วีรบุรุษข้างถนน

ปัง...!!!

ประตูไม้เก่าคร่ำครึของห้องใต้ดินถูกถีบจนเปิดผัวะ เศษไม้และฝุ่นผงฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง

ไวเปอร์ เมอร์ฟี และสมุนของเขาบุกเข้ามาอย่างอุกอาจราวกับฝูงหมาป่าที่หิวโหย

ทว่าภายในห้องนั้น... อัลเลนนั่งสงบนิ่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน มือข้างหนึ่งถือผ้าเช็ดทำความสะอาดกระป๋องที่เพิ่งปิดผนึกเสร็จอย่างใจเย็น ราวกับไม่ยี่หระต่อการบุกรุกอันป่าเถื่อนนี้แม้แต่น้อย

“วิลเลียมส์!”

ความสงบนิ่งของอัลเลนเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิงโทสะของเมอร์ฟี

“เงินของฉันอยู่ไหน!? ฉันอุตส่าห์รอแกอย่างอดทนมาตั้งห้าวัน แกควรจะมีคำตอบที่น่าพอใจให้ฉันเดี๋ยวนี้!”

อัลเลนค่อยๆ วางกระป๋องลงบนโต๊ะ เงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือนพร้อมรอยยิ้มสุภาพตามมารยาท

“มิสเตอร์เมอร์ฟี... ผมกำลังกะว่าจะไปหาคุณอยู่พอดี แต่เกี่ยวกับเรื่อง 'ความร่วมมือ' ของเรา ผมเกรงว่าเงื่อนไขอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนสักเล็กน้อยครับ”

“ปรับเปลี่ยน?”

เมอร์ฟีหัวเราะลั่นด้วยความเดือดดาล “ใช่! มันต้องเปลี่ยนแน่! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป กำไรของแก 80 เปอร์เซ็นต์ต้องเป็นของฉัน! ฉันต้องการเงินไปสร้างโกดังใหม่ และแก... ไอ้บ่อเงินบ่อทองของฉัน แกต้องรับผิดชอบหาเงินมาให้ฉัน!”

เขาก้าวสามขุมเข้ามา ประชิดตัวด้วยท่าทีคุกคาม

“เอาเงินมาซะ! ไม่งั้นฉันไม่รังเกียจที่จะฝังแกพร้อมกับเศษเหล็กพวกนี้ไว้ในห้องใต้ดินเน่าๆ นี่หรอกนะ!”

“แปดสิบเปอร์เซ็นต์เหรอครับ?”

อัลเลนส่ายหน้าเบาๆ รอยยิ้มที่มุมปากดูขี้เล่นและยียวนขึ้นเล็กน้อย

“ผมเกรงว่าเป็นไปไม่ได้ครับ... เพราะผมจะไม่จ่ายให้คุณแม้แต่เซนต์เดียว”

“แก... ว่ายังไงนะ!?”

ดวงตาของเมอร์ฟีแดงก่ำด้วยความอาฆาต เขาเงื้อไม้เท้าหัวงูขึ้นสูงเตรียมจะฟาด

“แกอยากตายนักใช่ไหม!”

แต่ก่อนที่ไม้เท้าจะทันได้ฟาดลงมา เสียงของอัลเลนก็ดังขึ้นอีกครั้ง... ชัดเจน และเปี่ยมด้วยอำนาจ

“มิสเตอร์เมอร์ฟี... ก่อนที่คุณจะลงมือทำอะไรบ้าๆ คุณไม่อยากทำความรู้จักกับ 'หุ้นส่วนใหม่' ของผมหน่อยหรือครับ? ผมคิดว่าพวกคุณน่าจะอยู่ในสายงานเดียวกันนะ”

สิ้นเสียงคำพูด ร่างทะมึนสองร่างก็ก้าวออกมาจากมุมมืดด้านหลังกองถ่านอย่างเงียบเชียบ

คนแรกคือชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่า รูปร่างสูงใหญ่บึกบึน ใบหน้ามีรอยแผลเป็นลากยาวจากคิ้วจรดมุมปาก เพิ่มความน่าเกรงขามให้กับใบหน้าที่เคร่งขรึม

เขาสวมชุดเครื่องแบบทหารเก่าที่ซักจนสะอาดสะอ้าน ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีจ้องมองผู้บุกรุกอย่างไม่กะพริบตา

ส่วนอีกคนเป็นชายหนุ่มรุ่นกระทง สวมเครื่องแบบทหารเช่นกัน ในมือกระชับท่อนเหล็กหนาหนักเอาไว้มั่น

เมอร์ฟีและลูกสมุนถึงกับผงะ

พวกเขาไม่ทันสังเกตเลยว่ามีคนอื่นซ่อนตัวอยู่ในห้องใต้ดินแคบๆ นี้ด้วย

“พวกแก... เป็นใคร?” น้ำเสียงของเมอร์ฟีเริ่มเจือแววหวาดหวั่น

“จ่าสิบเอก มิลเลอร์... อดีตสังกัดกองทัพบกสหรัฐฯ”

ชายร่างใหญ่แนะนำตัวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น มือขวาวางทาบลงบนซองปืนที่เอวอย่างเป็นธรรมชาติ

“และนี่คือผู้ช่วยของผม สิบโทโจนส์... ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป กิจการของคุณวิลเลียมส์จะอยู่ภายใต้การคุ้มครองของ 'หน่วยรักษาความปลอดภัยสปาร์ตัน' หากพวกคุณไม่มีธุระอะไรแล้ว เชิญไสหัวออกไปได้”

“หน่วยรักษาความปลอดภัยสปาร์ตัน?”

เมอร์ฟีทำหน้าเหมือนเพิ่งได้ยินเรื่องตลกฝืดๆ

“ทหารแก่ตกกระป๋องสองคน คิดจะมางัดข้อกับ 'แก๊งไวเปอร์' งั้นรึ?”

“เดี๋ยวคุณก็จะได้รู้ว่าตกกระป๋องจริงไหม” จ่ามิลเลอร์แสยะยิ้มเย็นยะเยือก

“ผมจะบอกอะไรให้นะ... พวกเราผ่านสงครามของจริงมาแล้ว เคยดวลกับปืนใหญ่เม็กซิกันมาแล้ว... พูดกันตามตรงนะ ไอ้พวกนักเลงข้างถนนที่เก่งแต่รังแกชาวบ้านอย่างพวกคุณน่ะ... กระจอก”

คำดูถูกที่ทิ่มแทงใจดำนั้น เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้สติของเมอร์ฟีขาดผึง

“จัดการมัน!” เขาคำรามลั่นด้วยความบ้าคลั่ง “ฆ่าพวกมัน! สับพวกมันให้เละ!”

ลูกสมุนด้านหลังพุ่งกระโจนเข้าใส่สองทหารเก่าพร้อมเสียงตะโกนกึกก้อง

แต่สิ่งที่พวกมันต้องเผชิญ ไม่ใช่ชาวบ้านตาดำๆ ที่ตื่นกลัว

การเคลื่อนไหวของจ่ามิลเลอร์รวดเร็วปานสายฟ้า

เขาไม่ได้ชักปืนออกมาด้วยซ้ำ แต่เอี้ยวตัวหลบมีดที่แทงเข้ามาได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะสับศอกเข้าที่ต้นคอของคู่ต่อสู้เต็มแรง

ตุ้บ!

ชายคนนั้นทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นเงียบสนิท ไม่ทันได้ร้องสักแอะ

ส่วนสิบโทโจนส์ใช้วิธีที่ดิบเถื่อนและตรงไปตรงมากว่า ท่อนเหล็กในมือแหวกอากาศส่งเสียงหวีดหวิวก่อนจะฟาดเข้าใส่ข้อมือของอันธพาลอีกคนอย่างแม่นยำ

กร๊อบ!

เสียงกระดูกแตกดังลั่นพร้อมกับมีดที่ร่วงลงพื้น ชายเคราะห์ร้ายกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด

เพียงแค่ปะทะกันยกแรก สมุนแก๊งไวเปอร์สองคนก็ถูกจัดการจนหมอบราบคาบ

พวกที่เหลือยืนตะลึงงัน ทำอะไรไม่ถูกเมื่อเจอกับความโหดเหี้ยมและทักษะการต่อสู้ระดับมืออาชีพเช่นนี้

และในวินาทีนั้นเอง อัลเลนที่นั่งนิ่งมาตลอดก็ขยับตัว

มือคว้าปืนพก Colt Navy จากใต้โต๊ะทำงานขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

อันธพาลคนหนึ่งที่กำลังจะอ้อมไปตุ๋ยหลังมิลเลอร์ เห็นเพียงเงาวูบวาบ ก่อนจะรู้สึกถึงความเย็นเฉียบของโลหะที่จ่ออยู่กลางหน้าผาก

“ผมแนะนำว่าอย่าขยับจะดีกว่านะครับ”

น้ำเสียงของอัลเลนนุ่มนวลแต่เย็นยะเยือกจนจับขั้วหัวใจ อันธพาลหนุ่มตัวแข็งทื่อ เหงื่อกาฬไหลพรากอาบสองแก้ม

สถานการณ์พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือภายในเวลาเพียง 12 วินาที!

เมอร์ฟียืนมองภาพตรงหน้าด้วยความมึนงง

'หน่วยจู่โจมชั้นยอด' ที่เขาภาคภูมิใจ กลับกลายเป็นเหมือนเด็กอนุบาลเมื่อต้องเผชิญหน้ากับทหารผ่านศึกเจนสนามเพียงสองคน

“เป็นไปไม่ได้... นี่มันเป็นไปไม่ได้...” เขาพึมพำเหมือนคนเสียสติ

“ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หรอกครับมิสเตอร์เมอร์ฟี”

ปืนของอัลเลนยังคงจ่อหัวลูกน้อง แต่สายตาคมกริบจ้องมองไปที่หัวหน้า

“คุณคิดว่าความรุนแรงชนะทุกสิ่ง แต่คุณลืมรู้จักสิ่งที่เรียกว่า 'ความเป็นมืออาชีพ' ไปซะสนิท”

“ฉันจะฆ่าแก!!!”

เมอร์ฟีสติแตกโดยสมบูรณ์ เขาง้างไม้เท้าหัวงูขึ้นแล้วพุ่งเข้าใส่อัลเลนอย่างบ้าคลั่ง หมายจะฟาดให้ตายคามือ

ปัง!!!

เสียงปืนกัมปนาทดังสนั่นก้องไปทั่วห้องใต้ดินแคบๆ

ทุกคนหูอื้ออึงไปชั่วขณะ

ร่างของเมอร์ฟีชะงักกึกกลางอากาศ เขาค่อยๆ ก้มลงมองสำรวจร่างกายตัวเอง... ไม่มีเลือด ไม่มีบาดแผล

แต่ที่พื้นข้างเท้าของเขา... มีรูกระสุนเจาะลงไป ฝุ่นปูนฟุ้งกระจายขึ้นมาจางๆ

กระสุนนัดนี้ไม่ได้ยิงเพื่อฆ่า... แต่ยิงเพื่อ 'สั่งสอน'

ขณะที่เมอร์ฟีกำลังยืนงงเป็นไก่ตาแตก จ่ามิลเลอร์ก็พุ่งเข้าประชิดตัว บิดแขนไพล่หลังแล้วกดหัวหน้าแก๊งขาใหญ่ลงแนบกับพื้นอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด

ไม้เท้าหัวงูหลุดจากมือกลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้น

“อ๊ากกกก!”

เมอร์ฟีกรีดร้องด้วยความเจ็บใจและอับอาย ดิ้นพราดๆ อยู่บนพื้นเหมือนงูที่ถูกตัดเขี้ยวเล็บ

ลูกสมุนที่เหลือเมื่อเห็นหัวหน้าถูกจับก็หมดใจสู้ พากันวิ่งหนีหางจุกตูด

แต่มิลเลอร์กับโจนส์ไม่ปล่อยให้ใครรอดไปได้

เพียงไม่กี่อึดใจ อันธพาลทุกคนก็นอนกองรวมกันอยู่บนพื้น ถูกมัดมือมัดเท้าแน่นหนาด้วยเชือกที่เตรียมไว้

เสียงปืนและการต่อสู้ปลุกให้คนทั้งซอยตื่นตัว

เสียงกรีดร้องของคุณนายฮัดสันและเสียงตะโกนของเพื่อนบ้านดังระงม ไม่นานนัก ฝูงชนก็มามุงดูอยู่ที่หน้าประตูห้องใต้ดิน ชี้ชวนกันดูเหตุการณ์ด้วยความตื่นเต้น

อัลเลนไม่สนใจไทยมุง เขาเดินเข้าไปหาเมอร์ฟีที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น แล้วก้มมองลงมาจากมุมสูง

“มิสเตอร์เมอร์ฟี... ตอนนี้เราคงคุยเงื่อนไข 'ความร่วมมือ' กันรู้เรื่องแล้วสินะครับ?”

เมอร์ฟีเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าเปรอะเปื้อนฝุ่น เต็มไปด้วยความแค้นและความสับสน

“แก... แกเป็นใครกันแน่?”

“ผมก็แค่... พ่อค้าขายอาหารกระป๋องธรรมดาๆ คนหนึ่งครับ”

อัลเลนยิ้มมุมปาก ก่อนจะหันไปตะโกนบอกฝูงชนที่หน้าประตูด้วยน้ำเสียงอันทรงพลังและเปี่ยมด้วยความชอบธรรม

“ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี! โปรดดูให้เต็มตา! ชายคนนี้คือ 'ไวเปอร์ เมอร์ฟี' และสมุนของเขา! พวกมันบุกรุกเข้ามาในโรงงานของผมกลางวันแสกๆ พยายามจะรีดไถและทำร้ายร่างกายพวกเรา! นี่คือมะเร็งร้ายที่คอยกัดกินชุมชนของเรามานาน!”

เสียงของเขาก้องกังวาน ปลุกเร้าอารมณ์ผู้คน

“แต่วันนี้... เราจะไม่ยอมก้มหัวให้พวกมันอีกต่อไป! พวกเราคนทำมาหากินสุจริต จะไม่ยอมจำนนต่อความชั่วร้ายเด็ดขาด!”

เสียงโห่ร้องเชียร์ดังสนั่นหวั่นไหว!

ชาวบ้านและพ่อค้าที่เคยถูกแก๊งไวเปอร์ข่มเหงรังแกมานาน ต่างพากันปรบมือและตะโกนสะใจที่เห็นพวกมันสิ้นฤทธิ์

จังหวะนั้นเอง ตำรวจสองนายที่วิ่งหน้าตั้งมาตามเสียงปืนก็แหวกฝูงชนเข้ามาได้

“เกิดอะไรขึ้น!? ใครยิงปืน!?” ตำรวจชักกระบองออกมาเตรียมพร้อม

“คุณตำรวจ! มาได้จังหวะพอดีเลยครับ!”

อัลเลนเดินเข้าไปหา สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและจริงจัง

“พวกผมจำเป็นต้องป้องกันตัวครับ! คนพวกนี้คือสมาชิกแก๊ง 'ไวเปอร์' ที่กำลังก่อเหตุปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธ! พวกเราพลเมืองดีช่วยกันจับกุมตัวไว้ได้ ตอนนี้ผมขอมอบตัวคนร้ายให้พวกคุณดำเนินการตามกฎหมายครับ!”

ตำรวจมองดูสภาพของเมอร์ฟีและลูกน้องที่ถูกมัดเป็นบ๊ะจ่างอยู่บนพื้น สลับกับมองอัลเลนและมิลเลอร์ที่ยืนถืออาวุธด้วยท่าทางผ่าเผย... พวกเขาถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

ท่ามกลางไทยมุง ชายหนุ่มสวมหมวกนักข่าวกำลังจดบันทึกยิกๆ ด้วยความตื่นเต้น แววตาเป็นประกายเหมือนเจอขุมทรัพย์

อัลเลนเหลือบไปเห็นและส่งสายตามีเลศนัยให้เขา

เขารู้ดีว่าพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กวันพรุ่งนี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก...

“วีรบุรุษข้างถนน: พ่อค้าหนุ่มใจเด็ด ปะทะแก๊งมาเฟีย ปกป้องเสรีภาพการค้า!”

นี่ไม่ใช่แค่การกำจัดศัตรู... แต่มันคือการโฆษณาประชาสัมพันธ์แบรนด์สินค้าที่ทรงพลังที่สุดและฟรีที่สุดเท่าที่จะหาได้!

เขาจ้องมองเมอร์ฟีที่ถูกตำรวจลากตัวออกไปอย่างทุลักทุเล สายตาของอดีตเจ้าพ่อยังคงจ้องกลับมาด้วยความอาฆาตแค้นไม่ลดละ

จ่ามิลเลอร์เดินเข้ามากระซิบข้างหูอัลเลน

“เจ้านายครับ... ท่านคุมสถานการณ์ได้เฉียบขาดมาก ดีกว่านายทหารยศสูงๆ หลายคนที่ผมเคยเจอมาซะอีก”

“นี่มันแค่เริ่มต้นครับจ่า...”

อัลเลนมองทอดสายตาผ่านฝูงชนออกไปไกลแสนไกล รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก

“แค่เริ่มต้นเท่านั้น...”

ตอนก่อน

จบบทที่ วีรบุรุษข้างถนน

ตอนถัดไป