บทที่ 7 รู้สึกเหมือนหวังเหล่ยจะเป็นตุ๊ด
บทที่ 7 รู้สึกเหมือนหวังเหล่ยจะเป็นตุ๊ด
เพราะเรื่องของจางชุนเหลียง ความสัมพันธ์ระหว่างห่าวเฉียงจ้วงกับหลี่เหมยเลยดูอึดอัดขึ้นมาบ้าง
เพราะช่วงนี้ในโรงงานลือกันให้แซ่ดว่า ห่าวเฉียงจ้วงฉวยโอกาสตอนจางกั๋วเฉียงลางานกลับบ้าน แอบตีท้ายครัวไปฟันเมียชาวบ้าน
เรื่องพรรค์นี้ ห่าวเฉียงจ้วงไม่ได้ทำอยู่แล้ว คนบริสุทธิ์ใจย่อมบริสุทธิ์ คนผิดก็ย่อมมีชนักติดหลัง เขาเลยขี้เกียจจะไปอธิบายอะไรให้มากความ
อีกอย่าง วันวันหนึ่งต้องโหลดของขึ้นตู้คอนเทนเนอร์ตั้งสิบกว่าตู้ ยิ่งเฉพาะวันนี้ต้องโหลดตั้ง 20 ตู้ ทำโอทีลากยาวไปจนถึงเที่ยงคืน เล่นเอาห่าวเฉียงจ้วงเหนื่อยจนแทบขาดใจ
ใครมันจะมีเวลาไปสนใจเรื่องไร้สาระพรรค์นั้นกัน
ห่าวเฉียงจ้วงน่ะอยากมีอะไรกับหลี่เหมยอยู่หรอก แต่ก็ต้องให้หลี่เหมยเขาสมยอมด้วยสิฟะ!
ก็แหม รูปร่างหน้าตาอย่างหลี่เหมย หนุ่มโสดคนไหนเดินผ่านก็ต้องเหลียวมองกันทั้งนั้น โดยเฉพาะคนอย่างห่าวเฉียงจ้วงที่โสดมาตั้งแต่เกิดจนชินกับการใช้มือซ้าย บางทีเห็นป้าหลิวยังแอบรู้สึกว่างดงามราวกับดอกไม้เลย
จะว่าไป ป้าหลิวก็แจ่มไม่หยอกเหมือนกัน ถ้าไม่บอกอายุ คงเดาไม่ออกหรอกว่าปีนี้ปาเข้าไป 40 กว่าแล้ว
ผิวพรรณนี่เต่งตึงน้ำมีนวลสุดๆ มีอยู่สองสามครั้งที่แกใส่เสื้อโชว์ไหล่ อาวุธสังหารขนาดเท่าลูกส้มโอสองลูกตรงหน้าอกแกว่งไปมา ทำเอาห่าวเฉียงจ้วงเห็นแล้วของขึ้นจนชูชันแทบจะทะลุเพดานในเสี้ยววินาที
แต่ดันซวยที่ป้าหลิวเหลือบมาเห็นเข้าพอดี แกกระแอมเบาๆ แล้วพูดตรงๆ เลยว่า "ป้าแก่แล้วนะ เฉียงจ้วงอย่ามาคิดอกุศลกับป้าเลย"
เล่นเอาหลายวันหลังจากนั้น ห่าวเฉียงจ้วงตกใจจนต้องเดินอ้อมหนีทุกครั้งที่เห็นหน้าป้าหลิว
ได้ยินมาว่า ป้าหลิวเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นลับๆ ของโรงงานนี้ แต่เงินทุนจมไปกับการลงทุนหมด ช่วงนี้เลยช็อตหนัก เสื้อผ้าหน้าผมถึงจะดูวัยรุ่นทันสมัย แต่นั่นก็ของแบกะดินทั้งนั้น
ถ้าจะบอกว่าของชิ้นไหนบนตัวแกมีราคาแพงที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นลิปสติกที่ห่าวเฉียงจ้วงซื้อให้แกวันนั้นแหละ
ของขวัญชิ้นนี้โดนใจป้าหลิวเข้าอย่างจังเลยทีเดียว
เลิกงานตอนเที่ยงคืน กว่าจะโอ้เอ้เดินกลับมาถึงหอพักก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนครึ่งแล้ว
หวังเหล่ยหลับไปตั้งนานแล้ว ห่าวเฉียงจ้วงกลัวจะทำเขาตื่น เลยค่อยๆ ย่องเบาเข้าไปในห้อง
เขาหยิบเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนกับผ้าเช็ดตัว เดินผ่านระเบียง แล้วก็ต้องเจอกับภาพที่ทำเอาเลือดกำเดาแทบพุ่งอีกแล้ว
บางทีห่าวเฉียงจ้วงก็แอบคิดนะว่าพวกสาวโรงงานตึกฝั่งตรงข้ามจงใจยั่วกันหรือเปล่า ถ้าไม่ติดว่านี่มันดึกมากแล้ว เขาคงตะโกนข้ามไปถามให้รู้แล้วรู้รอด
เวลานี้ คงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องลำบากสองมือตัวเองอีกตามเคย
อาบน้ำเสร็จ ปลดปล่อยความอัดอั้นที่สะสมมานานออกไป ร่างกายและจิตใจก็เบาสบายขึ้นมาหน่อย แต่กลับรู้สึกว่างเปล่าหนักกว่าเดิม
ถึงช่วงนี้จะเข้าปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่วันนี้อากาศดันอุ่นขึ้นมา เลยรู้สึกร้อนอยู่นิดๆ
หวังเหล่ยหมอนั่นดันนอนดิ้นถีบผ้าห่มออก กางเกงซับในกันหนาวถลกขึ้นไปจนถึงโคนขา เผยให้เห็นต้นขาที่ดูเรียบเนียนเต่งตึง น่าจะมีน้ำมีนวลน่าดู
พอก้มดูต้นขาตัวเองบ้าง ผู้ชายพอโตเป็นหนุ่ม ฮอร์โมนเพศชายทำงาน ส่วนใหญ่ก็ต้องมีขนหน้าแข้งกันทั้งนั้นแหละ
แต่หวังเหล่ยกลับไม่มีเลยสักเส้น
ตามหลักแล้ว ผู้ชายวัยนี้มันก็ต้องมีหนวดมีเครา มีลูกกระเดือกกันบ้างใช่ไหมล่ะ?
แต่บนริมฝีปากของหวังเหล่ยกลับไม่มีตอหนวดให้เห็นเลยสักนิด แถมลูกกระเดือกก็ไม่มีอีกต่างหาก
คิดมาถึงตรงนี้ ห่าวเฉียงจ้วงก็เผลอกลืนน้ำลายดังเอื้อก อดใจไม่ไหวอยากจะยื่นมือไปลูบเรียวขายาวๆ ของหวังเหล่ยดูสักที ว่ามันจะรู้สึกยังไงกันนะ?
แต่วินาทีต่อมา ห่าวเฉียงจ้วงก็เริ่มรู้สึกกลัวใจตัวเอง นึกในใจว่า ‘หวังเหล่ยเป็นผู้ชายนะเว้ย ฉันจะไปคิดอกุศลกับมันได้ยังไงวะเนี่ย?’
ห่าวเฉียงจ้วงแอบหงุดหงิดตัวเอง เลยหันหลังเดินพรวดพราดออกจากห้องพัก ดันไปเดินชนกับป้าหลิวที่ใส่ชุดเดรสสายเดี่ยวเข้าอย่างจัง
ป้าแกนี่ช่างยั่วสวาทซะจริง อาวุธสังหารไซส์ส้มโอสองลูกนั่น กระเพื่อมขึ้นลงแกว่งไปซ้ายทีขวาทีตามจังหวะการเดิน
แสงไฟนีออนตรงทางเดินสลัวๆ ทำเอาห่าวเฉียงจ้วงตาพร่าไปชั่วขณะ รู้สึกเหมือนว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ป้าหลิววัย 40 กว่า แต่กลับเป็นแม่ม่ายสาวทรงเสน่ห์ รูปร่างเย้ายวนชวนหลงใหลซะอย่างนั้น
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ห่าวเฉียงจ้วงคงเอ่ยปากทักทายป้าหลิวไปตั้งนานแล้ว แต่พอป้าหลิวเดินเข้ามาใกล้ เขากลับยืนนิ่งแข็งทื่อเหมือนถูกมนต์สะกด เอาแต่จ้องส้มโอลูกโตสองลูกของป้าหลิวตาไม่กะพริบ แถมน้ำลายยังไหลย้อยมุมปากอีกต่างหาก
"สวยไหมล่ะ?" ป้าหลิวอมยิ้มมุมปาก พอเห็นห่าวเฉียงจ้วงจ้องตัวเองตาเป็นมันแถมน้ำลายย้อย แกกลับยิ่งรู้สึกมั่นใจ ไม่นึกเลยว่าอายุจะเข้าเลขห้าอยู่รอมร่อ ก็ยังมีเด็กหนุ่มวัยยี่สิบกว่ามาเกิดอารมณ์เปลี่ยวด้วย
"อืม!" ห่าวเฉียงจ้วงทนไม่ไหวอีกต่อไป ตอบรับออกไปตามสัญชาตญาณดิบ
สมกับคำที่เขาว่ากันจริงๆ โสดมานาน มองใครก็สวยหยาดเยิ้มไปหมด
ป้าหลิวยังอยากจะแหย่ต่อ แต่พอเหลือบไปเห็นว่ามีคนนอนอยู่บนเตียงชั้นสองหลังประตู แกก็ชะงักไปนิดนึง แล้วเอ่ยขึ้นว่า "ดึกมากแล้ว รีบไปนอนเถอะ! เฉียงจ้วง" พูดจบแกก็เดินหันหลังไปทางบันได
ห่าวเฉียงจ้วงเดินคอตกกลับเข้าห้องพักไปอย่างเสียดาย เลือดลมวัยหนุ่มมันสูบฉีดซะจนเขานอนไม่หลับ ถึงขั้นอยากจะบุกขึ้นไปที่ห้อง 301 เหมือนที่จางชุนเหลียงทำคืนนั้นให้รู้แล้วรู้รอด
เขานอนพลิกไปพลิกมาอยู่พักใหญ่ พอเงยหน้าขึ้นไปมองโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็เห็นหวังเหล่ยที่อยู่เตียงชั้นบนกำลังหรี่ตาที่ยังงัวเงียจ้องมองเขาอยู่
"เป็นอะไรไป?" ห่าวเฉียงจ้วงโพล่งถามออกไปโดยไม่ทันคิด
หวังเหล่ยขยี้ตาเบาๆ แล้วพูดขึ้นว่า "พี่เฉียงจ้วง ทำไมยังไม่นอนอีก?"
เสียงหวานๆ เหมือนผู้หญิงบ้าๆ นี่ ทำไมถึงต้องมาโผล่จากปากของไอ้คนที่มีงวงด้วยวะเนี่ย?
ห่าวเฉียงจ้วงหายใจติดขัด จ้องหน้าหวังเหล่ยแล้วพูดว่า "ถ้านายเกิดเป็นผู้หญิงนะ ฉันจับนายทำเมียไปนานแล้ว"
เสียงของหวังเหล่ยดังมาจากเตียงชั้นบน "พี่เฉียงจ้วง แต่ถ้าฉันเป็นผู้หญิงจริงๆ แล้วพี่รู้ว่าที่บ้านฉันเป็นยังไง พี่คงไม่กล้าแต่งงานกับฉันหรอก"
ห่าวเฉียงจ้วงถามกลับไปตามน้ำ "บ้านนายเป็นยังไงล่ะ?"
แววตาของหวังเหล่ยแฝงความเศร้าสร้อยจางๆ ขณะจ้องมองเพดาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายในหัวกลับกำลังนึกถึงภาพอีกฉากหนึ่ง
เขาพูดว่า "ฉันมีพี่ชายที่ป่วยเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีแม่ที่อัมพาตครึ่งท่อน แถมพ่อก็ยังมาป่วยอีก!"
ก่อนหน้านี้เขาเคยบอกว่ามีน้องสาวนี่นา แต่ตอนนี้กลับไม่ยักกะพูดถึงน้องสาวเลยสักคำ
ห่าวเฉียงจ้วงกำลังมัวแต่สงสัยเรื่องนี้อยู่ เลยไม่ได้ตอบกลับไปในทันที
หวังเหล่ยพูดต่อ "พี่ไม่ตอบล่ะ ตกใจจนพูดไม่ออกเลยเหรอ?"
ห่าวเฉียงจ้วงถึงเพิ่งได้สติ "ไม่ใช่ซะหน่อย ฉันกำลังคิดต่างหากว่า หรือนายจะเป็นผู้หญิงจริงๆ กันแน่?"
หวังเหล่ยเหมือนจะจริงจังขึ้นมา ชะโงกหน้าลงมามองห่าวเฉียงจ้วงด้วยสายตาแอบเคืองนิดๆ "ถ้าฉันเป็นผู้หญิงจริงๆ พี่จะกล้าแต่งงานกับฉันไหมล่ะ?"
"เป็นไปไม่ได้หรอกน่า!" ห่าวเฉียงจ้วงโบกไม้โบกมือปฏิเสธ เพราะไม่อยากจะเชื่อ เขาไม่ใช่เหลียงซานปั๋วซะหน่อย หวังเหล่ยก็คงไม่ใช่จู้ยิงไถที่ปลอมตัวเป็นผู้ชายหรอกน่า
รออยู่ตั้งนาน พอเห็นว่าห่าวเฉียงจ้วงไม่ตอบ แถมยังมีท่าทีง่วงนอน หวังเหล่ยก็บ่นพึมพำเบาๆ "ฉันว่าแล้วเชียว พี่ต้องตกใจแน่ๆ"
ตอนนี้ห่าวเฉียงจ้วงเหนื่อยล้าเต็มทนแล้ว เขาหลับตาลง แล้วก็ค่อยๆ ดำดิ่งสู่ห้วงนิทรา
คืนนั้นเขาฝันไปว่า พรุ่งนี้ตอนเลิกงาน หวังเหล่ยกำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ แถมประตูห้องน้ำก็ยังแง้มอยู่ด้วย
แล้วตัวเขาก็ค่อยๆ ย่องเข้าไปเงียบๆ อาศัยจังหวะที่หวังเหล่ยยังไม่ทันรู้ตัว ผลักประตูบานนั้นเข้าไป
กริ๊ง
เสียงนาฬิกาปลุกเฮงซวยดังขึ้นขัดจังหวะ ห่าวเฉียงจ้วงสะดุ้งสุดตัว เด้งพรวดลุกขึ้นมานั่งบนเตียง
หวังเหล่ยตื่นตั้งนานแล้ว กำลังยืนแปรงฟันอยู่ที่ระเบียง มองหมอนั่นจากไกลๆ แล้วรู้สึกได้ถึงเสน่ห์ดึงดูดใจแบบเพศตรงข้ามที่แผ่ออกมาอย่างแรงกล้าจริงๆ
ห่าวเฉียงจ้วงส่ายหัวอย่างระอาใจ ก่อนจะลุกจากเตียง ในหัวมันอื้ออึงไปหมด รู้สึกเลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่าน ร่างกายร้อนผ่าวไปทั้งตัว
จังหวะนั้นหวังเหล่ยหันขวับมามองพอดี สายตาทั้งคู่ประสานกันเข้าอย่างจัง...