ห้องทำงานใต้ดิน
เสียงบานประตูห้องใต้ดินปิดลง ตัดเสียงบ่นกระปอดกระแปดของคุณนายฮัดสันให้เงียบหายไปในทันที
อัลเลนยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้ากองวัตถุดิบ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ...
กลิ่นดินชื้นผสมปนเปกับกลิ่นคาวเนื้อดิบ... สำหรับคนอื่นมันอาจเป็นกลิ่นที่น่าสะอิดสะเอียน แต่สำหรับเขาแล้ว มันคือกลิ่นหอมหวานของเงินตราและอนาคตที่กำลังจะมาถึง
“ได้เวลาทำงานแล้ว”
เขาจัดการนำเนื้อส่วนอกและเนื้อน่องลายที่บิลมองว่าเป็นเพียงเศษเดน มาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหมดจด จากนั้นจึงจรดมีดที่เพิ่งลับมาจนคมกริบ บรรจงเลาะแยกพังผืด มันวัว และเนื้อแดงออกจากกันอย่างใจเย็นและพิถีพิถัน
ชิ้นส่วนต่างๆ ถูกแยกเก็บใส่ภาชนะที่เตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบ
กระบวนการนี้กินเวลายาวนานและต้องใช้แรงกายมหาศาล
เนื่องจากในยุคสมัยนี้ยังไม่มีเครื่องบดเนื้อหรือเครื่องสไลซ์เนื้อไฟฟ้าที่ทันสมัย ทุกขั้นตอนจึงต้องทำด้วยมือของเขาเองล้วนๆ
แต่อัลเลนก็ยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างละเมียดละไม เขารู้ดีว่าการเตรียมวัตถุดิบที่ดี คือหัวใจสำคัญที่จะกำหนดรสสัมผัสและคุณภาพของผลิตภัณฑ์สุดท้าย
หลังจากเตรียมเนื้อเสร็จ เขาโยนก้อนมันวัวสีขาวนวลลงในหม้อเหล็กที่ขัดจนขึ้นเงาวับ แล้วเริ่มจุดไฟในเตาผิง
เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ไขมันวัวก็เริ่มละลายส่งเสียงฉ่า... กลิ่นหอมมันลอยตลบอบอวลไปทั่วห้องใต้ดิน
เมื่อมันวัวละลายกลายเป็นน้ำมันใสจนหมด อัลเลนใช้ช้อนตักกากทิ้งไป จากนั้นจึงค่อยๆ หย่อนชิ้นเนื้อวัวที่หั่นเต๋าเตรียมไว้ลงไปในน้ำมันเดือดทีละน้อย
ฉ่า!!!
ทันทีที่เนื้อแดงสดสัมผัสกับน้ำมันร้อนระอุ เสียงฉ่าก็ดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับควันสีขาวที่พวยพุ่งออกมาคลอเคล้ากับกลิ่นหอมของเนื้อย่าง
นี่คือ 'ปฏิกิริยาไมลาร์ด' (Maillard Reaction)... ความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อาหารที่เชฟในอนาคตทุกคนต่างรู้ดี แต่สำหรับปี ค.ศ. 1860 แห่งนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงทำเพียงแค่โยนเนื้อลงไปต้มในน้ำจืดชืดเท่านั้น
การจี่เนื้อในน้ำมันร้อนจะช่วยสร้างเปลือกสีน้ำตาลเกรียมที่ส่งกลิ่นหอมรัญจวนใจ และยังช่วยกักเก็บน้ำหวานและรสชาติอันเข้มข้นไว้ภายในชิ้นเนื้ออีกด้วย
เมื่อทอดจนเนื้อเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองสวยงาม อัลเลนก็ตักขึ้นมาพักไว้ จากนั้นใส่หัวหอมใหญ่และแครอทหั่นชิ้นลงไปผัดในน้ำมันที่เหลืออยู่ ผัดจนผักสุกนิ่มและส่งกลิ่นหอมหวานออกมาอย่างเต็มที่
ขั้นตอนสุดท้าย... เขาเทเนื้อวัวที่ทอดแล้วกลับลงไปในหม้อ เติมน้ำสะอาดให้พอท่วม ตามด้วยเกลือแกงปริมาณมากและพริกไทยดำบดหยาบๆ
เขาไม่ได้ใช้เครื่องเทศพิสดารอะไร เพียงแค่เครื่องปรุงพื้นฐานที่สุดเพื่อดึงรสชาติธรรมชาติของวัตถุดิบออกมา... หรือพูดให้ถูกก็คือ ความยากจนในตอนนี้ไม่อนุญาตให้เขาซื้อเครื่องเทศราคาแพงต่างหาก
อัลเลนปิดฝาหม้อ ลดไฟลงเหลือเพียงไฟอ่อนๆ แล้วปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมัน
เมื่อเวลาผ่านไป กลิ่นในห้องใต้ดินก็เริ่มเปลี่ยนแปลง...
กลิ่นน้ำมันและกลิ่นคาวเนื้อดิบในตอนแรก ค่อยๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมละมุน กลมกล่อม และยั่วน้ำลายของสตูว์เนื้อตุ๋น
กลิ่นหอมอันทรงพลังนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องใต้ดิน มันเล็ดลอดผ่านรอยแตกของประตู ลอยล่องขึ้นไปตามบันได ก่อนจะบุกรุกเข้าไปในห้องนั่งเล่นชั้นบนของคุณนายฮัดสัน
คุณนายฮัดสันซึ่งกำลังนั่งขัดเครื่องเงินอยู่ ถึงกับต้องหยุดมือและขยับจมูกฟุดฟิด
ตอนแรกเธอคิดว่าตัวเองคงตาฝาด... เอ้ย จมูกฝาดไปเอง
แต่ผ่านไปไม่นาน กลิ่นนั้นก็ยิ่งทวีความรุนแรงและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
พระเจ้าเป็นพยาน! เธอมีชีวิตอยู่มาห้าสิบกว่าปี ไม่เคยได้กลิ่นอาหารอะไรที่หอมเย้ายวนใจขนาดนี้มาก่อนเลย
ไอ้เด็กนั่น... กำลังทำอะไรอยู่กันแน่?
เธอวางชิ้นงานในมือลง ความอยากรู้อยากเห็น (และความหิว) ผลักดันให้เธอเดินตรงไปยังบันไดห้องใต้ดิน
ใจจริงเธอตั้งใจจะลงไปดุอัลเลนโทษฐานที่ทำบ้านเหม็น (หรือหอม?) แต่พอได้กลิ่นที่ลอยมาเตะจมูกจังๆ คำด่าที่เตรียมไว้ก็อันตรธานหายไปหมด
ขณะที่เธอกำลังลังเลว่าจะลงไปดีหรือไม่ ประตูด้านล่างก็เปิดผัวะออกมาพร้อมเสียง เอี๊ยด...
อัลเลนเดินขึ้นมาพร้อมกับถ้วยใบเล็ก ในมือประคองสตูว์เนื้อวัวร้อนๆ ที่ส่งควันฉุย ราดด้วยน้ำเกรวี่ข้นคลั่ก
เมื่อเห็นคุณนายฮัดสันยืนจดๆ จ้องๆ อยู่ เขาก็ไม่มีท่าทีแปลกใจแม้แต่น้อย ราวกับรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องมา
“สวัสดีครับมาดาม... ผมคิดว่าคุณคงกำลังสงสัยว่าผมทำอะไรอยู่”
ใบหน้าของคุณนายฮัดสันร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เธอรู้สึกอับอายเล็กน้อยที่ถูกจับได้คาหนังคาเขาว่าแอบมาดมกลิ่นอาหาร
เธอรีบปั้นหน้าบึ้งตึงแล้วถอนหายใจแก้เก้อ “ฉันแค่เป็นห่วงว่าคุณจะเผาบ้านฉันวอดวายต่างหากล่ะคุณวิลเลียมส์! แล้วนั่น... กลิ่นอะไร?”
“สตูว์เนื้อตุ๋นครับ... ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกจากธุรกิจของผม”
อัลเลนยิ้มกว้างพร้อมยื่นถ้วยในมือให้เธอ
“เพิ่งทำเสร็จร้อนๆ เลยครับ และผมคิดว่าในฐานะเจ้าของบ้าน คุณควรได้รับสิทธิ์ในการชิมและประเมินรสชาติเป็นคนแรก”
คุณนายฮัดสันมองดูเนื้อตุ๋นในถ้วยด้วยแววตาเป็นประกาย เธอลองหยั่งเชิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรับถ้วยและช้อนมาถือไว้
มือของเธอตักชิ้นเนื้อวัวขึ้นมาอย่างระมัดระวัง... เนื้อตุ๋นเปื่อยนุ่มเสียจนแทบจะหลุดออกจากกันเพียงแค่ปลายช้อนสัมผัส
เธอนำมันเข้าปาก... และวินาทีนั้น ดวงตาของเธอก็เบิกโพลง!
โอ้... พระผู้เป็นเจ้า! เธอไม่เคยลิ้มรสอะไรที่วิเศษขนาดนี้มาก่อนในชีวิต!
เนื้อวัวนุ่มละลายในปากแทบไม่ต้องเคี้ยว รสชาติเข้มข้นของน้ำซุปที่ซึมลึกเข้าไปในทุกอณูเนื้อ ผสมผสานกับความหวานธรรมชาติของผัก... มันระเบิดความอร่อยกระจายไปทั่วทั้งปาก
อร่อยยิ่งกว่าอาหารในภัตตาคารหรูที่เธอเคยไปทานเสียอีก!
“โอ้พระเจ้า... พระเจ้าช่วย...”
เธออดไม่ได้ที่จะตักคำที่สอง... คำที่สาม... พร้อมกับซดน้ำเกรวี่ข้นๆ ตามลงไป ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากกระเพาะขึ้นมา ขับไล่ความหนาวเหน็บของฤดูหนาวนิวยอร์กให้หายเป็นปลิดทิ้ง
สตูว์เนื้อถ้วยน้อยถูกจัดการจนเกลี้ยงเกลาภายในเวลาไม่กี่อึดใจ คุณนายฮัดสันอร่อยจนแทบอยากจะยกถ้วยขึ้นมาเลียก้นชามเสียด้วยซ้ำ
แต่พอได้สติและรู้ตัวว่าเผลอแสดงกิริยาตะกละออกไป ใบหน้าเหี่ยวย่นของเธอก็แดงก่ำด้วยความเขินอาย
“อะแฮ่ม!”
เธอกระแอมไอเบาๆ พยายามดึงมาดเจ้าของบ้านจอมเฮี้ยบกลับคืนมา
“รสชาติ... ก็พอใช้ได้นะ”
อัลเลนลอบขำในใจเมื่อเห็นท่าทีปากไม่ตรงกับใจของหญิงชรา แต่เขาก็ยังคงรักษามารยาท ตอบกลับไปอย่างนอบน้อม
“ขอบคุณสำหรับคำติชมครับมาดาม การที่ผ่านด่านลิ้นของคุณได้ ทำให้ผมมั่นใจขึ้นเยอะเลยครับ”
“ฮึ! อย่าทำห้องใต้ดินฉันเลอะเทอะก็แล้วกัน”
คุณนายฮัดสันยังคงวางมาดดุ แต่ใครฟังก็รู้ว่าน้ำเสียงของเธออ่อนลงกว่าเดิมเยอะ เธอยื่นถ้วยเปล่าคืนให้อัลเลน แล้วรีบหมุนตัวเดินจ้ำอ้าวกลับขึ้นชั้นบนไป
อัลเลนยิ้มมุมปาก เดินถือถ้วยเปล่ากลับลงไปในห้องใต้ดิน ปฏิกิริยาของคุณนายฮัดสันคือเครื่องการันตีคุณภาพชั้นยอด
หม้อสตูว์ขนาดยักษ์ถูกตักแบ่งจนหมดเกลี้ยงในเวลาไม่นาน
เขาบรรจงตักเนื้อและน้ำเกรวี่ใส่ลงในกระป๋องโลหะที่เตรียมไว้ โดยเว้นช่องว่างด้านบนไว้ประมาณหนึ่งนิ้ว
และต่อไป... คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด การปิดผนึก
เขานำกระป๋องวางเข้าเครื่องปิดฝาแบบมือหมุนที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง แล้วเริ่มออกแรงหมุนด้ามจับ
กริ๊ก... กริ๊ก...
ลูกกลิ้งกดรีดขอบฝากระป๋องอย่างแม่นยำ ผนึกฝาและตัวถังเข้าด้วยกันจนแนบสนิทไร้รอยรั่ว
กระป๋องแล้วกระป๋องเล่า ถูกปิดผนึกอย่างสมบูรณ์แบบด้วยสองมือของเขา
ขั้นตอนสุดท้าย เขานำกระป๋องทั้งหมดลงไปต้มในหม้อน้ำเดือดเพื่อฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูงเป็นเวลานานหลายชั่วโมง
นี่คือหัวใจสำคัญของการกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารกระป๋องของเขาจะเก็บรักษาไว้ได้นานนับปีโดยไม่เน่าเสีย
กว่างานทั้งหมดจะเสร็จสิ้น เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่เช้าตรู่ของอีกวัน
กระป๋องโลหะหลายสิบใบที่มีฉลากกระดาษเขียนคำว่า 'Williams' แปะอยู่ ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบอยู่บนพื้นห้องใต้ดิน
ภายใต้แสงสลัวของตะเกียงน้ำมัน พวกมันสะท้อนแสงแวววาว... ดูเรียบง่ายแต่งดงามและทรงพลัง
อัลเลนทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยความอ่อนล้า สายตามองดูผลงานตรงหน้าด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ
ในสายตาของเขา สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่อาหารกระป๋อง...
แต่มันคือ 'ตั๋วทองคำ' ใบเบิกทางสู่ก้าวแรกแห่งการสร้างอาณาจักรธุรกิจของเขา
ทุกอย่างพร้อมแล้ว
พรุ่งนี้... เขาจะนำนวัตกรรมเปลี่ยนโลกชิ้นนี้ ไปเคาะประตูร้านค้าในเมือง!