บทที่ 15 เก็บเสิ่นหลางกลับบ้านตัวหนึ่ง
บทที่ 15 เก็บเสิ่นหลางกลับบ้านตัวหนึ่ง
สตรีผู้นี้นับว่าหลงตัวเองได้โล่จริงๆ
ข้าสามารถทอดทิ้งและเหยียบย่ำเจ้าได้ แต่เจ้าต้องยังคงลุ่มหลงข้าเหมือนเดิม ยามเจ้าไร้ประโยชน์ข้าก็กวาดเจ้าออกจากบ้าน ยามเจ้ามีค่าเจ้าก็ต้องคลานกลับเข้าบ้านข้ามาเป็นวัวเป็นม้าให้ข้าใช้งาน
เสิ่นหลางมิได้เอ่ยคำใด เขาหมุนตัวเดินจากไปทันที
สวีเชียนเชียนกล่าวตามหลัง "เสิ่นหลาง ต่อให้เจ้าจะเก่งวิชาย้อมผ้า แต่มันก็เปลี่ยนความจริงอะไรไม่ได้ เจ้าก็ยังเป็นคนเดิม อย่าได้คิดว่าสีย้อมของเจ้าชนะช่างที่บ้านข้าแล้วจะวิเศษวิโสมาจากไหน ที่บ้านข้ามีช่างย้อมนับสิบคน แต่ละคนล้วนเป็นพวกไร้ชื่อไร้นามทั้งสิ้น"
วาจานี้เป็นความจริง สิ่งที่เรียกว่าช่างย้อมผ้านั้นเป็นเพียงบ่าวไพร่ชั้นต่ำ การที่เทคโนโลยีคือพลังการผลิตอันดับหนึ่งยังไม่ใช่สิ่งที่แพร่หลายในโลกใบนี้
ดังนั้นต่อให้เสิ่นหลางจะรู้วิธีผสมสีย้อม ในสายตาของสวีเชียนเชียน เขาก็ยังเป็นเพียงคนบ้านนอกยากไร้ ต่อให้หน้าตาหล่อเหลาปานเทพบุตร แต่ฐานะก็ยังต่ำต้อยอยู่ดี
"เจ้าอ่านตำราไม่รุ่ง ฝึกยุทธ์ไม่เป็น เจ้าทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง นอกจากเข้ามาทำงานในโรงย้อมบ้านข้า เจ้าไม่มีทางหาข้าวปลาอาหารใส่ท้องได้หรอก" สวีเชียนเชียนกล่าวต่อ "และอย่าลืมว่า เจ้ายังติดหนี้เถียนเหิงอยู่อีกหนึ่งพันเหรียญทอง"
ในเมื่อหลินม่อไม่ซื้อสูตรใหม่ของเสิ่นหลาง และตระกูลสวีคิดจะช่วงชิงมาฟรีๆ เงินหนึ่งพันเหรียญทองนั้นย่อมไม่มีทางหามาได้
ขณะนั้นเอง เถียนสิบสามพลันปรากฏตัวราวกับภูตผีเบื้องหน้าเสิ่นหลาง "ข้ายังยืนยันคำเดิม ก่อนค่ำวันนี้หากข้าไม่ได้เงินหนึ่งพันเหรียญทอง ข้าจะฆ่าล้างตระกูลเจ้า พรรคเฮยอี่พูดคำไหนคำนั้น"
สวีเชียนเชียนเอ่ยเสียงนุ่ม "เสิ่นหลาง เจ้าหมดหนทางแล้ว เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งวัน เจ้าจะไปหาเงินหนึ่งพันเหรียญทองมาจากที่ใด? ทางรอดเดียวคือมาพึ่งพิงบ้านข้า และมอบสูตรสีย้อมทั้งสองอย่างให้โดยไม่มีเงื่อนไข แล้วข้าจะให้เถียนเหิงยกเลิกหนี้สินก้อนนี้ให้เจ้าเอง"
เถียนสิบสามกล่าว "ฟ้าใกล้จะสางแล้ว คืนนี้พวกเราจะไปเก็บเงินที่บ้านเจ้า เวลาของเจ้าเหลือไม่มากนัก มีเวลาไม่ถึงเจ็ดชั่วยาม"
สวีเชียนเชียนกล่าวเสริม "เสิ่นหลาง เจ้าคงไม่ได้หวังพึ่งอาลักษณ์แซ่หวังหรอกนะ? เขาไม่มีทางมาช่วยเจ้าอีกแล้ว อีกอย่างวันนี้ที่เขาออกหน้าก็ไม่ใช่เพื่อช่วยเจ้า แต่เพราะเขามีเรื่องขัดแย้งกับจางจิ้นคู่หมั้นข้า จึงจงใจกดหัวตระกูลสวีข้าเท่านั้น เขาหาได้สนใจความเป็นตายของเจ้าไม่"
วาจานี้ของสวีเชียนเชียนนับว่ากล่าวได้ถูกต้อง
เถียนสิบสามกล่าวต่อ "เสิ่นหลางวางใจเถอะ พรรคเฮยอี่ของเราจะหาข้ออ้างที่ฟังดูชอบธรรมไปจับตัวคนทั้งบ้านเจ้า แล้วค่อยหาเรื่องให้พวกเจ้าหายสาบสูญไปในระหว่างทาง ครอบครัวเจ้าเป็นคนต่างถิ่น เปรียบเหมือนจอกแหนไร้รากจริงๆ"
สวีเชียนเชียนทิ้งท้าย "ก่อนค่ำวันนี้ หากตระกูลสวีไม่ได้สูตรสีย้อมสีม่วงและสีสายรุ้ง ข้าก็มิอาจรับประกันได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พรรคเฮยอี่ทำงานโหดเหี้ยมอำมหิตเสมอมา เสิ่นหลาง แม้เจ้าจะหัวไม่ดี แต่เรื่องนี้ควรจะฉลาดขึ้นมาบ้างนะ"
จากนั้น สวีเชียนเชียนก็ขึ้นรถม้าจากไปทันที
เถียนสิบสามหันมาบอก "ก่อนดวงอาทิตย์ตกดิน พวกเราจะไปรับเงินที่บ้านเจ้า"
เขาแบกดาบไว้บนบ่า แล้วเดินจากไปอย่างเชื่องช้า
เขาไม่จำเป็นต้องตามติดเสิ่นหลางอีกต่อไป เพราะเสิ่นหลางเป็นคนกตัญญูยิ่ง ขอเพียงจับตาดูบิดามารดาและน้องชายไว้ เสิ่นหลางย่อมหนีไปไหนไม่ได้
ตลอดเหตุการณ์ เสิ่นหลางไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว เขาเฝ้ามองการแสดงของชายหญิงคู่นี้อย่างสงบ
เมื่อรถม้าแล่นไปได้หลายสิบเมตร สวีเชียนเชียนเลิกม่านหน้าต่างรถม้าขึ้น มองดูเสิ่นหลางที่ยืนโดดเดี่ยวอยู่กลางถนนพลันหลุดหัวเราะออกมา
"ความอ่อนแอคือความผิดบาป ดูเจ้าในตอนนี้สิ ไม่ต่างอะไรกับสุนัขตัวหนึ่งเลย"
"เสิ่นหลาง ด้วยฐานะของเจ้า การได้เข้ามารับใช้ในบ้านข้าย่อมนับว่าเป็นเมตตาอันใหญ่หลวงแล้ว มิฉะนั้นคนไร้ความสามารถเช่นเจ้าก็คงมีแต่ต้องอดตายเท่านั้น"
คำพูดในใจเหล่านี้ สวีเชียนเชียนจะพูดออกมาก็ต่อเมื่ออยู่ลำพังเท่านั้น มิฉะนั้นจะเสียกิริยาอันงดงามและดูเป็นสตรีใจคอคับแคบ
...
เสิ่นหลางยืนอยู่กลางถนน
สำหรับเขาในตอนนี้ การหาเงินกลายเป็นเรื่องไร้ความหมายไปแล้ว
ต่อให้หาเงินได้มากมายเพียงใด หากไร้อำนาจและพลังปกป้อง เงินเหล่านั้นย่อมนำพามาซึ่งภัยพิบัติ นี่คือโลกที่ผู้อ่อนแอเป็นเหยื่อของผู้เข้มแข็ง
ตระกูลสวี ตระกูลหลิน และพรรคเฮยอี่ของเถียนเหิง
ขุมกำลังทั้งสามนี้ สำหรับเสิ่นหลางในตอนนี้ ล้วนเป็นยักษ์ใหญ่ที่มิอาจต่อกรได้
เถียนเหิงและตระกูลสวีคงต้องลงมือในคืนนี้แน่นอน พวกเขาจะใช้ชีวิตของบิดามารดาและน้องชายบีบบังคับให้เขาส่งมอบสูตรสีย้อมออกมา
และต่อให้เขาส่งสูตรให้ หากไม่ยอมเป็นข้าทาสรับใช้ในโรงย้อมตระกูลสวีไปตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาสีย้อมใหม่ๆ ให้เป็นวัวเป็นม้าให้พวกเขา คนทั้งบ้านก็คงหาความสงบสุขไม่ได้อยู่ดี
เขาต้องแก้ปัญหานี้ให้จบสิ้นในคราวเดียว
เดิมทีแผนการกินข้าวนิ่มตลอดชีพของเขาตั้งใจจะรอให้จังหวะสุกงอมกว่านี้ ต้องมีการปูทางและสร้างกระแสเสียก่อน
แต่ยามนี้ดูเหมือนจำต้องเร่งเวลาให้เร็วขึ้นแล้วสินะ?
เสิ่นหลางทบทวนแผนการนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสมอง
ยามนี้ ฟ้าใกล้สางเต็มที
เวลาจวนตัว เสิ่นหลางต้องรีบออกจากเมือง มุ่งหน้าไปยังสถานที่ของขุมกำลังระดับสูงสุดในรัศมีหลายร้อยลี้
จวนป๋อเสวียนอู่!
ทว่าในขณะนั้นเอง เบื้องหลังพลันมีเสียงฝีเท้าม้าดังสนั่นหวั่นไหว ทำลายความเงียบสงัดก่อนรุ่งสาง แม้แต่พื้นดินยังสั่นสะเทือนเบาๆ
เสิ่นหลางหันกลับไปมอง เห็นขบวนทหารม้ากลุ่มหนึ่งควบมาอย่างรวดเร็ว
นี่คือทหารม้าชั้นยอด มีจำนวนนับร้อยนาย ทหารม้าทุกคนสวมเกราะเต็มยศ ควบม้าศึกตัวใหญ่ ในมือถือกะบี่ยักษ์ เบื้องหลังสะพายโล่ขนาดใหญ่
เสิ่นหลางมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่า ทหารม้าขบวนนี้ต้องใช้เงินมหาศาลเพียงใดในการสร้างขึ้น ทหารม้าเช่นนี้ไม่ว่าในจีนโบราณหรือยุคกลางของตะวันตก ล้วนเป็นกองกำลังระดับชั้นยอดอย่างไม่ต้องสงสัย
เป็นตระกูลยิ่งใหญ่เพียงใด ถึงได้มีทหารม้าที่แข็งแกร่งและดูอลังการถึงเพียงนี้
ไม่นาน เสิ่นหลางก็เห็นธงประจำขบวนและตราสัญลักษณ์บนโล่
นี่คือทหารม้าแห่งจวนป๋อเสวียนอู่!
ตระกูลจินแห่งจวนป๋อเสวียนอู่ คือตระกูลขุนนางร้อยปีที่แท้จริง
เมื่อสามร้อยปีก่อน ตระกูลจินปกป้องเมืองเสวียนอู่ แม้แต่ชื่อเมืองเสวียนอู่ก็มาจากสมญานามของตระกูลจิน ในแง่หนึ่ง ป๋อเสวียนอู่ก็คือเจ้าของเมืองเสวียนอู่ที่แท้จริง
ผู้นำขบวนทหารม้าสวมเกราะเงิน รูปร่างเพรียวระหง เนื่องจากสวมหมวกเกราะปิดบังใบหน้า จึงเห็นเพียงดวงตาสองข้าง
ทว่าดวงตาที่เปิดเผยออกมานั้น กลับเย็นเยียบคมกริบประดุจกระบี่น้ำฤดูสารท
นี่คือสตรี และเป็นสตรีที่มีดวงตางดงามยิ่ง
แม้ไม่เห็นใบหน้า แต่ฐานะของนางย่อมชัดแจ้ง
นาง... คือเทพธิดาระดับตำนานในรัศมีหลายร้อยลี้ องค์หญิงแห่งเมืองเสวียนอู่ นางในฝันของบุรุษหนุ่มนับไม่ถ้วน เสาหลักแห่งจวนป๋อเสวียนอู่ จินมู่หลาน!
เสิ่นหลางชะงักไปเล็กน้อย เดิมทีเขาตั้งใจจะไปที่จวนป๋ออยู่แล้ว ไม่นึกว่าจะได้พบที่นี่โดยบังเอิญ
"หลีกไป หลีกไป!"
"ถอยไป เปิดทาง!"
"ออกจากถนน!"
นักรบสองคนหน้าขบวนทหารม้าถือธงพลางตะโกนเสียงก้อง ขับไล่เสิ่นหลางที่ยืนขวางทางอยู่กลางถนน
ด้วยร่างกายที่อ่อนแอของเสิ่นหลาง หากถูกขบวนทหารม้านี้พุ่งชน รับรองว่ากระดูกแหลกเหลวตายอนาถแน่นอน!
เขารีบถอยกรูดไปข้างถนน เปิดทางให้ขบวนทหารม้าผ่านไป
ทว่า ในขณะที่เสิ่นหลางกำลังจะก้าวพ้นถนน เขากลับจงใจทำท่าเท้าสะดุดจนช้าลง
เพราะเขาได้เพิ่มแผนการเล็กๆ เข้าไปกะทันหัน
"ปัง..."
ทหารม้าที่อยู่ริมขบวนคนหนึ่งควบผ่านร่างเสิ่นหลาง แรงกระแทกอันมหาศาลทำให้ร่างของเสิ่นหลางกระเด็นลอยละลิ่วออกไป!
นี่เขา... จงใจให้โดนชนชัดๆ!
"ฮูหยินข้า เมื่อสามปีก่อนท่านก็เคยชนข้าครั้งหนึ่ง มิสู้ชนอีกครั้ง แล้วพาข้ากลับบ้านไปด้วยเลยเถอะ!"
เสิ่นหลางรำพึงในใจ ร่างเขากระเด็นไปไกลหลายเมตรก่อนจะตกลงบนพื้น
เขาอาจไม่ใช่พวกมืออาชีพในการแกล้งโดนชน แต่คราวนี้ทั้งแรงปะทะ มุม และจังหวะ ล้วนแม่นยำไร้ที่ติ
ทันทีที่ถึงพื้น แม้จะบาดเจ็บไม่หนัก แต่เขาจงใจกัดเหงือกแรงๆ ให้เลือดไหลซึมออกมาจากมุมปาก ยามนี้ต้องแสดงความน่าเวทนาให้ถึงที่สุด
จินมู่หลานดวงตาหดเกร็ง นางยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ ทันใดนั้นทหารม้ากว่าร้อยนายพลันหยุดกึกอย่างพร้อมเพรียงในระยะอันสั้น
ทหารม้าสองคนข้างหน้าลงจากม้าทันที เตรียมจะเข้าไปดูอาการบาดเจ็บของเสิ่นหลาง แต่จินมู่หลานรวดเร็วกว่า ร่างอรชรทะยานขึ้นจากหลังม้า ร่อนลงพื้นในระยะสิบกว่าเมตรอย่างแผ่วเบา
เสิ่นหลางตะลึงในใจ พลังยุทธ์ล้ำเลิศยิ่งนัก!
จินมู่หลานเดินมาหยุดตรงหน้าเสิ่นหลาง นางถอดถุงมือออกแล้ววางมือทาบที่จมูกเพื่อเช็คลมหายใจ
"บุรุษหนุ่มผู้นี้ช่างรูปงามยิ่งนัก? อีกทั้งดูเหมือนจะคุ้นหน้าอยู่บ้าง!" นี่คือความรู้สึกแรกของจินมู่หลาน
เสิ่นหลางบาดเจ็บไม่หนัก ลมหายใจย่อมสม่ำเสมอและมีพลัง
แต่เขาเป็นหมอ ย่อมสามารถแสร้งทำเป็นลมหายใจรวยรินพะงาบๆ ได้ง่ายดาย ประกอบกับเลือดที่มุมปาก ยิ่งทำให้ดูอาการสาหัสเจียนตาย จนจินมู่หลานเห็นแล้วใจเริ่มสะท้านสั่นไหว
ราษฎรทั้งเมืองเสวียนอู่ล้วนเป็นประชากรของจวนป๋อ บิดาพร่ำสอนนางมาตั้งแต่เล็กให้รักราษฎรประดุจบุตรหลาน
แม้สามัญชนขวางทางทหารม้าจนถูกชนตายจะถือว่าเป็นความผิดของตนเอง แต่จินมู่หลานไม่มีวันยอมให้ราษฎรผู้บริสุทธิ์มาตายต่อหน้าต่อตาเด็ดขาด
"ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยจะพามันไปส่งโรงหมอแถวนี้เพื่อรักษาเองขอรับ" ผู้ติดตามข้างกายกล่าว
"อย่าเด็ดขาด" เสิ่นหลางนึกในใจ "ฮูหยิน พาสามีกลับบ้านเถิด!"
จินมู่หลานส่ายหน้า "ไม่ได้ โรงหมอทั่วไปข้าไม่วางใจ หมอที่จวนป๋อมีความสามารถสูงกว่า พาเขากลับไปรักษาที่จวน เราจะปล่อยให้ราษฎรผู้บริสุทธิ์มาตายใต้กีบม้าของพวกเราไม่ได้เด็ดขาด"
ว้าว! เสียงนางก็ไพเราะเหลือเกิน ราวกับก้อนน้ำแข็งตกลงในทะเลสาบช่างใสกระจ่างนัก!
"ขอรับ!" ผู้ติดตามรับคำสั่ง ก่อนจะโอบอุ้มร่างเสิ่นหลางขึ้นมาอย่างเบามือ แล้วกระโดดขึ้นหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว
ผู้ติดตามของจินมู่หลานก็เป็นสตรีเช่นกัน เพียงแต่ดูบึกบึนกำยำยิ่งกว่าบุรุษทั่วไป เสิ่นหลางถูกนางอุ้มในท่าเจ้าสาวช่างดูอับอายบอกไม่ถูก แต่เขาก็ต้องแสร้งทำเป็นสลบไสลต่อไป
"กลับจวน!" จินมู่หลานสั่งการ นำขบวนทหารม้าควบกลับจวนป๋อเสวียนอู่อย่างรวดเร็ว
เสิ่นหลางหนุ่มรูปงามที่บาดเจ็บ ถูกจินมู่หลานองค์หญิงแห่งเมืองเสวียนอู่ "เก็บ" กลับบ้านไปเสียแล้ว
"เสิ่นรื่อเทียน (ผู้ท้าทายฟ้าแซ่เสิ่น) ช่วงเวลาตัดสินชะตาชีวิตของเจ้ามาถึงแล้ว" เสิ่นหลางพยายามให้กำลังใจตัวเองอย่างหนัก
"คราวนี้จะช่วยคนทั้งบ้าน และจัดการตระกูลสวีได้ไหม? จะเล่นงานเถียนเหิง และอนาคตจะได้เสพสุขลาภยศสรรเสริญหรือไม่? ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับการแสดงของเจ้าหลังจากนี้แล้ว!"