แท้จริงของมันเลย
ไม่คิดเลยว่า วันนี้ขาหมูชิ้นนี้จะปลุกต่อมรับรสที่เฉื่อยชาของเธอให้ตื่นขึ้นมาได้
เธอหลับตาลง ละเลียดชิมรสชาติที่หาได้ยากนี้อย่างตะกละตะกลาม บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มแห่งความสุข
ในตอนนี้ เธอลืมไปแล้วว่าราคามันแพง ลืมไปแล้วว่าตัวเองอายุเท่าไหร่ มีเพียงการดื่มด่ำกับความสุขที่ขาหมูแสนอร่อยนี้มอบให้
เจ็ดสิบหยวน คุ้มค่า! คุ้มค่ามาก!
คุ้มสุดๆ!
………………………
ภารกิจขายให้ได้ 500 ชุดในหนึ่งสัปดาห์ ดำเนินการไปแล้ว 1/500
ซูเฉิน รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรเสียก็ถือว่าได้ก้าวแรกแล้ว
ในตอนนั้นเอง หนัวหนัว ก็ถือจานเปล่าเดินเข้ามา
“คุณพ่อคะ กินหมดแล้ว หนูอยากกินอีก”
เจ้าตัวเล็กมอง ซูเฉิน ตาแป๋ว ที่มุมปากยังมีคราบน้ำพะโล้ติดอยู่
ซูเฉิน ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วปฏิเสธอย่างอ่อนโยน
“ไม่ได้หรอกนะ ตกลงกันแล้วว่าจะกินแค่ครึ่งเดียว”
หนัวหนัว กลอกตาไปมา แล้วพูดขึ้นอีกครั้งอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม
“งั้นหนูขอกินคุกกี้ แล้วจิ้มน้ำพะโล้หน่อยได้ไหมคะ?”
ซูเฉิน หัวเราะเบาๆ แล้วชี้ไปที่ท้องป่องๆ ของลูกสาว
“ไม่ได้หรอก ดูสิ…ตรงนี้ยังตึงๆ อยู่เลยนะลูก”
หนัวหนัว ก้มหน้าลงมองพุงกลมๆ ของตัวเองตามที่พ่อชี้ เธอยื่นปากเล็กๆ ออกมาอย่างไม่เต็มใจ แต่ก็รู้ว่าพ่อทำไปเพื่อเธอ จึงไม่ได้เซ้าซี้ต่ออย่างว่าง่าย
ใต้กันสาด สองพ่อลูกนั่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ยอย่างเงียบๆ ต่างคนต่างจดจ่ออยู่กับการ์ตูนบนแท็บเล็ต
หนัวหนัว ซบอยู่ในอ้อมแขนของ ซูเฉิน ดวงตากลมใสเป็นประกายจ้องมองไปที่หน้าจอ ใบหน้าดูเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสา ส่วน ซูเฉิน ก็มองลูกสาวด้วยความเอ็นดู บางครั้งก็ยื่นมือไปลูบหัวเล็กๆ ของเธอเบาๆ
เมื่อประโยคอมตะที่ว่า ‘ฉันจะกลับมาอีกแน่นอน(1)’ ดังขึ้น ซูเฉิน ก็รู้สึกว่ามีเงาดำมาบังอยู่ตรงหน้า มีร่างหนึ่งมายืนบังเขาอยู่
ซูเฉิน เงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย ปรากฏว่าเป็นคุณป้าคนเมื่อกี้นั่นเอง
เธอยังคงสวมชุดฝึกไทเก็กสีเรียบๆ ชุดเดิม แต่ตอนนี้ บนหลังของเธอกลับมีกระบี่ไทเก็กเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเล่ม
โจว ซูเจิน มือซ้ายถือถุงผ้า มือขวาถือพัดใบตาล พัดเบาๆ
“พ่อหนุ่ม เอาขาหมูอีกชุดใหญ่เลยนะ”
ซูเฉิน ได้ยินก็ชะงักไปเล็กน้อย
โห ไวจริงๆ มีลูกค้าประจำกลับมาแล้ว!
เขารีบตักขาหมูชิ้นใหญ่ที่สุดสองชิ้นออกจากหม้อ แล้ววางบนเครื่องชั่งอย่างคล่องแคล่ว
“100 หยวนครับ” ซูเฉิน บอกราคา
โจว ซูเจิน ไม่พูดพร่ำทำเพลง สแกนใบหน้าจ่ายเงินผ่านมือถืออย่างรวดเร็ว ความเร็วในการจ่ายเงินครั้งนี้แตกต่างจากท่าทีอิดเอื้อนในครั้งแรกราวกับเป็นคนละคน
สายตาของเธอจับจ้องไปที่การกระทำของ ซูเฉิน ขณะที่เขาตักขาหมูใส่กล่อง ไม่ยอมละสายตาไปไหน
ซูเฉิน เข้าใจในทันทีโดยที่เธอไม่ต้องพูดอะไรมาก เขายังคงตักน้ำพะโล้ใส่ถุงแยกให้เธอเหมือนเดิม แถมยังเพิ่มผักชีกับต้นหอมซอยให้อีกเพียบ
เมื่อเห็นขาหมูและเครื่องเคียงเต็มถุง โจว ซูเจิน ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ในขณะเดียวกัน เจ้าของร้านคนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ตอนแรกต่างก็กำลังตะโกนเรียกลูกค้ากันอย่างแข็งขัน เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนใสๆ จากฝั่งของ ซูเฉิน ว่า ‘ได้รับเงินเข้าบัญชีหนึ่งร้อยหยวน’ ทุกคนก็หันขวับมามองเป็นตาเดียว พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ อย่างตกตะลึง
พูดตามตรง การตั้งร้านอยู่หน้าสวนสาธารณะ ปกติแล้วลูกค้าที่มาอุดหนุนก็ไม่ได้เยอะอะไรนัก เพราะคนที่ว่างมาเดินเล่นในสวนสาธารณะส่วนใหญ่ก็เป็นผู้สูงอายุ หรือไม่ก็คนที่รักการออกกำลังกาย คนพวกนี้ ใครเขาจะชอบกินของแผงลอยข้างทางแบบพวกเขา!
ดังนั้น ตอนที่เห็น ซูเฉิน ซึ่งเป็นคนหน้าใหม่มาตั้งร้านครั้งแรก พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แต่ไม่คิดเลยว่า ซูเฉิน จะขายได้ทีเดียวเป็นร้อยหยวน
อ้าวเฮ้ย! จัดไปทีเดียวร้อยหยวน?!
นี่มันมากไปแล้วนะ!
ต้องรู้ไว้นะว่ารายได้จากออเดอร์เดียวนี้ เทียบเท่ากับเจียนปิ่ง 10 ชิ้น หรือไส้กรอกย่าง 30 กว่าไม้เลยนะ
แต่ว่า พี่ชายคนใหม่นี่ก็โหดเอาเรื่องเหมือนกัน เครื่องเทศที่ใส่ลงไปนี่มันแรงชะมัด! กลิ่นหอมจนจมูกของพวกเขากระตุกไม่หยุดแล้ว!
………………………
ไม่กี่นาทีต่อมา ที่ปลายถนนก็ปรากฏร่างของชายนักปั่นคนหนึ่ง เขาสวมหมวกกันน็อกสำหรับนักปั่นมืออาชีพ สวมชุดปั่นจักรยานรัดรูป รูปร่างเต็มไปด้วยมัดกล้ามแข็งแรง
เมื่อปั่นมาถึงหน้าประตูสวนสาธารณะ ชายคนนั้นก็ค่อยๆ หยุดจักรยาน เขายกมือขึ้นถอดหมวกกันน็อก แล้วใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
การปั่นจักรยานเป็นกิจกรรมที่ใช้พลังงานมาก หลังจากดื่มน้ำเกลือแร่ไปหนึ่งขวดและกินกล้วยไปครึ่งลูก ชายคนนั้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก บนใบหน้าปรากฏสีหน้าที่พึงพอใจ
ขณะที่กำลังกินอยู่ ก็มีลมพัดมาเบาๆ นำพาความเย็นสบายมาให้ จากนั้น กลิ่นหอมเข้มข้นของเนื้อพะโล้ก็แทรกซึมเข้ามาในโพรงจมูกของเขาอย่างรุนแรง
กลิ่นนั้นช่างหอมกลมกล่อมและยั่วยวนเหลือเกิน
กล้วยในมือก็พลันจืดชืดไร้รสชาติ กลืนไม่ลงไปในทันที
เขาสูดจมูกสองสามครั้ง แล้วเดินตามกลิ่นนั้นไปโดยไม่รู้ตัว
ไม่นานนัก ชายคนนั้นก็มาถึงหน้าร้านของ ซูเฉิน เขาจอดจักรยาน แล้วรีบเดินเข้าไปดูอย่างใจจดใจจ่อ
ขาหมูตุ๋นพะโล้สองสามชิ้นที่วางโชว์อยู่มีสีแดงเป็นประกาย ผิวที่มันวาวกำลังส่งคำเชิญที่ไร้เสียงมายังเขา น้ำพะโล้ในหม้อกำลังเดือดพล่านอย่างร่าเริง
เมื่อเทียบกับกลิ่นหอมที่ได้กลิ่นตอนอยู่หน้าสวนสาธารณะ กลิ่นในตอนนี้เข้มข้นและกลมกล่อมยิ่งกว่า ราวกับมันทะลุผ่านจิตวิญญาณ เข้าไปจู่โจมในสมองโดยตรง
………………………
(1)[ฉันจะกลับมาอีกแน่นอน! (我一定会回来的!) – เป็นประโยคติดปากของตัวร้าย ‘บิ๊ก บิ๊ก วูล์ฟ/หมาป่าตัวใหญ่’ (灰太狼) จากการ์ตูนจีนเรื่องดัง ‘Pleasant Goat and Big Big Wolf’ ซึ่งมักจะพูดประโยคนี้ทุกครั้งที่พ่ายแพ้และถูกส่งกระเด็นลอยหายไป]