บทที่ 14 วาสนานำพา
บทที่ 14 วาสนานำพา
เจ้าหน้าที่อาลักษณ์แซ่หวังแห่งเมืองเสวียนอู่ผู้นี้มีนามว่า หวังเหลียน ปีนี้อายุยี่สิบเอ็ดปี หลังจากสอบได้ระดับจวี่เหริน ก็เข้ารับตำแหน่งอาลักษณ์ประจำเมืองเสวียนอู่
(จวี่เหริน คือตำแหน่งผู้สอบผ่านการคัดเลือกระดับมณฑล)
แน่นอนว่าเขายังไม่ละทิ้งหนทางแห่งการสอบขุนนาง ในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ก็ยังคงหมั่นอ่านตำรา เพื่อเตรียมตัวสอบระดับจิ้นซื่อต่อไป
(จิ้นซื่อ คือตำแหน่งผู้สอบผ่านการคัดเลือกระดับราชสำนัก)
ในประวัติศาสตร์จีนโบราณ การทำเช่นนี้มักกระทำไม่ได้ อย่างมากก็เป็นเพียงที่ปรึกษาแล้วเตรียมสอบไปด้วย แต่ในโลกใบนี้กลับสามารถทำได้อย่างเป็นทางการ
เขาไม่ใช่คนเมืองเสวียนอู่โดยกำเนิด บ้านเดิมอยู่ที่เขตหนานหยวน แต่เขามีชื่อเสียงด้านความรู้ความสามารถขจรขจายไปทั่ว แม้แต่ในเมืองเสวียนอู่ก็เป็นที่รู้จักกันดี
นอกจากนี้ เขายังมีอีกฐานะหนึ่ง คือเป็นญาติห่างๆ ของจวนป๋อเสวียนอู่
แล้วเสิ่นหลางรู้จักอาลักษณ์ผู้นี้ได้อย่างไร?
ความจริงแล้วรู้จักดียิ่ง เพราะเมื่อสามปีก่อน หวังเหลียนเคยสอนหนังสือให้เสิ่นหลางอยู่ประมาณครึ่งเดือน
และความทรงจำครั้งนั้นยังเกี่ยวข้องกับสตรีอีกนางหนึ่ง นางผู้เป็นโฉมงามอันดับหนึ่งในรัศมีหลายร้อยลี้ คือนางในฝันของบุรุษหนุ่มทุกคน คุณหนูจินมู่หลาน แห่งจวนป๋อเสวียนอู่ ผู้ได้รับสมญานามว่าองค์หญิงแห่งเมืองเสวียนอู่
ในเวลานั้น จินมู่หลานนำขบวนออกล่าสัตว์จนมาถึงป่าหลังบ้านของเสิ่นหลาง แล้วเผชิญหน้ากับหมีดำยักษ์ ม้าศึกของนางตื่นตกใจจนวิ่งเตลิดออกไป
ขณะนั้นเสิ่นหลางที่เป็นคนโง่งมได้แต่นั่งยองๆ อยู่กลางถนน ในมือถือตำราเริ่มเรียนพลางโยกศีรษะอ่านไปมา
เหตุใดต้องไปนั่งกลางถนน? เพราะตรงนั้นมีฝูงมดกำลังย้ายรัง เขาไม่ได้นั่งนับมด แต่เขากังวลว่ามดเหล่านี้จะถูกคนเหยียบตาย จึงไปนั่งเฝ้าเพื่อรอให้มดข้ามถนนจนหมด หากใครผ่านมาเขาก็จะบอกให้เดินเลี่ยงไป
ม้าที่ตื่นตระหนกของจินมู่หลานพุ่งตรงมาหาเสิ่นหลาง โดยมีหมีดำยักษ์วิ่งไล่ตามมาติดๆ บนตัวมันมีลูกธนูปักอยู่กว่าสิบดอก
ในเสี้ยววินาทีที่เสิ่นหลางกำลังจะถูกม้าศึกเหยียบแหลกเป็นผง
คุณหนูแห่งจวนป๋อเสวียนอู่ผู้นี้พลันกระโดดลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็ว ยืนหยัดอยู่บนพื้น แล้วใช้มือเพียงข้างเดียวฉุดรั้งม้าศึกที่ตื่นตัวโยนไว้กับที่ ช่วยชีวิตเสิ่นหลางไว้ได้หวุดหวิด
ไม่เพียงเท่านั้น หมีดำยักษ์เบื้องหลังยังพุ่งเข้ามา อุ้งเท้าขนาดมหึมาตบเข้าหาศีรษะของจินมู่หลาน
จินมู่หลานมือหนึ่งรั้งม้า อีกมือพลันชักกระบี่ฟาดฟัน ตัดศีรษะหมีดำยักษ์จนขาดกระเด็น พลังฝีมือช่างน่าครั่นคร้ามยิ่งนัก
ทว่าเสิ่นหลางที่เป็นเด็กหัวช้าในตอนนั้น ถูกเกือกม้าเฉี่ยวเข้าที่ท้ายทอยจนสลบเหมือดไปทันที
หากจะว่าบาดเจ็บสาหัสก็ไม่ใช่ ประเด็นสำคัญคือเขาตกใจจนหมดสติไปเสียมากกว่า
ดังนั้นความทรงจำในช่วงนี้จึงทั้งสลักลึกและเลือนราง อีกทั้งตอนนั้นจินมู่หลานสวมชุดเกราะเต็มยศ หมวกเหล็กปิดบังใบหน้าจนมิดชิด เจ้าคนซื่อบื้อเสิ่นหลางจึงไม่รู้เลยว่านั่นคือคุณหนูแห่งจวนป๋อ
เมื่อเสิ่นหลางอ่านความทรงจำส่วนนี้ เขาอาศัยข้อมูลจากเกราะเงิน ธงประจำขบวน และตราประทับบนโล่ จึงจำแนกได้ว่านางคือจินมู่หลาน
จินมู่หลานนับว่าช่วยชีวิตเสิ่นหลางไว้ แต่ในเมื่อเสิ่นหลางบาดเจ็บเพราะม้าของนาง นางจึงรับผิดชอบอย่างถึงที่สุด
นางส่งท่านหมอจากจวนป๋อมาดูอาการ มอบยาบำรุงล้ำค่าเพื่อรักษาเสิ่นหลาง
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเคยมาเยี่ยมเสิ่นหลางด้วยตนเองหนึ่งครั้ง เพียงแต่ตอนนั้นเสิ่นหลางยังสลบไสลไม่ได้สติ จึงไม่ได้พบกัน
จินมู่หลานเปรียบเสมือนองค์หญิงแห่งเมืองเสวียนอู่ ฐานะสูงส่งเหนือสามัญชน เมื่อเทียบกับสวีเชียนเชียนแล้ว นางสูงศักดิ์กว่าหลายหมื่นเท่า ในตอนนั้นเสิ่นหลางเป็นเพียงมดปลวก ม้าของนางอย่าว่าแต่เฉี่ยวชนเลย ต่อให้เหยียบตายก็ย่อมนับว่าสมควรแล้ว
ทว่าคุณหนูตระกูลขุนนางผู้นี้ไม่เพียงส่งคนมารักษา แต่ยังมาเยี่ยมเยียนด้วยตนเอง
ดังนั้น เรื่องที่เล่าขานว่าจวนป๋อเสวียนอู่รักราษฎรประดุจบุตรหลานจึงเป็นเรื่องจริง
ส่วนหวังเหลียนที่เพิ่งสอบได้จวี่เหรินในตอนนั้นและยังไม่ได้เป็นอาลักษณ์ ด้วยฐานะที่เป็นญาติห่างๆ จึงได้มาเยี่ยมเยียนที่จวนป๋อ
แน่นอนว่าแม้จะเป็นญาติห่างๆ เขาก็แทบไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับจินมู่หลาน แม้จะเป็นจวี่เหรินหน้าใหม่ แต่ฐานะเขากับจินมู่หลานก็ยังห่างชั้นกันเกินไป
เขามีใจปฏิพัทธ์ต่อจินมู่หลานยิ่ง เมื่อทราบเรื่องนี้และรู้ว่าจินมู่หลานเคยมาเยี่ยมเสิ่นหลาง เขาจึงมาหาเสิ่นหลางที่บ้านจงใจแสดงความเมตตา และเมื่อรู้ว่าเสิ่นหลางเรียนอยู่ที่สถานศึกษาประจำตำบล เขาจึงอาสาสอนหนังสือให้เสิ่นหลางด้วยตนเอง หวังว่าหากจินมู่หลานมาเยี่ยมเสิ่นหลางอีกแล้วเห็นภาพนี้เข้า นางคงจะประทับใจในตัวเขาไม่น้อย
ทว่าเสิ่นหลางในตอนนั้นโง่งมประดุจขอนไม้ สอนอย่างไรก็ไม่จำ หวังเหลียนผู้มีความรู้ปราดเปรื่อง สอบได้จวี่เหรินตั้งแต่อายุสิบแปดปี ย่อมไม่เคยพบเคยเห็นใครที่เบาปัญญาเท่าเสิ่นหลางมาก่อน
เขาอดทนอยู่ครึ่งเดือน แต่จินมู่หลานก็ไม่เคยมาที่บ้านเสิ่นหลางอีกเลย เพราะนางติดภารกิจทางการทหาร
ในที่สุดหวังเหลียนก็ถอดใจ เลิกไปสอนหนังสือให้เสิ่นหลางอีก การสอนคนโง่เง่าเช่นนั้นนับเป็นความทรมานใจอย่างยิ่ง
แต่เขากับเสิ่นหลาง ย่อมนับว่าเป็น "คนรู้จักเก่า" กันอย่างเสียไม่ได้
การพบกันครั้งนี้ หวังเหลียนเริ่มไว้หนวดเคราสั้น และสวมชุดขุนนาง ประกอบกับความทรงจำในสมองของเสิ่นหลางมีเพียงไม่กี่คนที่ชัดเจน เขาจึงใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะจำบุรุษผู้นี้ได้
และด้วยวาสนานี้เอง เสิ่นหลางจึงกล้าหาญที่จะขอประลองกับตระกูลสวี ทั้งยังแสดงฝีมือเรื่องสีย้อมสีม่วงและสีสายรุ้งออกมา
นั่นเพราะเขารู้ดีว่าอาลักษณ์แซ่หวังผู้นี้ มีความแค้นเคืองกับจางจิ้น
ยามที่สอนหนังสือเสิ่นหลาง หวังเหลียนเคยด่าทอจางจิ้นลับหลังไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง
ทุกอย่างล้วนอยู่ในแผนการที่วางไว้ทั้งสิ้น
...
เมื่อได้ยินเสิ่นหลางเรียกขานว่า "พี่ชาย"
อาลักษณ์แซ่หวังขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ตอบคำถามของเสิ่นหลาง แต่กลับกล่าวว่า "เจ้ามีตำราไม่ยอมอ่าน กลับไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องย้อมผ้า มิใช่การลดตัวไปคลุกคลีกับเรื่องต่ำต้อยหรอกรึ?"
นี่ไม่ใช่ความอคติส่วนตัว ในโลกใบนี้มีสองหนทางที่สูงส่งที่สุด หนึ่งคือวิชาการ สองคือวรยุทธ์ แทบจะเสมอกัน
ในประวัติศาสตร์จีนยุคหลังราชวงศ์ซ่ง ฝ่ายบุ๋นจะกดขี่ฝ่ายบู๊ ขุนนางบุ๋นสูงส่งขุนนางบู๊ต่ำต้อย
ทว่าในโลกนี้ ในราชวงศ์ต้าเหยียน ทั้งบุ๋นและบู๊ล้วนสูงส่งทัดเทียมกัน และเป็นชนชั้นปกครองอย่างสมบูรณ์
การสอบขุนนางบู๊เกียรติยศรุ่งโรจน์ไม่แพ้สอบขุนนางบุ๋น
ส่วนการเป็นช่างย้อมผ้านั้น ถือเป็นอาชีพชั้นต่ำ
ช่างย้อมฝีมือดีของตระกูลสวีคนนั้น แม้จะมีความสามารถยอดเยี่ยมเพียงใด แต่ตั้งแต่ต้นจนจบก็ไม่มีใครเรียกขานชื่อจริง ได้แต่เรียกว่า "นายช่างสวี" เท่านั้น
แน่นอนว่า อาลักษณ์แซ่หวังเพียงแค่ตำหนิไปตามธรรมเนียม
ในตอนที่ต้องการเอาใจจินมู่หลาน เขาเคยสอนเสิ่นหลางอยู่ครึ่งเดือน ย่อมจำความโง่เขลาเบาปัญญาของเสิ่นหลางได้ขึ้นใจ คนเช่นนี้ต่อให้อ่านหนังสือไปร้อยปีก็สอบไม่ติดกระทั่งซิ่วไฉ การอ่านตำราสำหรับเสิ่นหลางย่อมเป็นการเสียเวลา เสียชีวิต และเสียเงินทองไปเปล่าๆ
"ส่วนเรื่องคุณหนูจินแห่งจวนป๋อ!" อาลักษณ์แซ่หวังหันไปมองเสิ่นหลางด้วยหางตา "นางคือบุตรีสายตรงของตระกูลขุนนางร้อยปี ฐานะสูงส่งล้ำค่า นามของนางมิใช่สิ่งที่คนชนบทเช่นเจ้าจะอาจเอื้อมเรียกขานตรงๆ ได้"
กล่าวจบ อาลักษณ์แซ่หวังก็หันหลังเดินจากไปทันที
ขณะที่หันหลัง สีหน้าของเขาพลันฉายแววดูถูก
การที่เขาจงใจขัดขวางตระกูลสวีเมื่อครู่ ก็เพียงเพราะมีเรื่องบาดหมางกับจางจิ้น จึงใช้โอกาสนี้เหยียบย่ำตระกูลสวีเพื่อระบายอารมณ์ หาได้เห็นแก่หน้าหรือมิตรภาพเก่าก่อนกับเสิ่นหลางไม่
แม้จะเคยสอนหนังสือให้เสิ่นหลางครึ่งเดือน แต่ในใจเขานั้นหาได้มีความผูกพันแม้แต่น้อย
"เจ้าชาวบ้านหน้าโง่ ช่างน่าขันนัก คิดจะใช้โอกาสนี้ปีนเกลียวอ้างความสัมพันธ์กับข้า ช่างฝันเฟื่องไร้เดียงสายิ่ง!"
หวังเหลียนเยาะหยันในใจ ก่อนจะขึ้นม้าควบกลับจวน
เสิ่นหลางมองตามหลังพลางเข้าใจได้ทันที อาลักษณ์แซ่หวังผู้นี้มิได้เห็นเขาอยู่ในสายตา และไม่คิดจะสานต่อความสัมพันธ์เก่าก่อนใดๆ เลย
แน่นอนว่า เรื่องนี้เขาก็ไม่ได้ประหลาดใจอยู่แล้ว
...
หลังจากอาลักษณ์แซ่หวังจากไป
หลินม่อเถ้าแก่ร้านจิ่นซิ่วเก๋อกล่าวขึ้น "เสิ่นหลาง เจ้าชนะแล้ว เจ้าตบหน้าตระกูลสวีอย่างแรง แต่ทว่า... สู้เจ้าแพ้ไปยังจะดีเสียกว่า ตอนนี้เจ้าตกที่นั่งลำบากยิ่งกว่าเดิม!"
เถียนสิบสามแห่งพรรคเฮยอี่กล่าวเรียบๆ "เสิ่นหลาง เจ้าจบสิ้นแล้ว!"
หลินม่อกล่าวต่อ "อาลักษณ์แซ่หวังเพียงแค่เป็นปรปักษ์กับตระกูลสวี จึงลงมือเหยียบย่ำ หาได้ทำเพื่อปกป้องเจ้าไม่ ดังนั้นหากเจ้าต้องเผชิญกับอุปสรรคหรือภยันตรายหลังจากนี้ เขาไม่มีทางยื่นมือมาช่วยเจ้าเป็นแน่ เจ้าไม่มีวาสนาพอจะปีนป่ายขึ้นไปหาเขาหรอกนะ"
เรื่องเหล่านี้ เสิ่นหลางย่อมรู้ดี!
หวังเหลียนผู้นี้เย่อหยิ่งทระนงตน ถือดีว่ามาจากตระกูลมีชื่อ ย่อมไม่เห็นหัวคนยากไร้ในชนบท จากความทรงจำเดิม เสิ่นหลางย่อมรู้จักเขาดีพอ
แต่วันนี้อาศัยบารมีเขามากดดันตระกูลสวีได้ก็นับว่าเพียงพอ เสิ่นหลางมิได้เพ้อฝันจะไปเกาะแข้งเกาะขาสร้างความสัมพันธ์ใดๆ
และอีกไม่นาน เสิ่นหลางก็กำลังจะกลายเป็น "ศัตรูหัวใจ" ของหวังเหลียนผู้นี้แล้ว
ดังนั้น ครอบครัวของเสิ่นหลางยังไม่พ้นขีดอันตราย ซ้ำร้ายยังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงยิ่งกว่าเดิม ตระกูลสวีย่อมอยากปลิดชีพเขาให้ตายตกไปตามกันมากกว่าเก่า
เขากำลังซื้อเวลาเท่านั้น ขอเพียงเวลาแค่หนึ่งวันเพื่อดำเนินแผนการพลิกฟื้นชะตา
หากสำเร็จ เขาจะสามารถพลิกสถานการณ์ได้อย่างสิ้นเชิง ถึงขั้นอยู่เหนือผู้คนทั้งปวง
เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าตระกูลสวี ตระกูลหลิน หรือเถียนเหิง ก็อย่าหวังจะแตะต้องเขาได้แม้แต่ปลายเส้นผม ซ้ำยังต้องหวาดระแวงว่าเสิ่นหลางจะหวนกลับมาจัดการพวกเขาหรือไม่
อีกทั้งเวลาหนึ่งวันนี้ ก็ต้องพึ่งพาคุณค่าของสีย้อมสายรุ้ง นี่คือเหตุผลที่เขาจงใจย้อมผ้าไหมสายรุ้งออกมาในตอนท้าย
ผ้าไหมสายรุ้งนี้ต้องงดงามและสั่นสะเทือนใจพอที่จะแสดงให้เห็นถึงมูลค่ามหาศาล ต้องทำให้ตระกูลสวีน้ำลายสอด้วยความโลภ
หากไม่ผิดพลาด สวีเชียนเชียนจะต้องรีบมาหาเขาในเร็วๆ นี้แน่นอน
เรื่องราวในวันนี้แม้จะหวุดหวิดอันตราย แต่ทุกอย่างก็ยังอยู่ในการคำนวณของเขา
...
แน่นอนเป็นไปตามคาด หลังจากเสิ่นหลางออกจากร้านจิ่นซิ่วเก๋อของหลินม่อได้ไม่นาน สวีเชียนเชียนพลันปรากฏตัวขึ้น รถม้าของนางมาจอดขวางหน้าเขาไว้
"เสิ่นหลาง ข้าประเมินเจ้าต่ำไปจริงๆ" สวีเชียนเชียนกล่าวเสียงนุ่ม "ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะทุ่มเทเรียนรู้วิชาย้อมผ้าเพื่อข้า เจ้าช่างมีใจนัก เหตุใดก่อนหน้านี้ถึงไม่บอกเล่า?"
นางคิดเช่นนี้ย่อมไม่แปลก เพราะเสิ่นหลางคนเดิมหลงรักนางอย่างหัวปักหัวปำ ยอมแลกได้ทุกอย่างเพื่อนาง
อีกทั้งในเมื่อตระกูลสวีทำธุรกิจผ้าไหม ในสายตาของสวีเชียนเชียน เสิ่นหลางจึงต้องเรียนรู้วิชาย้อมผ้าเพื่อเอาใจนางและหวังจะเป็นคนมีประโยชน์สำหรับนาง ย่อมนับว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
การเรียนรู้วิชาย้อมผ้านี้ คนฉลาดหลักแหลมอาจทำไม่ได้ดีเท่าคนโง่งมที่ยึดติดทำอะไรซ้ำๆ ทดลองนับครั้งไม่ถ้วนจนพบสูตรที่สมบูรณ์แบบ
"หากเจ้าบอกเร็วกว่านี้ ข้าก็ไม่จำเป็นต้องไล่เจ้าออกจากบ้าน" น้ำเสียงของสวีเชียนเชียนยิ่งนุ่มนวลขึ้น "การแต่งงานของเราแม้จะเป็นเพียงเรื่องหลอกๆ และข้าต้องแต่งให้คุณชายจางจิ้น แต่เจ้าก็ยังสามารถกลับมาที่ตระกูลสวีในฐานะช่างฝีมือผู้ทรงเกียรติ (ก้งเฟิ้ง) ได้นะ เจ้าคิดว่าอย่างไร?"
เสิ่นหลางไม่เอ่ยปาก
สวีเชียนเชียนทอดสายตาอ่อนเชื่อม "เสิ่นหลาง ข้าจะมอบเงินให้เจ้าเดือนละสิบเหรียญทอง เพียงพอให้เจ้าเลี้ยงดูคนทั้งบ้านได้อย่างสุขสบาย เพียงแค่เจ้าส่งสูตรสีย้อมสีม่วงและสีสายรุ้งมา ข้าจะเตรียมโรงย้อมที่ดีที่สุดให้เจ้า ให้เจ้าได้ทุ่มเทกับงานย้อมผ้าอย่างเต็มที่ กลายเป็นช่างย้อมที่เก่งกาจที่สุด เจ้ามิได้รักข้ามากหรอกรึ? มิได้พร้อมสละทุกอย่างเพื่อข้าหรือ? การทำเช่นนี้เจ้านับว่าได้ช่วยข้าแล้วนะ"