โรงพยาบาลริดสีดวงทวารขายไส้ใหญ่เหรอ?
เมื่อนักชิมสองสามคนที่ซื้อไม่ทันเห็นว่า ซูเฉิน กำลังจะไป ก็ถึงกับหน้าตาตื่น สองมือเหมือนหนวดปลาหมึก เกาะรถขายอาหารของเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
มุมปากของ ซูเฉิน กระตุกเล็กน้อย แต่ก็ไม่ปล่อยให้พวกเขาทำตามใจชอบ เหยียบคันเร่งอย่างเด็ดขาด รถขายอาหารก็ ‘ฟิ้ว’ วิ่งหนีหายไปในพริบตา
เพราะตัวเองเพิ่งจะบอกไปว่าต่อไปจะไม่ทำแล้ว นักชิมจะบ้าคลั่งขนาดนี้ก็ดูเหมือนจะเข้าใจได้ แล้วตัวเองจะอยู่ให้คนตื๊อทำไม
เมื่อ ซูเฉิน จากไปแล้ว ทุกคนก็ได้แต่กระจายตัวกลับไปด้วยความเสียดาย
คุณป้าที่ขายซาลาเปาอยู่ร้านข้างๆ เห็นฝูงชนเดินผ่านหน้าร้านของเธอ ก็รีบตะโกนสุดเสียง:
“ซาลาเปาจ้า ซาลาเปาไส้หมูสด ไส้หมูซีอิ๊วก็มีนะจ๊ะ”
ทุกคนต่างกวาดตามองไป สีหน้าเหมือนกันหมดคือ: มุมปากที่เบะลง สายตาที่เหลือบมอง เสียงเหอะเบาๆ อย่างดูแคลน... ไม่มีใครพูดอะไรเลย แต่ความเงียบนี้กลับดังจนหูแทบหนวก
คุณป้าที่ขายซาลาเปาสองมือเท้าสะเอว โกรธจนแทบคลั่ง แปลกจริงๆ! โร่วเจียหมัว กับซาลาเปามันต่างกันตรงไหน? ไม่ใช่ว่าก็เป็นแป้งก้อนๆ ห่อเนื้อไว้หน่อยเหมือนกันเหรอ ทำไมถึงได้เลือกปฏิบัติกันแบบนี้หะ?! หรือว่า พรุ่งนี้ฉันก็มาขายโร่วเจียหมัวบ้างดีกว่า
ยังไงจากการสังเกตมาหลายวัน เจ้าของร้านโร่วเจียหมัวก็ขายแค่ครึ่งวันเช้าเท่านั้น นี่ก็หมายความว่าตอนบ่ายคือเวทีของฉัน ถึงคราวที่ยายแก่อย่างฉันจะกอบโกยเงินแล้ว!
…………………………
อีกด้านหนึ่ง มหาวิทยาลัยหนานเฉิง ในสวนเล็กๆ หลัวหาว แยกกับเพื่อนร่วมห้องสามคน มาที่นี่ตามนัด
ไม่กี่นาทีต่อมา
“อื้มม…อร่อย…อร่อยมากเลย” ปากของ หวังเสวี่ย ขยับไปมา แก้มทั้งสองข้างก็พองขยับขึ้นลงตามจังหวะการเคี้ยว
หลังจากกินโร่วเจียหมัวคำนี้หมดแล้ว เธอก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีดำขลับเป็นประกายมองหน้าแฟนหนุ่ม
“อยากได้อีก… ที่รัก ฉันอยากกินอีก” ดวงตาทั้งสองข้างของเธอชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำใสๆ พูดจาอ่อนหวานออดอ้อน
เจ้าแมวน้อยจอมตะกละ... ลำคอของ หลัวหาว พลันตีบตัน ในใจร้อนรุ่มขึ้นมา ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“อีกเหรอ ที่รัก… อยากได้อะไรอีกล่ะ?”
“อยากกินกุ้งเครย์ฟิชอีก”
“ได้เลย ที่รัก วันนี้จะเลี้ยงให้เธออิ่มแปล้จนพุงกางไปเลย”
หลัวหาว อุ้ม หวังเสวี่ย ขึ้นมานั่งบนตัก มือโอบเอวบางของเธอไว้แน่น
“ขอบคุณค่ะที่รัก…”
หลัวหาว มองดู หวังเสวี่ย ที่ซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขาอย่างว่าง่าย เหมือนกับลูกแมวน้อยที่รอให้เจ้าของป้อนอาหาร อดไม่ได้ที่จะอยากจะหยอกล้อสักหน่อย
“ขอบคุณ แค่พูดปากเปล่าไม่พอหรอกนะ ไม่คิดทำอะไรจริงๆ บ้างเหรอ?”
หวังเสวี่ย ได้ยินดังนั้น ก็กอดคอของเขา มุมปากปรากฏรอยยิ้ม หลับตาลงแล้วค่อยๆ เข้าไปใกล้ สัมผัสที่อบอุ่นส่งผ่านมา ชาซ่านไปทั่ว กรอบยิ่งกว่าไป๋จี๋หมัว ชายิ่งกว่าพริกไทยเสฉวนเขียวเสียอีก
“แค่นี้เอง?” หลัวหาว ทำหน้าผิดหวัง แล้วพูดต่อ
หวังเสวี่ย เลยกลอกตาใส่มองดู หลัวหาว แล้วหลับตาเข้าใกล้แก้มอีกข้างของเขา ใครจะไปรู้ว่าในจังหวะนั้น หลัวหาว หันหน้ากลับมาจุ๊บเต็มปาก กลิ่นกุ้งเครย์ฟิช อื้ม~ หอมดีแฮะ! พรุ่งนี้ไปซื้ออีก!
บรรดาคนโสดที่เดินผ่านไปมาข้างๆ สองสามคน เห็นคู่รักหวานชื่นกันขนาดนี้ถึงกับกัดฟันกรอด ในใจก็รู้สึกบอกไม่ถูก …จะไปก็ไม่ใช่ จะอยู่ก็ไม่ได้
“โธ่เอ๊ย โดนโชว์หวานใส่ กูแม่มฟันจะผุหมดแล้วเนี่ย!”
“เหอะ! อย่ามาหลอกให้หาคู่เลย ฉันขอสนุกกับความโสดดีกว่า”
“ไอ้บ้าเอ๊ย! กูนี่แม่งอยากจับไอ้สองตัวนี้ แยกฝังกัน คนหนึ่งฝังประตูทิศใต้ อีกคนฝังประตูทิศเหนือมหาลัยแม่ม!”
“ใช่! แล้วเอาซีเมนต์ถมเททับลงไปสองตันด้วย!”
ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยหนานเฉิง หอพักเขตใต้ ห้อง 508
เพื่อนร่วมห้องอีกสี่คนก็กำลังกินโร่วเจียหมัวกุ้งเครย์ฟิชอย่างฟินไม่แพ้กัน
“ของจริงวะ! พรุ่งนี้ต้องซื้ออีกแน่!”
“เฮ้อ… แต่สงสาร หลัวหาว ว่ะ ได้กินไม่ครบสองอันเหมือนพวกเรา ฮ่าๆ ผู้หญิงนี่นะ มีแต่จะมาขัดขวางความเร็วในการกินหมัวของข้า!”
…………………………
[ติ๊ง ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ทำภารกิจตั้งร้านหนึ่งสัปดาห์สำเร็จ ได้รับรางวัลเป็นรถยนต์ Aito M9 หนึ่งคัน รถได้จอดไว้ที่ลานจอดรถวิลล่าของโฮสต์แล้ว]
[เอกสารที่เกี่ยวข้อง ประกันได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ได้จัดส่งไปยังลิ้นชักในห้องนอนใหญ่เรียบร้อยแล้ว ขอให้โฮสต์โปรดตรวจสอบ!]
ซูเฉิน ที่กำลังนอนนวดอยู่บนเก้าอี้นวด เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนระบบก็ลุกพรวดด้วยตาเป็นประกายทันที
ตอนที่โรงเรียนอนุบาลเลิกเรียนคนจะเยอะมาก ทุกครั้งที่ขับรถขายอาหารไป ก็ไม่สะดวกอย่างยิ่ง ถึงขนาดมีครั้งหนึ่งโดนผู้ปกครองคนหนึ่งได้กลิ่นพะโล้ที่ลอยออกมา แล้วถามว่ายังมีขาหมูขายไหม
ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าวันหลังจะไปซื้อรถสักคัน ใครจะไปรู้ว่าพี่ระบบจะใส่ใจขนาดนี้ อย่างไรรถก็จอดอยู่ที่โรงรถแล้ว ซูเฉิน ลุกขึ้นจากเก้าอี้นวด เปิดลิ้นชักในห้องนอนใหญ่ หยิบกุญแจรถแล้วตรงไปยังชั้นล่างทันที
ชั้นล่างของวิลล่ามีที่จอดรถให้สามช่อง ข้างๆ รถขายอาหารที่จอดอยู่ปกตินั้น ก็มีรถ SUV ขนาดใหญ่สีดำคันหนึ่งจอดอยู่อย่างเงียบๆ ดูภูมิฐานและสง่างาม แท่นชาร์จบนผนังก็สามารถใช้งานได้โดยตรง สะดวกมาก
ดีมาก! ชอบสุดๆ!
ตอนนี้ ซูเฉิน ก็หวังเพียงว่าพอเที่ยงคืนรีเฟรชภารกิจสัปดาห์หน้าแล้ว อย่าให้มันพิสดารเกินไปนักเลย สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า ตั้งร้านทุกวัน ไม่ยุ่งกับการทำขาหมูจนได้นอนตอนเที่ยงคืน ก็ทำโร่วเจียหมัวจนต้องตื่นตอนเที่ยงคืน ตารางชีวิตแบบผีๆ โดยสิ้นเชิง! ชีวิตแบบนี้ ทาสบริษัทยังไม่น่าเศร้าขนาดนี้เลย เขาก็อยากจะใช้ชีวิตสบายๆ บ้างแล้ว
………………………………
ตอนกลางคืน ซูเฉิน นอนเล่นเกมอยู่บนเตียง ไม่คิดเลยว่าจะดวงซวยหน่อย แพ้ติดต่อกันไปห้าตา เขาโมโหขึ้นมา เล่นต่อไปจนถึงตีสอง ในที่สุดก็พลิกกลับมาชนะได้ตาหนึ่ง แต่เวลานี้แล้ว ภารกิจใหม่กลับไม่มีวี่แววอะไรเลย
ซูเฉิน ทนไม่ไหวจริงๆ ล้มตัวลงนอนหลับไป พอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เก้าโมงเช้าแล้ว
ภารกิจระบบรีเฟรชแล้ว
[ภารกิจตั้งร้านครั้งนี้: วันจันทร์หน้าถึงวันอาทิตย์ ทุกวันเวลา 22.00 น. ขายไส้ใหญ่ผัดพริก 200 ชุด]
พอมองดูสถานที่ตั้งร้านอีกที ซูเฉิน แทบจะพ่นน้ำที่เพิ่งดื่มเข้าไปออกมา
[สถานที่ตั้งร้านครั้งนี้: โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนักประจำเมือง]
ก่อนหน้านี้เขาเคยผ่านโรงพยาบาลนี้ ยังพอจะจำได้อยู่บ้าง ที่นั่นคนก็สัญจรไปมาพอสมควร เพราะสมัยนี้ ทุกคนไม่นั่งทำงานในออฟฟิศนานๆ ก็ห้ามปากตัวเองไม่ได้ ชอบกินของที่เผ็ดร้อน พอเป็นแบบนี้ โรคเกี่ยวกับทวารหนักและลำไส้ใหญ่ก็มาเยือนได้ง่ายๆ
เพียงแต่! สี่ทุ่มไปขายไส้ใหญ่ผัดพริกที่หน้าประตูโรงพยาบาลริดสีดวงทวาร? เอาจริงดิ? ระบบนี่ชักจะขี้เล่นขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ
สิ่งที่น่าฉลองก็คือ! ท่านระบบผู้ยิ่งใหญ่ครั้งนี้ยังให้วันหยุดตั้งสองวัน ในที่สุดก็ทำตัวเหมือนคนเป็นสักที!
เช้าวันเสาร์ ซูเฉิน พา หนัวหนัว ไปสวนสัตว์ เจ้าตัวเล็กนั่งอยู่บนบ่าของเขา มองไปรอบๆ ทั้งที่บินบนฟ้า ที่คลานบนดิน ที่ว่ายในน้ำก็ดูจนหมด ได้ลูบอัลปาก้า ป้อนยีราฟ ขี่ช้างน้อย... สุดท้ายเจ้าเด็กนี่ดันยังอยากกินไผ่ในปากของแพนด้ายักษ์อีกด้วย
ในขณะเดียวกัน ที่หน้าประตูวัดฝูเจ๋อ ทุกคนต่างก็รอแล้วรอเล่า รอจนถึงสิบโมงครึ่ง แถวที่เคยเป็นระเบียบก็วุ่นวายไปหมดแล้ว
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่หน้าแถวดูเวลาไม่หยุด ปากก็บ่นพึมพำ
“เอ๊ะ ทำไมเถ้าแก่ยังไม่มาอีก! ปกติก็แปดโมงทุกวันไม่ใช่เหรอ? นี่ก็รอนานขนาดไหนแล้วนะ”
“หรือจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น?!”
“เถ้าแก่บอกเองว่าวันนี้ไม่มีรสกุ้งเครย์ฟิชเฉยๆ ไม่ใช่เหรอ?”
“เถ้าแก่ได้บอกไหมว่าวันนี้ไม่มา?”
“ไม่ได้บอกนะ! แค่บอกว่าวันนี้ไม่มีรสกุ้งเครย์ฟิช…”
ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กัน แล้วทันใดนั้น ในฝูงชนมีคนตบหน้าขาตัวเองดังเผียะ แล้วร้องตะโกนขึ้นมา
“โธ่เอ๊ย! เราเข้าใจผิดแล้ว! เมื่อวานเถ้าแก่หมายถึง ไม่ใช่ไม่มีรสกุ้งเครย์ฟิช แต่คือ ไม่มาขายอีกแล้วต่างหาก!”
ทุกคน: ……