แสงจันทร์นวลกระจ่างก็ยังคงเป็นแสงจันทร์นวลกระจ่าง!
ที่หน้าประตูวัดฝูเจ๋อ ทุกคนยืนงงเป็นไก่ตาแตก
“อะไรนะ? ไม่ขายแล้วเหรอ? ถ้าเถ้าแก่ไม่มาตั้งแผง ต่อไปฉันจะกินอะไรล่ะ?”
“แย่แล้วๆ บ้านฉันเพิ่งติดโร่วเจียหมัวเข้าเต็มๆ วันนี้ถ้าซื้อไม่ได้ ฉันคงไม่กล้าเข้าบ้านแน่ๆ”
“เฮ้อ ช่างมันๆ กลับกันเถอะ รอเก้อซะแล้ว”
หลังจากรอไปอีกครึ่งชั่วโมง ทุกคนก็เริ่มจะนั่งไม่ติดแล้ว หลายคนตั้งใจงดข้าวเช้าเพื่อจะมากินโร่วเจียหมัวโดยเฉพาะ พออดแบบนี้ก็เสียดายสุดๆ แต่เมื่อเถ้าแก่ไม่มา ยืนรอต่อก็เปล่าประโยชน์
ไม่นาน ทุกคนก็ยอมรับความจริง เดินคอตกแยกย้ายกันกลับบ้านไปด้วยความผิดหวัง
ณ ที่นี้ควรจะมีเพลงประกอบ: ‘เกล็ดหิมะปลิดปลิว ลมเหนือหวีดหวิว…’(1)
แต่ก็ยังมีนักศึกษาหัวแข็งบางคนที่ไม่ยอมแพ้ นั่งยองๆ รออยู่ที่หน้าประตูวัด
สองชั่วโมงต่อมา หลัวหาวและเพื่อนๆ ที่ทั้งเหนื่อยทั้งหิว ก็นั่งยองๆ อยู่บนบันไดข้างวัด แทบจะสิ้นสติอยู่กลางสายลม สองสามคนดื่มน้ำเข้าไปอีกอึกใหญ่ พยายามจะปลอบประโลมความว่างเปล่าในท้อง
“โร่วเจียหมัว โร่วเจียหมัว! โร่วเจียหมัวหอมๆ จ้า”
ทันใดนั้น ก็มีเสียงตะโกนเรียกลูกค้าดังขึ้น สองสามคนดวงตาเป็นประกายในทันที รีบดีดตัวลุกขึ้นจากบันไดอย่างตื่นเต้น
“เถ้าแก่มาแล้วเหรอ? เร็วเข้า เร็วเข้า! ถ้าช้าอดกินแน่!”
แต่พอมองไป…
“เอ๊ะ? เดี๋ยวนะ นั่นมันป้าที่ขายซาลาเปาคนนั้นนี่นา?”
“ทำไมถึงเปลี่ยนมาขายโร่วเจียหมัวล่ะ?”
รอยยิ้มของสองสามคนก็พลันแข็งค้างไป คุณป้ามองดูพวกเขาที่เบิกตากว้างใสซื่อและโง่เขลา มองหน้ากันไปมา ก็รีบเอ่ยปากพูด:
“โร่วเจียหมัวทำมือสดใหม่เพิ่งทำเสร็จเลยจ้ะ สิบหยวนต่อชิ้น ถูกและคุ้มค่า พ่อหนุ่มทั้งหลาย มาลองชิมสักหน่อยสิ...”
“นี่จ้ะ ไส้หมูพะโล้หอมๆ รับรองอร่อยเด็ด…”
คุณป้ากระตือรือร้นขนาดนี้ หลัวหาว และพวกผู้ซื่อบริสุทธิ์พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะปฏิเสธ ยังไงก็ไม่แพง โร่วเจียหมัวของเถ้าแก่กินไม่ได้ งั้นก็เอาตัวแทนไปแล้วกัน!
คุณป้าเห็นว่ามีหวัง ก็รีบห่อหมัวแล้วยื่นส่งไป
“4 ชิ้น รวมเป็น 40 หยวน สแกนตรงนี้เลย!”
เห็นพวกเด็กๆ ยอมจ่ายอย่างว่าง่าย ในใจของคุณป้าก็เกิดความภาคภูมิใจขึ้นมา ทำธุรกิจน่ะ มันจะไปยากอะไร เล็งกลุ่มเป้าหมายให้ถูกก็พอแล้ว! โร่วเจียหมัวขายดีกว่าซาลาเปาจริงๆ ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์ไปไกลถึงตลาดค้าส่งเพื่อซื้อของแช่แข็งล็อตนี้มา ถ้ารู้แต่แรกแบบนี้ แล้วจะมีเรื่องอะไรของเจ้าของร้านหนุ่มคนนั้นอีกล่ะ!
หลัวหาวและเพื่อนๆ ถือโร่วเจียหมัวเดินไปข้างๆ โร่วเจียหมัวชิ้นนี้ปริมาณเบากว่าที่กินเมื่อวานไม่น้อย แต่ราคาก็อยู่ตรงนี้ พอจะรับได้อยู่
กัดเข้าไปคำหนึ่ง ไม่มีรสสัมผัสของการอบอย่างที่จินตนาการไว้เลย กลับเหมือนกับตากลมธรรมชาติ ไม่กรอบแถมยังชื้นเล็กน้อย ที่สำคัญคือ ในปากมีแต่แป้งขาวๆ ไม่เพียงแต่คำแรก คำที่สองยังกัดไม่เจอเนื้อ พอคำที่สามอุตส่าห์เลียโดนเนื้อแล้วนะ ก็ยังเป็นแค่ชั้นบางๆ รสชาติของไส้ในก็ธรรมดา ถึงขนาดน่าขยะแขยงเล็กน้อย รสชาติโดยรวมแย่มากจริงๆ…
หลัวหาว ถึงกับฝืนกินไม่ลง เหลือบมองพวกลูกบุญธรรมของตัวเอง อดไม่ได้ที่จะเริ่มบ่น
“นี่มันอะไรกันวะ คิดว่าโร่วเจียหมัว ที่แท้ก็มีแต่แป้ง!”
“ใช่ดิ! ถ้าเอาหมูตัวนึงมาให้ป้าคนนี้ทำโร่วเจียหมัว คงขายได้ทั้งปีแน่ๆ”
“ฝันไปเถอะหมูที่ไหน ฉันกัดปุ๊บก็รู้เลยว่าเนื้อแช่แข็งสำเร็จรูป ไม่แน่อาจมีหนูเจอรี่ปนอยู่ด้วยซ้ำ!”
สองสามคนต่างพากันโอดครวญ พวกเขาเคยทนต่อความมืดมิดได้ หากไม่เคยได้เห็นแสงสว่าง แต่ตอนนี้ เมื่อนึกถึงโร่วเจียหมัวที่ ซูเฉิน ทำ ก็จะยิ่งทำให้ในใจของพวกเขาร้างรามากขึ้นไปอีก
แสงจันทร์นวลกระจ่างก็ยังคงเป็นแสงจันทร์นวลกระจ่าง(2) ต่อให้มีตัวแทนอีกมากมาย เขาคนนั้น ก็ยังคงไม่ใช่เขาคนนั้นอยู่ดี!
……………………….
ทางด้าน ซูเฉิน กลับเต็มไปด้วยความสุข หลังจากออกมาจากสวนสัตว์แล้ว ทั้งสองคนก็ไปที่พิพิธภัณฑ์ด้วยกัน หลังจากชมโบราณวัตถุ ฟอสซิล ตัวอย่างพืชและสัตว์ต่างๆ เสร็จแล้ว สองพ่อลูกก็ไปดูหนังการ์ตูนเรื่อง ‘Boonie Bears: Guardian Code’ ด้วยกัน
หลังหนังจบ ลงมาถึงที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน หนูน้อย หนัวหนัว นอนแผ่ซบอยู่บนหลังของ ซูเฉิน แขนเล็กๆ ก็กอดคอเขาไว้หลวมๆ หลับคาไหล่อย่างอ่อนแรง เห็นได้ชัดว่า เหนื่อยมากแล้ว…
ซูเฉิน เอียงศีรษะเล็กน้อย ถามอย่างอ่อนโยน
“หนัวหนัว วันนี้สนุกไหมลูก?”
“สนุกค่ะ~ อยู่กับคุณพ่อก็สนุกแล้วค่ะ~”
เมื่อได้ยินเสียงของเจ้าตัวเล็กเจือไปด้วยความง่วงงุน แต่ก็เต็มไปด้วยความสุข ซูเฉิน ก็ยิ้มอย่างเอ็นดู ตบก้นเล็กๆ ของ หนัวหนัว เบาๆ แล้วเร่งฝีเท้าเดินไปยังทิศทางของรถ
…………………………
วันรุ่งขึ้น หนัวหนัว เหมือนกับเจ้าขี้เซาไม่อยากจะออกจากบ้าน ซูเฉิน ก็เลยเล่นต่อเลโก้เป็นเพื่อนเธออยู่ที่บ้าน ขณะที่กำลังเล่นอย่างมีความสุขอยู่ โทรศัพท์ของฝ่ายจัดการหมู่บ้านก็โทรเข้ามา เป็นเรื่องการนัดเวลาสัมภาษณ์ผู้จัดการและแม่บ้าน ซูเฉิน ก็เลยได้นัดไว้เป็นช่วงบ่ายโดยตรง
พอถึงเวลานัด เจ้าหน้าที่ก็พาผู้สมัครมาถึงหน้าประตูบ้าน มีผู้สมัครผู้จัดการสามคนและผู้สมัครแม่บ้านหกคน ซูเฉิน มองดูประวัติย่อกองหนึ่งในมือ แล้วให้พวกเขาแนะนำตัวเองทีละคน
วิลล่าสามชั้นนอกจากจะพื้นที่ใหญ่ไปหน่อย สภาพอื่นๆ ก็ไม่ซับซ้อน แม่บ้านสองคนก็น่าจะเพียงพอ แต่เพราะอาจจะต้องรับส่ง หนัวหนัว ทางที่ดีที่สุดคือต้องขับรถเป็น…
ในที่สุด ซูเฉิน ก็เลือกคุณป้าอายุห้าสิบกว่าปีสองคน คุณป้าสองท่านนี้ดูซื่อสัตย์จริงใจ ทำอาหารพื้นบ้านได้เล็กน้อย ขับรถก็ไม่มีปัญหา ตรงตามความต้องการของเขาพอดี
ต่อมา คือผู้สมัครผู้จัดการสามคน ชายหนึ่งหญิงสอง แต่ละคนมีจุดเด่นของตัวเอง ผู้สมัครหญิงคนหนึ่งเห็นได้ชัดว่าแต่งตัวมาอย่างดี แต่ก็ไม่เสแสร้ง เธออายุ 35 ปี จบปริญญาตรีเอกภาษาอังกฤษ มีใบรับรองพยาบาล ใบรับรองนักโภชนาการ และใบรับรองบัญชีระดับกลาง
ผู้สมัครหญิงคนที่สองอายุ 39 ปี พูดจาตรงไปตรงมามาก บอกว่าตัวเองมีไหวพริบมาก เจ้านายยื่นเท้าออกมา ก็จะสวมรองเท้าให้ กลับบ้านมาสะบัดไหล่ ก็จะถอดเสื้อคลุมให้ บรรพบุรุษสามรุ่นล้วนเป็นคนซื่อสัตย์ อืมม… เครดิตดีมาก
ซูเฉิน ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับผู้สมัครชายคนสุดท้าย เขาอายุ 47 ปี ตอนหนุ่มๆ เคยเป็นคนสวน, พ่อครัว, คนขับรถ สุดท้ายก็เป็นผู้จัดการมาเกือบสิบปี ประสบการณ์โชกโชนมาก
ซูเฉิน พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง เขาเลือกผู้จัดการก็เพื่อความสะดวก เป็นผู้ชายเหมือนกัน จะสะดวกกว่ากันเยอะ อีกอย่าง หนัวหนัว ก็ค่อนข้างจะพึ่งพาตัวเองได้ นอกจากรับส่งแล้วก็ไม่ต้องดูแลอะไรมาก ดังนั้นจึงเลือกคนสุดท้ายโดยตรง
ผู้จัดการนิติบุคคลหมู่บ้านเห็นว่าเลือกคนได้แล้ว ก็พาคนที่เหลือจากไป ทั้งสามคนนี้ล้วนเป็นแบบไปกลับ เนื้องานง่ายมาก ซูเฉิน ก็ไม่ได้มีกฎระเบียบอะไรมากมาย ระดับเงินเดือนก็ตามราคาตลาด ทั้งสามคนย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว
พวกเขาล้วนเป็นคนฉลาด รู้ดีว่าบ้านที่ไม่มีนายหญิงก็ไม่มีเรื่องปวดหัวอะไรมากมาย นอกจากมีเด็กผู้หญิงตัวน้อยที่น่ารักคนหนึ่ง ดูแล้วก็เชื่อฟังดี
“ลูกสาวของผม หนัวหนัว ปีนี้ห้าขขวบ เรียนอยู่ชั้นอนุบาลสามที่โรงเรียนอนุบาลสี่ฤดูดอกไม้บาน บางครั้งผมไม่ว่าง ลุงติงก็ช่วยจัดการรับส่งหน่อยนะครับ”
“นอกจากทำความสะอาดวิลล่าในแต่ละวันกับการตัดแต่งสวนแล้ว พวกคุณยังต้องช่วยผมเตรียมวัตถุดิบสำหรับตั้งร้านด้วย”
“ตอนนี้พวกคุณเข้าไปดูในวิลล่าก่อน ทำความคุ้นเคยหน่อย พรุ่งนี้ก็เริ่มงานจริงได้เลยครับ”
ติง จิ้งซาน กับแม่บ้านสองคนซื่อสัตย์ พูดน้อย ฟังคำสั่งเสร็จ ก็ออกไปโดยตรง พวกเขารู้สึกเพียงว่าเจ้านายคนนี้ดูติดดินมาก รวยขนาดนี้แล้ว ยังจะไปตั้งแผงลอยอีก แต่ว่า… ถึงอย่างไรก็เป็นคนที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างมืออาชีพ ทำงานให้ดีก็พอแล้ว ไม่มีใครไปสอดรู้สอดเห็นเรื่องของบ้านนายจ้างหรอก อีกอย่าง แค่ความชอบเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ ในกลุ่มแชทแลกเปลี่ยนประสบการณ์แม่บ้าน แทบจะไม่น่าพูดถึงเลยด้วยซ้ำ
…………………………
(1)[เกล็ดหิมะปลิดปลิว ลมเหนือหวีดหวิว (雪花飘飘,北风萧萧) – เป็นท่อนเปิดของเพลงคลาสสิกชื่อ ‘อีเจี่ยนเหมย’ (一剪梅) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ท่อนนี้ได้กลายเป็นมีม (meme) ที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยมักถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ที่เศร้า สิ้นหวัง หรือน่าขบขันอย่างยิ่งยวด]
(2)[แสงจันทร์นวลกระจ่าง (白月光) – เป็นคำเปรียบเปรยที่โด่งดังในวัฒนธรรมสมัยใหม่ของจีน มีที่มาจากนวนิยายของ จาง ไอหลิง ใช้หมายถึงคนรักในอดีตที่ยังคงตราตรึงอยู่ในใจ เป็นภาพลักษณ์ที่สวยงาม บริสุทธิ์ และไม่สามารถมีใครมาแทนที่ได้ เหมือนกับแสงจันทร์ที่งดงามแต่ไม่อาจครอบครอง ในที่นี้ใช้เปรียบเปรยกับรสชาติของโร่วเจียหมัวของ ซูเฉิน ที่เป็น ‘หนึ่งเดียวในใจ’ ไม่สามารถหาอะไรมาทดแทนได้ครับ]
[ผู้แปล: ขอแจ้งเรื่อง ผู้จัดการ กลัวผู้อ่านสับสน ‘ติง จิ้งซาน’ ที่ ซูเฉิน เลือกมาเป็นผู้จัดการหรือคือ ผู้จัดการบ้าน (家庭经理, Household Manager) นะครับ ไม่ใช่ ‘พ่อบ้าน (管家, Butler)’ ซึ่งจะมีความหมายที่กว้างกว่าแค่ ‘พ่อบ้าน’ ทั่วไปครับ มีหน้าที่ในการบริหารจัดการทุกอย่างในบ้าน ตั้งแต่ดูแลพนักงานคนอื่นๆ จัดการเรื่องธุระต่างๆ, ไปจนถึงดูแลความเรียบร้อยโดยรวมของวิลล่าทั้งหมด ไม่ใช่เพื่อดูแลนายจ้างเพียงอย่างเดียว]