พวกแกโดดเรียนมาทำเรื่องแบบนี้เนี่ยนะ?
หลัวหาว ถือโร่วเจียหมัวผ้าขี้ริ้ววัวที่ทำได้เพียงแค่มองแต่ไม่สามารถลิ้มลองอย่างละเอียดได้ ในใจก็แอบครุ่นคิด เสวี่ยเอ๋อร์ ยังรอให้ตัวเองเอาโร่วเจียหมัวกลับไปให้อยู่นะ! ตัวเองปลอบเธอหน่อย เดี๋ยวค่อยกินด้วยกันชิ้นหนึ่ง ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร แต่เจ้าลูกบุญธรรมสองสามตัวที่หอพักล่ะจะทำยังไง?
หรือว่า... ตัวเองจะไปต่อคิวอีกรอบ?
เมื่อมองดูแถวยาวๆ ข้างๆ ในใจของ หลัวหาว ก็เกิดความลังเล ไม่รู้ว่าด้วยความเร็วขนาดนี้ จะยังถึงคิวตัวเองรึเปล่า
“โยม อาตมาขอไป๋หมัวสองชิ้น”
ขณะที่กำลังคิดอยู่ ก็พลันได้ยินเสียงหนึ่งดังมาจากหน้าร้านของ ซูเฉิน หลัวหาว มองไป เห็นเพียงพระสงฆ์สามรูปอยู่หน้าแถว
“หลวงพี่ครับ โร่วเจียหมัวของผมขายแยกไม่ได้ครับ ท่านสามารถหาคนมาหารได้ครับ”
พระหนุ่มที่มาซื้อหมัวครั้งแรก เห็นได้ชัดว่าไม่รู้ว่ายังมีกฎแบบนี้อีก ในหัวโล้นๆ เล็กๆ ของเขา มีความสงสัยอย่างยิ่ง
เฮ้ นี่มันโอกาสมาแล้วนี่นา!
ในใจของ หลัวหาว พลันเกิดความคิดขึ้นมา ก้าวพรวดเดียวก็พุ่งไปข้างหน้า
“หลวงพี่ทั้งสามครับ ผมขอหารกับพวกท่านแล้วกันครับ ไป๋หมัวพวกท่านเอาไปเลย ส่วนเนื้อวัวกับผ้าขี้ริ้ววัวห่อแยกให้ผม”
สิ้นเสียง พระหนุ่มสามรูปก็ยิ้มจนแก้มปริ แล้วรีบพนมมือโค้งคำนับขอบคุณทันที
เมื่อวาน ซูเฉิน ก็เคยขายแบบนี้แล้ว ย่อมไม่มีปัญหาอะไร เขาห่ออาหารหกชุดแยกกันอย่างคล่องแคล่ว พระสามรูปได้ไป๋หมัวไปคนละสองชิ้น หลัวหาว รับเนื้อวัวกับผ้าขี้ริ้ววัวหกชุดมา ดีใจจนปากแทบจะฉีกถึงหู
ถึงจะไม่ได้โร่วเจียหมัว แต่ได้เนื้อตุ๋นพะโล้กลับไป ก็พอจะมีอะไรไปอธิบายกับเจ้าลูกทรพีได้บ้าง!
นักชิมข้างหลังเห็นสถานการณ์แบบนี้ ก็รีบทำตามทันที ต่างพากันดึงพระสงฆ์ที่อยู่ข้างหน้าและข้างหลัง สายตาร้อนแรงจนแทบจะเผาคนได้
“หลวงพี่ครับ เรามาหารกันเถอะครับ!”
“อมิตาภพุทธ สาธุ สาธุ!”
…………………………
วันที่ห้า โร่วเจียหมัวเนื้อวัวตุ๋น, ผ้าขี้ริ้ววัว
วันที่หก โร่วเจียหมัวถงกวน
สองวันนี้ คนต่อคิวเยอะขึ้นเรื่อยๆ โร่วเจียหมัวหนึ่งร้อยชิ้นไม่เพียงพอต่อความต้องการเลย
พรุ่งนี้เป็นวันศุกร์ วันสุดท้ายของการตั้งร้านในสัปดาห์นี้ ซูเฉิน เตรียมจะเพิ่มรสชาติพิเศษอีกหนึ่งอย่างนั่นก็คือ …โร่วเจียหมัวกุ้งเครย์ฟิช
สองวันก่อน เขาบังเอิญเหลือบไปเห็นรสชาตินี้ในเมนูของระบบ ตอนแรกก็คิดจะทำกินวันนั้นเลย แต่พอคิดว่าการจัดการกับกุ้งเครย์ฟิชมันยุ่งยาก ก็เลยพักไว้ก่อน อย่างไรซะพรุ่งนี้ก็เป็นวันสุดท้ายแล้ว เขาก็อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป
หลังจากพักผ่อนมาทั้งบ่าย ซูเฉิน รับ หนัวหนัว กลับบ้าน แล้วเรียกกุ้งเครย์ฟิชออกมาจากระบบ กุ้งนี้มาจากกุ้งเครย์ฟิชป่าในทะเลสาบหงเจ๋อที่มีพื้นที่นับหมื่นไร่ กินพืชและสัตว์น้ำตามธรรมชาติเป็นอาหาร กุ้งเครย์ฟิชแต่ละตัวไม่เพียงแต่จะตัวใหญ่ยาว ท้องยังขาวสะอาด มันกุ้งก็หอมหวาน เนื้อนุ่มอร่อย
เมื่อเห็นของเกรดพรีเมียมกลุ่มนี้ คลานไปมาอย่างมีชีวิตชีวาอยู่ในอ่าง ซูเฉิน ก็อดไม่ได้ที่จะคันไม้คันมือ
แกะเปลือกกุ้งเครย์ฟิชสิบกว่าชั่งแล้วเอาเส้นดำออก แค่นี้ก็ใช้เวลาไปสี่ชั่วโมงกว่าแล้ว ปวดเอวชะมัด ดูท่าแผนการจ้างผู้จัดการส่วนตัวกับแม่บ้านคงต้องรีบดำเนินการแล้ว งานจิปาถะแบบนี้ให้พวกเขาทำ ตัวเองก็จะได้สบายขึ้นบ้าง
ซูเฉิน ขยับเส้นขยับสาย เตรียมจะให้รางวัลตัวเอง ทำกุ้งเครย์ฟิชผัดกระเทียมลองชิมดู นำกุ้งไปทอดในน้ำมันก่อน แบบนี้เนื้อกุ้งจะแน่นขึ้น กระเทียมไม่ต้องทุบ ใช้มีดสับเป็นชิ้นเล็กๆ ลดการไหลของน้ำกระเทียม เพื่อไม่ให้โดนความร้อนแล้วขมและฝาด
ตั้งกระทะใส่น้ำมัน ใส่พริกชี้ฟ้า ช่อจีน ขิง และกระเทียมสับครึ่งหนึ่งลงไปผัด กระเทียมสับในกระทะค่อยๆ ถูกผัดจนเป็นสีเหลืองทองอร่าม ส่งกลิ่นหอมของกระเทียมออกมา จากนั้นใส่กุ้งเครย์ฟิชลงไป ผัดสองสามที ก็แดงสดใสน่ากิน กลิ่นหอมสดของกุ้งผสมผสานกับกลิ่นหอมของกระเทียม สูดเข้าไปทีเดียววิญญาณก็ลอยไปถึงครึ่งฟ้าแล้ว
หนัวหนัว ที่กำลังดูทีวีอยู่ในห้องนั่งเล่น จมูกก็สูดฟุดฟิดไม่หยุด ว้าว หอมจังเลย! สองสามวันนี้เธอผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชนแล้ว ต่อกลิ่นเนื้อตุ๋นพะโล้ก็มีภูมิต้านทานได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ทนไม่ไหวจริงๆ กับการที่ ซูเฉิน เปลี่ยนรสชาติใหม่
เธอรีบวิ่งตึกๆๆๆ ไปที่ห้องครัว หน้าประตูห้องครัวกลิ่นหอมยิ่งเข้มข้นขึ้น กลิ่นเบียร์ผสมกับกุ้งเครย์ฟิชผัดกระเทียมโชยมาปะทะหน้า ดมแล้วยิ่งยั่วใจ
ซูเฉิน ปิดฝากระทะ เปลี่ยนเป็นไฟกลางค่อนไปทางอ่อนแล้วเคี่ยวต่อ หันกลับมา ถึงได้สังเกตเห็นร่างเล็กๆ ที่หน้าประตูห้องครัว
“คุณพ่อคะ~ น่าสงสารกุ้งจังเลย…” หนัวหนัว ชี้ไปที่หัวกุ้งเป็นกองๆ ในอ่าง ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความสงสาร แต่พอหันไปมองกุ้งเครย์ฟิชสีแดงสดในกระทะก็ดันกลืนน้ำลาย
“…น่าสงสารก็จริง แต่ก็น่าอร่อยด้วย…”
…………………………
เช้าวันรุ่งขึ้น เวลาเจ็ดโมงครึ่ง มหาวิทยาลัยหนานเฉิง ห้องพักอาจารย์
“อาจารย์เจิ้งคะ นี่คือใบลงชื่อของเมื่อวานค่ะ”
ขณะที่พูด อาจารย์ที่ปรึกษา เจิ้งเวย ก็รับตารางมาจากมือของอาจารย์หวัง สายตากวาดมองอย่างรวดเร็ว
“เอ๊ะ อะไรเนี่ย! หลัวหาว เฉียนหนิง... นักศึกษาสี่คนไม่ได้มาเรียนอีกแล้วเหรอ?”
พวกเขาโดดเรียนตอนเช้ามาหลายวันติดต่อกันแล้ว อีกอย่าง สี่คนนี้ยังอยู่หอพักเดียวกันอีกด้วย พอศาสตราจารย์หวังเดินทางไปยังอาคารเรียน อาจารย์ที่ปรึกษา เจิ้งเวย ก็เดินตามไปติดๆ เธอขอดูหน่อยสิว่า วันนี้เจ้าพวกนี้จะยังไม่มาอีกรึเปล่า
สิบกว่านาทีต่อมา เจิ้งเวย ก็มาถึงหอพักเขตใต้ด้วยใบหน้าที่มืดครึ้ม
ในตอนนี้ หอพักเขตใต้ ห้อง 508
“เฮ้ พี่หาว รีบไปเร็วเถอะ เดี๋ยวเถ้าแก่ก็ขายหมัวหมดก่อนพอดี!”
“เชี่ยเอ๊ย แต่เมื่อกี้อาจารย์ก็เรียกเช็กชื่อ แถมอาจารย์ที่ปรึกษาเราก็อยู่ด้วย ไม่มีใครช่วยตอบชื่อแทนได้แล้วนะ!”
“หา! แล้วไงช่างมันสิ ชื่อโดนจดไปแล้ว จะไปเรียนก็ไม่มีประโยชน์แล้วว่ะ ไปต่อแถวซื้อหมัวกันดีกว่า!”
สองสามคนปรึกษากันอยู่ครู่หนึ่ง ความคิดเห็นเป็นเอกฉันท์อย่างยิ่ง รีบออกจากหอไปต่อคิว ช้าไปเดี๋ยวก็หมด
พวกเขารีบสแกนจักรยานสาธารณะ แล้วก็กระโดดขึ้นขี่ออกไปทันที
เจิ้งเวย เดินมาถึงพอดี เห็นแผ่นหลังที่ห่างออกไปของทั้งสี่คน ความอยากรู้ก็พลันเกิดขึ้น …เจ้าเด็กพวกนี้ แต่เช้าตรู่ จะไปทำอะไรกัน? ก่อนหน้านี้ยังนึกว่าพวกเขาตื่นไม่ไหว เลยโดดเรียน ตอนนี้ดูท่าแล้ว ข้างในนี้มีเรื่องไม่ชอบมาพากลแน่
เจิ้งเวย ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก สแกนจักรยานคันหนึ่งแล้วตามไปทันที
สิบกว่านาทีต่อมา หลัวหาว กับเพื่อนร่วมห้องสามคนมาถึงที่เดิม จอดรถแล้วก็วิ่งไปยังทิศทางของวัดฝูเจ๋อ เจิ้งเวย ก็ตามไปตลอดทาง
ในฐานะคนเมืองหนานเฉิง เธอย่อมรู้จักสถานที่อย่างวัดฝูเจ๋ออยู่แล้ว ตอนที่เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัย พ่อแม่ก็มาไหว้พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ที่นี่ แต่ว่า… หลัวหาว กับพวกมาทำอะไรกันที่นี่? ขอพรเรื่องความรัก? ขอให้ร่ำรวย? หรือขอให้สอบไม่ตก?
…คิดไม่ออก คิดไม่ออกเลยจริงๆ
เมื่อเห็นทั้งสี่คนมาถึงหน้าประตูวัด หันหลังแล้วก็วิ่งไปยังท้ายแถวของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง เจิ้งเวย ก็ถึงกับตะลึงไปเลย…
ตกลงว่าตอนนี้มันสถานการณ์อะไรกันเนี่ย?
ขณะที่กำลังงงอยู่ รถขายอาหารคันหนึ่งก็ค่อยๆ ขับเข้ามา ทุกคนต่างพากันโห่ร้องยินดี
เจิ้งเวย ถึงได้ตาสว่างในทันที ไม่ใช่เหรอ? ที่แท้ที่รีบร้อนกันขนาดนี้ ก็มาเพื่อของกินเนี่ยนะ!
แต่แผงลอยข้างนอกล้วนแต่เป็นเนื้อซอมบี้ เศษเนื้อ แถมยังไม่ถูกสุขอนามัยอีก …จะไปมีอะไรอร่อยได้อย่างไร?
เจิ้งเวย ก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว เตรียมจะพานักเรียนของเธอกลับไปที่มหาวิทยาลัย ไม่เคยคิดเลยว่า พระสงฆ์ในชุดจีวรก็มาต่อคิวอยู่ท้ายแถวด้วย
…ห๊ะ? อะไรนะ? พระก็ยังต่อแถว? เดี๋ยวๆ ฉันก็ไม่ได้ตาบอดนะ! ชั่วขณะหนึ่ง เจิ้งเวย ก็ยืนตะลึงอยู่กับที่ไปอีกครั้ง
จากนั้น ที่หน้าประตูวัดก็มีพระสงฆ์อีกสองสามรูปโผล่ออกมาต่อคิว…
???
ไม่มีใครรู้เลยว่า ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที โลกทัศน์ของ เจิ้งเวย จะถูกกระทบกระเทือนไปอย่างไรบ้าง! โร่วเจียหมัวอะไรกัน ถึงขนาดพระสงฆ์จริงๆ ยังห้ามใจไม่อยู่?!