มหาจักรพรรดิชั่วกาล จิ๋นซีฮ่องเต้
ตอนที่ 17 มหาจักรพรรดิชั่วกาล จิ๋นซีฮ่องเต้
ภายในราชรถ มัชฌิมวัยผู้หนึ่งนั่งหลับตาพักผ่อน ท่านั่งตรงสง่า ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นช้าๆ
“หวังเจี่ยน หลี่ซือ ข้างนอกเกิดเรื่องใดขึ้น?”
เงียบงัน ไม่มีเสียงตอบรับ
ชายผู้นั้นขมวดคิ้ว ระยะห่างระหว่างเขากับหวังเจี่ยน และหลี่ซือไม่เกินหนึ่งจั้ง ไม่มีทางไม่ได้ยิน หากไม่ได้ยิน ก็แปลว่าสถานการณ์ไม่ปกติแล้ว
ทว่าเขาไม่ได้ตื่นตระหนก เรื่องเช่นนี้เขาพบเจอมาตั้งแต่วัยเยาว์
เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ยกม่านราชรถ เปิดออกมองด้านนอก กลิ่นดอกท้อหอมเข้มพุ่งเข้าจมูกทันที ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่สถานที่ที่เขาตั้งใจจะมา ส่วนที่นี่คือที่ใด ยังไม่อาจรู้ได้
เขาก้าวลงจากราชรถ ที่เอวห้อยกระบี่ ยังไม่ทันได้พินิจสภาพแวดล้อมโดยรอบ ก็เห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้ามาจากระยะไกล
ชายหนุ่มสวมอาภรณ์ขนนกสีขาว รอบกายอบอวลด้วยหมอกบาง ลักษณะสง่างาม อาภรณ์และท่วงท่าดูราวผู้ไม่ข้องเกี่ยวโลกมนุษย์
ชัดเจนว่าเป็นเพียงวัยรุ่นสิบกว่าปี แต่กลับให้ความรู้สึกราวเซียนเดินดิน
“ผู้ใดกัน?”
ชายวัยกลางคนยืนอยู่บนราชรถ มือซ้ายกดที่ด้ามกระบี่ จ้องมองชายหนุ่มที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างระแวดระวัง
หลี่หมิงหยุดฝีเท้า มองชายที่ยืนอยู่บนราชรถ เขาสูงใหญ่ กำยำ สง่าผ่าเผย คิ้วหนาดวงตาคม จมูกสูงใบหน้ากว้าง แผ่บารมีอหังการดั่งผู้ยิ่งใหญ่เหนือผู้คน
นี่คือสง่าราศีของจักรพรรดิอย่างแท้จริง
หลี่หมิงสังเกตเห็นอาภรณ์มังกรสีดำ กระบี่ที่เอว ภาพเช่นนี้ทำให้ในสมองเขาผุดชื่อหนึ่งขึ้นมาโดยไม่ต้องคิด
จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีน ผู้ตั้งตนเป็น ‘ฮ่องเต้’
“เป็น…องค์ปฐมจักรพรรดิหรือไม่?” หลี่หมิงเอ่ยถาม ลองหยั่งเชิง แม้ใจจะเอนเอียงไปแล้ว
“ถูกต้องแล้ว เราเอง”
จิ๋นซีฮ่องเต้จ้องหลี่หมิงไม่วางตา ยืนอยู่บนราชรถ มองลงมาเบื้องล่างอย่างสง่า เขาไม่จำเป็นต้องปิดบังพระนาม ใต้หล้าทั้งปวง ล้วนเป็นแผ่นดินของเขา
ไม่ว่าที่ใด ก็ล้วนอยู่ใต้บารมีแห่งต้าฉิน
หลี่หมิงรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง ชั่วขณะหนึ่งถึงกับพูดไม่ออก
นี่คือจิ๋นซีฮ่องเต้จริงๆ จักรพรรดิผู้รวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียว บุคคลในตำนานที่เขาเคยเห็นเพียงในตำรา
ชีวิตของจิ๋นซีฮ่องเต้ ยิ่งกว่าชีวิตจำลองใดๆ ที่หลี่หมิงเคยเล่นมา
สามขวบ หลบหนี
เก้าขวบ กลับฉิน
สิบสามปี ขึ้นครองราชย์
สิบสี่ปี ขุดคลองเจิ้งกั๋ว
ยี่สิบสองปี บริหารราชการเอง ปราบกบฏหลาวอ้าย คุมขังจ้าวจี
ยี่สิบสามปี ปลดลวี่ปู้เหวย ส่งไปเสฉวน สองปีต่อมาลวี่ปู้เหวยฆ่าตัวตาย
ยี่สิบสองถึงยี่สิบเก้าปี เสริมแกร่งฉิน ใช้หวังเจี่ยน หลี่ซือ วางแผนล้างหกรัฐ
สามสิบปี ทำลายฮั่น
สามสิบเอ็ดปี บุกจ้าว
สามสิบสองปี จ้าวล่ม
สามสิบสามปี จิงเค่อแทงฉินล้มเหลว
สามสิบห้าปี เว่ยล่ม
สามสิบหกปี ฉู่ล่ม
สามสิบแปดปี เยียนและไต้ล่ม
สามสิบเก้าปี ฉีไม่รบยอมแพ้ ใต้หล้ารวมเป็นหนึ่ง
ตั้งตนเป็น “ฉินสื่อหวงตี้”
กำหนดสามมหาเสนาบดี เก้าขุนนาง ใช้ระบบมณฑล รวมมาตราชั่งตวงวัด รวมตัวอักษร รวมเงินตรา รถใช้รางเดียว อักษรใช้แบบเดียว
สี่สิบปี สร้างถนนหลวง
สี่สิบเอ็ดปี ขึ้นเขาไท่ซานประกอบพิธี
สี่สิบสามปี สร้างกำแพงหมื่นลี้
สี่สิบสี่ปี ส่งเหมิงเถียนต้านซงหนู
สี่สิบห้าปี ส่งจ้าวถัวลงใต้ ขุดคลองหลิง
สี่สิบเก้าปี สิ้นพระชนม์ระหว่างตรวจราชการ
“เจ้าคือผู้ใด?”
จิ๋นซีฮ่องเต้จ้องชายหนุ่มที่รู้จักพระนามของตน
“หลี่หมิง”
หลี่หมิงประสานมือคำนับ นี่คือความเคารพต่อบรรพกษัตริย์ ต่อมหาจักรพรรดิ
ในยุคฉิน อำนาจจักรพรรดิยังไม่ถูกเทิดทูนจนศักดิ์สิทธิ์ การเข้าเฝ้าใช้การนั่งเสมอกัน ไม่เน้นพิธีการ
แม้จะต้องคุกเข่า เขาก็ไม่คิดจะทำ
จิ๋นซีฮ่องเต้ยังคงกดมือบนด้ามกระบี่ ไม่ใช่เพราะระแวง แต่เป็นนิสัยที่ติดตัวมาหลายปี
หลี่หมิงเข้าใจดี จักรพรรดิผู้นี้เชื่อมั่นว่า การรวมใต้หล้าต้องพึ่งกระบี่ในมือ ไม่รู้ว่าฝีมือกระบี่จริงแท้จะเป็นเช่นไร
“เจ้าดูไม่เกรงกลัวเราเลย?” จิ๋นซีฮ่องเต้มองหลี่หมิงอย่างสนใจ ชายหนุ่มวัยเท่านี้กลับไม่หวาดหวั่นตนเลยสักนิด
“ไม่กลัว” หลี่หมิงยิ้ม เขาไม่ได้กลัว เพียงแต่เคารพ
“……”
จิ๋นซีฮ่องเต้ไม่ตรัส
พระเนตรเต็มไปด้วยอำนาจและคมกล้า จ้องหลี่หมิง
หลี่หมิงเองก็ไม่หลบสายตา มองกลับอย่างสงบนิ่ง
จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตรงหน้า แม้บารมีสะท้านฟ้า แต่สำหรับเขา กลับไม่อาจกดดันได้เลย
สบตากันอยู่ครู่หนึ่ง
จิ๋นซีฮ่องเต้รู้สึกประหลาดใจ สายตาของเด็กหนุ่มผู้นี้ เฉียบคมดุจเหยี่ยว แฝงพลังเป็นธรรมชาติ เหนือกว่านายทหารมากมายที่เขาเคยพบพาน
มองนานเข้า กลับให้ความรู้สึกราวกับกำลังจ้องมองหุบเหวลึก
ทั้งที่เป็นเพียงวัยรุ่นสิบกว่าปี เขาละสายตา ไม่จ้องอีก ก้าวลงจากราชรถอย่างสง่า
“เรือนลอยฟ้านี้…เราไม่เคยเห็นมาก่อน”
จิ๋นซีฮ่องเต้กดด้ามกระบี่ มองไปยังหอเรือนลอยฟ้าที่ห่อหุ้มด้วยหมอก ราวแดนเซียน หากไม่ใช่เพราะชายหนุ่มดูอ่อนวัย เขาคงคิดว่าตนหลงเข้าสู่แดนเซียนไปแล้ว
“เชิญเสด็จขึ้นไปสนทนาที่หอเรือนเถิด” หลี่หมิงทำท่าเชื้อเชิญ
“ขอบใจในน้ำใจของเจ้า แต่เรายังมีธุระสำคัญ”
จิ๋นซีฮ่องเต้ไม่คิดขึ้นไป เขายังมีเรื่องเร่งด่วน ต้องจัดการเรื่องการออกทะเลครั้งที่สามของสวีฝู และโอสถเซียน
เวลาของเขา ไม่อาจเสียไปกับเรื่องที่ดูไม่สลักสำคัญเช่นนี้
ยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมาก
รออยู่ตรงนี้เถิด อีกไม่นาน หลี่ซือและหวังเจี่ยนย่อมตามมา
ในความคิดของเขา ที่นี่ยังคงเป็นแผ่นดินฉิน แต่ไม่รู้เลยว่า นี่คืออีกกาลอวกาศหนึ่ง
หลี่หมิงมองออกถึงความระแวงนั้น จึงเพียงจ้องพิจารณาอย่างละเอียด
แม้รัศมีอหังการยังคงอยู่ แต่เมื่อมองด้วยการพินิจปราณ กลับรู้สึกราวกับเหลือเพียงเปลือกร่าง
หลี่หมิงฉุกคิดขึ้นได้บางอย่าง
จิ๋นซีฮ่องเต้…หลงเชื่อยาอายุวัฒนะ หรือว่า…
หลี่หมิงจึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ขออภัยที่ถามตรงๆ ปีนี้…ท่านมีพระชนมายุเท่าใด?”
จิ๋นซีฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกังวาน
“เรามีพระชนมายุสี่สิบห้าปี”
เช่นนี้เอง…
หลี่หมิงก็พอเดาออกแล้วว่า เหตุใดจิ๋นซีฮ่องเต้จึงดูแข็งแกร่งภายนอก แต่ภายในกลับเหลือเพียงเปลือกร่าง
เพื่อแสวงหาความเป็นอมตะ เขาสั่งใช้สวีฝูออกทะเล หลอมและเสวย ‘โอสถเซียน’ ของเหล่าฟางซื่อ จนพิษสะสมในร่างกายมากเกินไป สุดท้ายเมื่อพระชนมายุสี่สิบเก้าปี ก็สิ้นพระชนม์ระหว่างเสด็จตรวจราชการ
“ฝ่าบาท เราไปสนทนากันที่หอเรือนดีหรือไม่” หลี่หมิงเอ่ยเชิญอีกครั้ง
เดิมทีจิ๋นซีฮ่องเต้ตั้งใจจะรอหลี่ซือ และหวังเจี่ยนอยู่ตรงนี้ แต่ป่าดอกท้อกับหอคอยอยู่ไม่ไกลนัก จึงพยักหน้ารับเบาๆ แล้วเดินตามไป
ในใจเขาเอง ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เรือนลอยฟ้านั้นสร้างขึ้นมาได้อย่างไร
เมื่อเดินผ่านป่าดอกท้อ
จิ๋นซีฮ่องเต้สังเกตเห็นต้นไม้ยักษ์ต้นหนึ่ง ลำต้นแห้งผาก กิ่งแห้งมากมาย แต่ท่ามกลางความแห้งเหี่ยว กลับมีหน่อเขียวแตกกระจัดกระจาย
สายตากวาดต่อไป หอเรือนลอยฟ้าที่ซ่อนอยู่ในหมอกเมฆก็ปรากฏตรงหน้า
ดวงตาของจิ๋นซีฮ่องเต้เบิกกว้าง แม้แต่กลไกสำนักม่อ ก็คงไม่อาจสร้างของเช่นนี้ได้
เขารู้สึกใจหายวาบ เหลือบมองชายหนุ่มข้างกายที่ดูสงบสบาย ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอ่อนโยน ราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ ทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว
หลังเดินขึ้นสะพานไม้
จิ๋นซีฮ่องเต้เห็นสุนัขดำตัวหนึ่งหมอบคุกเข่าอยู่บนพื้น ดูคล้ายกำลังยืดเส้นยืดสาย แต่ตัวมันอ้วนใหญ่ราวลูกวัวน้อย
ยิ่งเดินเข้าใกล้หอเรือนมากขึ้น
เขาก็ยิ่งตระหนักว่า เรือนนี้ลอยอยู่กลางอากาศจริงๆ
บัดนี้แน่ชัดแล้ว ว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่กลไกมนุษย์จะเสกสร้างได้
ระยะนี้ตัวเขาเสาะหาเหล่าฟางซื่อไปทั่ว เพื่อหลอมโอสถเซียน เมื่อได้เห็นภาพลวงตาเช่นนี้ ใจจึงสั่นสะเทือนยิ่งนัก และอดมองชายหนุ่มข้างกายไม่ได้
( ฟางซื่อ - นักพรตยุคโบราณ ผู้ใช้วิชาอาคมและพลังลี้ลับ )
ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่า อาภรณ์พริ้วไหว รูปโฉมสง่างาม ดูไปดูมา กลับเหมือนเซียนยิ่งขึ้นทุกที
ในใจจิ๋นซีฮ่องเต้เต็มไปด้วยข้อสงสัย แต่ยังไม่ซักถาม คิดจะสังเกตดูก่อน จึงเดินตามเขาเข้าสู่หอเรือนลอยฟ้า
“เชิญนั่ง” หลี่หมิงกล่าว
จิ๋นซีฮ่องเต้ส่ายหน้า ไม่ได้นั่ง เพราะกระบี่ที่เอวเกะกะ หากจะนั่งต้องปลดกระบี่ แต่เขาไม่ต้องการ
“เรายืนก็พอ”
“ฝ่าบาททรงโปรดชาแบบใด” หลี่หมิงชี้ไปยังขวดสามใบบนโต๊ะ แต่ละใบใส่ชาแตกต่างกัน ล้วนเป็นชาของสำนักห้วงเมฆา
เมื่อเปิดฝา กลิ่นหอมฟุ้งกระจาย จิ๋นซีฮ่องเต้ถึงกับขมวดคิ้ว สูดกลิ่นเบาๆ
“ชานี้” เขาเลือกหนึ่งใบ “นี่คือชาอะไร”
“ชาสามัญธรรมดา เพียงแต่มีกลิ่นต่างกัน” หลี่หมิงตอบตามสบาย แล้วเริ่มชงชา ใช้ปราณวิญญาณกระตุ้นกาน้ำ
ไม่นาน น้ำก็เดือดพล่าน
จิ๋นซีฮ่องเต้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วไม่หยุด ทรงเคยเห็นวิธีเช่นนี้มาก่อน สวีฝูเคยแสดงให้ดู
“ที่แท้เจ้าก็เป็นฟางซื่อเช่นกัน”
สีหน้าที่ตึงเครียดมานานของเขาคลายลง เผยรอยยิ้มออกมา ระยะนี้เขากำลังตามหาฟางซื่อที่มีความสามารถพิเศษอยู่พอดี ไม่คิดว่าจะพบตรงหน้า
“ข้าไม่ใช่” หลี่หมิงส่ายหน้า
“เราเคยเห็นสวีฝูใช้วิธีการนี้ หากไม่ใช่ฟางซื่อ แล้วคือสิ่งใด” จิ๋นซีฮ่องเต้ถามด้วยความสงสัย
“ฝ่าบาทเคยได้ยินคำว่าบำเพ็ญเซียนหรือไม่” หลี่หมิงกล่าวช้าๆ
“เราทราบว่าโลกนี้มีเซียน สวีฝูก็กล่าวถึงเผิงไหล ฟางจั้ง อิ๋งโจว ว่ามีร่องรอยเซียนอยู่ ข้าจึงให้เขาออกทะเลไปแสวงหาโอสถเซียน”
กล่าวถึงตรงนี้ จิ๋นซีฮ่องเต้ก็พูดมากขึ้น ชัดเจนว่าทรงให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างยิ่ง
“เราค้นตำราประวัติศาสตร์มากมาย ยิ่งคิดก็ยิ่งเชื่อว่าสวีฝูกล่าวถูก โลกนี้ต้องมีเซียน เจ้าคิดว่าเซียนมีจริงหรือไม่”
“มีแน่นอน” หลี่หมิงตอบโดยไม่ลังเล
เพราะเขาเองก็กำลังบำเพ็ญเซียนอยู่ แม้ยังไม่เป็นเซียน แต่ก็กำลังเดินบนหนทางนั้น
บัดนี้เขาครองพลังขั้นหลอมปราณถึงระดับเก้าร้อยเก้าสิบเก้าแล้ว
จะห่างจากเซียนแท้อีกไกลเพียงใด เขาเองก็ไม่อาจรู้
แต่สิ่งต่างๆ กำลังมุ่งไปในทิศทางที่ดีขึ้น เขารู้สึกว่าตนแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
จิ๋นซีฮ่องเต้รู้สึกว่าพบคนคอเดียวกันขึ้นมา
“เช่นนั้น เจ้าเข้าใจคำว่าเซียนอย่างไร”
“อย่างแรก ต้องมีอายุยืนยาวไม่สิ้นสุด อย่างที่สอง เหาะเหินได้ แหวกฟ้าแล่นดิน อานุภาพไร้ขอบเขต” หลี่หมิงตอบ
“เจ้าหนุ่ม ความคิดของเราก็ไม่ต่างกัน” จิ๋นซีฮ่องเต้สูดลมหายใจลึก ยิ่งมองหลี่หมิงก็ยิ่งพอใจ
“เจ้ารู้หรือไม่ นอกจากสามเกาะเซียน ยังมีที่ใดมีข่าวเซียนอีก หากหาได้ เราจะประทานรางวัลหนัก”
“ข้าไม่รู้ว่าเซียนอยู่ที่ใด” หลี่หมิงส่ายหน้า
“เฮ้อ…” จิ๋นซีฮ่องเต้ถอนพระทัย
“แต่ข้ารู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะเป็นเซียน” หลี่หมิงกล่าวพลางชงชา จนชาเสร็จ กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้อง
เขารินชาให้จิ๋นซีฮ่องเต้ ส่งสัญญาณให้ลองชิม
จิ๋นซีฮ่องเต้รับถ้วยชา มือสั่นเทาเล็กน้อย ด้วยความตื่นเต้น
“เจ้ามีวิธีบรรลุเซียนหรือ”
“หากอยากเป็นเซียน ต้องบำเพ็ญเซียนเท่านั้น”
“บำเพ็ญเซียน?” จิ๋นซีฮ่องเต้ขมวดคิ้ว
“โอสถเซียนยืดอายุได้มากสุดก็เพียงไม่กี่ร้อยปี หากอยากมีชีวิตยืนยาวแท้จริง ต้องบำเพ็ญเซียน การเป็นเซียน มีเพียงหนทางนี้เท่านั้น”
“แค่ไม่กี่ร้อยปี…” จิ๋นซีฮ่องเต้จับคำนี้ไว้ ดื่มชาหนึ่งอึก แล้วถาม
“แล้วเจ้าอายุเท่าใด”
“ข้าเองก็จำไม่ค่อยได้ น่าจะร้อยกว่าปีแล้ว”
“ไอแค่กๆ…”
ริมฝีปากของจิ๋นซีฮ่องเต้สั่นระริก
ชายหนุ่มตรงหน้าดูอย่างมากก็สิบห้าสิบหกปี ร้อยกว่าปี? ใครจะไปเชื่อ!
หลังจากสนทนากันต่ออีกราวธูปหนึ่งดอก จิ๋นซีฮ่องเต้เริ่มรู้สึกว่าชายหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดา หลายถ้อยคำที่เอ่ยมา เขาฟังไม่เข้าใจเลย
เช่น หลอมปราณ ก่อรากฐาน
คุยไปคุยมา จู่ๆ หลี่หมิงก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะวางกาน้ำชาลง
“ฝ่าบาท ข้าพลันเกิดความเข้าใจบางอย่าง ขอให้รอสักครู่”
ขั้นหลอมปราณระดับ 999 ของหลี่หมิง ติดอยู่มาระยะหนึ่งแล้ว เขาไม่รู้จะฝ่าด่านอย่างไร
แต่เมื่อครู่ระหว่างสนทนา เขาได้ทบทวนหนทางการบำเพ็ญเซียนทั้งหมดอีกครั้ง และแล้วก็เกิดความกระจ่าง
ทันใดนั้น เขาพุ่งออกจากหอเรือน ทะยานขึ้นสู่ฟ้า ปรากฏกายเหนือป่าดอกท้อ
จิ๋นซีฮ่องเต้ตะลึง รีบเดินออกจากหอเรือน เห็นชายหนุ่มชุดขาวนั่งขัดสมาธิกลางอากาศ อาภรณ์พริ้วไหว แสงสว่างแผ่ซ่านทั่วร่าง
ท้องฟ้าแปรเปลี่ยน มืดครึ้มลงในพริบตา ทะเลสายฟ้าปะทุขึ้น
ชายหนุ่มประสานมุทรา พลังมหาศาลไหลทะลักจากร่าง สายฟ้าพันรอบตัว
เมฆดำบนฟ้าหมุนวน เกิดเป็นวังวนยักษ์ ทะเลสายฟ้าดุจความโกลาหลถาโถมลงมา
แรกเริ่ม จิ๋นซีฮ่องเต้ยังกลัวว่าชายหนุ่มจะถูกฟ้าผ่าตาย
แต่ภาพถัดมา ทำให้เขาเบิกตาค้าง
ชายหนุ่มปล่อยให้สายฟ้าฟาดใส่ตนเอง
รอบกายเต็มไปด้วยแสงอสนีหลายหมื่นสาย
จิ๋นซีฮ่องเต้มองจนพูดไม่ออก สุนัขดำบนสะพานไม้ก็อ้าปากค้างไม่ต่างกัน
สายฟ้าฟาดกระหน่ำ ปราณวิญญาณรวมตัวรอบร่างชายหนุ่ม กลายเป็นวังวน จากนั้นบนร่างของหลี่หมิง ก็ปรากฏพลังรูปมังกรสายหนึ่ง
“อภินิหารของเซียน…”
จิ๋นซีฮ่องเต้ผู้แสวงหาเซียนมาทั้งชีวิต บัดนี้ได้เห็นเซียนอยู่ตรงหน้า ดวงตาเปล่งประกาย รอยยิ้มปรากฏบนพระพักตร์
“ความฝันเรื่องอายุยืนนาวของเรา… อาจเป็นจริงแล้ว”
ไม่นาน สายฟ้าสลาย เมฆดำจางหาย
หลี่หมิงลืมตาขึ้น เอ่ยอย่างเรียบง่าย
“ข้าฝ่าด่านแล้ว ขั้นหลอมปราณระดับ 1000”