โองการสวรรค์
ตอนที่ 24 โองการสวรรค์
เพียงเห็นจู้อิงไถ ก็พบว่านางสวมชุดเจ้าสาวสีแดงดั่งยามอาทิตย์อัสดง ชายแขนปักลวดลายดอกโบตั๋นเป็นคู่ กระโปรงปักลายเป็ดแมนดาริน ชายกระโปรงด้านหลังยาวลากพื้นราวสามฉื่อ ขอบชายเย็บดิ้นทองยาวหนึ่งฉุ่น ประดับเม็ดมุกห้าสี คาดเอวด้วยจีบหลิวเซียน
ดวงตานางใสกระจ่างเป็นประกาย คิ้วเรียวโค้งดังใบหลิว ขนตายาวสั่นระริก ผิวพรรณขาวเนียนเผยเรื่อสีชมพูอ่อน ริมฝีปากบางสดใสดั่งกลีบกุหลาบแรกแย้ม
แม้จะแต่งหน้าเพียงบางเบา ทว่าโฉมสะคราญก็ยังงดงามล่มเมือง สะกดสายตาผู้คน
ชุดเจ้าสาวสีแดงยิ่งเสริมให้นางดูสุขุมเป็นผู้ใหญ่ เปี่ยมเสน่ห์เย้ายวน งามเลิศล้ำเหนือใคร เป็นความงามที่หาคำเปรียบเปรยมิได้
ทำให้หลี่หมิงอดนึกถึงถ้อยคำหนึ่งไม่ได้
‘ดอกท้องาม โฉมพักตร์ละเมียด ฉลององค์หงส์ สวมผ้าคลุมเมฆคู่ แพรไหมประดับโฉม’
“ซานป๋อ!”
จู้อิงไถร้องเรียกเสียงใส ใบหน้าขาวผ่องเต็มไปด้วยรอยยิ้มงามหยาดเยิ้ม ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำใสดั่งธารน้ำเย็น
นางกางแขนออก วิ่งตรงไปหาเหลียงซานป๋อ
ชายกระโปรงพลิ้วไหวไม่หยุด ราวเปลวเมฆยามเย็นกำลังลุกโชน เส้นผมดำยาวปลิวสะบัดอยู่ด้านหลัง ตัดกับดอกท้อในป่า ยิ่งทำให้ชุดเจ้าสาวสีแดงที่สง่างามนั้น เพิ่มเสน่ห์อ่อนหวานชวนมอง
เหลียงซานป๋อก็วิ่งเข้าหานางเช่นกัน กางแขนโอบกอดจู้อิงไถไว้แน่น
หลี่หมิงมองภาพคู่หนุ่มสาวตรงหน้า
ฝ่ายชายหน้าตาหมดจดแบบบัณฑิต ฝ่ายหญิงผิวพรรณ และรูปโฉมงดงามยิ่ง ข้อด้อยเพียงอย่างเดียวคือทรวดทรงช่วงอกดูธรรมดาไปสักหน่อย
เขายังชอบอู่เซียวมากกว่า ยอดเขาซ้อนคลื่นคำราม ภูผาลำน้ำตระหง่าน
สองคนรอดชีวิตจากความเป็นความตาย ดวงตาทั้งคู่เอ่อด้วยน้ำตา เต็มไปด้วยความตื้นตัน แต่ไม่นานก็ได้สติ เหลียงซานป๋อจับมือจู้อิงไถ คุกเข่าลงต่อหน้าหลี่หมิง
คำนับ กราบ และกล่าวขอบคุณ
เหลียงซานป๋อกล่าวด้วยเสียงสั่น
“ขอบคุณท่านเซียนที่ช่วยชีวิต ข้ากับจู้อิงไถจะจดจำพระคุณนี้ไว้ชั่วชีวิต”
“เป็นเพียงวาสนาหนึ่งเท่านั้น ลุกขึ้นเถิด ไปนั่งพักที่หอเรือนของข้าก่อน” หลี่หมิงเดินนำ พาคู่รักไปพักผ่อน
เหลียงซานป๋อและจู้อิงไถเดินตามหลัง พลางมองสภาพแวดล้อมโดยรอบ
ทิวทัศน์งดงามราวภาพวาด หอเรือนลอยเด่นอยู่กลางเวหา
ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะคุกเข่าลงอีกครั้งพร้อมกัน เอ่ยว่า
“ขอท่านเซียนช่วยชีวิตพวกเราด้วย”
“เรื่องใดหรือ” หลี่หมิงหันกลับมามอง
“แม้เราจะรอดชีวิต แต่หากกลับไปก็ยากจะอธิบาย อำนาจตระกูลหม่าไม่ใช่สิ่งที่ข้ากับจู้อิงไถจะต้านทานได้ ขอท่านช่วยคิดหาทางออกให้ด้วย”
“เรื่องง่ายนัก เมื่อพวกเจ้ากลับไป ข้าจะบอกเองว่าควรทำเช่นไร ตอนนี้พวกเจ้าเพียงพักอยู่ที่นี่อย่างสบายใจสักวันสองวันก็พอ” หลี่หมิงคิดทางไว้แล้ว
“ขอบคุณท่านเซียน”
ทั้งสองกราบอีกครั้ง เชื่อมั่นในผู้มีฤทธิ์เหนือฟ้า จึงไม่ซักถามเพิ่มเติม
สองวันให้หลัง ทุกอย่างย่อมกระจ่าง
ตลอดสองวันนี้ หลี่หมิงไม่ได้สอนสิ่งใดแก่พวกเขา เพียงพูดคุยเป็นครั้งคราว เพื่อปลอบประโลมใจที่ยังไม่สงบ
พวกเขาไม่เหมือนคนอื่นที่ตกเข้ามา ไม่ได้บำเพ็ญเซียน ไม่ได้ฝึกยุทธ์ เป็นเพียงคนธรรมดา เรื่องที่ต้องทำจึงน้อยนัก
ทว่า ทั้งสองยังคงไม่สบายใจ อยากทำบางสิ่งเพื่อตอบแทน
หลี่หมิงปฏิเสธทั้งหมด
เมื่อไม่มีอะไรทำ ทั้งคู่ก็จูงมือกันเดินไปทั่วบริเวณ หวานชื่นจนสุนัขดำเห่าไม่หยุด ทำเอาหลี่หมิงแทบจะเตะชามอาหารหมาทิ้ง
สองวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ครั้นหลี่หมิงบอกแผนการของตน ทั้งสองก็ถูกพลังลึกลับดึงกลับไป
หลี่หมิงหยิบชามอสงไขยออกมา ดูภาพต่อเนื่องของเหลียงซานป๋อกับจู้อิงไถ เขาอยากรู้ว่ากลอุบายที่วางไว้จะได้ผลหรือเปล่า
ภาพในชามเริ่มฉาย
……
หลุมศพของเหลียงซานป๋อแตกออก จู้อิงไถกระโดดลงไป แล้วหลุมก็ปิดสนิท เรื่องนี้แพร่สะพัดไปดุจสายลม
ไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบัน ผู้คนล้วนชื่นชอบเรื่องครึกโครมแปลกพิสดาร ผู้คนมากมายเดินทางไกลมาดูด้วยตาตนเอง เพื่อพิสูจน์ความจริง
บริเวณหน้าหลุมศพ
หม่าเหวินไฉจากตระกูลหม่าโกรธเกรี้ยว สั่งการบ่าวไพร่ให้ขุดหลุม
เขาไม่เชื่อเรื่องไร้สาระเช่นนี้ จู้อิงไถผ่านมาพอดีแล้วหลุมแตก นางกระโดดลงไปอย่างนั้นหรือ
เขาเชื่อว่ามีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง
ตั้งใจจะขุดให้เห็นกับตา ว่าเหลียงซานป๋อเล่นกลอุบายใด หากจับได้ จะต้องฆ่าให้ตาย
ตระกูลเหลียงซึ่งเป็นญาติของเหลียงซานป๋อ รีบมาขัดขวาง แต่สุดท้ายก็สู้กำลังคนของตระกูลหม่าไม่ได้ ถูกกดจับไว้
“ทำเช่นนี้จะถูกสวรรค์ลงทัณฑ์!”
“ขุด!” หม่าเหวินไฉตะโกนสั่ง
เจ้าเมืองได้ข่าว รีบนำคนมาห้าม ปราดเข้าไปกระซิบข้างหูหม่าเหวินไฉ
“เจ้าทำเกินไปแล้ว คนตายก็ฝังให้สงบ บิดาเจ้าบอกว่าท่านอับอายยิ่ง รีบถอนคนเสีย”
“วันนี้ใครก็ห้ามข้าไม่ได้” หม่าเหวินไฉคำราม “ต่อให้เทพมาขวาง ข้าก็จะขุดหลุมนี้ให้ได้ พวกเจ้าอย่าชักช้า รีบขุดเร็วเข้า!”
“การกระทำเช่นนี้จะถึงหูราชสำนัก”
เจ้าเมืองเตือนเสียงเคร่ง
ผู้คนให้ความสำคัญกับการฝังให้สงบ การขุดหลุมศพเป็นการลบหลู่ผู้ตาย หากถึงราชสำนัก ย่อมเกิดความเดือดดาล
ตระกูลหม่าอาจพังพินาศ และอาจลากเขาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
“วันนี้เจ้าดูไปเถิด ไม่มีใครมาห้ามข้าได้ เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำเป็นแน่”
หม่าเหวินไฉกัดฟันแน่น ว่าที่ภรรยากำลังจะได้มา กลับหายไปเช่นนี้
เขารับไม่ได้
ต่อให้จู้อิงไถต้องตาย ก็ต้องตายในสุสานตระกูลหม่า มาตายในสุสานตระกูลเหลียง เรื่องนี้เขากล่ำกลืนไม่ลง
หม่าเหวินไฉตาแดงก่ำ สั่งการให้ขุดต่อ
ไม่นาน หลุมศพถูกขุดเปิด แต่ไม่เพียงไม่พบศพของเหลียงซานป๋อและจู้อิงไถ แม้แต่โลงศพก็ไม่พบ
“โลงศพอยู่ที่ใด!”
หม่าเหวินไฉเดือดดาล มองหลุมว่างเปล่า แล้วหันไปจ้องคนตระกูลเหลียง
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าพวกเจ้าก่อเรื่อง เหลียงซานป๋อไม่มีวันตาย ใช้กลนี้ลักพาตัวจู้อิงไถ คิดปิดบังฟ้าดิน สมควรตาย!”
“โลงศพหายไปได้อย่างไร?” เจ้าเมืองขมวดคิ้ว
เรื่องนี้ไม่สมเหตุสมผลเลย การตายของเหลียงซานป๋อเป็นเรื่องยืนยันแน่ชัด
หลุมแตกก็พิสดารพอแล้ว บัดนี้โลงยังหาย ศพก็ไม่พบ
หรือจะเป็นฝีมือตระกูลเหลียงจริง กล้าหาญเกินไปแล้ว
“นายท่าน โลงศพไม่ได้หายไป น่าจะจมลงด้านล่าง” บ่าวคนหนึ่งกล่าว “ดูสิ ด้านล่างมีรอยแยก”
“ขุดต่อ!”
หม่าเหวินไฉโกรธจนหน้าเขียว
“ต้องขุดให้เจอ และพวกเจ้า จับคนตระกูลเหลียงไปทรมาน ข้าไม่เชื่อว่าเหลียงซานป๋อกับจู้อิงไถจะไม่โผล่หน้ามา!”
เขาปักใจเชื่อว่าตระกูลเหลียงเป็นผู้ก่อเรื่อง
ขณะกำลังจะสั่งลงมือ
ท้องฟ้าพลันมืดลง เมฆดำปั่นป่วน ลมเย็นพัดกรรโชก พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยแยกแผ่ขยายดุจใยแมงมุม
ครืน!
ทะเลอัสนีคำรามกึกก้องบนฟากฟ้า
เมฆดำบนท้องฟ้ากลิ้งวนปั่นป่วน ลมทมิฬพัดโหมกระหน่ำ
ผู้คนที่มามุงดูต่างรู้สึกถึงความหนาวเย็นแทรกซึมถึงกระดูก ครอบครัวตระกูลจู้ที่เพิ่งมาถึงถึงกับตัวสั่นงันงก บรรยากาศกดดันอึดอัดแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
บัดนี้ ผู้ที่มุงดูอยู่มีทั้งตระกูลเหลียง ตระกูลหม่า ตระกูลจู้ เจ้าเมือง และชาวบ้านใกล้เคียง รวมแล้วเกือบพันคน
ความเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินที่เกิดขึ้นฉับพลัน ทำให้ทุกคนเงียบงัน
พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รอยแตกร้าวแผ่ขยายออกไปทุกทิศ
ครืน!
ฟ้าคำรามกึกก้อง ก่อนที่สายฟ้าสีม่วงสายหนึ่งจะผ่าลงมาจากฟากฟ้า ฟาดลงตรงหลุมศพของเหลียงซานป๋อโดยตรง
บ่าวไพร่ที่อยู่ใกล้ถูกแรงอสนีซัดกระเด็นปลิว แม้แต่หม่าเหวินไฉเองก็ถูกกระแทกกระเด็น ล้มลงกับพื้น กระอักเลือด ใบหน้าเปลี่ยนสีทันที เหตุการณ์ทั้งหมดดูเหมือนจะเกินกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้
“ฟ้าดินเอ๋ย ขอท่านช่วยเป็นธรรมให้ครอบครัวข้าด้วยเถิด!”
บิดาของเหลียงซานป๋อคุกเข่าลงกับพื้น ทั้งครอบครัวคุกเข่าร่ำไห้สะอึกสะอื้น
“ไม่นึกเลยว่าบุตรสาวของข้าจะทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้…”
บิดามารดาของจู้อิงไถเองก็คุกเข่าลงเช่นกัน กว่าจะรู้ว่าคู่แท้ของบุตรสาวคือเหลียงซานป๋อ ก็สายเกินไปแล้ว
“ลูกข้ายังเยาว์วัยนัก ขอฟ้าดินได้โปรดช่วยนางด้วยเถิด!”
ภาพฟ้าดินเช่นนี้ ทำให้เจ้าเมืองตกตะลึง รู้สึกถึงลางร้ายในใจ หรือว่าเรื่องราวของเหลียงซานป๋อกับจู้อิงไถจะสะเทือนถึงสวรรค์ จนทำให้เหล่าเทพยดาโกรธเกรี้ยวแล้ว
“แสร้งทำเป็นผีสางเทวดา!”
หม่าเหวินไฉฝืนลุกขึ้น เช็ดเลือดที่มุมปาก เขาเชื่อว่านี่คือกลอุบายที่เหลียงซานป๋อกับจู้อิงไถร่วมกันจัดฉากขึ้น
“ออกมาให้หมด! วันนี้ไม่ว่าใครก็ห้ามข้าไม่ได้!”
ครืน!
สายฟ้าฟาดลงตรงหน้าเขาอีกครั้ง พื้นดินแตกกระจาย ยุบตัวลง
หม่าเหวินไฉตกใจจนทรุดนั่งกับพื้น ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดผวา
เรื่องเช่นนี้… ไม่ใช่สิ่งที่เหลียงซานป๋อกับจู้อิงไถจะทำได้
หรือว่าจริง ๆ แล้ว เขาได้ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้าแล้ว?
เขานั่งถอยหลังไปทีละน้อย ร่างกายสั่นเทาไม่หยุด
เบื้องหน้า สายฟ้านับสิบฟาดลงบนหลุมศพของเหลียงซานป๋ออย่างต่อเนื่อง ทุบทำลายเนินดินจนแตกสลาย
โลงศพสีดำใบหนึ่งค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากผืนดิน
ครืน!
สายฟ้าอีกสายฟาดลงมา ฝาโลงถูกผ่ากระเด็น ปลิวไปตกอยู่ตรงหน้าหม่าเหวินไฉพอดี
หม่าเหวินไฉหน้าชา ริมฝีปากสั่น ใบหน้าตึงเครียด แต่ยังฝืนยืนขึ้น จ้องมองไปยังโลงศพ
ทันใดนั้น ผีเสื้อสีสันประหลาดสองตัวก็บินออกมาจากภายใน
ผีเสื้อทั้งสองโบยบินวนเวียนรอบโลงศพ
“เหลียงซานป๋อกับจู้อิงไถกลายเป็นผีเสื้อแล้ว!”
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเอ่ยขึ้น ชาวบ้านทั้งหมดตกตะลึง
ในโลงศพไม่มีร่างไร้วิญญาณ มีเพียงผีเสื้อสองตัวเท่านั้น
จินตนาการของผู้คนเริ่มทำงานทันที
“คนจะกลายเป็นผีเสื้อได้อย่างไร?”
“เป็นไปไม่ได้!”
“นี่ต้องเป็นอิทธิฤทธิ์ของเทพเซียนเป็นแน่!”
“เซียนบ้าบออะไร!” หม่าเหวินไฉคำราม ชี้สั่งบ่าวไพร่
“ไปจับมันมา! ข้าจะย่างมันเสีย!”
เขาไม่เชื่อเรื่องเหลวไหลพรรคนี้
บ่าวไพร่แม้จะหวาดกลัว แต่ก็ยังถือไม้พลองเดินเข้าไป
“เงยหน้าสามฉื่อยังมีเทพเจ้า พวกเจ้าจะถูกสวรรค์ลงทัณฑ์!”
คนของตระกูลเหลียงและตระกูลจู้ทนดูไม่ได้ ลุกขึ้นคิดจะเข้าขัดขวาง
ขณะนั้นเอง
“หึ่งงงง”
เสียงอันยิ่งใหญ่ดังกึกก้องลงมาจากฟากฟ้า เสียงนั้นสะเทือนฟ้าดิน
เงาร่างสีทองขนาดมหึมาปรากฏขึ้นจากทะเลเมฆดำมืด
สง่างาม ขรึมขลัง ศักดิ์สิทธิ์ พลังแผ่คลุมทั่วหล้า แสงส่องสว่างดุจส่องสะท้านกาลเวลา
ทั้งท้องฟ้าเต็มไปด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ หนักหน่วงดังภูเขาพันชั่งกดลงมา
“เราคือเซียน”
สุรเสียงอันยิ่งใหญ่ดังก้องลงมา
ในพริบตาเดียว ทุกคนในที่นั้นคุกเข่าลงกับพื้น ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
เจ้าเมืองหัวใจเต้นระรัว หมอบราบใบหน้าแนบพื้น หวังเพียงให้เทพเจ้าไม่ทรงสนใจความผิดของตน
มีเพียงหม่าเหวินไฉที่สติแตกโดยสิ้นเชิง เสียงในหัวอื้ออึงไม่หยุด
เขา… ไปลบหลู่เทพเซียนเข้าแล้ว
“ความรักของเหลียงจู้จริงแท้มั่นคง สะเทือนฟ้าดิน ซาบซึ้งถึงเบื้องบน เราจึงรับรู้ และประทานโองการสวรรค์ เหลียงซานป๋อและจู้อิงไถ จงเป็นคู่ครองชั่วนิรันดร์”
ผู้คนทั้งหลายคุกเข่าอยู่กับพื้น ใจสั่นสะเทือน
เงาร่างโบกมือ
ผีเสื้อสองตัวนั้นแปรเปลี่ยนกลับเป็นร่างของเหลียงซานป๋อและจู้อิงไถ ปรากฏต่อหน้าผู้คนทั้งปวง
ทั้งสองรีบคุกเข่า กราบไหว้บูชาไม่หยุด
จากนั้น เงาร่างสีทองก็ค่อย ๆ เลือนหายไปจากฟากฟ้า
เรื่องราวความรักของเหลียงซานป๋อกับจู้อิงไถแพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็สะเทือนถึงราชสำนัก
ราชสำนักถึงกับมีราชโองการรับรองคู่รักผู้นี้
ส่วนหม่าเหวินไฉ… กลับเสียสติ
ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้เพียงว่าวันที่เซียนปรากฏ เขาก็กลายเป็นคนวิกลจริต
บางคนกล่าวว่าเขารับความจริงไม่ไหว
บางคนกล่าวว่าเป็นเพราะเงยหน้าสามฉื่อมีเทพเจ้า และเทพยดาทรงลงทัณฑ์
แต่ไม่มีใครสนใจนัก
สิ่งที่ผู้คนสนใจ คือความรักของเหลียงซานป๋อกับจู้อิงไถที่สะเทือนฟ้าดิน
เรื่องราวถูกเล่าขาน แปรเปลี่ยนเป็นตำนานมากมาย และกลายเป็นนิทานเทพปกรณัมที่เล่าขานสืบไปชั่วกาล
……
“ครั้งแรกที่แสดงเป็นเทพเซียน ก็ถือว่าใช้ได้”
หลี่หมิงมองภาพในชามอสงไขย นี่คือหมากสำรองที่เขาทิ้งไว้ให้เหลียงซานป๋อกับจู้อิงไถ
กันไว้เผื่อสถานการณ์คุมไม่อยู่
เงาร่างที่ปรากฏนั้น เป็นเพียงยันต์อาคมที่ฉายขึ้นบนฟากฟ้า
แม้จะเป็นเพียงกลวิธีเล็กน้อย แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดาแล้ว นี่คือภาพสะเทือนใจอย่างยิ่ง
แค่นี้ก็พอแล้ว
ขอเพียงให้ทุกคนรู้ว่า เหลียงซานป๋อกับจู้อิงไถมีเซียนหนุนหลังก็พอ
หลี่หมิงหยุดการฉายภาพจากชามอสงไขย ก้มมองก้นชาม
พลังงานหายไปหนึ่งขีด แต่ในพริบตาเดียว ขีดพลังกลับเพิ่มขึ้นมาอีกสองขีด
รางวัลมาถึงแล้ว
บัดนี้ ชามอสงไขยมีพลังรวมสามขีด
พร้อมกันนั้น ประสาทสัมผัสอันไวต่อเสียงของเขาก็รับรู้ได้ว่า ต้นไม้แห้งหน้าอาคารลอยฟ้า แตกกิ่งก้านใหม่อีกครั้ง
เรื่องปกติ ไม่คุ้มค่าต่อความใส่ใจ
สิ่งที่เขาสนใจคือรางวัลของตน เขาหยิบป้ายพฤกษามังกรขึ้นมา
ไม่นาน ตัวอักษรหนึ่งบรรทัดก็ปรากฏ
“รางวัล ขั้นหลอมปราณยี่สิบระดับ”
พลังหลั่งไหลเข้าสู่ร่าง
เช่นทุกครั้ง หลี่หมิงคุ้นชินกับความรู้สึกนี้ดี พลังถูกหล่อเลี้ยง ขั้นหลอมปราณของเขาพุ่งขึ้นเป็นระดับ 1062
น่าตื่นเต้นยิ่งนัก
เขารู้สึกว่าตนแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว
ขณะกำลังซึมซับพลัง ป้ายพฤกษามังกรก็ส่องแสง ตัวอักษรเดิมเลือนหาย ก่อนจะปรากฏบรรทัดใหม่
“รางวัล แหวนสุเมรุสำหรับคู่รักหนึ่งคู่”
ในมือหลี่หมิงปรากฏแหวนสองวง
เขาลองตรวจดู พบว่าเป็นแหวนมิติ ภายในสามารถเก็บของได้ พกพาง่ายยิ่งกว่าถุงมิติ
สีเงินขาว งานประณีต พื้นที่ภายในกว้างขวางอย่างยิ่ง
และยังเป็นแหวนคู่
วงหนึ่งสลักมังกร อีกวงสลักหงส์
“แต่ให้แหวนคู่รักมาทำไม…”
หลี่หมิงพึมพำ เขาไม่มีคู่ครองเสียหน่อย
เหลือบตามองไปที่ประตู สุนัขดำตัวหนึ่งหันมามอง แลบลิ้นเลียปาก
หลี่หมิงไม่พูดพร่ำ ทำร้ายมันทันที
“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!”
สุนัขดำร้องโวยวาย ดวงตาเอ่อด้วยน้ำตา เดินจากไปอย่างคับแค้น
มันไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดหลี่หมิงถึงชอบรังแกมันนัก
สักวันหนึ่ง… มันจะลุกขึ้นร้องเพลงชัยชนะ และจับหลี่หมิงกดกับพื้นทุบตีให้สาสม
หลังซัดมันไปหนึ่งชุด หลี่หมิงอารมณ์ดีขึ้น
เขามองแหวนคู่รักในมืออีกครั้ง สวมแหวนสลักมังกรไว้กับตนเอง
ส่วนอีกวงหนึ่ง เขาคิดจะเก็บเข้าไปในแหวนสลักมังกร แต่กลับใส่ไม่ได้
ดูเหมือนแหวนมิติไม่สามารถซ้อนกันได้ เช่นเดียวกับถุงมิติ ไม่อาจเก็บถุงมิติอีกใบหนึ่ง
ไม่อนุญาตให้เกิด ‘มิติซ้อนมิติ’
หลี่หมิงจ้องแหวนวงนั้น นิ่งคิด
“ข้าควรให้ใครดีนะ…”