โชคลาภหล่นทับ ขอบคุณพี่ชายคู่แข่ง!

เมื่อมีคนจำนวนมากมารุมล้อมหน้าร้านโร่วเจียหมัวของ ซูเฉิน นักแสวงบุญทั้งหลายก็เริ่มต่อแถวกันอย่างรู้ความ ที่นี่ไม่กว้างขวางเหมือนหน้าประตูสวนสาธารณะ พวกเขาไม่สามารถไปต่อแถวบนถนนได้

นี่จึงสร้างความลำบากให้คุณป้าที่ขายซาลาเปาอยู่ข้างๆ รถสามล้อของเธอถูกบดบังอย่างมิดชิด

“พวกเธอนี่ อย่ามาบังร้านป้าสิ! ซาลาเปาไส้เนื้อของป้าก็หอมเหมือนกันนะ ซื้อไปลองชิมหน่อยสิจ๊ะ!”

คุณป้าพูดจบ ก็กลัวว่าทุกคนจะไม่เชื่อ เธอหยิบซาลาเปาไส้เนื้อลูกหนึ่งออกจากซึ้งร้อนๆ มาฉีกออกให้ทุกคนดูราวกับกำลังเสนอสมบัติล้ำค่า

หลายคนได้ยินดังนั้น ก็หันไปมอง ไม่รู้ว่าเป็นซาลาเปาแช่แข็งที่ถูกที่สุดที่เหมามารึเปล่า หนังซาลาเปาหนาไส้น้อย ไส้เนื้อยังเป็นก้อนแข็งๆ เหมือนก้อนเนื้อตาย สีสันก็หม่นหมองไม่มีประกาย เทาๆ ทึมๆ

ทุกคนถึงกับพูดไม่ออก เคยเห็นแต่แม่ค้าอวยของตัวเอง ไม่เคยเห็นใครที่เสนอหน้ามาให้คนอื่นดูถูกแบบนี้

คุณป้าลองดูเองสิ นี่มันจะทำมาจากเนื้อดีๆ ได้ยังไง ใครจะกล้าซื้อ? แล้วป้าลองดูเนื้อในโร่วเจียหมัวของเขาอีกทีสิ ทั้งสีสัน ทั้งกลิ่นหอม... คุณจะเทียบได้เหรอ?

นักแสวงบุญต่างรู้กันในใจ ไม่พูดอะไรออกมา พวกเขาเดินอ้อมไป แล้วไปต่อแถวข้างหลังรถสามล้อของคุณป้าต่อ ด้วยเหตุนี้ แถวงูผู้ตะกละที่คดเคี้ยวไปมาจึงก่อตัวขึ้น…

คนเดินถนนหลายคนถูกดึงดูดเข้ามา นึกว่าเป็นโรงทานของวัด พอวิ่งมาดูหน้าร้าน ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก

“เฮ้ เพื่อน ทำไมโร่วเจียหมัวร้านนี้ถึงมีคนต่อแถวยาวขนาดนี้ มีโปรโมชั่นอะไรเหรอ?”

“ไม่มีโปรหรอก ก็ราคา 50 หยวนต่อชิ้นนั่นแหละ แต่บอกเลยนะ รสชาติแม่งโคตรจะสุดยอดแล้ว! ดูจากที่ฉันยอมซื้อชิ้นที่สองก็รู้ละว่ามันดีแค่ไหน!”

อีกฝ่ายก็เป็นคนเข้าใจอะไรได้ง่าย รู้ดีว่าอาหารที่อร่อยที่สุด มักจะได้รับคำวิจารณ์ที่เรียบง่ายที่สุด แค่คำว่า ‘โคตรเชี่ย’ คำเดียว ก็เดาได้แล้วว่ามันอร่อยขนาดไหน

“โอเค งั้นฉันก็ไปต่อแถวด้วย!”

………………………

สิบเอ็ดโมง ซูเฉิน ขายโร่วเจียหมัวหมดหนึ่งร้อยชิ้น แล้วกลับมาถึงโครงการอวี้หูจิ่นหยวน

โร่วเจียหมัวราคา 50 หยวนต่อชิ้น สามารถขายหมดได้ในเวลาเพียงสามชั่วโมง ก็เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจสำหรับเขาเช่นกัน ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อซ้ำ หลังจากซื้อไปลองชิมแล้วก็กลับมาซื้ออีก

ซูเฉิน อาบน้ำ สวมชุดนอน แล้วล้มตัวลงบนที่นอนที่นุ่มนิ่ม ตั้งแต่เริ่มเตรียมโร่วเจียหมัวตั้งแต่เที่ยงคืน ตอนนี้ร่างกายของเขาก็เหมือนถูกสูบพลังออกไปจนหมด เหนื่อยล้าเป็นพิเศษ หลังจากไถดูคลิปวิดีโอสั้นๆ ไปสองสามคลิป ก็เข้าสู่ห้วงนิทรา ลืมไปโดยสิ้นเชิงว่าที่สวนสาธารณะซิงเมิ่งยังมีลูกค้ากลุ่มหนึ่งกำลังร้องหิวรออาหารอยู่

บ่ายสองโมงครึ่ง สวนสาธารณะซิงเมิ่ง ลูกค้าประจำหลายคนมองไปยังถนนอย่างร้อนรน

“อะไรเนี่ย เวลานี้แล้ว ทำไมเถ้าแก่ยังไม่มาอีกล่ะ?”

“ใจเย็นหน่า น่าจะใกล้แล้วล่ะมั้ง ตอนนี้การจราจรแบบนี้ เถ้าแก่อาจจะกำลังหัวเสียเพราะรถติดอยู่ซอกหลืบไหนสักแห่งก็ได้!”

“เถ้าแก่คงไม่ได้ปาร์ตี้หนักไปเมื่อคืน วันนี้เลยตื่นสายหรอกนะ?”

เมื่อเวลาผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ลูกค้าที่หน้าประตูสวนสาธารณะก็เหมือนกับเศษเหล็กที่ถูกแม่เหล็กดึงดูด เริ่มมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานนัก ก็มีคนมาถึงสี่ห้าสิบคนแล้ว

ไม่ไกลนัก โจว ซูเจิน พาลูกสะใภ้ ถิงถิง เดินมาอย่างช้าๆ เมื่อวาน ถิงถิง เห็นในกลุ่มแชทของคนท้องว่า เพื่อนๆ คนท้องหลังจากกินขาหมูแล้ว ก็ถูกพิชิตกันถ้วนหน้า กินอย่างอื่นไม่มีรสชาติเลย จึงนัดกันว่าจะรวมกลุ่มกันมาซื้อ และก็เชิญชวน ถิงถิง มาด้วยอย่างกระตือรือร้น

เมื่อเห็นฝูงชนที่แออัดอยู่ตรงหน้า โจว ซูเจิน ก็ลนลานขึ้นมาทันที หรือว่าจะขายหมดแล้ว?

แต่พอเธอได้ยินเสียงพูดคุยของทุกคน ก็ถึงกับตะลึงไปเลย

“ทำไมยังไม่มาอีก?”

“หรือว่าวันนี้เถ้าแก่มีธุระด่วน เลยไม่มาแล้ว?”

“โธ่เว้ย! วันนี้ฉันถึงกับจ้างคนหลายคนให้มาต่อคิวแทน ถ้าไม่มา ฉันขาดทุนเละสิเนี่ย!”

“ใครมีเบอร์เถ้าแก่บ้าง?”

ทุกคนต่างพูดกันคนละคำสองคำ อารมณ์ที่ร้อนรนก็แพร่กระจายไปราวกับโรคระบาด มีอัจฉริยะข้ามคืนคนหนึ่งเกิดความคิดแวบขึ้นมา รีบวิ่งกลับบ้านไปเอากล้องส่องทางไกล ปีนขึ้นไปบนดาดฟ้า สอดส่องรถบนถนนใกล้ๆ อย่างละเอียด เพื่อหาร่องรอยของ ซูเฉิน แต่ก็ยังคงไม่พบอะไร

หลายชั่วโมงผ่านไป เมื่อเห็นว่า ซูเฉิน คงจะไม่มาจริงๆ แล้ว ลูกค้าถึงได้ถอนหายใจอย่างสิ้นหวังแล้วทยอยกันจากไป

“วันนี้ไม่มีขาหมูแล้วสินะ…” โจว ซูเจิน สอบถามไปทั่ว เมื่อเห็นว่าทุกคนไม่รู้เบาะแสของเถ้าแก่ร้านขาหมู ก็ทำได้เพียงมาแบมือให้ลูกสะใภ้ดู

ถิงถิง ก็ได้ยินเสียงพูดคุยของทุกคนนานแล้ว ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วปลอบใจแม่สามี

“คุณแม่คะ เถ้าแก่อาจจะมีธุระก็ได้ค่ะ เรากลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยมาดูใหม่ ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็รอพรุ่งนี้ก็ได้ค่ะยังมีโอกาสนะ”

ลูกค้าหลายคนอดท้องรอมาหลายชั่วโมง สุดท้ายก็เลยไปอุดหนุนพ่อค้าแม่ค้ารอบๆ แทน ร้านขายเจียนปิ่ง ร้านไส้กรอกย่าง ร้านข้าวโพดต้มกับไข่ใบชา ปากแทบจะฉีกถึงหู

ฮ่าๆ! โชคลาภหล่นทับชัดๆ! ขอบคุณพี่ชายคู่แข่งที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรอบ

เจ้าของร้านไส้กรอกย่างวันนี้เรียกได้ว่าทั้งทุกข์ทั้งสุขปะปนกันไป สุขก็คือขายไส้กรอกไปได้ร้อยกว่าไม้ ของในสต็อกขายหมดเกลี้ยง ไม่เคยรู้สึกสะใจขนาดนี้มาก่อน เขาอยากจะร้องเพลงฉลองหน้าร้านเสียจริงๆ ในที่สุดก็ได้รอเธอ~ โชคดีที่ฉันไม่ยอมแพ้~

แต่! วันนี้เขาไม่ได้กินขาหมู นี่มันทุกข์ทรมานมาก ตามแผนเดิมของเขา ทุกๆ การขายไส้กรอก 20 ไม้ เขาจะให้รางวัลตัวเองหนึ่งครั้ง ตอนนี้ คำนวณดูแล้วน่าจะต้องให้รางวัลห้าครั้งแล้วสิ!

ตัดสินใจแล้ว พรุ่งนี้ถ้าร้านขาหมูมา เขาก็จะหาคนมาช่วยรับจ้างซื้อเหมือนกัน

ตอนที่หลายคนจากไป ยังจงใจทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ที่คุณลุงยามอีกด้วย ถ้าตอนดึกๆ ร้านขาหมูมา ก็ให้เขาโทรแจ้งพวกเขา จะให้ค่าทิปด้วย คุณลุงยามได้ยินดังนั้น ก็รับปากอย่างยินดี

แน่นอนว่า คนกลุ่มนี้ไม่มีทางเดาได้เลยว่า ต่อไปนี้ ซูเฉิน จะไม่มาขายขาหมูอีกแล้ว

……………………………

ซูเฉิน ยืนอยู่หน้าประตูโรงเรียนอนุบาล ทรวดทรงสูงสง่า สะดุดตาคนที่ผ่านไปมา

“คุณพ่อคะ!” เสียงใสๆ ดังขึ้น ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งก็วิ่งออกมาอย่างร่าเริง

เมื่อเห็นดอกไม้สีแดงดอกเล็กๆ และพัดเคลือบเงาที่สวยงามในมือของ หนัวหนัว ในดวงตาของ ซูเฉิน ก็เจือรอยยิ้ม เขาย่อตัวลง แล้วรวบเธอเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน

“คุณพ่อคะ! ดูสิคะ พัดของหนูได้รางวัลด้วยนะ!” หนัวหนัว โบกพัดในมืออย่างตื่นเต้น ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

พื้นหลังของพัดเป็นสีเขียวอมฟ้าที่ไม่สม่ำเสมอ บนนั้นประดับด้วยลายทองคำเปลวทั้งเส้นหนาและเส้นบาง ดูบางเบาและมีชีวิตชีวา มีเสน่ห์ไปอีกแบบ

โอ้โห ลูกสาวฉันนี่มีหัวทางศิลปะ(1)อยู่เหมือนกันนะ!

ซูเฉิน ยิ้มพลางอุ้ม หนัวหนัว ลูกสาวตัวน้อยขึ้นมา แล้วหอมแก้มเล็กๆ ของเธอไปฟอดหนึ่ง

“เก่งที่สุดเลย คนเก่งของพ่อ!”

“เดี๋ยวพ่อให้รางวัลพิเศษเลย ในวันนี้คือโร่วเจียหมัวแสนอร่อยหนึ่งชิ้น!”

หนัวหนัว เอียงหัวเล็กๆ ของเธอถาม: “โร่วเจียหมัวเหรอคะ? แล้ววันนี้ไม่มีขาหมูเหรอคะ?”

กินข้าวที่โรงเรียนอนุบาลมาทั้งวัน ตอนนี้เธออยากกินขาหมูมากกว่าอะไรทั้งนั้น

ซูเฉิน ลูบหัวของลูกเบาๆ: “ไม่ต้องห่วง วันนี้เรากินโร่วเจียหมัวกัน แล้วพรุ่งนี้พ่อทำหม้อไฟขาหมูให้ ดีไหม?”

มีคนบอกว่าโรคฤดูหนาวให้รักษาร้อน ตอนเที่ยงที่นอนหลับอยู่ เขาไม่รู้เป็นอะไร จามติดต่อกันไปหลายครั้ง กินหม้อไฟขับไล่ความชื้นขับเหงื่อสักหน่อย อย่างไรก็ไม่ผิดพลาดแน่นอน

ต่อจากนั้นพ่อกับลูกหัวเราะด้วยกัน ท่ามกลางแสงเย็นอุ่นๆ

……………………………

(1)[มีหัวทางศิลปะ ในต้นฉบับใช้คำว่า ‘เชื้อโรคทางศิลปะ’ (艺术细菌) ครับ – เป็นคำสแลงที่ใช้เชิงหยอกล้อ หมายถึง คนที่มีพรสวรรค์หรือมีแววทางศิลปะ]

ตอนก่อน

จบบทที่ โชคลาภหล่นทับ ขอบคุณพี่ชายคู่แข่ง!

ตอนถัดไป