กาลเวลาเลือนผ่านร้อยพันปี

ตอนที่ 16 กาลเวลาเลือนผ่านร้อยพันปี



วันถัดมา



หลี่หมิงตื่นขึ้นตามปกติ ครั้นลืมตาก็รู้สึกหิว จึงเดินไปยังสวนผลไม้ป่าใกล้แปลงสมุนไพร เก็บผลไม้มากินรองท้อง



หลายปีมานี้ เขาแทบไม่หุงข้าวต้มแกง เพราะขี้เกียจลงมือ หิวเมื่อใดก็กินผลไม้ป่าแทน



สวนผลไม้นี้เป็นของสำนักห้วงเมฆา ปลูกไว้หลายร้อยสายพันธุ์



แรกเริ่มเขานึกว่าเป็นผลไม้เซียนจากสวรรค์ กินแล้วจะเพิ่มพลังอย่างมหาศาล แต่พอกินเข้าไปจริงๆ ก็พบว่าไม่มีผลพิเศษอะไร นอกจากแก้หิวได้เท่านั้น หลังจากนั้นจึงไม่ใส่ใจอีก



หิวก็กิน กินจนกว่าจะอิ่ม



สุนัขดำก็กินเหมือนเขา เขากินอะไร มันก็กินอย่างนั้น



กินเสร็จ สุนัขดำขี้เกียจขยับ นอนแผ่ใต้โคนต้นไม้กรนเสียงดัง หลี่หมิงวางมือบนอุ้งเท้ามัน ตรวจชีพจร ดูว่าเหตุใดยังไม่เบิกปัญญาเสียที



หากเบิกปัญญาได้ มันก็จะพูดได้ เขาจะได้ไม่ต้องพึมพำกับตัวเองทั้งวัน



แต่วิธีเบิกปัญญาที่ได้จากชั้นแรกของหอคัมภีร์กลับไร้ผลกับสุนัขดำโดยสิ้นเชิง หลี่หมิงจึงล้มเลิก เดินออกจากสวนผลไม้ มุ่งหน้าไปยังป่าดอกท้อ



สายลมพัดผ่าน กลีบท้อบนพื้นปลิวลอยขึ้น



ในสายตาหลี่หมิง กลีบท้อที่หมุนวนค่อยๆ รวมร่างเป็นเงาร่างงดงามยิ่ง ไม่ใช่ใครอื่น นางคือจักรพรรดินีอู่เซียวแห่งแคว้นต้าอู่



“น่าเบื่อจริง” หลี่หมิงพึมพำ รู้สึกว่านางตามหลอกหลอนเสียจริง เมื่อคืนยังฝันถึงนาง ฝันว่านางยั่วยวนตนเอง “หรือเพราะข้าไม่ได้เห็นหญิงงามมานาน ถึงคิดถึงแต่นาง”



“ถ้ามีโทรศัพท์มือถือ เปิดดูคลิปสาวงามสักหน่อย คงลืมนางไปแล้ว”



เขาสะบัดมือ กลีบท้อที่รวมเป็นเงาร่างอู่เซียวก็สลายไป จากนั้นนั่งขัดสมาธิบนพื้นซึ่งปูด้วยกลีบท้อ เริ่มฝึกบำเพ็ญเซียนประจำวัน



นอกจากการฝึก เขาก็ไม่มีสิ่งอื่นให้ทำ



กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า



ชั่วพริบตา ร้อยปีก็ผ่านพ้น



ตลอดร้อยปีนี้ นอกจากการฝึกบำเพ็ญเซียนแล้ว หลี่หมิงยังคอยต้อนรับผู้คนจากหลากโลกต่างๆ ที่พลัดตกมายังสำนักห้วงเมฆา พร้อมทั้งช่วยเหลือเล็กน้อยตามอารมณ์



คนแรกคือ จ้าวหลิงเอ๋อร์ สตรีผู้ได้รับพรแห่งชะตา ทายาทเผ่านวี่วา ผู้ดำรงอยู่ร่วมกับมนุษย์



เดิมนางเป็นเพียงหญิงสาวที่แยกตัวจากโลกหล้า แต่กลับไม่อาจหนีพ้นชะตา ต้องฝ่าฟันเคราะห์ภัยนับไม่ถ้วน สุดท้ายยอมสละชีวิตตนเอง เพื่อกำจัดอสูรวารีจันทรา



จากนั้นจึงตกลงมายังที่แห่งนี้ หลี่หมิงใช้สมุนไพรเซียนหนึ่งต้นช่วยนางไว้



หนึ่งวันถัดมา นางก็จากไปได้อย่างปลอดภัย



ป้ายพฤกษามังกรให้รางวัลเพิ่มพลังขั้นหลอมปราณสิบระดับ และมอบกระบี่เซียนหนึ่งเล่ม



คนที่สองคือ หลงขุย อดีตองค์หญิงแคว้นเจียง น้องสาวของหลงหยางในชาติปางก่อนของจิ่งเทียน หลังแคว้นล่มสลาย นางกระโจนเข้าสู่เตาหลอมกระบี่ กลายเป็นวิญญาณสถิตในกระบี่มาร



หลงขุยมีสองบุคลิก



หลงขุยร่างสีน้ำเงิน ผมและอาภรณ์สีน้ำเงิน อ่อนโยนดุจสายน้ำ ขี้อาย และสงบเสงี่ยม



หลงขุยร่างสีแดง ผมแดง อาภรณ์แดง นิสัยแข็งกร้าว เร่าร้อน เปิดเผย ท้ายที่สุด ทั้งสองต่างสละตนเพื่อจิ่งเทียน



จึงตกลงมายังสำนักห้วงเมฆา เกือบสิ้นสลาย หลี่หมิงใช้ปราณวิญญาณประคองดวงจิต แล้วหล่อหลอมกายหยาบด้วยรากบัว



หนึ่งวันถัดมา นางจากไป



ป้ายพฤกษามังกรให้รางวัลเพิ่มพลังขั้นหลอมปราณสิบระดับ และมอบกระบี่ปราบมารหนึ่งเล่ม



คนที่สามคือ อู่ต้าหลาง



บุตรชายคนโตตระกูลอู่ ชาวเมืองชิงเหอ พ่อแม่ตายตั้งแต่วัยเยาว์ ต้องเลี้ยงดูน้องชายอู่ซง เติบโตมาด้วยการขายขนมแป้งทอด แต่งงานกับพานจินเหลียน เพราะรูปร่างเตี้ย มักถูกเยาะเย้ย วันหนึ่งขายขนมอยู่ดีๆ ก็พลัดตกมายังที่แห่งนี้



หลี่หมิงให้ผลไม้ป่าที่ช่วยเพิ่มส่วนสูง กินแล้วร่างกายแข็งแรง มีพละกำลังมหาศาล



ยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อมา เขาจากไป



ป้ายพฤกษามังกรให้รางวัลเพิ่มพลังขั้นหลอมปราณสิบระดับ และมอบตำรับขนมแป้งทอด



คนที่สี่คือ พานจินเหลียน ในสภาพตั้งครรภ์



ตอนนั้นหลี่หมิงกำลังพยายามฝ่าด่าน จู่ๆ ก็มีสองคนตกลงมาในป่าดอกท้อ หนึ่งคือพานจินเหลียนที่กำลังตั้งครรภ์ อีกคนคือซีเหมินชิ่ง



ซีเหมินชิ่งไล่ตามนางด้วยใบหน้าหื่นกระหาย แม้ตกลงมาที่นี่ก็ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ยังคงยื่นมือจะล่วงเกินนาง



พานจินเหลียนดิ้นรน ร้องขอความช่วยเหลือ



สุดท้ายซีเหมินชิ่งก็ถูกปราณวิญญาณของหลี่หมิงทำให้สลบ



จากคำบอกเล่า หลี่หมิงจึงรู้ว่าอู่ต้าหลาง และอู่ซงต่างได้เป็นมือปราบแล้ว แต่ซีเหมินชิ่งเห็นนางเพียงครั้งเดียวก็หมายปอง แม้หญิงตั้งครรภ์ก็ไม่ละเว้น



หนึ่งวันถัดมา พานจินเหลียนจากไป



ป้ายพฤกษามังกรให้รางวัลเพิ่มพลังขั้นหลอมปราณสิบระดับ และมอบคัมภีร์วิชาสี่สิบแปดท่วงท่า



คนที่ห้าคือ หวังป๋อ กวีเอกต้นราชวงศ์ถัง หนึ่งในสี่อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถังตอนต้น ผู้สร้างสรรค์ คำนำหอเถิงหวางอันเลื่องชื่อ



อัจฉริยะผู้นี้กลับจมน้ำระหว่างเดินทางกลับไปเยี่ยมบิดา แทนที่จะตาย เขากลับตกมายังสำนักห้วงเมฆา และได้รับการช่วยเหลือ



ป้ายพฤกษามังกรให้รางวัลเพิ่มพลังขั้นหลอมปราณสิบระดับ และมอบพู่กันชุนชิว



คนที่หกคือ จั่วเชียนหู่ ผู้ได้รับสมญานามว่าใช้ร่างมนุษย์เทียบชั้นเทพ ในยุคที่ขุนนางชั่วครองอำนาจ ปีศาจยังเกรงกลัว



หลังจากเขาจากไป ป้ายพฤกษามังกรให้รางวัลเพิ่มพลังขั้นหลอมปราณสิบระดับ และมอบกระบี่เก้าหลิว





คนที่เจ็ดสิบแปด นางบอกว่ามาจากเขาถูซาน ชื่อ หงหง ป้ายพฤกษามังกรให้รางวัลเพิ่มพลังขั้นหลอมปราณสิบระดับ และมอบวิชาเซียน วิชาจิตจิ้งจอก



คนที่เจ็ดสิบเก้า หวังเฉวียนฟูกุ้ย ป้ายพฤกษามังกรให้รางวัลเพิ่มพลังขั้นหลอมปราณสิบระดับ และมอบวิชาเซียน กระบี่ผ่านภา



คนที่แปดสิบ ตงฟางเยว่ชู ป้ายพฤกษามังกรให้รางวัลเพิ่มพลังขั้นหลอมปราณสิบระดับ และมอบวิชาเซียน แดนฝัน





ตลอดร้อยปี หลี่หมิงอาศัยอยู่ที่สำนักห้วงเมฆา ได้พบผู้คนจากหลากหลายโลก ทั้งบุคคลในประวัติศาสตร์ ในนิยาย และในเรื่องเล่าต่างๆ แต่ละคนล้วนมีเรื่องราวของตนเอง และล้วนประสบปัญหาบางอย่าง



ส่วนหลี่หมิง เพียงชี้แนะเล็กน้อย ช่วยเหลือตามใจ หรือบอกใบ้อนาคตให้พวกเขา



ร้อยปีนี้จึงผ่านไปอย่างไม่ว่างเปล่า มีผู้คนแวะเวียนมาพูดคุยไม่ขาดสาย



สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือ ต้นไม้แห้งหน้าหอเรือนลอยฟ้า ตลอดร้อยปีที่ผ่านมา กลับแตกกิ่งเขียวเกือบร้อยกิ่ง เปล่งพลังชีวิตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน



เขามีลางสังหรณ์ว่าต้นไม้นี้ต้องมีบทบาทยิ่งใหญ่ บางทีอาจเชื่อมต่อหมื่นโลกาได้อย่างแท้จริง



แน่นอน ทั้งหมดเป็นเพียงความรู้สึก ต้องรอเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์



ตลอดร้อยปี สุนัขดำยังคงไม่เบิกปัญญา บางครั้งฟังเข้าใจ บางครั้งก็ไม่เข้าใจ แต่กลับไม่แก่ ไม่ป่วย มีชีวิตยืนยาวผิดปกติ



หากพูดถึงผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในร้อยปีนี้ มีอยู่สามเรื่อง



เรื่องแรก คือพลังของเขาได้ไปถึงระดับที่น่าตกตะลึงแล้ว



รู้หรือไม่ว่ากี่ขั้นแล้ว?



ขั้นหลอมปราณระดับ 999



ตลอดร้อยปีที่ผ่านมา มีผู้คนตกลงมาทั้งหมดแปดสิบรอบ



บางครั้งมาตัวเดียว บางครั้งสองคน หรือมากกว่านั้น แต่ป้ายพฤกษามังกรนับเพียงจำนวน ‘รอบ’ เท่านั้น



ไม่ว่ากี่คน หากปรากฏกายพร้อมกัน ก็ถือเป็นหนึ่ง



แปดสิบรอบ มอบรางวัลขั้นหลอมปราณรวมแปดร้อยระดับ



บวกกับขั้นหลอมปราณเดิมระดับห้าสิบหก และบวกกับการฝึกบำเพ็ญเซียนประจำวันของเขาเอง



จนถึงตอนนี้ ขั้นหลอมปราณของหลี่หมิงรวมทั้งหมดระดับเก้าร้อยเก้าสิบเก้า



แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว



นี่มันระดับใดกันแน่ หลอมปราณทะลุขีดสุดสามหลัก เกือบจะก้าวเข้าสู่สี่หลักแล้ว



หากทะลุสี่หลักจริง…



เขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่รับรองว่า ‘หลุดโลก’ อย่างแน่นอน



เรื่องที่สอง คือ ตลอดร้อยปีที่ผ่านมา รางวัลจากป้ายพฤกษามังกรสะสมทั้งสมบัติเซียน และวิชาเซียนมากมายจนเขานับไม่ถ้วน



และหอคัมภีร์ก็เปิดจากชั้นแรกไปจนถึงชั้นที่ห้าแล้ว



ภายในเต็มไปด้วยคัมภีร์โบราณหลากแขนง ตั้งแต่ศาสตร์โอสถ ทฤษฎีโรค ระบบบำเพ็ญเซียนในแต่ละยุค การเปลี่ยนแปลงของหนทางฝึกปรือ



คัมภีร์วิชาลับต้องห้าม หนังสือลามก ไปจนถึงวิชาเซียน และวิชาแปลกพิสดารนับไม่ถ้วน



“สำนักห้วงเมฆามีรากฐานลึกซึ้งเพียงนี้ แต่เหตุใดนอกจากอาจารย์ของข้าแล้ว ข้ากลับไม่เคยพบศิษย์คนอื่นเลยสักคนเดียว?”



หลี่หมิงอดสงสัยไม่ได้ ตามเหตุผล สำนักเซียนระดับนี้ควรมีศิษย์แน่นขนัด



ต้องมีอะไรซ่อนอยู่เป็นแน่



เขาเริ่มได้กลิ่นแผนการบางอย่าง แต่ก็ไม่กล้าคาดเดาส่งเดช



เรื่องที่สาม คือ เขาเริ่มมีภาพรวมคร่าวๆ ของโลกภายนอก



ตลอดร้อยปีนี้ หลี่หมิงใช้ชามอสงไขยฉายภาพโลกของอู่เซียวเป็นหลัก



แรกเริ่มก็เพียงอยากมองหญิงงามผู้รวมความเซ็กซี่ เย้ายวน ทรงอำนาจ และความน่ารักไว้ในคนเดียว



แต่ค่อยๆ ผ่านสายตาของนาง เขากลับได้ข้อมูลสำคัญมากมาย



โลกที่แคว้นต้าอู่ตั้งอยู่นั้น เป็นโลกเดียวกับที่เขาอยู่ เรื่องนี้เขาเคยสงสัยมาก่อนแล้ว แต่เมื่อยืนยันจริง ก็ยังอดตะลึงไม่ได้อยู่ดี



โลกนี้มีชื่อร่วมกันชื่อหนึ่ง แดนปฐมกาล



แดนปฐมกาลกว้างใหญ่ไพศาล ไร้ขอบเขต ทอดยาวนับหมื่นล้านลี้ มีแว่นแคว้น อาณาจักรต่างๆ นับไม่ถ้วนดั่งดวงดาว



ส่วนแคว้นต้าอู่ เป็นเพียงแคว้นเล็กอ่อนแอแห่งหนึ่งในเสี้ยวแดนตะวันออกของแดนปฐมกาล



แทบจะปิดประเทศ รู้ข้อมูลภายนอกน้อยนิด ราวกับอยู่ในโลกของตนเองเท่านั้น



หลังอู่เซียวขึ้นเป็นจักรพรรดินีได้หนึ่งปี นางมีข้อสงสัยมากมาย จึงเดินทางกลับไปยัง ‘หมู่บ้านชราสงบ’



หัวหน้าหมู่บ้านเล่าให้นางฟังว่า โลกภายนอกกว้างใหญ่เพียงใด



อู่เซียวจึงตระหนักว่า ความรู้ของแคว้นต้าอู่ล้าหลังอย่างยิ่ง สิ่งที่ผู้คนที่นี่เรียกว่า ‘ราชันยุทธ์’ ‘จักรพรรดิยุทธ์’ ล้วนเป็นเพียงการยกย่องกันเอง



ราชันยุทธ์ที่แท้จริง สามารถล้างแคว้นหนึ่งได้ด้วยฝ่ามือเดียว ใบหญ้าเพียงเส้นเดียวก็อาจทลายสุริยันจันทราแลหมู่มวลดาราได้



หัวหน้าหมู่บ้านยังบอกอีกว่าอัครเสนาบดีที่อวดอ้างตนว่าเป็นราชันยุทธ์นั้น ในสายตานางก็เป็นเพียงระดับยอดฝีมือขั้นวิญญาณก่อเกิด หรือขั้นตัดวิญญาณเท่านั้น



ยิ่งกว่านั้น นางยังกล่าวว่า หากอยู่ในหมู่บ้านนี้ ระดับเช่นนั้น ต่อให้รวมพลังกัน ก็ยังสู้ห่านเลี้ยงในบ้านไม่กี่ตัวไม่ได้



อู่เซียวไม่ได้ตกใจมากนัก เพราะนางเติบโตที่นี่ มุมมองต่อโลกแตกต่างจากคนทั่วไป เพียงรู้สึกว่าคำพูดของหัวหน้าหมู่บ้านนั้นมีเหตุผล



จึงค่อยๆ เชื่อสนิทใจ



แต่หลี่หมิงกลับสะเทือนใจอย่างรุนแรง



หมู่บ้านชราสงบแห่งนั้น…ไม่ธรรมดาเลย ผู้คนในนั้น ล้วนเป็นระดับยอดฝีมือตัวจริงทั้งสิ้น



สามปีต่อมา แคว้นใหญ่หนึ่งรวบรวมกองทัพนับล้านบุกตีแคว้นต้าอู่



ขณะนั้นอู่เซียวกำลังปิดด่าน แม่ทัพแห่งแคว้นต้าอู่รับมืออย่างลำบาก พ่ายแพ้ย่อยยับ



ในยามคับขัน หัวหน้าหมู่บ้านกลับเพียงต้อนห่านเลี้ยงในบ้านออกมาไม่กี่ตัว



ฟ้าดินสั่นสะเทือน สุริยันจันทราดับแสง ผืนแผ่นดินแตกร้าว



แล้วแคว้นใหญ่นั้น… ก็ถูกลบหายไป



นับแต่นั้น แคว้นต้าอู่ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ เริ่มเชื่อมต่อโลกภายนอก รับเอาความรู้ใหม่ เข้าสู่ยุคที่ผู้คนทั้งแผ่นดินเริ่มฝึกบำเพ็ญเซียน



หลายปีต่อมา ภายใต้การนำของจักรพรรดินีอู่เซียว ดินแดนขยายตัวอย่างรวดเร็ว



อาณาเขตกว้างขึ้นเป็นร้อยเป็นพันเท่าจากเดิม ค่อยๆ ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในร้อยมหาอำนาจของเสี้ยวแดนตะวันออก



หลี่หมิงค่อยๆ เข้าใจภาพรวมของเสี้ยวแดนนี้ ผ่านสายตาของนาง



แต่ถึงกระนั้น ก็ยังเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น



เพราะนอกจากแว่นแคว้นต่างๆ แล้ว ยังมีตระกูลใหญ่สามสิบตระกูล สำนักเซียน ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน และแดนหวงห้าม สุสานโบราณนับไม่ถ้วน



แม้แต่ดินแดนโบราณลึกลับบางแห่ง ชามอสงไขยก็ยังไม่อาจมองทะลุได้



เพียงเสี้ยวแดนตะวันออกแห่งแดนปฐมกาล ก็มีฝักฝ่ายมากมาย แว่นแคว้นต่างๆ มากมายจนมิอาจจินตนาการ



นี่คือผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการอยู่ในสำนักห้วงเมฆาตลอดร้อยปี เขาเริ่มเข้าใจว่าโลกภายนอกนั้น… น่ากลัวเพียงใด



“ไม่รู้ว่าหากข้าออกไปจริง จะอยู่ระดับใดกันแน่”



หลี่หมิงไม่ค่อยแทรกแซงโลกภายนอก ยิ่งไม่ใช่ยามจำเป็นจริง เขาจะไม่ลงมือเด็ดขาด



บางครั้ง แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกว่าคนนอกนั้นน่าหวาดหวั่น โดยเฉพาะชาวหมู่บ้านชราสงบ



มีคนเมาขี้เหล้าผู้หนึ่ง เพ้อพกทั้งวัน ตะโกนว่า



“ฝืนฟ้าดิน!”



“ข้าจะปิดผนึกฟ้า!”



มีคนตัดฟืนผู้หนึ่ง ตื่นทุกยามสาม ยืนมองท้องฟ้าแล้วพึมพำ



“ฟ้านั้น… สูงเพียงใดกัน?”



มีนักพนันผู้หนึ่ง ไม่รู้เอาอะไรไปพนัน เสียทั้งดวงตา จมูก หู มือ และเท้า แต่ถึงอย่างนั้น…ก็ยังมีชีวิตอยู่ได้



คนชราประหลาดเช่นนี้ ในหมู่บ้านชราสงบมีมากกว่ายี่สิบคน



“ลองดูความเป็นไปภายนอกหน่อยเถอะ ไม่ได้ดูมาครึ่งเดือนแล้ว”



หลี่หมิงหยิบชามอสงไขยขึ้นมา ครั้งนี้พลังเต็มห้าขีด ดูได้หลายวันไม่มีปัญหา ตั้งใจจะใช้สายตาของอู่เซียว เฝ้ามองเสี้ยวแดนตะวันออกต่อไป



เขาเดินไปยังระเบียง ปรับแสง นั่งลงกับพื้น



“แคว้นต้าอู่…อู่เซียว…เริ่มฉาย…”



แต่ยังไม่ทันเอ่ยคำว่า ‘ฉายภาพ’ จบ พื้นที่ของสำนักห้วงเมฆาก็สั่นสะเทือนรุนแรง



ราวกับมีสิ่งใดบางอย่างฝืนบุกเข้ามาในป่าดอกท้อ



แรงสั่นครั้งนี้…ไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา



หากเป็นเพียงคนตกลงมา ย่อมไม่มีทางเกิดแรงกระเพื่อมรุนแรงเช่นนี้



“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!”



สุนัขดำคำรามเสียงต่ำ คุกเข่าลงบนสะพานไม้



ครั้งนี้ มันไม่ได้วิ่งไปต้อนรับเหมือนทุกครา แต่กลับคุกเข่าลงกับพื้นโดยตรง



หลี่หมิงตะลึง



ใครกัน…?



อู่เซียว?



เป็นไปไม่ได้ ต่อให้นางมีภูมิหลังที่แข็งแกร่ง ก็ไม่อาจสืบพบที่แห่งนี้ได้



ที่นี่สำหรับโลกภายนอก…คือดินแดนที่ ‘ไม่ปรากฏ’



“ฮี้!”



ในป่าดอกท้อ ราวกับอากาศฉีกขาด ม้าหกตัวพุ่งเข้ามาพร้อมแรงทะยานไร้สิ่งต้าน



แต่ละตัวเปี่ยมด้วยอำนาจมุ่งหน้าทะลวง ลากจูงราชรถหยกอันหรูหราพุ่งเข้ามาอย่างอุกอาจ



“มีคน…ขับรถม้าเข้ามาได้จริงๆ?”



หลี่หมิงตาค้าง ที่ผ่านมา ผู้ที่เข้ามาล้วนตกจากฟ้า



แต่นี่คือคนที่ บุกเข้ามาเอง



นี่มันตัวตนระดับใดกันแน่?



เขาก้มมองป้ายพฤกษามังกรที่เอว ตัวเลขเวลาปรากฏเป็น 48 ชั่วโมง



“ที่ผ่านมา ทุกคนอยู่ได้เพียงยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่มากไม่น้อย แต่คนผู้นี้…กลับอยู่ได้นานถึงสองวัน?”



ตัวตนระดับนี้…ต้องยิ่งใหญ่เพียงใดกันแน่



“เหตุใด…ข้าจึงรู้สึกไม่ชอบมาพากล” หลี่หมิงพึมพำเบาๆ





ตอนก่อน

จบบทที่ กาลเวลาเลือนผ่านร้อยพันปี

ตอนถัดไป