การมาเยือนของงูพิษ

แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมายังห้องใต้ดินผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆ ด้านหลัง ก่อให้เกิดลำแสงสลัวๆ ท่ามกลางความมืดมิด

อัลเลนลุกขึ้นจุดตะเกียงน้ำมัน แสงสีส้มสว่างวาบขึ้นเผยให้เห็นโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยจานดีบุกและเครื่องมือช่างที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

เขากำลังง่วนอยู่กับการเตรียมวัสดุสำหรับผลิตสินค้าล็อตใหม่ให้มิสเตอร์เกเบิล ท่วงท่าของเขาดูผ่อนคลายและไม่รีบร้อน ราวกับว่าเรื่องราวระทึกขวัญเมื่อคืนเป็นเพียงฝันร้ายตื่นหนึ่งที่ไม่น่าจดจำ

เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นที่บันได ตามมาด้วยเสียงเรียกที่เจือแววกังวลของคุณนายฮัดสัน

“คุณอัลเลนคะ? ตื่นหรือยัง?”

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณนายฮัดสัน”

อัลเลนเงยหน้าขึ้นส่งรอยยิ้มอบอุ่น “วันนี้นมดูเข้มข้นกว่าปกตินะครับ”

คุณนายฮัดสันมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาเป็นห่วง แม้ภัยร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ แต่เขากลับดูสงบนิ่งราวกับกำลังคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ

ความกังวลในใจเธอยิ่งทวีคูณ

“พ่อหนุ่ม... ฟังคำเตือนของป้าเถอะนะ” เธออดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากเตือน

“คนพวกนั้น... ไม่ใช่นักธุรกิจหรอก พวกมันเป็นสัตว์ร้าย คุณสู้พวกมันไม่ได้หรอก ทำไมไม่หนีไปหลบภัยกับญาติๆ สักพัก หรือย้ายออกจากนิวยอร์กไปเลยล่ะ?”

“ผมไม่เหลือญาติที่ไหนแล้วครับคุณนายฮัดสัน” อัลเลนตอบเสียงเรียบ “และธุรกิจของผมก็อยู่ที่นี่”

“แต่ว่า...”

“โปรดอย่ากังวลเลยครับ” อัลเลนพูดแทรกขึ้นอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น แววตาของเขาฉายแววเด็ดเดี่ยวเกินวัย “ผมรับรองว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้คุณเด็ดขาด ถ้าวันนี้คุณได้ยินเสียงอะไรก็ตาม ขอให้อยู่แต่ข้างบนและล็อกประตูห้องให้แน่นหนา นี่เป็นเพียงการเจรจาธุรกิจเท่านั้นครับ”

คุณนายฮัดสันอยากจะคัดค้านต่อ แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาที่มุ่งมั่นของอัลเลน เธอก็ทำได้เพียงถอนหายใจยาวอย่างจำยอม

เธอรู้ดีว่าพูดไปตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์

เด็กหนุ่มคนนี้มีความคิดเป็นของตัวเอง และมีความดื้อรั้นที่น่ากลัวซ่อนอยู่

เธอลุกจากโต๊ะอาหารและเดินกลับขึ้นไปพร้อมกับความกลัดกลุ้ม

อัลเลนนั่งทานมื้อเช้าอย่างเงียบเชียบ เมื่ออิ่มแล้ว เขาก็เดินไปหยิบปืนพก Colt Navy ออกมาจากที่ซ่อน

เขาตรวจสอบกลไกปืนอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะวางมันซ่อนไว้ใต้กองผ้าบนโต๊ะทำงาน ในตำแหน่งที่มือสามารถคว้าถึงได้ในเสี้ยววินาที

เมื่อเตรียมการเสร็จสิ้น เขาก็หยิบกรรไกรขึ้นมาตัดแผ่นสังกะสีต่ออย่างใจเย็น ราวกับว่าแขกที่จะมาเยือนไม่ใช่แก๊งอันธพาลจอมโหด แต่เป็นเพียงคู่ค้าทางธุรกิจทั่วไป

ราวสิบโมงเช้า... เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงเคาะประตูนั้นหยาบกระด้างและรุนแรง เต็มไปด้วยเจตนาข่มขู่คุกคาม

อัลเลนวางมือจากงาน เช็ดคราบน้ำมันออกจากมือ แล้วเดินไปเปิดประตูด้วยท่าทีสงบนิ่ง

ชายฉกรรจ์ 5-6 คนยืนอออยู่ที่หน้าประตู บดบังทางขึ้นบันไดแคบๆ จนมิด

ผู้นำกลุ่มเป็นชายอายุราวสามสิบปี สวมเสื้อโค้ทสีดำยาวดูภูมิฐานเกินฐานะ มือข้างหนึ่งถือไม้เท้าหัวงูเงินแวววาว

ใบหน้าของเขาซีดเซียว ริมฝีปากบางเฉียบ และดวงตายาวรีที่ฉายแววเย็นเยียบราวกับอสรพิษ

เขาคือ ‘ไวเปอร์ เมอร์ฟี’ (Viper Murphy) หัวหน้าแก๊งไวเปอร์ผู้เลื่องชื่อ

“เข้าใจว่าคุณคงเป็น... มิสเตอร์อัลเลน วิลเลียมส์ สินะ?”

เมอร์ฟีฉีกยิ้มการค้า แต่ดวงตาไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย

“ผมเองครับ และคุณคงเป็นมิสเตอร์เมอร์ฟี”

สายตาของอัลเลนกวาดมองเมอร์ฟีและลูกสมุนด้านหลังอย่างพิจารณา ทุกคนดูท่าทางหาเรื่องและล้วงมือไว้ในกระเป๋าเสื้อ... สัญญาณชัดเจนว่าพกอาวุธมาด้วย

“ยินดีที่ได้พบครับคุณวิลเลียมส์ ผมได้ยินจากลูกน้องว่าธุรกิจของคุณที่นี่กำลังไปได้สวยทีเดียว”

เมอร์ฟีเคาะไม้เท้าหัวงูลงกับพื้นเบาๆ “ผมชื่นชมคนหนุ่มที่มีความสามารถเสมอ... จะไม่เชิญพวกเราเข้าไปนั่งคุยข้างในหน่อยหรือ?”

“ที่นี่คับแคบและรกมากครับ ผมเกรงว่าจะต้อนรับแขกผู้มีเกียรติจำนวนมากขนาดนี้ไม่ไหว”

อัลเลนขยับตัวหลีกทางให้พอแค่คนเดียวเดินผ่าน “แต่ถ้าเป็นคุณคนเดียว... เชิญครับมิสเตอร์เมอร์ฟี ยินดีต้อนรับ”

เมอร์ฟีหรี่ตาลงเล็กน้อย

ไอ้เด็กนี่น่าสนใจ

ขนาดเผชิญหน้ากับพวกเขายังสงบนิ่งได้ขนาดนี้ แถมยังกล้าต่อรองควบคุมสถานการณ์

เขาส่งสัญญาณมือบอกให้ลูกน้องรออยู่ข้างนอก ก่อนจะเดินกะเผลกเล็กน้อยพิงไม้เท้าลงไปในห้องใต้ดินเพียงลำพัง

ทันทีที่ก้าวเข้ามา กลิ่นหอมอบอวลของสตูว์เนื้อก็ลอยมาแตะจมูก

สายตาของเมอร์ฟีกวาดมองไปทั่วห้อง... หม้อต้มใบยักษ์ กองแผ่นสังกะสีที่ตัดเรียบร้อย และมาหยุดอยู่ที่ ‘เครื่องปิดฝากระป๋อง’ หน้าตาประหลาด

ในฐานะนักเลงที่คร่ำหวอดในวงการมานาน เขารู้ดีว่าเครื่องมือพวกนี้ไม่ใช่ของดาษดื่นทั่วไป

“คุณวิลเลียมส์... คุณนี่เปิดหูเปิดตาผมจริงๆ”

เมอร์ฟีใช้ปลายไม้เท้าเคาะเบาๆ ที่เครื่องจักร

“นี่คือเครื่องผลิตเงินของคุณสินะ?”

“เป็นแค่เครื่องมือเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยยืดอายุอาหารครับ” อัลเลนตอบเลี่ยงๆ พลางเลื่อนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ให้ “เชิญนั่งครับ”

เมอร์ฟีนั่งลงอย่างถือวิสาสะ วางไม้เท้าพาดตัก ดวงตาคมกริบจ้องมองอัลเลนเขม็ง

“เอาล่ะคุณวิลเลียมส์ เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า วันนี้ผมมาที่นี่เพื่อคุยเรื่อง ‘ความร่วมมือ’ กับคุณ”

เขาจงใจเน้นเสียงคำว่า 'ความร่วมมือ' อย่างชัดเจน

“ผมกำลังฟังอยู่ครับ”

“มันง่ายมาก”

รอยยิ้มของเมอร์ฟีดูเจ้าเล่ห์ขึ้น

“คุณทำธุรกิจในเขตของผม และพวกเรา 'แก๊งไวเปอร์' คือผู้ดูแลความเรียบร้อยของย่านนี้ เราการันตีได้ว่า จะไม่มีโจรหน้าไหนกล้าเข้ามารบกวนร้านคุณ และไม่มีแก๊งอื่นกล้ามาไถเงินคุณ แต่เพื่อแลกกับการคุ้มครองนี้... เราต้องการส่วนแบ่งเล็กน้อยจากกำไรของคุณ”

“ฟังดูยุติธรรมดีครับ” อัลเลนพยักหน้ารับ “แล้วส่วนแบ่งเล็กน้อยที่คุณว่า... มันเท่าไหร่ครับ?”

เมอร์ฟีชูนิ้วมือขึ้นมาห้านิ้ว

“ห้าสิบเปอร์เซ็นต์” เขาเอ่ยออกมาหน้าตาเฉย ราวกับกำลังพูดเรื่องลมฟ้าอากาศ

“ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ของกำไรสุทธิ ส่งมาให้เรา แล้วคุณจะทำมาหากินที่นี่ได้อย่างสบายใจหายห่วง”

ความเงียบเข้าปกคลุมห้องใต้ดินชั่วขณะ มีเพียงเสียงไฟในตะเกียงที่ลุกไหม้เบาๆ

เมอร์ฟีชอบช่วงเวลานี้... ช่วงเวลาที่เหยื่อกำลังตกตะลึงและหวาดกลัว

แต่ปฏิกิริยาของอัลเลนกลับทำให้เขาผิดคาด

บนใบหน้าของเด็กหนุ่มไม่มีความกลัว หรือความโกรธเกรี้ยว มีเพียงสีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก

ผ่านไปครู่ใหญ่ อัลเลนก็เอ่ยขึ้นช้าๆ

“มิสเตอร์เมอร์ฟีครับ... ข้อเสนอของคุณไม่สูงไปหน่อยหรือสำหรับธุรกิจเล็กๆ แบบนี้?”

“อ้อเหรอ? คิดงั้นเหรอ?”

“แน่นอนครับ ผมเพิ่งเริ่มต้น เงินทุนทั้งหมดจมไปกับค่าวัตถุดิบและอุปกรณ์ คุณก็เห็น...” อัลเลนผายมือไปรอบห้อง “ผมยังไม่มีเงินจ้างลูกจ้างสักคน ตอนนี้กำไรแทบจะเป็นศูนย์ ถ้าคุณหักไปครึ่งหนึ่ง ผมคงต้องปิดกิจการแน่”

เมอร์ฟีแค่นหัวเราะในลำคอ

“วิลเลียมส์... อย่ามาตลกหน้าตายกับฉัน คุณคิดว่าฉันไม่รู้หรือว่าสินค้าของคุณขายดีเป็นเทน้ำเทท่าที่ร้านของเกเบิลขนาดไหน? เงินที่คุณหาได้วันเดียว อาจจะมากกว่าที่ลูกน้องฉันหาได้ทั้งเดือนด้วยซ้ำ!”

“นั่นมันแค่โชคช่วยช่วงเปิดตัวครับ... เป็นแค่ภาพลวงตา” อัลเลนพยายามอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงใจ

“มิสเตอร์เมอร์ฟี ผมเคารพในอิทธิพลของคุณ เราลองมาปรับเปลี่ยนข้อเสนอกันหน่อยไหมครับ? ช่วงแรกนี้ผมจ่ายให้คุณสัปดาห์ละ 5 ดอลลาร์เป็นค่ากาแฟ แล้วเมื่อธุรกิจโตขึ้น เราค่อยมาคุยเรื่องส่วนแบ่งกันใหม่ ดีไหมครับ?”

เมื่อได้ยินคำว่า ‘5 ดอลลาร์’ เมอร์ฟีก็ระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในชีวิต ตัวเขาสั่นจนไม้เท้าในมือสั่นตามไปด้วย

เสียงหัวเราะของเขาดังลอดออกไปข้างนอก ทำให้ลูกสมุนที่รออยู่พลอยหัวเราะตามไปด้วย

“ห้าดอลลาร์?”

เมอร์ฟีหยุดหัวเราะ ใบหน้าเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงและเย็นชาฉับพลัน

“ไอ้หนู... แกเห็นฉันเป็นขอทานหรือไง? เงิน 5 ดอลลาร์น่ะ ซื้อน้ำมันมาเผาโรงงานแกยังไม่พอเลย!”

น้ำเสียงของเขาเหี้ยมเกรียมขึ้น

“วิลเลียมส์... ฉันจะให้โอกาสแกอีกครั้ง รับข้อเสนอของฉันซะ หรือไม่ฉันรับประกันได้เลยว่า ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นพรุ่งนี้ โรงงานแสนรักของแก พร้อมกับตัวแก... จะกลายเป็นแค่กองขี้เถ้า! แกก็รู้นี่ว่าในไฟว์พอยต์สน่ะ... 'อุบัติเหตุไฟไหม้' มันเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน”

คำขู่ฆ่าอย่างโจ่งแจ้ง

บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ

อัลเลนก้มหน้าลง ไหล่ลู่ตกเล็กน้อย ราวกับคนหมดทางสู้ที่ต้องยอมจำนนต่อโชคชะตา

เมอร์ฟีจ้องมองด้วยความสะใจ รอคอยคำตอบที่เขาต้องการ

“ตกลงครับ...”

เสียงของอัลเลนแหบพร่าและสั่นเครือ “คุณชนะแล้ว... มิสเตอร์เมอร์ฟี”

เขาเงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บแค้นและจำยอม

“ห้าสิบเปอร์เซ็นต์... ได้ครับ ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ผมขอเวลาหน่อย คุณก็รู้ว่ามิสเตอร์เกเบิลเพิ่งสั่งของล็อตใหญ่ ผมต้องผลิตให้ทันส่งก่อนถึงจะได้เงิน... ผมจะจ่ายส่วนแบ่งก้อนแรกให้คุณทันทีที่ได้เงินมา”

“ต้องใช้เวลานานแค่ไหน?” เมอร์ฟีถามเสียงเข้ม

“หนึ่งสัปดาห์... ไม่สิ ห้าวัน” อัลเลนกัดฟันตอบ “ภายในห้าวัน ผมจะเตรียมเงินไว้ให้พร้อม”

“เยี่ยม!”

เมอร์ฟีลุกขึ้นยืน รอยยิ้มผู้ชนะกลับมาประดับบนใบหน้า

“ฉันชอบคนฉลาดที่รู้จักรักษาสถานการณ์แบบแก จำไว้... อีกห้าวันฉันจะมารับเงินด้วยตัวเอง อย่าทำให้ฉันผิดหวังล่ะ”

เขาใช้ไม้เท้าตบไหล่อัลเลนเบาๆ สองสามที เหมือนกำลังชมสัตว์เลี้ยงที่เชื่องๆ

“ยินดีที่ได้ทำธุรกิจด้วยนะ วิลเลียมส์”

เมอร์ฟีเดินหัวเราะร่าออกจากห้องไปพร้อมกับลูกน้อง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน

ประตูห้องใต้ดินปิดลงอีกครั้ง

อัลเลนที่เมื่อครู่ยังดู ‘สั่นกลัว’ ค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนหลังตรง

ความหวาดกลัวและความอัปยศบนใบหน้าเลือนหายไปจนหมดสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นอำมหิต

เขาเดินไปที่โต๊ะทำงาน เลิกผ้าคลุมขึ้น หยิบปืน Colt Navy ออกมาถือไว้ มืออีกข้างหยิบผ้ามาเช็ดถูมันอย่างทะนุถนอม

ห้าวัน...

เขาซื้อเวลามาได้ห้าวัน

“ความร่วมมืองั้นเหรอ?” อัลเลนพึมพำ มุมปากกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียม

“เดี๋ยวคุณจะได้รู้ครับมิสเตอร์เมอร์ฟี... ว่าผมไม่นิยมร่วมหุ้นกับคนตาย”

ตอนก่อน

จบบทที่ การมาเยือนของงูพิษ

ตอนถัดไป