แสร้งทำเป็นเชื่อฟัง
วันรุ่งขึ้นหลังจากเมอร์ฟีจากไป อัลเลนยังคงเข็นรถเข็นบรรทุกอาหารกระป๋องไปส่งตามปกติ
สีหน้าของเขาเรียบเฉย ไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ เขายังแวะซื้อพายแอปเปิ้ลร้อนๆ กินอย่างสบายใจระหว่างทางด้วยซ้ำ
ท่าทีไม่ทุกข์ร้อนนี้ทำให้สายตาของพวกที่แอบซุ่มดูอยู่คลายความระแวงลง
แก๊งไวเปอร์ต่างสรุปกันว่า 'ไอ้เด็กขายกระป๋อง' คงกลัวจนหัวหดและยอมก้มหัวให้เจ้านายของพวกมันเรียบร้อยแล้ว
จุดหมายแรกของอัลเลนคือร้านของมิสเตอร์เกเบิล
“วิลเลียมส์! ในที่สุดคุณก็มา!”
ทันทีที่เห็นหน้าอัลเลน มิสเตอร์เกเบิลรีบลากเขาไปหลบมุมร้าน กระซิบกระซาบด้วยความร้อนรน
“ฉันได้ยินว่าไอ้สารเลวเมอร์ฟีไปหาคุณเมื่อวาน เป็นยังไงบ้าง? พวกมันทำร้ายคุณหรือเปล่า?”
“อรุณสวัสดิ์ครับคุณเกเบิล”
อัลเลนทักทายอย่างใจเย็น “เราแค่... คุยธุรกิจกันนิดหน่อยครับ ตอนนี้แก๊งไวเปอร์ถือเป็น 'หุ้นส่วน' ของผมแล้ว”
“หุ้นส่วน!?”
ตาของมิสเตอร์เกเบิลแทบถลน “คุณยอมตกลงงั้นรึ? พระเจ้าช่วย! ไอ้หนู... พวกมันจะสูบเลือดสูบเนื้อคุณจนแห้งตายนะ!”
“มันเป็นการลงทุนที่จำเป็นครับ”
น้ำเสียงของอัลเลนราบเรียบ “เพื่อแลกกับความปลอดภัยในการผลิตและขนส่ง การจ่าย 'ค่าผ่านทาง' นิดหน่อยก็ถือว่าคุ้มค่าครับ ไม่ต้องห่วง ข้อตกลงของเรายังเหมือนเดิมทุกอย่าง แค่ผมต้องขยันทำงานเพิ่มขึ้นอีกหน่อยเพื่อหาเงินมาจ่าย 'หุ้นส่วนใหม่' เท่านั้นเอง”
มิสเตอร์เกเบิลมองอัลเลนอย่างอึ้งๆ
เขาดูไม่ออกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าซื่อบื้อจริงๆ หรือกำลังเล่นละครตบตาใครอยู่กันแน่
แต่อย่างน้อยเขาก็สบายใจเปลาะหนึ่งว่าสินค้าจะยังส่งมาไม่ขาดตอน
“เอาเถอะ... ในเมื่อคุณตัดสินใจแล้ว” มิสเตอร์เกเบิลถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ยังไงก็ระวังตัวด้วย พวกนั้นมันไว้ใจไม่ได้หรอก”
“ผมทราบครับ” อัลเลนพยักหน้า “อ้อ... คุณเกเบิลครับ ผมมีเรื่องอยากถามหน่อย คุณค้าขายแถวนี้มานาน น่าจะรู้จักคนเยอะ”
“อยากรู้อะไรล่ะ?”
“คุณพอจะรู้จักเด็กแถวนี้บ้างไหม? พวกเด็กส่งหนังสือพิมพ์หรือเด็กขัดรองเท้า ผมอยากได้เด็กที่ฉลาดๆ หูไวตาไวสักคน”
มิสเตอร์เกเบิลนิ่งคิดครู่หนึ่ง “ถ้าอย่างนั้นต้อง 'ทิมมี่จอมพลิ้ว' (Nimble Timmy) ไอ้เด็กนั่นเหมือนหนูท่อ วิ่งไปทั่วเมือง รู้ทุกเรื่อง แต่ระวังหน่อยนะ มันเจ้าเล่ห์ใช่ย่อย”
“ขอบคุณครับ ปกติเขาอยู่แถวไหนครับ?”
“แถวบันไดหน้าศาลากลาง นั่นถิ่นหากินเขาเลย”
...
หลังจากส่งของเสร็จ อัลเลนไม่ได้มุ่งหน้าไปหาทิมมี่ทันที แต่เขาแวะไปตลาดและโรงฆ่าสัตว์เพื่อซื้อวัตถุดิบจำนวนมากตามปกติ เพื่อสร้างภาพว่าเขากำลังเร่งผลิตสินค้าเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าคุ้มครองจริงๆ
จนกระทั่งพลบค่ำ อัลเลนจึงไปที่จัตุรัสหน้าศาลากลาง
เขาเห็นเป้าหมายทันที เด็กชายตัวผอมกะหร่อง ท่าทางคล่องแคล่วว่องไว กำลังนั่งรอลูกค้าอยู่ข้างกล่องขัดรองเท้า
อัลเลนเดินเข้าไป วางเท้าข้างหนึ่งลงบนแท่นวาง
“เฮ้! นายท่าน... รับบริการขัดรองเท้าไหมครับ? รับรองเงาวับจนส่องกระจกได้เลย!”
ทิมมี่กระตือรือร้นทันทีเมื่อเห็นลูกค้าแต่งตัวดี
“เอาให้เงาที่สุดนะ”
อัลเลนโยนเหรียญ 25 เซนต์ (Quarter) ลงบนพื้นข้างๆ
ตาทิมมี่ลุกวาว ปกติค่าขัดรองเท้าแค่ 5 เซนต์ นี่มันลูกค้ากระเป๋าหนักชัดๆ!
เขารีบก้มหน้าก้มตาขัดรองเท้าอย่างขะมักเขม้น
“เธอชื่อทิมมี่ใช่ไหม?” อัลเลนถามลอยๆ
มือที่กำลังขัดรองเท้าชะงักกึก ทิมมี่เงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาหวาดระแวง
“คุณรู้ชื่อผมได้ไง?”
“คุณเกเบิลบอกมา... เขาบอกว่าเธอเป็นเด็กที่ฉลาดที่สุดในย่านนี้”
คำชมทำให้กำแพงความระแวงลดลง ทิมมี่ยิ้มกว้างเผยฟันหลอ
“คุณเกเบิลตาถึงจริงๆ”
“ทิมมี่... ฉันมีธุรกิจอยากจะเสนอ งานที่ได้เงินดีกว่าขัดรองเท้าเยอะ”
“งานอะไร?”
“ฉันต้องการซื้อ 'ข้อมูล'” อัลเลนจ้องตาเด็กน้อยเขม็ง
“ข้อมูลเกี่ยวกับแก๊งไวเปอร์... หัวหน้าของมัน เมอร์ฟี... มันชอบไปที่ไหน? และที่สำคัญที่สุด... โกดังเก็บของ ของพวกมันอยู่ที่ไหน?”
หน้าของทิมมี่ซีดเผือดทันที
ถึงจะเป็นเด็ก แต่การโตมาข้างถนนทำให้เขารู้ดีว่าแก๊งไวเปอร์น่ากลัวแค่ไหน การไปยุ่งกับเรื่องของพวกมันเท่ากับรนหาที่ตาย
“นายท่าน... ผม... ผมเป็นแค่เด็กขัดรองเท้า ผมไม่รู้อะไรเลย” เขาทำท่าจะผละหนี
อัลเลนไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาหยิบ เหรียญ 1 ดอลลาร์ อีกเหรียญวางลงข้างๆ เหรียญ 25 เซนต์
สำหรับเด็กข้างถนนในยุค 1860 เงิน 1 ดอลลาร์เลี้ยงปากท้องได้ทั้งอาทิตย์!
ทิมมี่จ้องมองเหรียญเงินตาเป็นมัน หัวใจเต้นรัวด้วยความลังเล
“ฉันสัญญาว่าจะไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นคนบอก”
น้ำเสียงของอัลเลนช่างเย้ายวนใจ
“และนี่แค่ค่ามัดจำ... ถ้าข้อมูลของเธอเป็นของจริง ฉันจะให้เพิ่มอีก 5 ดอลลาร์”
5 ดอลลาร์!!
ทิมมี่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ความกลัวพ่ายแพ้ต่อความโลภอย่างราบคาบ
“ตกลง!”
เขากระซิบเสียงเบาหวิว
“ไอ้เมอร์ฟีนั่นชอบไปสิงอยู่ที่ร้านเหล้า 'คริปเปิล ด็อก' แทบทุกคืน ส่วนโกดัง... อยู่ที่ท่าเรือ เป็นตึกอิฐแดงร้างๆ ข้างท่าเทียบเรือหมายเลข 4!”
“ของที่พวกมัน 'ขโมย' มาจากท่าเรือ และของที่ 'รีดไถ' มาได้ เก็บไว้ที่นั่นหมด! ได้ยินว่ามีปืนซ่อนอยู่เพียบด้วย! ปกติมีคนเฝ้าแค่สองคนตอนกลางคืน เพราะพวกมันมั่นใจว่าไม่มีใครกล้าแหยม!”
“ดีมาก”
อัลเลนเลื่อนเหรียญทั้งหมดไปให้ทิมมี่ “นี่ส่วนของเธอ... แล้วฉันจะเช็คยังไงว่าเธอพูดจริง?”
“จริงแท้แน่นอนครับ!” ทิมมี่ยืนยันหนักแน่น “คืนนี้มีเรือสินค้าจากฝรั่งเศสเข้าเทียบท่า มีบรั่นดีเกรดเอมาลง พวกแก๊งไวเปอร์ต้องไป 'เก็บภาษี' แล้วขนเหล้าไปเก็บที่โกดังแน่ ถ้าไม่เชื่อ คุณไปแอบดูได้เลย!”
“เยี่ยมมากทิมมี่” อัลเลนลุกขึ้นยืน รองเท้าหนังขัดมันวับสะท้อนแสงไฟ
“จำไว้... ช่วยจับตาดูพวกมันให้ฉันต่อไป ถ้ามีอะไรคืบหน้า มาหาฉันที่บ้าน... ฉันคิดว่าเธอคงรู้ว่าฉันพักที่ไหน”
“ผม... ไม่รู้หรอก”
“เดี๋ยวเธอก็รู้” อัลเลนยิ้มมีเลศนัย ก่อนจะเดินหายไปในเงามืด
...
คืนนั้น อัลเลนสวมชุดดำพรางตัว แอบซุ่มดูอยู่ใกล้ท่าเรือหมายเลข 4
เขาเห็นรถม้าของแก๊งไวเปอร์ขนลังไม้ประทับตราภาษาฝรั่งเศสเข้าไปในโกดังอิฐแดงจริงๆ ยามเฝ้าหน้าประตูมีแค่สองคนตามที่ทิมมี่บอก แถมยังดูขี้เกียจและประมาทเลินเล่อ
ข้อมูลถูกต้องทุกอย่าง
อัลเลนถอยกลับมาที่ห้องใต้ดิน ลงกลอนประตูแน่นหนา รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้า
ที่มุมห้อง... กองวัตถุดิบที่เขาซื้อมาไม่ได้มีแค่เนื้อสัตว์และผัก
แต่ยังมี ดินประสิว (Potassium Nitrate) และ กำมะถัน จากร้านขายยา รวมถึง ผงตะไบเหล็ก จากร้านตีเหล็ก
เขาผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันในอัตราส่วนที่แม่นยำ เติมน้ำตาลทรายและผงถ่านลงไป
นี่ไม่ใช่ดินปืนธรรมดา... แต่มันคือ 'ระเบิดเพลิง' (Incendiary Mixture) สูตรปรับปรุงพิเศษที่ให้ความร้อนสูงและเผาไหม้รุนแรงกว่าปกติหลายเท่า
เขาบรรจุผงมรณะลงในถุงผ้าใบหนา 5 ใบ ติดตั้งชนวนจุดระเบิดที่ทำจากสายฝ้ายชุบน้ำมัน
เมื่อทำเสร็จ แสงแรกของวันก็เริ่มจับขอบฟ้า
ผ่านไปแล้ว 2 วัน... เหลืออีก 3 วัน
เขามองดูถุงระเบิดในมือ แววตาไร้ซึ่งความปรานี
“คุณอยากได้ส่วนแบ่งกำไรใช่ไหมมิสเตอร์เมอร์ฟี?” อัลเลนปัดผงเคมีออกจากมือ
“ได้สิ... แต่ผมถนัดจ่ายเป็น 'ไฟบรรลัยกัลป์' มากกว่า!”