การขายครั้งแรก
วันรุ่งขึ้น อัลเลนจงใจรอจนถึงช่วงเที่ยงวันจึงค่อยออกเดินทาง
ก่อนออกจากบ้าน เขาหยิบสินค้าติดตัวไปสองกระป๋อง... กระป๋องใหญ่หนึ่งใบ และกระป๋องเล็กอีกหนึ่งใบ
ใบใหญ่เอาไว้โชว์ ส่วนใบเล็กเอาไว้เปิดให้ชิมหน้างาน
เป้าหมายของเขาคือร้านโชห่วยแห่งหนึ่งในย่านโบเวอรี่ ที่มีชื่อว่า “ร้านของชำเกเบิล”
อัลเลนเฝ้าสังเกตร้านนี้มาหลายวันแล้ว หน้าร้านสะอาดสะอ้าน ลูกค้าเดินเข้าออกขวักไขว่ และที่สำคัญที่สุด 'คุณเกเบิล' เจ้าของร้าน เป็นพ่อค้าที่ฉลาดหลักแหลมและดูจะใส่ใจคัดสรรคุณภาพสินค้าในร้านเป็นพิเศษ
กริ๊ง...
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นเมื่อเขาผลักบานประตูกระจกเข้าไป กลิ่นหอมอบอวลของเมล็ดกาแฟ ใบยาสูบ และชีสลอยมาแตะจมูก
ชายวัยกลางคนสวมแว่นตากรอบทอง ผมหวีเรียบแปล้ กำลังยืนดีดลูกคิดคำนวณบัญชีอยู่หลังเคาน์เตอร์
“สวัสดีตอนบ่ายครับ” อัลเลนปิดประตูเบาๆ แล้วเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์
เมื่อได้ยินเสียงทักทาย มิสเตอร์เกเบิลจึงเงยหน้าขึ้นมองลอดแว่นสายตา พิจารณาชายหนุ่มแปลกหน้าตรงหน้า
สายตาของเขากวาดมองเสื้อผ้าเก่าซีดของอัลเลนอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีดูถูกเหยียดหยาม เขาเพียงแค่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า
“ต้องการอะไรล่ะพ่อหนุ่ม?”
“ผมไม่ได้มาซื้อของครับ แต่ผมเอาของดีที่จะช่วยให้คุณร่ำรวยมาเสนอต่างหาก”
พูดจบ อัลเลนก็หยิบกระป๋องขนาดใหญ่ออกมาจากถุงผ้า แล้ววางลงบนเคาน์เตอร์ไม้โอ๊คอย่างเบามือ
มิสเตอร์เกเบิลเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง
เขาเคยเจอพวกเซลส์แมนเร่ขายของมานักต่อนัก ทั้งยาปลอม ยาสูบเกรดต่ำ และของแปลกประหลาดสารพัด
และเขาก็มักจะไม่ค่อยถูกชะตากับคนพวกนี้สักเท่าไหร่
“กระป๋องงั้นรึ?”
มิสเตอร์เกเบิลเหลือบตามองวัตถุทรงกระบอกบนโต๊ะ น้ำเสียงเจือแววผิดหวังอย่างปิดไม่มิด
“ไอ้หนู... รู้อะไรไหมว่าในร้านฉันมีอาหารกระป๋องกี่ชนิดแล้ว? ทั้งปลาซาร์ดีนในน้ำมันจากฝรั่งเศส ถั่วอบจากบอสตัน ไหนจะเนื้อเค็มกระป๋องของพวกโรงงานแถวนี้อีก... และพวกมันทั้งหมดมีอยู่อย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือมัน 'ขายไม่ออก' ไงล่ะ”
“นั่นเป็นเพราะว่ามันยังดีไม่พอครับ”
อัลเลนตอกกลับตรงๆ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาหลักที่ทำให้สินค้าพวกนั้นขายไม่ได้
คำตอบที่มั่นใจเกินตัวทำให้คุณเกเบิลแปลกใจ เขาละมือจากลูกคิดแล้วหันมาจ้องหน้าอัลเลนเต็มตา
“โห? มั่นใจจังนะพ่อหนุ่ม... ฟังจากน้ำเสียงแล้ว แสดงว่ากระป๋องของเธอมันมีอะไรดีวิเศษกว่าของคนอื่นงั้นสิ?”
“แน่นอนครับท่าน ข้อแรกคือ... ความปลอดภัย”
อัลเลนชี้ไปที่รอยตะเข็บของกระป๋อง
“ลองดูนี่สิครับ ไม่มีรอยตะกั่วบัดกรีที่น่าเกลียดน่ากลัวเลยสักนิด ผมใช้เทคนิคการผลิตแบบใหม่ล่าสุดที่ปิดผนึกได้แนบสนิทโดยไม่ต้องใช้สารตะกั่วแม้แต่หยดเดียว ผมมั่นใจว่าลูกค้าของคุณ โดยเฉพาะพวกคุณแม่ที่ห่วงลูกๆ จะยินดีจ่ายเพิ่มอีกนิดเพื่อแลกกับความปลอดภัยนี้ และเทคนิคนี้ยังช่วยให้เก็บรักษาอาหารได้นานขึ้นอีกด้วยครับ”
มิสเตอร์เกเบิลขยับแว่นสายตา โน้มตัวลงมาพิจารณากระป๋องอย่างละเอียด
เขาเห็นความแตกต่างชัดเจน... รอยตะเข็บเรียบเนียนสม่ำเสมอ ไม่มีรอยขรุขระของตะกั่วเหมือนกระป๋องทั่วไปที่เขาเคยเห็น
สิ่งนี้เริ่มกระตุกความสนใจของเขาเข้าให้แล้ว
“ข้อที่สองคือ... รสชาติครับ”
อัลเลนไม่ปล่อยให้เขาได้ไตร่ตรองนาน รีบฉวยโอกาสหยิบกระป๋องใบเล็กออกมาวางคู่กัน
“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น... และสิบตาเห็นก็ไม่เท่าลิ้นสัมผัส ผมขอยืมที่เปิดกระป๋องของคุณหน่อยได้ไหมครับ?”
มิสเตอร์เกเบิลจ้องหน้าอัลเลนเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังประเมินว่านี่เป็นเรื่องลวงโลกหรือของจริง
แต่ในที่สุด สัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของพ่อค้าก็เอาชนะความระแวงไปได้
“อยู่ใต้เคาน์เตอร์... หยิบเอาสิ”
อัลเลนกล่าวขอบคุณ แล้วก้มลงหยิบที่เปิดกระป๋องแบบโบราณที่ต้องใช้แรงงัดมหาศาลขึ้นมา
เสียงโลหะเสียดสีกันดัง ครืด... คราด... ฝากระป๋องถูกงัดเปิดออกทีละนิด
และทันทีที่ฝาเปิดออก... กลิ่นหอมฉุยของสตูว์เนื้อก็พุ่งทะลักออกมา!
กลิ่นนี้เหมือนกับกลิ่นที่สยบคุณนายฮัดสันมาแล้วไม่มีผิดเพี้ยน... หอมนุ่มนวล เข้มข้น และมีเสน่ห์เย้ายวนใจอย่างยากจะต้านทาน
ลูกค้าผู้หญิงสองคนที่กำลังเลือกซื้อของอยู่ที่มุมร้าน ถึงกับหยุดมือและหันขวับมามองตามกลิ่นนั้นทันที
สีหน้าของมิสเตอร์เกเบิลเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
เขาค้าขายอาหารมาทั้งชีวิต จมูกของเขาไวยิ่งกว่าจมูกสุนัขเสียอีก
เขารู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่กลิ่นหอมปรุงแต่งจากเครื่องเทศราคาถูกเพื่อกลบกลิ่นเน่า แต่เป็นกลิ่นหอมลึกซึ้งที่เกิดจากการเคี่ยวกรำเนื้อวัวแท้ๆ กับผักสดเป็นเวลานานเท่านั้น
อัลเลนไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง เขาจัดการงัดฝากระป๋องออกจนหมด แล้วเลื่อนกระป๋องไปตรงหน้ามิสเตอร์เกเบิล
ภายในกระป๋องอัดแน่นไปด้วยสตูว์เนื้อสีเหลืองอำพันดูน่ารับประทาน ชิ้นเนื้อวัวตุ๋นเปื่อยชิ้นโต แซมด้วยสีส้มของแครอทและสีเหลืองนวลของมันฝรั่ง
หน้าตาของมันดูดีไร้ที่ติ
“อืม... ดู... น่ากินจริงๆ” ลูกกระเดือกของมิสเตอร์เกเบิลขยับขึ้นลง
เขาเอื้อมมือไปหยิบช้อนด้ามยาว จ้วงลงไปในกระป๋อง ตักน้ำซุปและเนื้อขึ้นมา แล้วค่อยๆ ส่งเข้าปากอย่างระมัดระวัง
วินาทีที่ลิ้นสัมผัสรสชาติ... ดวงตาภายใต้กรอบแว่นทองก็เป็นประกายวาวโรจน์!
รสสัมผัสสดชื่น หอมละมุน กลมกล่อม และเข้มข้น รสชาติของเนื้อและผักผสานเข้ากันอย่างลงตัว ทิ้งรสหวานติดปลายลิ้น
เขาเคี้ยวชิ้นเนื้อ... และต้องประหลาดใจอีกครั้ง เนื้อสัมผัสนั้นนุ่มนวลแต่ยังคงความเด้งสู้ฟัน ส่วนที่เป็นเอ็นและพังผืดละลายกลายเป็นเจลาตินเคลือบอยู่ในปาก...
“นี่มัน... ทำจากเนื้ออะไรกัน?”
คุณเกเบิลอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม เขากล้าเอาหัวเป็นประกันเลยว่ารสชาตินี้อร่อยกว่าสตูว์เนื้อในร้านอาหารดังๆ หลายร้านที่เขาเคยกินมาเสียอีก
“เนื้อหน้าอกและเนื้อน่องลายครับ... ส่วนที่คนมองข้ามและเอาไปต้มซุปกันนั่นแหละครับ”
อัลเลนตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งและมั่นใจ เขาไม่ลังเลที่จะบอกความจริง เพราะหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่วัตถุดิบ แต่อยู่ที่กรรมวิธีการปรุงและการเก็บรักษา เขาไม่กลัวโดนกดราคา เพราะความอร่อยระดับนี้ มันก้าวข้ามเรื่องต้นทุนวัตถุดิบไปไกลแล้ว
มิสเตอร์เกเบิลตกตะลึง เขามองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาเหลือเชื่อ
การเปลี่ยนเนื้อราคาถูกแสนถูก ให้กลายเป็นอาหารรสเลิศระดับภัตตาคารได้ขนาดนี้... ในสายตาของพ่อค้าอย่างเขา นี่มันไม่ใช่แค่การทำอาหารแล้ว
แต่มันคือเวทมนตร์ของการ 'เปลี่ยนก้อนหินให้เป็นทองคำ'!
“คุณ... วางแผนจะขายมันยังไง?”
หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ มิสเตอร์เกเบิลก็เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากท่าทีของผู้ใหญ่ที่มองเด็กเมื่อวานซืน กลายเป็นน้ำเสียงของนักธุรกิจที่กำลังคุยกับคู่ค้าที่เท่าเทียมกัน
อัลเลนรู้ทันทีว่า... เขาตกปลาตัวใหญ่ได้แล้ว
“กระป๋องเล็ก น้ำหนักหนึ่งปอนด์ ผมแนะนำให้ขายราคาปลีก 40 เซนต์ ส่วนกระป๋องใหญ่ สองปอนด์ ขายราคา 75 เซนต์ครับ”
“สำหรับตอนนี้... ผมให้ราคาส่งคุณที่ 25 เซนต์ และ 50 เซนต์ ตามลำดับ”
มิสเตอร์เกเบิลคำนวณตัวเลขในใจอย่างรวดเร็ว ส่วนต่างกำไรถือว่าสูงมาก... แต่มันก็เป็นราคาต้นทุนที่สูงกว่าอาหารกระป๋องทั่วไปในท้องตลาดอยู่พอสมควร...
“ราคานี้สูงเกินไปนะพ่อหนุ่ม ลูกค้าของฉันคงไม่สู้ราคาไหวหรอก”
มิสเตอร์เกเบิลเริ่มเปิดฉากต่อรองราคาตามสัญชาตญาณพ่อค้า
“ถ้าอย่างนั้น ผมมีแผนสำรองครับ”
อัลเลนยิ้มมุมปาก เขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะต้องเจอไม้นี้
“สำหรับสินค้าล็อตแรกนี้ ผมยินดีวางขายแบบฝากขายให้ฟรีๆ เลยครับ คุณรับกระป๋องใหญ่ไป 12 กระป๋อง และกระป๋องเล็กอีก 24 กระป๋อง ถ้าขายหมดเมื่อไหร่ค่อยจ่ายเงินราคาส่งให้ผม แต่ถ้าผ่านไปหนึ่งเดือนแล้วยังขายไม่หมด ผมยินดีรับสินค้าคืนทั้งหมดโดยที่คุณไม่ต้องเสียเงินแม้แต่เซนต์เดียว”
ทันทีที่ข้อเสนอนี้ถูกหยิบยื่นให้ แววตาของมิสเตอร์เกเบิลก็เป็นประกายวาวโรจน์ขึ้นมาทันที
ไม่มีความเสี่ยงใดๆ!
สำหรับคนค้าขาย จะมีคำพูดไหนที่ไพเราะหูไปกว่านี้อีกไหม?
ชายหนุ่มตรงหน้าไม่เพียงแต่ครอบครองสินค้านวัตกรรมสุดมหัศจรรย์ แต่เขายังเข้าใจกลไกทางธุรกิจอย่างทะลุปรุโปร่ง
และที่สำคัญที่สุด... ความกล้าที่จะแบกรับความเสี่ยงทั้งหมดไว้คนเดียว แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในตัวสินค้าอย่างเปี่ยมล้น
มิสเตอร์เกเบิลไม่ลังเลอีกต่อไป เขายื่นมือขวาออกมาทันที
“ตกลงตามนั้น! พ่อหนุ่ม... เธอชื่ออะไรนะ?”
“อัลเลนครับ... อัลเลน วิลเลียมส์”
อัลเลนยื่นมือออกไปจับกระชับมือตอบอย่างหนักแน่น
“เยี่ยมมากคุณวิลเลียมส์ ผมจะรอคอยให้สินค้ากระป๋องของคุณสร้างปาฏิหาริย์ให้ร้านผมอยู่นะ”
มิสเตอร์เกเบิลชี้ไปที่กระป๋องเล็กที่เปิดแล้วบนเคาน์เตอร์
“ส่วนกระป๋องนี้ ฉันขอซื้อไว้เองในราคาปลีก 40 เซนต์”
เขาหยิบเหรียญเงินออกมา 40 เซนต์ แล้ววางใส่มืออัลเลน
อัลเลนรับเหรียญที่มีน้ำหนักตึงมือนั้นมา... นี่คือกำไรก้อนแรกที่แท้จริงที่เขาหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงและสติปัญญาในยุคสมัยนี้
“ยินดีที่ได้ทำธุรกิจร่วมกันครับคุณเกเบิล พรุ่งนี้เช้าผมจะนำสินค้ามาส่งให้ครับ”
อัลเลนกล่าวลาแล้วเดินออกจากร้าน เสียงกระดิ่งหน้าร้านดัง กริ๊ง... ส่งท้าย ฟังดูไพเราะราวกับเสียงดนตรีเฉลิมฉลอง
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบตัวเขา อัลเลนกำเหรียญ 40 เซนต์ในกระเป๋าแน่น หัวใจพองโตด้วยความตื่นเต้น
นี่เป็นเพียงก้าวเล็กๆ...
แต่จากร้านชำเล็กๆ ของมิสเตอร์เกเบิลแห่งนี้ สินค้ากระป๋องของเขาจะแพร่ระบาดไปทั่วเมืองราวกัยไวรัส
เขาเชื่อมั่นเช่นนั้น!