ความมั่นคง

อัลเลน วิลเลียมส์ ค่อยๆ พาตัวเองเดินลงบันไดมาอย่างระมัดระวัง โดยใช้ไหล่พิงผนังที่เต็มไปด้วยคราบสกปรกเพื่อพยุงตัว

ชายขี้เมาในห้องใต้หลังคายังคงหลับสนิท แต่ในดินแดนไร้กฎหมายแห่งนี้ ความประมาทเพียงชั่วพริบตาอาจหมายถึงจุดจบของชีวิต

เงิน 75 ดอลลาร์ในกระเป๋า... มากพอที่จะเป็นเหตุจูงใจให้เกิดการฆาตกรรมได้หลายศพทีเดียว

ทันทีที่ก้าวพ้นประตูอาคารโทรมๆ กลิ่นเหม็นเน่าที่รุนแรงกว่าเดิมก็พุ่งเข้ากระแทกจมูก

ถนนเบื้องหน้านั้นแคบเสียจนรถม้าแทบจะสวนกันไม่ได้ สองข้างทางเต็มไปด้วยภูเขาขยะ เครื่องในสัตว์เน่าเปื่อย และกองอุจจาระที่ถูกทิ้งเรี่ยราด

เสียง แฉะ... แฉะ... ดังขึ้นทุกจังหวะการย่ำเท้าลงบนโคลนสีดำสนิท หนูตัวเขื่องหลายตัววิ่งตัดหน้าเขาไปอย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะมุดหายเข้าไปในกองขยะ

นี่คือโฉมหน้าของ 'ไฟว์พอยต์ส' ที่แท้จริง... สวรรค์ของอาชญากร แต่มันคือนรกของอารยธรรมมนุษย์

อัลเลนยกมือขึ้นปิดจมูกและปาก คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น

ในสภาพแวดล้อมโสมมเช่นนี้ เชื้ออหิวาตกโรคคงปะปนอยู่ในทุกหยดน้ำเสียและขยะทุกชิ้น

เขาต้องรีบไปจากที่นี่... เดี๋ยวนี้!

“เฮ้! ไอ้หนู... เพิ่งมาใหม่เหรอ?”

เสียงแหบต่ำดังขึ้นจากตรอกมืดสลัว

อัลเลนเหลือบตามองเห็นชายฉกรรจ์สองคนยืนพิงกำแพง สายตาของพวกมันจ้องมองมาจิกกัดราวกับอีแร้งที่กำลังมองหาเหยื่อ สอดส่ายหาคนที่ดูอ่อนแอและป้องกันตัวไม่ได้

และแน่นอน... อัลเลน วิลเลียมส์ ที่มีใบหน้าซีดเซียวและเพิ่งฟื้นไข้ คือเป้าหมายที่พวกมันมองว่า 'เคี้ยวง่าย' ที่สุด

แต่อัลเลนไม่ได้หยุดเดิน หรือแม้แต่จะหันไปมองเต็มตา เขาเพียงแค่เปรยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งและเย็นชา

“ไปให้พ้น”

น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดังตะคอก แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะทำให้พวกอันธพาลชะงักกึก

พวกมันคุ้นเคยกับภาพเหยื่อที่ตื่นตระหนกและหวาดกลัว ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับปฏิกิริยาโต้ตอบแบบนี้

“แกพูดว่าอะไรนะ? ไอ้ไอริชสวะ!”

หนึ่งในนั้นคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว ผละตัวออกจากกำแพงทำท่าจะพุ่งเข้ามา

ในที่สุด อัลเลนก็หยุดเดิน เขาค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้า

ในดวงตาคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความเยือกเย็นลึกล้ำที่จ้องมองทะลุเข้าไปในดวงตาของพวกมัน

เขาประเมินพวกมันตั้งแต่วินาทีแรกแล้ว... ท่ายืนโงนเงน แววตาที่ล่องลอย และกลิ่นเหล้าราคาถูกที่โชยหึ่ง

พวกมันก็แค่กุ๊ยข้างถนน... ดีแต่ปาก แต่เนื้อแท้ขี้ขลาดตาขาว

“ฉันบอกว่า... ไปให้พ้น ไม่อย่างนั้นฉันรับรองได้เลยว่าพวกแกจะไม่ได้เห็นแสงตะวันของวันพรุ่งนี้อีก”

คำขู่นั้นไม่ได้เกินจริง

ในชีวิตก่อน เพื่อที่จะคว้าสัมปทานเหมืองแร่ในแอฟริกา เขาเคยต้องใช้ชีวิตท่ามกลางสมรภูมิรบนานนับเดือน รายล้อมไปด้วยทหารรับจ้างและอาวุธสงคราม

เขาเคยจับปืน เคยยิงสวนกลับ และเคยเห็นเลือดสดๆ สาดกระเซ็นมากับตา

รังสีอำมหิตที่ถูกขัดเกลามาจากเส้นแบ่งความเป็นความตายนั้น... ไม่ใช่สิ่งที่ขี้เมาข้างถนนกระจอกๆ สองคนนี้จะต้านทานไหว

ชายทั้งสองเริ่มรู้สึกขนลุกซู่เมื่อสบเข้ากับสายตาคู่นั้น

พวกมันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายที่แผ่ออกมาจากร่างผอมบางของอัลเลน มันเป็นกลิ่นอายของ 'ของจริง' แบบเดียวกับพวกหัวหน้าแก๊งขาใหญ่... สิ่งที่มีแต่คนที่เคยผ่านการฆ่าฟันมาแล้วเท่านั้นถึงจะมีได้

“เวรเอ๊ย... ไปกันเถอะ”

ลูกพี่ของพวกมันสบถเบาๆ ก่อนจะดึงแขนเพื่อนให้ถอยกลับเข้าไปในเงามืด

พวกมันเป็นแค่นักเลงกระจอก ไม่ใช่อาชญากรใจเหี้ยม ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงกับตัวอันตรายที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า

แม้วิกฤตจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่อัลเลนก็ยังไม่วางใจ

เขารู้ดีว่านี่เป็นแค่บททดสอบแรกเท่านั้น

ในดินแดนเถื่อนแห่งนี้ ความเมตตาและความอ่อนแอ คือคำพ้องความหมายของ 'ความตาย' เพราะจุดจบของมันคือการถูกรังแกจนไม่เหลือซาก

อัลเลนเร่งฝีเท้า มุ่งหน้าสู่ย่าน 'โบเวอรี่' (Bowery) ซึ่งในความทรงจำของร่างเดิม มันเป็นย่านที่เจริญและปลอดภัยกว่าที่นี่มาก

เขาต้องการที่พัก... ที่พักราคาถูกแต่ต้องสะอาด และที่สำคัญที่สุดคือต้องมี 'เตาผิง'

ในยุคสมัยที่ยาปฏิชีวนะยังไม่ถือกำเนิด 'น้ำต้มสุก' คือยาฆ่าเชื้อที่ราคาถูกและทรงประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่เขาจะหาได้

หลังจากเดินฝ่าฝูงคนและรถม้ามาพักใหญ่ กลิ่นเหม็นเน่าในอากาศเริ่มจางลง อาคารบ้านเรือนรอบข้างดูเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น

ผู้คนในย่านนี้แม้จะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าธรรมดา แต่ก็ดูสะอาดสะอ้านกว่าพวกที่ไฟว์พอยต์สอย่างเห็นได้ชัด

นี่คือย่านโบเวอรี่... แหล่งรวมความบันเทิงของชนชั้นล่างในนิวยอร์ก ถึงแม้จะยังเต็มไปด้วยพวกต้มตุ๋น หัวขโมย และโสเภณี แต่ก็นับว่ามีระเบียบวินัยกว่าสลัมที่เขาเพิ่งจากมามากนัก

อัลเลนเดินเข้าไปในร้านเหล้าเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ดูสะอาดตา

ภายในร้านอบอวลไปด้วยควันยาสูบ กะลาสีกลุ่มใหญ่กำลังเล่นเกมดื่มเหล้าและส่งเสียงเชียร์กันอย่างสนุกสนาน หญิงสาวแต่งตัวจัดจ้านกำลังส่งสายตาหยอกล้อกับลูกค้าอยู่ที่มุมห้อง

อัลเลนเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์บาร์ไม้มะฮอกกานี เอ่ยกับบาร์เทนเดอร์ร่างยักษ์พร้อมวางเหรียญ 1 เซนต์ลงตรงหน้า

“ขอน้ำสะอาดแก้วหนึ่งครับ เอาแบบต้มเดือดๆ เลยนะ”

บาร์เทนเดอร์ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะกวาดตามองเหรียญบนโต๊ะ แล้วหันไปรินน้ำร้อนจากกาที่ตั้งอยู่บนเตาด้านหลังมาวางกระแทกตรงหน้าเขา

อัลเลนยังไม่ดื่มทันทีเขารอให้ไอร้อนระเหยออกไปสักพัก

เมื่อแน่ใจว่าน้ำในแก้วใสสะอาดและไม่มีกลิ่นแปลกปลอม เขาจึงค่อยๆ จิบทีละนิด

ความอุ่นร้อนไหลผ่านลำคอที่แห้งผากลงสู่ท้อง มันให้ความรู้สึกเหมือนเขากำลังได้รับการชุบชีวิต

เมื่อดื่มจนหมดแก้ว อัลเลนก็วางเหรียญ 5 เซนต์เพิ่มลงบนเคาน์เตอร์ เพื่อเริ่มบทสนทนาที่เขาต้องการ

“นี่พี่ชาย... พอจะแนะนำห้องเช่าใต้ดินแถวนี้ที่ราคาไม่แพงและสะอาดๆ ให้ผมสักที่ได้ไหมครับ?”

ข้อมูลมีค่าเสมอ และการจ่ายเงินเล็กน้อยมักจะช่วยตัดปัญหาจุกจิกไปได้มาก

เมื่อเห็นเงิน ท่าทีของบาร์เทนเดอร์ก็เปลี่ยนไปเป็นมิตรขึ้นทันตา

เขากวาดเหรียญลงกระเป๋าเสื้อ หยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดบาร์พลางตอบว่า

“เรียกฉันว่าจอห์นก็ได้... เดินไปทางตะวันออกสองบล็อก จะมีบ้านของหญิงม่ายชื่อ 'คุณนายฮัดสัน' อยู่ เห็นว่าห้องใต้ดินของแกเพิ่งจะว่าง แต่บอกไว้ก่อนนะ ยายแก่คนนั้นดุเอาเรื่อง แถมค่าเช่าก็ไม่เบาเลย”

“ขอบคุณครับคุณจอห์น”

เมื่อได้เป้าหมายแล้ว อัลเลนก็ไม่รอช้า เขาหันหลังเดินออกจากร้านทันที

เขาต้องการฐานบัญชาการ

ห้องใต้ดินที่มีทางเข้าออกส่วนตัวจะช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวได้ดีเยี่ยม และยังเหมาะแก่การดัดแปลงเป็นห้องทดลองหรือห้องทำงานเล็กๆ ในอนาคต

อัลเลนเดินตามคำบอกของจอห์นจนมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง

มันเป็นบ้านสองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ที่ดูแข็งแรงและสะอาดสะอ้านกว่าบ้านละแวกเดียวกันมาก

ก๊อก... ก๊อก...

สิ้นเสียงเคาะประตู หญิงสูงวัยร่างผอมเกร็ง ใบหน้าเคร่งขรึม อายุราวห้าสิบปีก็เปิดประตูออกมา

ในมือของเธอถือไม้ตีพรมเอาไว้ สายตาจับจ้องมองอัลเลนอย่างไม่วางใจ กวาดมองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า

“คุณเป็นใคร? ต้องการอะไร?” น้ำเสียงของคุณนายฮัดสันแข็งกระด้างพอๆ กับสีหน้า

อัลเลนถอดหมวกออกและโค้งคำนับเล็กน้อยอย่างมีมารยาท

“สวัสดีครับมาดาม... ผมชื่ออัลเลน วิลเลียมส์ จอห์นที่ร้านเหล้าแนะนำผมมาว่าคุณมีห้องใต้ดินให้เช่า ใช่ไหมครับ?”

“ที่นี่ไม่ต้อนรับพวกขี้เมาและอันธพาล”

คุณนายฮัดสันมองเสื้อผ้าเก่าๆ ของอัลเลนด้วยสายตาดูแคลน

“ถ้าอย่างนั้นผมก็คงมาถูกที่แล้วครับ เพราะผมไม่ดื่มเหล้า และไม่ชอบก่อเรื่อง ผมแค่ต้องการสถานที่เงียบๆ เพื่อเริ่มทำธุรกิจเล็กๆ ของผม”

อัลเลนสบตาเธออย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่ได้แสดงท่าทีนอบน้อมจนเกินงาม หรือเย่อหยิ่งจนน่าหมั่นไส้

เขารู้ดีว่ากับผู้หญิงหัวแข็งและถือตัวแบบนี้ การประจบสอพลอมีแต่จะทำให้เธอรังเกียจ

คุณนายฮัดสันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ “ธุรกิจ? ธุรกิจอะไร?”

“แปรรูปอาหารครับ” อัลเลนตอบฉะฉาน ผสมผสานความจริงเข้ากับคำโกหกที่เตรียมมา

“สงครามกำลังจะเกิดขึ้นครับมาดาม และเหล่าทหารหาญย่อมต้องการอาหารที่เก็บรักษาได้นานและมีรสชาติดี นี่คือธุรกิจที่มีอนาคตไกลมากครับ”

คำว่า 'สงคราม' และ 'อนาคต' กระตุกความสนใจของเธอได้ผล

แม้จะเป็นเพียงหญิงม่าย แต่เธอก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่าสงครามนำมาซึ่งโอกาส (และความสูญเสีย) เสมอ

“เข้ามาสิ” เธอยอมเบี่ยงตัวหลีกทางให้

ภายในบ้านสะอาดสะอ้าน อบอวลไปด้วยกลิ่นสบู่และมะนาวจางๆ

อัลเลนลอบพยักหน้าพอใจ เจ้าของบ้านรักความสะอาดขนาดนี้ ห้องใต้ดินก็คงสภาพดีไม่แพ้กัน

ทางลงห้องใต้ดินอยู่ติดกับห้องครัว

คุณนายฮัดสันจุดตะเกียงน้ำมันเดินนำลงไป

ห้องใต้ดินขนาดกะทัดรัด ผนังก่อด้วยหิน มีเตาผิงเล็กๆ และหน้าต่างระบายอากาศบานหนึ่ง

ที่สำคัญ... มันแห้งสนิทและสะอาดมาก ไม่มีร่องรอยของหนูหรือแมลงสาบให้เห็น

“สัปดาห์ละ 2 ดอลลาร์ จ่ายล่วงหน้าหนึ่งเดือน และห้ามพาคนแปลกหน้าเข้ามามั่วสุมเด็ดขาด”

คุณนายฮัดสันยื่นคำขาด

เดือนละ 8 ดอลลาร์... นับว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยสำหรับคนงานทั่วไปในยุคนี้

แต่สำหรับอัลเลน วิลเลียมส์... ราคานี้ถือว่าคุ้มค่ามาก

“ตกลงครับ”

เขาไม่ต่อรองแม้แต่คำเดียว มือล้วงหยิบเงิน 8 ดอลลาร์ออกมาวางใส่มือเธอทันที

เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มจ่ายเงินง่ายดาย สีหน้าของคุณนายฮัดสันก็ผ่อนคลายลง

เธอยื่นกุญแจให้เขา พร้อมกำชับทิ้งท้าย

“จำกฎของฉันให้ดีล่ะพ่อหนุ่ม”

เมื่อเสียงฝีเท้าของเธอหายลับขึ้นไปข้างบน อัลเลนก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

เขาวางตะเกียงลงบนเตาผิง กวาดตามองอาณาจักรส่วนตัวแห่งใหม่

ตั้งแต่วันนี้... ที่นี่คือจุดเริ่มต้น

ในกระเป๋ายังเหลือเงินอีก 67 ดอลลาร์

เงินก้อนนี้จะเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่จะใช้จุดระเบิดการเปลี่ยนแปลงให้กับยุคสมัย

อัลเลนนั่งลงบนบันไดหินเย็นเยียบ ดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์ด้วยความทะเยอทะยาน

“เอาล่ะ... ได้เวลาสอนให้คนยุคนี้รู้จักคำว่า 'เทคโนโลยี' ของจริงกันเสียที”

ตอนก่อน

จบบทที่ ความมั่นคง

ตอนถัดไป