ความฝันแห่งชีวิตนิรันดร์
ตอนที่ 18 ความฝันแห่งชีวิตนิรันดร์
ฝ่าด่านจากขั้นหลอมปราณระดับ 999 เก้าสู่ขั้นหลอมปราณระดับ 1000
ราวกับปริมาณสะสมก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ เดิมทีปราณวิญญาณในร่างหลี่หมิงแฝงพลังอัสนีอันรุนแรงอยู่แล้ว บัดนี้กลับยิ่งน่าหวาดหวั่นขึ้นไปอีก ภายในพลังนั้นแฝงหมอกแห่งความโกลาหลบางเบา
ยามพลังเคลื่อน แสงเรืองรองระเบิดออกจากผิวกาย หยินหยางหมุนเวียน ฟ้าดินกลับตาลปัตร ด้านหลังปรากฏเงาร่างจิตมหึมาสายหนึ่ง
เงาร่างจิตนั้นยืนตระหง่านค้ำฟ้า คล้ายสถิตอยู่ท่ามกลางความโกลาหล ดวงดาวโคจรรอบกาย สวรรค์ทั้งหลายหมุนวนรอบเงาร่างนั้น ประหนึ่งเขาคือศูนย์กลางของโลกหล้า
แสงเงินอันเจิดจ้าดุจสายน้ำตกจากสวรรค์ ไหลรินจากฟ้าสู่ดิน ราวเทพยดาเสด็จลงมา
จิ๋นซีฮ่องเต้มองภาพทั้งหมดด้วยความตะลึง ในฐานะจักรพรรดิ เขาไม่ค่อยแสดงอารมณ์ยินดีโกรธเคืองออกมา แต่ครานี้กลับไม่อาจปิดบังความตกตะลึงได้อีก
เขาเสาะหาฟางซื่อผู้เก่งกล้ามาทั้งชีวิต แต่กลับได้พบ… เซียนตัวเป็นๆ
เซียนตรงหน้านี้ แข็งแกร่งกว่าฟางซื่อที่เขาเคยพบเป็นร้อยเป็นพันเท่า จะไม่ให้เขาตื่นเต้นได้อย่างไร
ไม่อาจปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไปได้ จิ๋นซีฮ่องเต้ตะโกนด้วยความตื่นเต้น
“ท่านเซียน!”
หลี่หมิงเพิ่งนึกได้ว่าจิ๋นซีฮ่องเต้ยังอยู่ แต่ก็ไม่รีบร้อน ยังคงนั่งขัดสมาธิกลางอากาศ ลูบไล้สัมผัสพลังแห่งจิตวิญญาณอย่างละเอียด ลิ้มรสความชื่นมื่นหลังการฝ่าด่าน
ครั้นรู้สึกอิ่มเอมเพียงพอ เขาประสานมุทรา กดลมปราณสู่ทะเลปราณ ปรากฏการณ์พิสดารทั้งปวงค่อยๆ สลาย
จากนั้นจึงร่อนลงสู่หอเรือน
สิ่งแรกที่เขามองเห็นคือสุนัขดำ ตัวมันเมื่อครู่ส่งเสียงเอะอะไม่หยุด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกังวลหรือหวาดกลัว
สายตาของหลี่หมิงร้อนแรงราวทะลุวิญญาณ สุนัขดำรีบก้มหน้า ไม่กล้าสบตา หมอบนิ่งทำทีหลับ
หลี่หมิงจึงถอนสายตา หันจะเดินไปหาจิ๋นซีฮ่องเต้ แต่เขากลับรีบวิ่งเข้ามาหาเอง ฝีเท้าโซเซเล็กน้อย สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและตื่นเต้น
“ท่านเซียน…”
“ข้ายังมิได้เป็นเซียน เพียงอยู่ระหว่างขั้นบำเพ็ญเซียนเท่านั้น” หลี่หมิงกล่าว
“เช่นนี้ยังไม่เรียกว่าเซียนอีกหรือ?”
จิ๋นซีฮ่องเต้มองหลี่หมิง ภาพเมื่อครู่ผุดขึ้นในพระทัยอีกครั้ง หยินหยางหมุน ฟ้าดินพลิกผัน ทางช้างเผือกดุจมหานที ดาวดาราล้อมเงาร่างเบื้องหลังเขา
หากสิ่งนี้ยังไม่เรียกว่าเซียน แล้วสิ่งใดจึงจะใช่เล่า
เขาอดตื่นตะลึงไม่ได้อีกครั้ง
“เรื่องนั้นไม่สำคัญ” หลี่หมิงมองเขาแล้วกล่าว “ท่านดื่มชาของข้าไปแล้ว ยังไม่รู้สึกอะไรหรือ”
“ไม่รู้สึก” จิ๋นซีฮ่องเต้ส่ายหน้า
“แปลกจริง…” หลี่หมิงครุ่นคิด เขานึกถึงเสี่ยวหลงหนี่ว์ที่ดื่มชาของตนแล้วเกิดปฏิกิริยาอย่างรวดเร็ว แต่จิ๋นซีฮ่องเต้กลับไม่เป็นเช่นนั้น
คิดไปคิดมา ก็เข้าใจได้ เสี่ยวหลงหนี่ว์ฝึกกำลังภายใน อยู่ในโลกยุทธภพ ส่วนจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นเพียงมนุษย์ประวัติศาสตร์ที่รู้วิชากระบี่เล็กน้อย ความแตกต่างคงอยู่ตรงนี้
“ไม่ค่อยตรงตามหลักวิทยาศาสตร์เลย”
“คำว่า ‘วิทยาศาสตร์’ คืออันใด” จิ๋นซีฮ่องเต้ถาม
“ไม่สำคัญ” หลี่หมิงโบกมือ “ไปดื่มชาต่อเถิด พิษสะสมในร่างท่านมากเกินไป ข้าต้องค่อยๆ ปรับสมดุลให้”
“ในร่างเรามีพิษหรือ?” จิ๋นซีฮ่องเต้ตกใจ “พิษมาจากที่ใด”
หากเป็นคนธรรมดากล่าวหาว่าเขามีพิษในกาย เขาคงชักกระบี่สังหารไปแล้ว แต่ผู้พูดตรงหน้ามิใช่คนธรรมดา จึงมีเพียงความสงสัย
“อาหารการกินมีคนดูแล มีหมอหลวงตรวจตราเสมอ เสวยยาบำรุง แล้วยังให้ฟางซื่อหลอมโอสถเซียนถวาย…”
ตรัสไปตรัสมา เขาก็ขมวดคิ้ว นึกถึงจุดที่อาจเกิดปัญหาได้ โอสถเซียนของฟางซื่อ
หลี่หมิงกล่าวตรงๆ
“โอสถเซียนที่ท่านเสวย มีปัญหา”
“เจ้าหมายความว่า…ฟางซื่อคิดร้ายต่อเรา?” สีหน้าจิ๋นซีฮ่องเต้เปลี่ยนไป
“จะกล่าวเช่นนั้นก็ได้ แต่หัวใจสำคัญคือ ท่านเสวยโอสถเหล่านั้นมากเกินไป ตัวยาหลายชนิดมีพิษ เมื่อสะสมยาวนาน พิษไม่อาจขับออก จึงอุดตันเส้นลมปราณ และชีพจร”
“ภายนอกท่านดูแข็งแรง แต่ภายใน หลายสิ่งกำลังพังทลาย หากล้มป่วย จะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ โรคภัยรุมเร้า สุดท้ายยากจะเยียวยา”
“มีทางแก้หรือไม่?” จิ๋นซีฮ่องเต้ถามอย่างร้อนรน
“ข้าจะช่วยขับพิษออกให้”
ดวงตาจิ๋นซีฮ่องเต้สว่างวาบ ก้าวเข้ามาสองก้าวด้วยความตื่นเต้น
“ท่านเซียน ต้องการทองคำเงินตราเพียงใด เราให้ได้ทั้งหมด”
หลี่หมิงส่ายหน้า
“เมื่อท่านมาถึงที่นี่ แปลว่าเรามีวาสนาต่อกัน ท่านต้องพำนักอยู่กับข้าสองวัน ในสองวันนี้ข้าจะดูแลร่างกายท่านให้ดี เงินทองไม่จำเป็นหรอก”
จิ๋นซีฮ่องเต้สะเทือนใจอย่างยิ่ง ที่แท้การมาที่นี่คือวาสนา
“ท่านเซียน นี่คือกระบี่ประจำกายของเรา ขอมอบให้ท่าน”
เขาเชื่อมั่นในฝีมือหลี่หมิงอย่างแท้จริง จึงปลดกระบี่จากเอว ยื่นให้โดยไม่ลังเล
หลี่หมิงมองดูอย่างประหลาดใจ จักรพรรดิที่กระบี่ไม่เคยห่างกาย กลับยอมมอบกระบี่ให้ตน
จิ๋นซีฮ่องเต้กล่าวต่อ
“นี่เป็นเพียงน้ำใจเล็กน้อย ขอท่านรับไว้ หากถือกระบี่เล่มนี้ เท่ากับเราเสด็จเอง แผ่นดินต้าฉิน ไม่มีที่ใดที่ท่านไปมิได้ และไม่มีผู้ใดที่ท่านสังหารมิได้”
สำหรับหลี่หมิง นี่เป็นเพียงกระบี่ธรรมดาเล่มหนึ่ง ยังเทียบไม่ได้กับถุงมือไหมทองของเสี่ยวหลงหนี่ว์ด้วยซ้ำ
จิ๋นซีฮ่องเต้ถาม
“หรือท่านจะรังเกียจ?”
หลี่หมิงไม่กล่าวมาก โบกมือเบาๆ กระบี่ในมือก็ลอยไปพิงผนัง
“เชิญฝ่าบาท เข้าไปนั่งข้างในเถิด”
ครานี้จิ๋นซีฮ่องเต้ไม่เกร็งเหมือนก่อน นั่งลงดื่มชา
ดื่มไปหลายถ้วย ในที่สุดร่างกายเขาก็เริ่มตอบสนอง เหงื่อซึมที่หน้าผาก ภายในรู้สึกร้อนรุ่ม ราวมีสิ่งใดวิ่งพล่านไปทั่ว
หลี่หมิงตรวจชีพจรแล้วถอนใจโล่ง
“ในที่สุดก็มีปฏิกิริยา พิษในร่างท่านมากเกินไป ต้องใช้ชา และเวลาอีกสักหน่อย”
“ร้อนเหลือเกิน!”
จิ๋นซีฮ่องเต้มองหลี่หมิง อวัยวะภายในราวถูกไฟแผดเผา เส้นลมปราณเต้นกระตุก ผิวหนังเริ่มแดง เหงื่อหยดลงพื้นไม่หยุด
หลี่หมิงให้เขานั่งขัดสมาธิ ผ่อนคลายร่างกาย แล้วลงมือทันที ปราณวิญญาณแผ่คลุมทั่วร่าง เริ่มขับพิษอย่างต่อเนื่อง
เสี่ยวหลงหนี่ว์เคยฝึกกำลังภายใน จึงปรับสมดุลเองได้ แต่จิ๋นซีฮ่องเต้ไม่เคย จำต้องอาศัยเขาช่วยเหลือ
ไม่นาน ไอขาวพวยพุ่งจากทั่วร่างเขา รูขุมขนเปิดออก ความร้อนค่อยๆ ลดลง
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป หลี่หมิงถอนพลัง ไอขาวสลาย
จิ๋นซีฮ่องเต้ลืมตาขึ้น เห็นร่างกายตนเปื้อนของเหลวสีดำเหนียวหนืด มีกลิ่นยาเหม็นฉุน นี่คือพิษที่เซียนกล่าวถึง
พิษในร่างมีมากถึงเพียงนี้ หากไม่ขับออก เกรงว่าคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปีเท่านั้น
คิดแล้วก็หวาดหวั่น
ฟางซื่อพวกนั้น…กลับไปต้องจัดการให้สิ้น โดยเฉพาะสวีฝู ต้องจับมัด ตีให้เลือดสาด แล้วลงโทษสถานหนัก
เมื่อพิษถูกขับออก
จิ๋นซีฮ่องเต้รู้สึกว่าศีรษะปลอดโปร่ง ร่างกายเบาสบาย เปี่ยมพลัง ราวย้อนกลับสู่วัยยี่สิบสามสิบที่เด็ดเดี่ยวและห้าวหาญ
อภินิหารของเซียน ช่างทะลุฟ้าจริงๆ
เขารีบลุกขึ้น คำนับอย่างนอบน้อม
“เซียน เราใคร่ขออายุยืน มีหนทางหรือไม่?”
หลี่หมิงกล่าวอย่างเนิบช้าว่า
“ข้าเคยบอกไปแล้ว หากอยากมีอายุยืนยาว ไม่มีทางลัด ต้องบำเพ็ญเซียนด้วยตัวเองเท่านั้น”
จิ๋นซีฮ่องเต้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวหนักแน่นว่า
“เช่นนั้นก็บำเพ็ญเซียน”
คำตอบนี้ทำให้หลี่หมิงถึงกับชะงัก สีหน้าแปลกประหลาด มองจิ๋นซีฮ่องเต้อยู่พักหนึ่ง จากนั้นก้มมองป้ายพฤกษามังกรที่เอว ตัวเลขบนป้ายแสดงว่า ‘47’
“เราจะบำเพ็ญเซียน” จิ๋นซีฮ่องเต้เอ่ยเสียงกังวาน “ไม่ทราบว่าท่านจะเมตตาชี้แนะได้หรือไม่”
“ท่านลองคิดให้ถี่ถ้วนอีกสักหน่อยดีหรือไม่” หลี่หมิงเกรงว่าเขาจะตัดสินใจด้วยอารมณ์ จึงยื่นอาภรณ์ชุดใหม่ให้
“ไปอาบน้ำให้เย็นใจก่อน ค่อยคิดเถิด”
จิ๋นซีฮ่องเต้ไม่ปฏิเสธ การตัดสินใจครั้งนี้เร่งรัดไปจริงๆ จึงรับอาภรณ์แล้วเดินไปยังน้ำตกตามที่หลี่หมิงชี้
ใต้สายน้ำเย็นเฉียบ จิ๋นซีฮ่องเต้หวนระลึกถึงชีวิตของตน
สามขวบหลบหนี ยี่สิบสองปีว่าราชการเอง สามสิบเก้ารวมใต้หล้า ขึ้นครองราชย์ สี่สิบเอ็ดปีขึ้นเขาไท่ซาน…
เมื่อทบทวนจนจบ คำตอบก็ชัดเจนในใจ เขาชำระคราบสีดำ และพิษออกจากร่างจนหมด
นี่คือการถือกำเนิดใหม่เลยก็ว่าได้
เป็นสัญญาณว่าต้าฉินจะเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
จิ๋นซีฮ่องเต้ลุกขึ้น สวมอาภรณ์ แล้วกลับมาหาหลี่หมิง
“เราตัดสินใจแล้ว จะบำเพ็ญเซียน”
“ดี” หลี่หมิงมองเขา “แต่ข้ามีข้อสงสัยหนึ่ง”
“เชิญกล่าว”
“บรรพชนหกรุ่นสะสมกำลัง วางกลยุทธ์ยาวนาน จนใต้หล้ารวมเป็นหนึ่ง หากท่านบำเพ็ญเซียนแล้ว ต้าฉินจะเป็นเช่นไร”
“เราคิดไว้แล้ว” จิ๋นซีฮ่องเต้ตอบทันที
“การรวมแผ่นดินเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เราจะสร้างรากฐานหมื่นชั่วอายุคน ให้กำเนิดแดนเซียนฉิน”
“แดนเซียนฉิน?”
หลี่หมิงสะเทือนใจทันที เขาเพิ่งตระหนักว่า จิ๋นซีฮ่องเต้ไม่ได้คิดเพียงอายุยืนของตนเอง แต่ต้องการพาต้าฉินก้าวเข้าสู่ยุคใหม่จริงๆ
แดนเซียนฉิน
เดิมทีหลี่หมิงคิดว่า เขาเพียงต้องการมีชีวิตยืนยาว ไม่คิดเลยว่าความทะเยอทะยานจะยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้
สมแล้วที่เป็นจิ๋นซีฮ่องเต้ ความคิดไม่เหมือนผู้ใด
จิ๋นซีฮ่องเต้ถาม
“ท่านคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่”
หลี่หมิงได้สติ ตอบช้าๆ
“แนวคิดแดนเซียนฉินเป็นไปได้แน่นอน แต่การสร้างแดนเซียน ไม่อาจสำเร็จในชั่วข้ามคืน”
“เราใช้เวลาหลายสิบปีรวมใต้หล้า เราก็เชื่อว่า แดนเซียนฉินย่อมสามารถปรากฏในมือเราได้เช่นกัน”
ในหัวหลี่หมิงผุดภาพประหลาดขึ้นมา
ยามสองรัฐทำศึก ฝ่ายอื่นใช้ธนู ปืนใหญ่ กองทัพมนุษย์ แต่ฝ่ายรัฐฉินกลับเหาะเหินด้วยกระบี่ ผนึกคาถา ใช้ค่ายกลและเคล็ดเซียน
ภาพนั้น… ช่างเหนือจริงนัก
หลี่หมิงนึกขึ้นได้อีกเรื่องหนึ่ง
“แต่การบำเพ็ญเซียนต้องอาศัยปราณวิญญาณ หากไร้ปราณวิญญาณ ย่อมไม่อาจแปรเป็นพลังของตนได้ ดินแดนของท่านมีปราณวิญญาณหรือไม่”
คำถามนี้ทำให้จิ๋นซีฮ่องเต้นิ่งงัน เขาไม่รู้ว่าปราณวิญญาณคืออะไร
หลี่หมิงยกมือขึ้น ปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินของสำนักห้วงเมฆาไหลรวมสู่ฝ่ามือ แสงสีเขียวจางหมุนเวียนอยู่ในอุ้งมือ
“นี่คือปราณวิญญาณแห่งฟ้าดิน หากปราณวิญญาณเหือดแห้ง การบำเพ็ญเซียนจะยากยิ่ง อาจติดอยู่กับที่ไม่ก้าวหน้า”
“เราไม่รู้ว่ามีหรือไม่ หากไม่มี สามารถสร้างขึ้นได้หรือไม่” จิ๋นซีฮ่องเต้ถาม
“พวกท่านสร้างเองไม่ได้ แต่ข้าทำได้ น่าเสียดาย ที่นี่กับต้าฉินเป็นคนละมิติเวลา”
“อย่างไรก็ตาม ตามการคาดคะเนของข้า ที่ๆ ท่านอยู่มีปราณวิญญาณ ฟางซื่อก็ใช้ปราณวิญญาณ เพียงแต่ขาดวิธีบำเพ็ญเซียนที่ถูกต้อง หากมีวิชาเซียนที่แท้จริง การสร้างแดนเซียนก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน”
“ขอเซียนชี้ทาง” จิ๋นซีฮ่องเต้ตื่นเต้น โลกแห่งการบำเพ็ญเซียนราวกับกำลังเปิดออกต่อหน้า
หลี่หมิงยิ้ม “อย่าเพิ่งรีบร้อน ยังมีเวลา ท่านต้องปรับสภาพร่างกายให้พร้อมก่อน ข้าหิวแล้ว ไปกินอะไรสักหน่อย”
จิ๋นซีฮ่องเต้เดินตามหลี่หมิงออกจากหอเรือน
เดิมคิดว่าเขาจะไปทำอาหารในครัว ไม่คิดว่าหลี่หมิงจะเดินลงไปใต้สะพานไม้ สุนัขดำก็รีบวิ่งตาม ดวงตาเป็นประกายสีเขียว
ไม่ไปครัวหรือ จะไปที่ใดกัน?
จิ๋นซีฮ่องเต้สงสัย แต่ไม่ถาม เดินตามไปเรื่อยๆ ไม่นานก็ได้กลิ่นสมุนไพรหอมอ่อนๆ
เบื้องหน้าคือแปลงสมุนไพรผืนใหญ่ ปลูกพืชวิเศษนานาชนิด มากมายจนไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้เขาตะลึงไม่หยุด
ผ่านแปลงสมุนไพรไป ก็ถึงสวนผลไม้
ผลไม้ในสวนยิ่งประหลาดยิ่งกว่า บางต้นออกผลคล้ายทารก บางผลแดงฉานดุจโลหิต
มีต้นหนึ่งแปลกประหลาดที่สุด ผลไม้บนต้นมีรูปร่างคล้ายสัตว์เทพในคัมภีร์ หลวนเหนี่ยว กิเลน เถาเถี่ย เถาอู้ ฟีนิกซ์ มังกร…
ยากจะเชื่อว่าผลไม้จากต้นเดียวจะหลากหลายได้ถึงเพียงนี้
เมื่อครู่ยังคิดว่าเป็นสัตว์เทพเกาะอยู่บนต้น ที่แท้ล้วนเป็นผลไม้
แปลงสมุนไพร และสวนผลไม้ ทำให้โลกทัศน์ของจิ๋นซีฮ่องเต้ถูกพลิกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เขากำลังจะถามว่าเป็นผลไม้เซียนหรือไม่
ทันใดนั้น หลี่หมิงสะบัดนิ้ว ปราณวิญญาณเส้นหนึ่งพุ่งออกไป คล้ายสายฟ้า คล้ายหมอกโกลาหล เพียงเสี้ยวพลัง
แต่กลับก่อให้เกิดนิมิตมากมาย หากพลังนี้ฟาดใส่ร่าง คงแตกสลายในพริบตา
ถัดมา จิ๋นซีฮ่องเต้ถึงกับกระตุกมุมปาก เพราะเห็นผลไม้บนต้น…กำลังจะหนี
ปราณวิญญาณแปรเป็นมือยักษ์ คว้าผลไม้เหล่านั้นไว้
ฉึบ ฉึบ ฉึบ
ในสายตาจิ๋นซีฮ่องเต้ ราวกับหลี่หมิงคว้ากิเลนหนึ่งตัว ไป๋เจ๋อหนึ่งตัว และหลวนเหนี่ยวหนึ่งตัว
ผลไม้ดิ้นรนไม่หยุด
หลี่หมิงสายตาวูบหนึ่ง ปราณวิญญาณพันรอบผลไม้
ครั้นพลังสลาย ผลไม้ก็กลับเป็นเพียงผลธรรมดา คล้ายสาลี่ฤดูหนาว
หลี่หมิงยื่นผลหนึ่งให้จิ๋นซีฮ่องเต้ โยนอีกผลให้สุนัขดำ ส่วนตนเองหยิบกินหนึ่งผล
สุนัขดำกินเสร็จ กลับซึมเซา หูตก ขุดดินสองสามที แล้วล้มตัวนอน กรนทันที
หลี่หมิงกินแล้ว นอกจากอิ่ม ก็ไม่รู้สึกสิ่งใด
จิ๋นซีฮ่องเต้กลับรู้สึกเหมือนได้กินอาหาร ร่างกายอุ่นวาบ มีกระแสพลังไหลเวียน
นี่ต้องเป็นผลไม้เซียนแน่นอน
เขามั่นใจว่า ผลไม้เซียนเช่นเดียวกับชาเซียน กินแล้วต้องชำระล้างไขกระดูก
ไม่นาน ร่างกายก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง หลี่หมิงช่วยเร่งการดูดซับด้วยปราณวิญญาณ
เสร็จแล้ว เขาก้มมองป้ายพฤกษามังกร ตัวเลขลดเหลือ “40”
“เหลืออีกสี่สิบชั่วโมง” หลี่หมิงกล่าว
“ร่างกายท่านพร้อมแล้ว ไปหอคัมภีร์กันเถิด ตั้งแต่นี้ไป ข้าจะสอนท่านบำเพ็ญเซียน จะเข้าใจได้เพียงใด…ขึ้นอยู่กับสติปัญญาของตัวท่านเองแล้ว”