บทที่ 8 สุนัขดุกับหมาป่า

บทที่ 8 สุนัขดุกับหมาป่า
ลั่วเซินกลืนแอปเปิลคำสุดท้ายลงคอ น้ำฉ่ำหวานไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะอาหาร
“มื้อเย็นเราจะกินอะไรกัน?”
ลูซี่เบิกตาสีฟ้าคู่นั้นกว้าง มองเขาด้วยความประหลาดใจ
“คุณลั่วเซิน หิวอีกแล้วเหรอคะ? เมื่อตอนเที่ยงคุณเพิ่งกินสตูเนื้อใส่มันฝรั่งไปทั้งหม้อเลยนะ!”
ลั่วเซินลูบหน้าท้องที่ยังคงราบเรียบของตัวเอง แล้วยิ้มออกมา
“ช่วยไม่ได้นี่นา ลูซี่ ผู้ชายจะโตก็ต้องกินเยอะๆ สิ ดูสิ ฉันยังมีส่วนที่ต้องโตอีกเยอะเลยนะ”
เขาลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นดังกร๊อบแกร๊บ
ร่างกายที่เคยผอมแห้งเหมือนถั่วงอกหัวโตนี้ ภายในเวลาสั้นๆ เพียงสองวัน ก็เริ่มกลับมาแน่นหนาขึ้น
แม้เส้นสายกล้ามเนื้อจะยังไม่ชัดเจน แต่ก็ไม่ดูผอมแห้งแรงน้อยอีกต่อไป
“คิก”
ลูซี่อดขำไม่ได้จนต้องเอามือปิดปาก ดวงตาหยีโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวที่น่าดู
“ก็ได้ค่ะ คุณลั่วเซินผู้อยู่ในวัยกำลังโต”
เธอเลียนแบบน้ำเสียงหยอกล้อของเขา “งั้นเราไปดูกันว่าแม่เหลืออะไรให้กินบ้าง”
“ไปสิ” ลั่วเซินเดินตามเด็กสาวไปที่บ้านไม้
ในร่างกายของเขามีพละกำลังใหม่ๆ ก่อตัวขึ้นทุกวินาที
ความต้องการอาหารของลั่วเซิน ไม่ใช่แค่เพื่อความอิ่มท้อง แต่เป็นความโหยหาในระดับลึกซึ้งยิ่งกว่า
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่า ทำไมสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งเหล่านั้นถึงต้องเผาผลาญพลังงานมหาศาล
ทุกอย่างกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี
ฟ้าเริ่มมืดลง
จอนนี่และพรรคพวกอีกสี่คนเดินเข้าสู่เขตตัวเมือง
พวกเขาเปลี่ยนมาใส่เสื้อเชิ้ตและกางเกงคนงานที่ดูสะอาดสะอ้านขึ้น
เพิ่งจะเดินมาถึงปากทางเข้าเมือง
ยังไม่ทันจะได้มองเห็นป้ายชื่อร้านเหล้ามัสแตงชัดๆ ก็ถูกสกัดหน้าไว้เสียก่อน
นายอำเภอบาร์นส์นำทีมผู้ช่วยอีกห้าคน เล็งกระบอกปืนดำมืดมาที่พวกเขา
“หยุด!”
บาร์นส์กวาดสายตามองทั้งห้าคนไปมา
“ไอ้พวกไอริชเฮงซวยอีกแล้ว”
มือข้างหนึ่งของเขาแตะอยู่ที่ด้ามปืนข้างเอวเรียบร้อยแล้ว
“มาจากไหน? มาทำอะไรที่สตรอว์เบอร์รี่ทาวน์?”
จอนนี่ก้มหัวลงเล็กน้อย แสร้งทำท่าทางนอบน้อม
“คุณนายอำเภอครับ พวกเรามาหางานทำ ได้ยินว่าไซต์งานก่อสร้างทางรถไฟกำลังรับคน”
“หางาน?”
บาร์นส์แค่นหัวเราะ ส่งสายตาให้ผู้ช่วยข้างกาย
“ค้น!”
ผู้ช่วยสองคนผลักกลุ่มของจอนนี่ไปกระแทกกับผนังไม้ริมทาง สั่งให้ยกมือสูง
พวกเขาถูกค้นตัวจนทั่ว แม้แต่เป้ากางเกงและรองเท้าบูตก็ไม่ละเว้น
“หัวหน้า พวกมันไม่พกปืน” ผู้ช่วยคนหนึ่งรายงาน
บาร์นส์จึงยอมละมือออกจากด้ามปืน
เขาหยิบภาพวาดขึ้นมา เทียบใบหน้าทีละคน
ไม่ใช่เป้าหมายที่กำลังตามหา
เขาใช้นิ้วจิ้มกระแทกหน้าอกของจอนนี่อย่างแรง
“ฟังนะ ไอ้ลูกผสมหัวแดง
ฉันไม่สนหรอกว่าพวกแกมาทำอะไร แต่ในเมืองของฉัน ทำตัวให้มันเจียมเนื้อเจียมตัวหน่อย!
ถ้าไก่ในเมืองหายไปสักตัว ฉันจะหักคอพวกแกก่อนเป็นอันดับแรก!
ตอนนี้ ไสหัวไปได้แล้ว!”
จอนนี่จัดปกเสื้อที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่
พยักหน้าให้พี่น้องด้านหลัง แล้วเดินมุ่งหน้าไปทางร้านเหล้าต่อ
บาร์นส์และพวกผู้ช่วยขี่ม้าตามประกบอยู่ห่างๆ
จังหวะที่พวกจอนนี่กำลังจะก้าวเท้าเข้าประตูร้านเหล้า ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งส่งเสียงเอะอะเดินสวนมาจากอีกทาง
นั่นคือชายฉกรรจ์ชาวไอริชหกคนในชุดคนงานรถไฟเช่นกัน
คนนำขบวนหน้าตกกระ มีเคราสีแดงรุงรังที่ปลายคาง
เป้าหมายของลั่วเซินนั่นเอง
ฟินน์ โอคอนเนอร์และพรรคพวกอีกห้าคน
พวกเขากำลังจะเดินเข้าร้าน แต่ก็ถูกบาร์นส์เข้ามาขวางไว้
บาร์นส์รู้จักคนพวกนี้ดี เขามองฟินน์ด้วยสายตารังเกียจ
“พวกขี้เมาอย่างพวกแก จะมาผลาญวิสกี้ในเมืองอีกแล้วเรอะ?”
ฟินน์ยืดคอเถียง “พวกเราทำงานหนักมาทั้งวันนะ นายอำเภอ มาดื่มเหล้าผ่อนคลายสักแก้ว มันไม่ผิดกฎหมายไม่ใช่เหรอ?”
“ไม่ผิดกฎหมาย?”
บาร์นส์ก้าวเข้าไปประชิด จ้องหน้าอีกฝ่ายแทบจะชนกัน
“แต่หน้าตาอัปลักษณ์ของแกมันทำให้ฉันคลื่นไส้ นี่แหละที่ผิดกฎหมาย!”
“แก...”
“เพียะ!”
บาร์นส์ตบหน้าฟินน์ฉาดใหญ่โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
“จำใส่กะลาหัวไว้ ไอ้หมาไอริชที่ทำเป็นแต่แบกรางรถไฟ”
บาร์นส์กดเสียงต่ำ “คราวหน้าถ้ากล้าใช้น้ำเสียงแบบนี้พูดกับฉันอีก ฉันจะจับแกแขวนตากแห้งบนเสาธง”
ฟินน์กุมแก้มตัวเอง โกรธแต่ไม่กล้าพูดอะไร
พรรคพวกด้านหลังต่างหดคอ ไม่กล้าแม้แต่จะตดออกมาสักแอะ
บาร์นส์แค่นเสียงอย่างพึงพอใจ ก่อนจะพาลูกน้องเดินจากไปอย่างผู้ชนะ
จอนนี่เดินเข้ามาพอดีในจังหวะนั้น เขาตบไหล่ฟินน์เบาๆ
พูดด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจว่า “เฮ้ เพื่อน อย่าเก็บไปใส่ใจเลย ไอ้หมอนั่นมันก็แค่หมาบ้าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ไล่กัดคนไปทั่ว”
ฟินน์เงยหน้าขึ้น เห็นว่าเป็นเพื่อนร่วมชาติที่ไม่คุ้นหน้า
“ไปเถอะ”
จอนนี่ชี้ไปที่ประตูร้านเหล้า หัวเราะร่าอย่างใจกว้าง
“เข้าไปดื่มสักแก้ว ลืมเรื่องห่วยแตกพวกนี้ซะ รอบแรกฉันเลี้ยงเอง ถือว่าดื่มเพื่อพี่น้องชาวไอริชที่ต้องพลัดถิ่นอย่างพวกเรา”
พอได้ยินว่ามีเหล้าฟรี ตาของฟินน์และพรรคพวกก็ลุกวาวทันที
“เฮ้ นายใจป้ำดีนี่หว่า!”
ความขุ่นมัวบนใบหน้าของฟินน์หายไปเป็นปลิดทิ้ง เขากอดคอจอนนี่อย่างสนิทสนม
“ไป ไปดื่มกัน! ฉันชื่อฟินน์ ส่วนพวกนี้พี่น้องฉัน เดคลาน, เชมัส, คอนเนอร์, แพทริก แล้วก็ไลแอม”
“ฉันชื่อจอนนี่”
ทุกคนเดินเข้าไปในร้านเหล้าที่อบอวลไปด้วยควันบุหรี่ จับจองโต๊ะไม้ที่มุมร้านอย่างรวดเร็ว
เบียร์ดำที่มีฟองฟูฟ่องสิบเอ็ดแก้วใหญ่ถูกยกมาเสิร์ฟ
“แด่ไอร์แลนด์!” ฟินน์ชูแก้วขึ้น
“แด่ไอร์แลนด์!”
เมื่อมีจอนนี่เป็นเจ้ามือหน้าโง่ผู้ใจป้ำ บวกกับความเป็นคนไอริชเหมือนกัน กลุ่มของฟินน์ก็วางใจลงอย่างรวดเร็ว
พอเหล้าเข้าปากไปไม่กี่แก้ว ทำนบปากก็แตก
“ฉันจะบอกให้นะ ครั้งก่อนที่แซคราเมนโต ฉันเจอสาวคนนึง ก้นหล่อนนะ กลมยิ่งกว่าก้นม้าควอเตอร์ตัวไหนๆ ที่ฉันเคยเห็นซะอีก!”
เดคลานพ่นลมหายใจกลิ่นเหล้าคลุ้ง ทำมือวาดส่วนโค้งเว้าเกินจริงประกอบ
“ฉันจ่ายแค่ครึ่งเหรียญอีเกิล ก็ทำให้หล่อนร้องลั่นคอกม้าได้ทั้งคืน!”
“แค่นั้นจะไปคุยอะไรได้!”
เชมัสตบโต๊ะ ลิ้นเริ่มพันกันขณะโม้ “เดือนก่อน เมียไอ้หนุ่มเม็กซิกันในไซต์งาน พวกนายเคยเห็นใช่ไหม? แจ่มสุดๆ ฉันดักเจอหล่อนในเต็นท์ แล้วก็ ฮี่ๆ...”
พวกผู้ชายส่งเสียงโห่ฮาดังลั่นอย่างรู้กัน
พวกเขาผลัดกันโอ้อวดวีรกรรมความเจ้าชู้กับผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า ถกกันว่าเหล้าที่ไหนแรงที่สุด บ่อนที่ไหนเล่นแล้วได้เงิน
จอนนี่กับพวกพี่น้องคอยเออออห่อหมกเป็นระยะ
เมื่อเหล้าเข้าที่จนหน้าตึง ฟินน์ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เขาโอ้อวดด้วยความภาคภูมิใจ
“จอนนี่ ฉันมีเรื่องเด็ดกว่านั้นจะเล่าให้ฟัง
เมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเราพี่น้อง ลงมือฆ่าไอ้เจ๊กคนนึงกับมือ”
“โอ้? เป็นมายังไงล่ะนั่น?”
“ฮ่ะ ก็แค่ลิงผิวเหลืองที่ไม่ดูตาม้าตาเรือตัวนึง!”
ฟินน์กระดกเหล้าเข้าปากอึกใหญ่ พูดด้วยความตื่นเต้น
“ไอ้หมอนั่นชื่ออาโก่ว กล้าต่อปากต่อคำกับพวกเรา แถมยังคิดจะสู้
พวกเราหกคนเลยลากมันไปที่ป่าข้างหลัง นวดเส้นคลายกล้ามเนื้อให้มันสักหน่อย
กระดูกไอ้หมอนั่นเปราะชะมัด โดนไปไม่กี่ทีก็ขาดใจตาย”
“ใช่เลย! ฉันยังกระทืบซี่โครงมันหักไปตั้งสามซี่!” คอนเนอร์เสริมขึ้นมาจากข้างๆ
รอยยิ้มบนใบหน้าของจอนนี่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
เขาชูแก้วขึ้น “ทำได้สวย! สมควรสั่งสอนไอ้พวกลิงผิวเหลืองไว้เปียพวกนั้นให้รู้สำนึกซะบ้าง! มา ดื่มให้กับความกล้าหาญของพวกนาย!”
“ชนแก้ว!”
หลังจากดื่มกันไปอีกรอบ จอนนี่ก็แกล้งถามขึ้นมาลอยๆ
“พวกนายอยู่ที่นี่ มีครอบครัวกันไหม?”
ฟินน์โบกมือ เรอออกมากลิ่นเหล้าหึ่ง
“ครอบครัว? ครอบครัวก็อดอยากอยู่ที่ไอร์แลนด์โน่นไง! พวกเราพี่น้องนี่แหละ คือครอบครัวของกันและกัน!”
“ใช่ พวกเราตัวคนเดียว ไม่มีห่วง!”
เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการ จอนนี่ก็รู้ว่าถึงเวลาอันสมควรแล้ว
เขาถอนหายใจ สีหน้าฉายแววกลัดกลุ้ม “เฮ้อ อิจฉาพวกนายจริงๆ พวกเราพี่น้องเพิ่งมาถึงที่นี่ ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าใคร วันนี้ก็เพิ่งโดนไอ้นายอำเภอเฮงซวยนั่นเพ่งเล็ง ฉันละกลัวจริงๆ ว่าไปทำงานในไซต์งานแล้วจะโดนคนรังแก”
“ฟินน์ พวกเราขอไปทำงานกับพวกนายได้ไหม? เพื่อไม่ให้พวกคนเก่าๆ เขามารังแกคนใหม่ พวกเราบอกคนอื่นได้ไหมว่าเราเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพวกนาย?”
ข้อเสนอนี้ทำเอาฟินน์ชะงักไปครู่หนึ่ง
ก่อนที่สมองอันตื้อตันจากฤทธิ์แอลกอฮอล์จะเริ่มประมวลผล
การมีลูกพี่ลูกน้องรูปร่างกำยำเพิ่มมาอีกห้าคน หมายความว่าอิทธิพลของเขาในไซต์งานจะยิ่งใหญ่ขึ้น
วันหน้าไม่ว่าจะต้องงัดข้อกับพวกไอริชกลุ่มอื่น
หรือพวกคนงานจีนเฮงซวยพวกนั้น ฝั่งเขาก็จะมีภาษีดีกว่าเห็นๆ
แถม ลูกพี่ลูกน้อง กลุ่มนี้ก็ดูใจป้ำน่าดู วันหน้าอาจจะได้กินเหล้าฟรีบ่อยๆ
ฟินน์ตบหน้าขาตัวเอง หัวเราะร่า
“ได้สิ! จะมีปัญหาอะไร! ตั้งแต่วันนี้ไป พวกนายคือลูกพี่ลูกน้องแท้ๆ ของพวกเรา!”
“วางใจได้! มีพวกเราคอยคุ้มกะลาหัว ในไซต์งานสตรอว์เบอร์รี่ทาวน์ ไม่มีใครกล้าแตะพวกนายแม้แต่ปลายก้อย!”
“ขอบคุณมากครับ พี่ฟินน์!” จอนนี่เปลี่ยนสรรพนามทันที
“ฮ่าฮ่าฮ่า เยี่ยม! น้องรัก!”
ดึกสงัด
ฟินน์และพวกขี้เมาทั้งหกเดินกอดคอพยุงร่างพาน้องชายหมาดๆ ทั้งห้าคน
เดินโซซัดโซเซกลับไปที่ค่ายพักในไซต์งานรถไฟ
ในค่ายพัก มีกองไฟจุดอยู่ประปราย
ฟินน์พาพวกจอนนี่ทั้งห้าคนไปที่โซนที่พักของชาวไอริช
ชี้ไปที่เต็นท์เก่าๆ ที่ว่างอยู่หลังหนึ่ง
แล้วประกาศเสียงดังลั่น “ฟังนะพวกเรา! นี่คือลูกพี่ลูกน้องห้าคนของฉันที่เพิ่งมาจากบ้านเกิด!
ต่อไปนี้ถือเป็นคนกันเอง ช่วยดูแลกันหน่อย!”
คนงานชาวไอริชรอบๆ มองสำรวจพวกจอนนี่แวบหนึ่ง ก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร
ในยุคสมัยนี้ การหอบลูกจูงหลานหรือชวนเพื่อนฝูงออกมาหางานทำเป็นเรื่องปกติธรรมดา
ด้วยเหตุนี้ หมาป่าที่ดุร้ายที่สุดห้าตัว จึงแทรกซึมเข้าไปในฝูงสุนัขบ้าไอริชได้อย่างเงียบเชียบ

ตอนก่อน

จบบทที่ บทที่ 8 สุนัขดุกับหมาป่า

ตอนถัดไป