เก้ามังกรลากโลงบดบังผืนนภา

ตอนที่ 27 เก้ามังกรลากโลงบดบังผืนนภา



โครม!



สายฟ้าฟาดลงมากลางวันแสกๆ



เหนือท้องฟ้าของสำนักห้วงเมฆา ท้องนภากลับบิดเบี้ยว กลายเป็นวังวนขนาดมหึมา เมฆหมุนคว้าง คลื่นสายฟ้านับไม่ถ้วนส่งเสียงคำรามกึกก้อง



สุนัขดำบนสะพานไม้เบิกตากว้างราวกระดิ่งทอง มันกระดิกหาง อ้าปากเห่าหอนใส่ฟากฟ้าไม่หยุด



หลี่หมิงเงยหน้าขึ้น จ้องมองท้องนภาอย่างเคร่งขรึม



เขาเห็นวังวนค่อยๆ หมุนช้าๆ พลังมหาศาลแผ่กระจายปกคลุมทั่วฟ้าดิน แสงสีทองเจิดจ้าสาดส่องโลก วังวนกลางฟ้าปรากฏเงาร่างของมังกรเก้าตน มังกรที่มีอยู่เพียงในตำนานเล่าขาน



มังกรทั้งเก้าส่องประกายเรืองรองทั่วร่าง เกล็ดเปล่งแสงรุนแรง ประหนึ่งดวงตะวันเก้าดวงแขวนอยู่กลางฟ้า แสงเจาะทะลุขุนเขา สะท้อนผืนแผ่นดินนับหมื่นลี้



กลิ่นอายเย็นเยียบ แห้งแล้ง ว่างเปล่า แผ่ซ่าน ราวกับมาจากห้วงอวกาศอันไกลโพ้นสุดขอบจักรวาล



มังกรทั้งเก้าค่อยๆ เคลื่อนตัวลงมา แรงกดดันมหาศาลบีบอัดฟ้าดินจนแทบแตกสลาย



หลี่หมิงกำลังจะลงมือสลายพลัง ทว่าในจังหวะนั้นเอง สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับสิ่งหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังมังกรทั้งเก้า



โลงศพสำริด ดูราวกับมังกรเก้าตนกำลังลากโลงศพใบหนึ่งลงมาจากฟากฟ้า



“เก้ามังกรลากโลง!”



สมองของหลี่หมิงระเบิดวาบขึ้นมาทันที เขานึกถึงนิยายเล่มหนึ่งที่เคยอ่าน



นิยายที่เปิดเรื่องด้วยเก้ามังกรลากโลง



มังกรเก้าตนจากห้วงอวกาศ ลากโลงศพลงสู่เขาไท่ซาน สร้างความตื่นตะลึงให้ทั้งใต้หล้า



ตัวเอกของเรื่อง เยี่ยฝาน และสหายได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางดวงดาวผ่านเก้ามังกรลากโลง เปิดฉากหนทางบำเพ็ญเซียน



สุดท้ายร่างเซียนบรรพกาลแสดงอานุภาพ ก้าวสู่แดนจักรพรรดิ ขยับนิ้วเดียวบดบังฟ้าดิน



“ไม่สิ… ที่นี่ไม่มีแท่นห้าสี แล้วเก้ามังกรลากโลงมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร?”



ความสงสัยพลุ่งขึ้นในใจหลี่หมิง



เขากำลังจะครุ่นคิดให้ลึกลงไป ทว่าทันใดนั้นเอง แรงกดดันไร้ขอบเขตก็ถาโถมลงมา



พลังอันน่าสะพรึงจากฟากฟ้าบดขยี้ลงมาอย่างรุนแรง



เป้าหมายของเก้ามังกรลากโลง… คือต้นไม้ยักษ์ที่ตั้งอยู่หน้าหอเรือนลอยฟ้า



หากปล่อยให้มันตกลงมา



หลี่หมิงเชื่อว่าต้นไม้ยักษ์ที่เพิ่งฟื้นคืนชีพ อาจแตกสลายเป็นผุยผงในพริบตาเดียว



เขาทะยานขึ้นฟ้า ลงมือทันที



ปราณวิญญาณที่เขาบำเพ็ญเซียนอยู่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ปราณวิญญาณดุจคลื่นยักษ์แผ่เป็นระลอกๆ สั่นสะเทือนทั่วฟ้าดิน โดยไม่ตั้งใจ พลังนั้นยังซัดสุนัขดำที่กำลังเห่าอยู่บนสะพานไม้ปลิวตกลงจากหอเรือนลอยฟ้าอีกด้วย



แรงกดดันจากเก้ามังกรลากโลงถาโถมลงมา เริ่มบดขยี้พลังของหลี่หมิง



หนัก!



หนักเกินไปจริงๆ!



มังกรทั้งเก้า และโลงสำริดร่วมกันกดทับลงมาอย่างสมบูรณ์



หลี่หมิงจำต้องระเบิดพลังออกมาอีกครั้ง พลังฟ้าดินปั่นป่วน พลังของเขาถูกดันขึ้นไม่หยุด ชั้นแล้วชั้นเล่า เพื่อต้านทานเก้ามังกรลากโลงที่กำลังร่วงใส่ต้นไม้ยักษ์



เขารู้สึกเหมือนกำลังแบกร่างของมหาจักรพรรดิแห่งยุคสมัย



หนักเสียจนแทบหายใจไม่ออก



เมื่อพลังขั้นหลอมปราณปะทุขึ้นไม่หยุด หมอกโกลาหลแผ่ซ่าน สายฟ้าคำรามวนรอบร่าง



ด้านหลังของหลี่หมิง ปรากฏเงาร่างมหึมาอันพร่าเลือน



เงานั้นราวกับทอดข้ามศูนย์กลางแห่งสรรพสิ่ง หมู่มวลดาราโคจรล้อมรอบ



โลกแล้วโลกเล่าลอยขึ้นลงเคียงข้างเขา ตำนานบทต่างๆ จากผู้มาเยือนที่เขาพบพาน หมุนวนรอบกาย



โดยที่หลี่หมิงเองยังไม่ทันรู้ตัว โลกทุกโลกที่เคยมีแขกผู้มาเยือนตกเข้ามายังที่แห่งนี้ ต่างลอยวนอยู่รอบเงาร่างของเขา



หลี่หมิงประหนึ่งกลายเป็นมหามรรคา เงาร่างทอดข้ามฟ้าดิน สะท้อนหมื่นโลกา



ในที่สุด เขาก็ต้านพลังอันมหาศาลของเก้ามังกรลากโลงได้ ผลักมันออกจากต้นไม้ยักษ์ ให้ค่อยๆ ร่วงลงสู่พื้นข้างๆ



ครืน!



เก้ามังกรลากโลงลงสู่พื้นอย่างมั่นคง



ต้นไม้ยักษ์ที่ฟื้นคืนชีพ… รอดพ้น



หลี่หมิงเก็บพลังกลับ ในความเป็นจริง เขาเองก็ไม่รู้เลยว่าเงาร่างด้านหลังตนเอง เพิ่งสะท้อนโลกหล้าทั้งปวง และทำให้หมื่นโลกากลายเป็นต้นกำเนิดพลังของเขา



“ของแบบนี้… หนักจริงๆ”



เขาค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ ตบมือเบาๆ ก่อนจะเพ่งมองมังกรทั้งเก้าตน และโลงศพสำริด



มังกรเหล่านี้… ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต



พวกมันคือซากมังกรขนาดมหึมา ไม่รู้ว่าตายมาแล้วกี่หมื่นกี่แสนปีแล้ว



แต่ร่างกายกลับไม่เน่าไม่ผุ ราวกับกาลเวลานับหมื่นปีไม่อาจทิ้งร่องรอยใดไว้ได้



หลี่หมิงยื่นมือขีดผ่านลำตัวมังกร



ประกายไฟสาดกระเด็น เกล็ดแข็งราวโลหะเซียน



“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง…”



สุนัขดำที่ถูกพลังซัดตกลงไปก่อนหน้านี้ วิ่งกลับมาอย่างไม่มีบาดแผลใดๆ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ซากมังกรทั้งเก้า เห่าไม่ยั้ง



หลี่หมิงนิ่งอึ้ง เบื่อหน่ายจนขี้เกียจจะสนใจมันแล้ว



เขาหันกลับมาพิจารณามังกรต่อ



ครู่หนึ่ง สายตาจึงเคลื่อนไปหยุดที่โลงสำริด



มันเป็นโลงศพที่มีเอกลักษณ์อย่างยิ่ง



ผิวด้านนอกสลักลวดลายนก ปลา สัตว์ และแมลง สีหม่นคล้ำ หล่อด้วยสำริดทั้งใบ



หากหลี่หมิงจำไม่ผิด เยี่ยฝานและเพื่อนๆ เคยอยู่ในโลงนี้ ถูกมังกรลากผ่านฟากฟ้า และยังได้รับอักษรโบราณลึกลับหลายตัว



อักษรเหล่านั้นช่วยเยี่ยฝานอย่างมหาศาล



เขาเดินทางด้วยเก้ามังกรลากโลง สู่เส้นทางดวงดาว ก่อนจะหยุดที่แดนหวงห้ามบรรพกาล เปิดฉากเส้นทางจักรพรรดิ



เก้ามังกรลากโลง …คือแก่นแกนของเรื่องราวทั้งหมด ไม่สิ… ของมหากาพย์ทั้งชุด



สิ่งลึกลับ อาถรรพ์ ที่เปิดม่านโลกอันกว้างใหญ่ และยุคสมัยแห่งการบดบังฟ้าดิน



ฟิ่ว…



ทันใดนั้น หลี่หมิงก็รู้สึกได้ว่าป้ายพฤกษามังกรที่เอวสั่นไหว แสงสีแดงกะพริบ พร้อมกลิ่นอายแปลกประหลาด



มันลอยขึ้นกลางอากาศ



ครอบคลุมเก้ามังกรลากโลง สแกนไปมาไม่หยุด



ไม่รู้ว่ากำลังทำสิ่งใด



ครู่หนึ่ง ป้ายพฤกษามังกรจึงลอยกลับมา



หลี่หมิงคว้าไว้ในมือ เพ่งมองอย่างตั้งใจ ไม่นานมันก็สั่นสะเทือนอีกครั้ง



“ถ้าไม่ผิดพลาด…เดี๋ยวมันคงแสดงเวลาพำนักของเก้ามังกรลากโลง”



เขาพึมพำกับตัวเอง



แสงวาบขึ้น อักขระสีแดงสามตัวปรากฏ ‘???’



หลี่หมิงอึ้งไปชั่วขณะ



“หมายความว่ายังไง?”



ที่ผ่านมา ป้ายพฤกษามังกรจะแสดงเวลาพำนักเสมอ



แต่ครั้งนี้…กลับเป็นเครื่องหมายคำถาม



ทันใดนั้น เขาก็นึกบางอย่างออก



สิ่งที่แสดงเวลาได้ ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิต มนุษย์ อสูร หรือภูตผีปีศาจ



แต่มังกรเหล่านี้เป็นซาก โลงศพก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตจริงๆ



บางที… นี่อาจเป็นสาเหตุของเครื่องหมายคำถามทั้งสาม



ตรวจสอบไม่ได้?



งั้นหมายความว่าอะไรกันแน่ ของพรรค์นี้อยากอยู่ก็อยู่ อยากไปก็ไปงั้นรึ?



บ้าจริง เอาแน่เอานอนไม่ได้ขนาดนี้ ความคิดหลี่หมิงแล่นปรู๊ด พลางบ่นพึมพำในใจไม่หยุด



“แต่ตามปกติ เก้ามังกรลากโลงต้องอาศัยแท่นห้าสีไม่ใช่หรือ?”



“หรือว่าที่นี่ก็มีแท่นห้าสี?”



เขาเริ่มคิดจะขุดดูใต้สำนักห้วงเมฆา



ทว่าในจังหวะนั้นเอง เขาเห็นสุนัขดำกระดิกหาง อ้าปากงับมุมหนึ่งของโลงสำริด



งับไปงับมา



กร๊อบ!



ฟันสีขาวซี่หนึ่งหลุดร่วงลงพื้น



“โฮ่งงงง!”



สุนัขดำร้องลั่น กลิ้งไปมาบนพื้น เลือดเต็มปาก ฟัน…หลุดไปหนึ่งซี่



หลี่หมิงมองมันอย่างเย็นชา



“สมควรแล้ว ต่อไปกินอิ่มไม่มีอะไรทำ ก็อย่าไปกัดของแปลกๆ”



เขาเบือนสายตากลับมา ทันใดนั้นก็เกิดประกายความคิดหนึ่งขึ้น



หรือว่า… เขาจะสามารถขึ้นเก้ามังกรลากโลง แล้วออกจากสำนักห้วงเมฆาได้?



ในขณะเดียวกันนั้นเอง ป้ายพฤกษามังกรสั่นไหว เครื่องหมายคำถามทั้งสามหายไป



กลิ่นอายเย็นเยียบถาโถม กลิ่นอายอาถรรพ์ และไม่เป็นมงคลแผ่ปกคลุม ราวกับในความมืดมิด มีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเขาอยู่



“ใครกัน?”



หลี่หมิงเอ่ยเสียงต่ำ



กลิ่นอายอาถรรพ์ และไม่เป็นมงคลแผ่ปกคลุม หลี่หมิงรู้สึกราวกับมีดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองต้นคอของตน หนังศีรษะชาวาบ ลุกพรวดด้วยความระแวดระวัง รีบหันกลับไปมองด้านหลัง



แต่กลับเป็นการตกใจเก้อ ไม่มีอะไรเลย



เขานึกว่าพอหันกลับไปจะได้เห็นเงาร่างขนสีแดงปรากฏขึ้นเสียอีก



ที่แท้ก็เป็นแค่เขาขวัญอ่อนไปเอง



หลี่หมิงหันกลับมามองซากมังกรทั้งเก้ากับโลงสำริดอีกครั้ง ยิ่งมองยิ่งรู้สึกว่ามันชวนแปลกพิกลอย่างยิ่ง



แม้จะไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ แต่ความรู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังจับจ้องตนอยู่ก็ยังไม่จางหาย



เขาแผ่จิตสัมผัสออกไป ตรวจสอบรอบด้าน อย่างน้อยตอนนี้ก็มั่นใจได้ว่า นอกจากเก้ามังกรลากโลงแล้ว ไม่มีสิ่งอาถรรพ์แปลกพิสดารอื่นๆ แฝงตัวอยู่



หลี่หมิงก้มลงมองป้ายพฤกษามังกรที่เอว เพราะเมื่อครู่ เครื่องหมายคำถามสามตัวได้หายไปแล้ว และมีอักษรผุดขึ้น เพียงแต่เขายังไม่ทันได้ดูชัด



‘72’



ตัวเลขที่แสดงคือ 72



ดูเหมือนว่าแม้จะไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ก็ยังสามารถตรวจจับเวลาพำนักได้ เพียงแค่ต้องใช้เวลานานขึ้นเท่านั้นเอง



ป้ายพฤกษามังกรช่างเป็นของล้ำค่าแท้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าที่มาของมันคืออะไร



สิ่งเดียวที่แน่ชัดคือ มันไม่สามัญธรรมดาอย่างแน่นอน



กลับมาที่ตัวเลข 72 นั่นหมายความว่า เก้ามังกรลากโลงจะพำนักอยู่ที่นี่เป็นเวลาสามวัน



เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง



ป้ายพฤกษามังกรมีการเปลี่ยนช่วงเวลาอยู่สามครั้งแล้ว



ครั้งแรกคือเสี่ยวหลงหนี่ว์ นับจากนาง เวลาพำนักคือหนึ่งวัน



ครั้งที่สองคือมหาจักรพรรดิ จิ๋นซีฮ่องเต้ นับจากเขา เวลาพำนักกลายเป็นสองวัน



และครั้งที่สามก็คือตอนนี้ เก้ามังกรลากโลง



หากไม่มีอะไรผิดพลาด นับจากนี้ไป ผู้คนที่ปรากฏกายต่อจากนี้ เวลาพำนักน่าจะเป็นสามวันทั้งหมด



นี่คือกฎที่หลี่หมิงสรุปออกมาได้



ซึ่งก็ดีเหมือนกัน ยิ่งเวลาผ่านไป รางวัลก็ยิ่งล้ำค่า



การชาร์จพลังของชามอนันต์ขึ้นอยู่กับเวลาพำนัก นั่นหมายความว่า 72 ชั่วโมง สามารถชาร์จพลังได้สามขีด



ชามอนันต์พลังเต็มที่ห้าขีด ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อใดจะมีสิ่งใดปรากฏ ที่สามารถชาร์จเต็มได้ในครั้งเดียว



แต่หลี่หมิงเชื่อว่า วันนั้นคงมาถึงในไม่ช้า



เก้ามังกรลากโลงพำนักสามวัน ส่วนแคว้นอินซานจะยกกำลังพลทั้งแคว้นบุกแดนหวงห้ามในอีกสามวัน



นั่นหมายความว่า เมื่อถึงเวลานั้น ชามอนันต์ของเขาน่าจะมีพลังสี่ขีด



พลังสี่ขีด เพียงพอจะเฝ้าดูการศึกบุกแดนหวงห้ามทั้งกระบวนการ



ตัวเขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า สามวันหลังจากนี้ แคว้นอินซานจะสามารถบุกฝ่าแดนหวงห้ามได้จริงหรือเปล่า



หลี่หมิงเริ่มตั้งตารออยู่ไม่น้อย



คิดมาถึงตรงนี้ เขาก็รวบรวมสมาธิกลับมาอีกครั้ง มองไปยังเก้ามังกรลากโลง แล้วพึมพำกับตนเองว่า



“เจ้านี่ไม่เหมือนแขกคนอื่นๆ ที่ตกเข้ามาก่อนหน้านี้ ไม่ต้องชดเชยอะไร ไม่ต้องสั่งสอนอะไร แค่นั่งรอให้เวลาผ่านไปก็พอ แค่ครบสามวัน ก็ได้รับรางวัล เท่ากับได้ของฟรีชัดๆ”



เขารู้สึกว่า ครั้งนี้เป็นการรับรางวัลที่ง่ายที่สุดตั้งแต่เคยมีมา



เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะได้อะไร



ถ้าได้เก้ามังกรลากโลงเป็นพาหนะ ก็คงสุดยอดไปเลยจริงๆ



แต่คิดดูแล้ว น่าจะเป็นไปได้ยาก แม้รางวัลของป้ายพฤกษามังกรจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ปรากฏ



เช่น เสี่ยวหลงหนี่ว์ ก็ได้รางวัลเป็นวิชาจิตหยกดรุณี



เช่น พานจินเหลียน ก็ได้รางวัลเป็นสี่สิบแปดกระบวน



เช่น หลี่ซือซือ ก็ได้รางวัลเป็นวิชาห้องหอ สองตัวอย่างหลังไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร ลบออก ถือว่าไม่ได้นับ



“เก้ามังกรลากโลงจะให้รางวัลอะไรกันนะ?”



ถ้าได้มันมาจริงๆ ก็คงโคตรเทพ แต่ต่อให้เทพ เขาก็ไม่อยากได้เท่าไร กลัวจะชักพาเอาอาถรรพ์และความไม่เป็นมงคลติดตัวมาด้วย



ของแบบนั้นน่ากลัวเกินไป



ด้วยพลังขั้นหลอมปราณระดับ 129600 ของเขา เกรงว่ายังรับมือไม่ไหว



“ช่างเถอะ รอให้ครบสามวัน เดี๋ยวก็รู้เองว่ารางวัลคืออะไรกันแน่”



หลี่หมิงไม่สนใจเก้ามังกรลากโลงอีก พาสุนัขดำกับฟันที่หลุดจากพื้นกลับไปยังหอเรือน



สุนัขดำยังคงเลือดไหลริน เห่าไม่หยุด



แค่ฟันหลุดซี่เดียว ถึงกับเป็นขนาดนี้เลยหรือ?



หลี่หมิงสั่งให้มันอยู่นิ่งๆ



สุนัขดำจึงนั่งยองๆ อย่างว่าง่าย น้ำตาคลอเบ้า สีหน้าแสนรันทด



“อ้าปาก” หลี่หมิงเหลือบตามองมันแล้วพูด



สุนัขดำจำต้องอ้าปาก



หลี่หมิงใช้วิชาเชื่อมฟันที่หลุดกลับเข้าที่



เลือดหยุดไหลในทันที สุนัขดำกลับมาคึกคักอีกครั้ง จากนั้นก็แอบย่องไปหาเก้ามังกรลากโลงอีกหน



“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง…”



มันเห่าใส่เก้ามังกรลากโลงอย่างไม่รู้ความหมาย



“สมกับที่มันผิดปกติมาตั้งแต่เข้าแดนหวงห้าม”



หลี่หมิงยังจำภาพที่ตนเคยทำนาย เห็นสุนัขดำกับเหล่าอสูรวิญญาณบุกแดนหวงห้าม



เดิมทีเป็นสุนัขธรรมดาดีๆ แต่พอเข้าแดนหวงห้าม กลับพูดไม่ได้ แถมดูโง่เขลาลงไปอีก



ในแดนหวงห้าม… ต้องมีบางอย่างเปลี่ยนมันไปแน่



ยิ่งคิด ยิ่งรู้สึกว่าแดนหวงห้ามลึกลับเกินไปจริงๆ



หลี่หมิงได้ยินสุนัขดำยังเห่าไม่หยุด จึงพูดเตือนมันไปหนึ่งประโยค



“อย่าหาเรื่องตาย ของนั่นกัดไม่ได้ ว่างๆ เจ้าก็ไปนอนเสีย เห่าหอนอยู่ได้ ไม่รู้สมองเจ้าบรรจุอะไรไว้”



“โฮ่ง…”



สุนัขดำดูเหมือนจะฟังรู้เรื่อง แต่ก็ยังเห่าใส่อีกสองสามที ก่อนจะวิ่งหนีไป วิ่งไปวิ่งมา ยังสะดุดล้ม หงายท้องสี่ขาชี้ฟ้า



“สุนัขตัวนี้…อธิบายยากจริงๆ ดูไม่ค่อยฉลาดเอาเสียเลย”



หลี่หมิงส่ายหน้า ถอนสายตากลับมา



ขี้เกียจจะสนใจมันแล้ว อย่างไรเสีย ต่อให้มันจะซนขนาดไหน ก็ดูเหมือนจะไม่ถึงตายจริงๆ



แทบทำให้เขาสงสัยว่านี่อาจเป็นญาติของราชันสุนัขดำในตำนานก็ได้



……



เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว สามวันผ่านไปในพริบตา



ตลอดสามวันนี้ หลี่หมิงแทบจะจ้องเก้ามังกรลากโลงตลอดเวลา เกรงว่าจะมีสิ่งอาถรรพ์ใดหลุดรอดออกมา ปนเปื้อนสำนักห้วงเมฆา



โชคดีที่ตลอดสามวัน นอกจากกลิ่นอายไม่เป็นมงคลแล้ว ทุกอย่างก็สงบเรียบร้อย



ราวกับแค่เผลอหลงเข้ามา แล้วก็นิ่งเงียบ ไม่รบกวนผู้ใด



ช่วงเวลาว่าง หลี่หมิงยังลงไปสำรวจใต้ดิน เผื่อจะพบแท่นห้าสี แต่ก็ไม่พบสิ่งใดเลย



แล้วเก้ามังกรลากโลงโผล่หน้ามาที่นี่ได้อย่างไร?



เขาคิดว่า จุดที่น่าสงสัยที่สุด มีเพียงสองอย่าง



หนึ่งคือต้นไม้ยักษ์หน้าหอเรือนลอยฟ้า



สองคือป้ายพฤกษามังกร



โดยเฉพาะต้นไม้ยักษ์ ยิ่งมีสิ่งตกเข้ามามากเท่าไร กิ่งก้านก็ยิ่งแตกหน่อมากขึ้นเท่านั้น



ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี ต้นไม้นี้ชัดเจนว่าได้ฟื้นคืนชีพเต็มที่ แตกกิ่งเขียวขจีทั่วทั้งต้น



“หรือว่ามันจะเป็นต้นไม้แห่งโชคชะตา? ต้นไม้แห่งเหตุและผล? หรือ…ต้นไม้โลก?”



หลี่หมิงจ้องมองไม้ยักษ์อย่างครุ่นคิด



ขณะที่กำลังคิดอยู่ ตัวเลขบนป้ายพฤกษามังกรก็ขยับลงเป็น ‘0’



ซากมังกรทั้งเก้าที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น…ขยับตัว



พลังมหาศาลปะทุออกมา บีบอัดฟ้าดิน ดอกท้อในป่าท้อปลิวว่อนทั่วฟ้า แรงกดดันอันน่าสะพรึงราวกับจะบดขยี้โลกทั้งใบ



เหนือท้องฟ้าสำนักห้วงเมฆา วังวนมหาศาลปรากฏขึ้นอีกครั้ง มังกรทั้งเก้าที่ลากโลงสำริด ค่อยๆ ทะยานเข้าสู่วังวน เสียงคำรามกึกก้องสะเทือนไปมา



สุนัขดำเห่า คล้ายกำลังคลุ้มคลั่ง



หลี่หมิงทะยานขึ้นฟ้า เหยียบลงบนร่างมังกรทั้งเก้า เตรียมใช้เก้ามังกรลากโลงออกจากสำนักห้วงเมฆาที่กักขังเขามาเนิ่นนาน



ความคิดนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาเห็นมันแล้ว



เพียงแต่… ไม่รู้ว่าจะทำได้จริงหรือเปล่า



เมื่อเห็นเขาทะยานขึ้น สุนัขดำก็จุดเปลวไฟใต้เท้า ลอยตามขึ้นมา กอดขาของหลี่หมิงแน่น



ตัวมันเองก็อยากออกไป



หลี่หมิงปล่อยให้มันกอดขาไว้ เงยหน้ามองท้องฟ้า แล้วกล่าวว่า



“พวกเราจะออกไปได้หรือไม่… ก็ขึ้นอยู่กับครั้งนี้แล้ว”




ตอนก่อน

จบบทที่ เก้ามังกรลากโลงบดบังผืนนภา

ตอนถัดไป