แผนการได้เริ่มขึ้นแล้ว
วันรุ่งขึ้น... อัลเลน พร้อมด้วยมิลเลอร์ โจนส์ และทีมรักษาความปลอดภัยชุดใหม่ ได้เดินทางเข้ามาควบคุมกิจการโรงงานเหล็กโนแลนอย่างเป็นทางการ
ทันทีที่ประตูเหล็กมหึมาค่อยๆ ปิดลงเบื้องหลัง กั้นโลกภายนอกออกจากอาณาจักรส่วนตัว ความรู้สึกฮึกเหิมและทะเยอทะยานที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากตอนอยู่ในห้องใต้ดินแคบๆ ก็พลุ่งพล่านขึ้นในหัวใจของทุกคน
“เจ้านายครับ... ตอนนี้เราต้องเริ่มจากตรงไหนดีครับ?”
โจนส์กวาดตามองพื้นที่โรงงานอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ว่างเปล่า... กว้างพอที่จะให้ม้าควบเล่นได้สบายๆ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นระคนงุนงง
อัลเลนไม่ได้ตอบในทันที
เขาล้วงหยิบม้วนกระดาษพาร์ชเมนต์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้านใน คลี่มันออกกางบนแท่นหินเรียบๆ กลางโถงโรงงาน
มันคือ 'พิมพ์เขียว' แผนผังการปรับปรุงโรงงานที่เขาอดตาหลับขับตานอนเขียนขึ้นเองเมื่อคืนนี้
“งานของเราจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก”
เสียงของอัลเลนดังก้องกังวานไปทั่วโถงโรงงานที่เงียบสงัด ฟังดูทรงพลังและเด็ดขาด
“มิลเลอร์... ทีมรักษาความปลอดภัยของคุณรับผิดชอบส่วนแรกและสำคัญที่สุด นั่นคือ 'ความปลอดภัย'”
อัลเลนชี้ไปที่แนวกำแพงในแผนผัง
“ผมต้องการให้คุณตรวจสอบทุกตารางนิ้วของพื้นที่นี้อย่างละเอียด วางแผนการป้องกัน ลาดตระเวนตามกำแพง อุดช่องโหว่และจุดบอดทั้งหมด รวมถึงคุมเข้มจุดเข้าออกทุกจุด... ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนที่นี่ให้กลายเป็นเหมืองทองคำ คุณต้องเปลี่ยนมันให้กลายเป็น 'ป้อมปราการ' ที่ไม่มีใครบุกรุกเข้ามาได้เสียก่อน”
“รับทราบครับ! ผมขอเอาหัวเป็นประกันว่าภารกิจจะสำเร็จ!”
มิลเลอร์ยืนตรงทำความตะเบ๊ะอย่างแข็งขัน แววตามุ่งมั่นด้วยวินัยทหาร
“โจนส์...” อัลเลนหันไปหาผู้ช่วยอีกคน
“คุณและลูกทีมรับผิดชอบส่วนที่สอง คือ 'การขนย้ายและทำความสะอาด'... ขนย้ายอุปกรณ์ทั้งหมดจากห้องใต้ดินมาที่นี่ จ้างคนงานชั่วคราวมาช่วย ขัดล้างพื้นและผนังทุกตารางนิ้วด้วยน้ำและแปรง... ผมต้องการให้ที่นี่สะอาดเอี่ยมอ่องยิ่งกว่าห้องครัวในบ้านคนรวยซะอีก เข้าใจไหม?”
“รับทราบครับเจ้านาย!”
นิ้วของอัลเลนจิ้มลงไปที่จุดศูนย์กลางของแผนผัง
“ส่วนผม... จะรับผิดชอบส่วนที่สาม คือ 'การออกแบบและวางระบบ'... ผมตั้งใจจะสร้างสายการผลิตอาหารที่มีประสิทธิภาพที่สุดในนิวยอร์ก... ไม่สิ... ในอเมริกาเลยต่างหาก”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถ่ายทอดแนวคิดสุดล้ำยุคในหัวออกมาให้ทีมงานได้รับรู้
“เราจะเลิกใช้หม้อใบเดียวทำทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ... แต่เราจะใช้ระบบ 'สายการผลิต' (Assembly Line)”
เขาหยิบถ่านขึ้นมาขีดเขียนลงบนพื้นหินเพื่ออธิบายภาพประกอบ
“วัตถุดิบจะถูกลำเลียงเข้าทางประตูทิศตะวันออก ตรงเข้าสู่ 'โซนล้างทำความสะอาด'... จากนั้นส่งต่อไปยัง 'โซนเตรียมวัตถุดิบ' ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่เฉพาะทางคอยแล่เนื้อและหั่นผักให้ได้ขนาดมาตรฐานเป๊ะๆ... เสร็จแล้วส่งต่อเข้าสู่ 'โซนปรุงสุก'”
เขาชี้ไปที่เตาหลอมยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ
“เราจะดัดแปลงเตาหลอมนั่น ให้กลายเป็นหม้อต้มไอน้ำแรงดันสูง เพื่อส่งความร้อนผ่านท่อไปเลี้ยง 'หม้อตุ๋นทองแดง' ขนาดใหญ่ 10 ใบ... วิธีนี้จะให้ความร้อนที่สม่ำเสมอและควบคุมอุณหภูมิได้แม่นยำกว่าการใช้ถ่านฟืนหลายเท่า”
“เมื่อสตูว์สุกได้ที่ มันจะไหลตามท่อหรือสายพานไปยัง 'โซนบรรจุ'... จากนั้นก็เข้าสู่ 'โซนปิดผนึก'... ผมกำลังจะสร้างเครื่องปิดฝากระป๋องแบบใหม่ที่ใช้เท้าเหยียบ ซึ่งจะทำงานได้เร็วกว่าแบบมือหมุนถึง 3 เท่า!”
“สุดท้าย... สินค้าจะผ่าน 'โซนฆ่าเชื้อและน็อคเย็น' ก่อนจะถูกส่งไปเก็บที่โกดังสินค้าและขนขึ้นรถบรรทุกออกทางประตูทิศตะวันตก”
สิ่งที่เขาอธิบาย ไม่ใช่สายการผลิตอัตโนมัติด้วยไฟฟ้าแบบศตวรรษที่ 20 แต่เป็นแนวคิดการปฏิวัติกระบวนการผลิตด้วยการ 'แบ่งงานกันทำ' (Division of Labor) และ 'การไหลของงาน' (Workflow) ที่ล้ำหน้ายุคสมัยไปไกลโข
มิลเลอร์และโจนส์ยืนฟังตาค้าง แม้จะเข้าใจไม่หมดทุกรายละเอียด แต่พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของระบบการผลิตที่ไม่เคยมีมาก่อนบนโลกใบนี้
...
ทว่า... ยิ่งแผนการยิ่งใหญ่เพียงใด ภาระงานก็ยิ่งถาโถมเข้ามามากเท่านั้น
ในอีกไม่กี่วันต่อมา อัลเลนแทบจะจมหายไปในกองงานมหาศาล
เขาต้องประชุมกับช่างตีเหล็กและวิศวกรเพื่อออกแบบเครื่องจักรใหม่... ต้องคอยกำกับดูแลการทำความสะอาดและจัดผังโรงงาน... ต้องวิ่งรอกไปเจรจากับโรงฆ่าสัตว์และซัพพลายเออร์เพื่อเซ็นสัญญาสั่งซื้อวัตถุดิบระยะยาว
และที่หนักหนาสาหัสที่สุดคือ... งานเอกสาร
กฎระเบียบโรงงาน, เอกสารภาษี, โฉนดที่ดิน, บัญชีรายรับรายจ่าย, บิลสั่งของ, การคำนวณค่าแรงคนงานใหม่ 20 คน, ใบวางบิลจากลูกค้า... เอกสารพวกนี้ไหลบ่าเข้ามาท่วมหัวเขาราวกับสึนามิ
ทุกวันเขาต้องเสียเวลาอันมีค่าไปกว่า 5 ชั่วโมง เพื่อจัดการกับตัวเลขและกระดาษพวกนี้ แทนที่จะเอาเวลาไปคิดกลยุทธ์หรือปรับปรุงเครื่องจักร
ดึกคืนหนึ่ง... อัลเลนปาทองปากกาทิ้งลงพื้นด้วยความหงุดหงิด
“พอที! ฉันต้องการผู้ช่วย!”
เขาไม่ได้ต้องการกุนซือมาช่วยคิดแผน เพราะแผนการทั้งหมดอยู่ในหัวเขาแล้ว
แต่เขาต้องการคนที่สามารถแปลงคำสั่งของเขาให้เป็นระบบระเบียบ... คนที่จัดการตัวเลขได้แม่นยำ... และที่สำคัญที่สุดคือ 'ไว้ใจได้'
...
วันรุ่งขึ้น เขาไปหามิสเตอร์เกเบิลที่กำลังคุมคนงานขนสินค้าล็อตสุดท้าย
“คุณเกเบิลครับ... พอจะมีเวลาสักครู่ไหมครับ?”
“ว่าไงวิลเลียมส์! หน้าตาดูไม่ได้เลยนะพ่อหนุ่ม” มิสเตอร์เกเบิลทักทายอย่างอารมณ์ดี “มีอะไรให้ช่วยก็บอกมาเลย คนกันเองทั้งนั้น”
“ผมกำลังมองหา 'สมุห์บัญชี' หรือ 'เสมียน' ฝีมือดีสักคนครับ...” อัลเลนเข้าประเด็นทันที
“ผมต้องการคนมาช่วยจัดการงานเอกสารและระบบหลังบ้านในโรงงาน... คุณทำธุรกิจมานาน รู้จักคนเยอะ พอจะมีใครแนะนำบ้างไหมครับ?”
มิสเตอร์เกเบิลชะงักไปครู่หนึ่ง ทำท่าครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“สมุห์บัญชีเหรอ... ในเมืองนี้มีเป็นเบือ แต่คนที่ทั้งเก่ง ทั้งไว้ใจได้ และหัวไวอย่างที่คุณต้องการเนี่ย... หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรอีกนะ”
จู่ๆ เขาก็ตบเข่าฉาด “จริงสิ! ฉันลืมแม่หนูคนนั้นไปได้ยังไง!”
“ใครครับ?”
“ผู้หญิงชื่อ 'แคทเธอรีน โอไบรอัน' (Catherine O'Brien)”
น้ำเสียงของมิสเตอร์เกเบิลเจือแววเสียดาย “เธอเคยทำงานเป็นคนทำบัญชีที่ร้านฉันอยู่ 2 ปี... ฉันกล้าเอาหัวเป็นประกันเลยว่า สมองแม่หนูนั่นคมกริบยิ่งกว่ามีดโกน! บัญชีที่ยุ่งเหยิงแค่ไหน พอถึงมือเธอ แป๊บเดียวเรียบร้อยเป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว แถมยังนิสัยดี ซื่อสัตย์สุจริต เป็นคนดีจริงๆ”
“แล้วตอนนี้เธออยู่ที่ไหนครับ?”
“เฮ้อ... น่าเสียดาย” มิสเตอร์เกเบิลถอนหายใจ “พ่อเธอป่วยหนัก เธอเลยต้องลาออกไปดูแลพ่อ... แต่ได้ข่าวว่าช่วงนี้เธอกำลังมองหางานทำอีกครั้งเพื่อหาเงินค่ารักษาพ่อ ถ้าคุณจ้างเธอได้นะวิลเลียมส์... คุณจะได้เพชรเม็ดงามไปประดับโรงงานเลยล่ะ”
อัลเลนรีบขอที่อยู่ทันที บุคคลที่มิสเตอร์เกเบิลการันตีขนาดนี้ เขาต้องไปดูให้เห็นกับตา
...
อัลเลนเดินทางมาถึงอพาร์ตเมนต์ย่านชนชั้นกลางที่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยแห่งหนึ่ง
ก๊อก... ก๊อก...
ประตูเปิดออก... เผยให้เห็นหญิงสาวร่างโปร่งบาง ผมยาวสีดำขลับ ดวงตาสุกใสเป็นประกายแห่งปัญญา
แม้เสื้อผ้าจะดูเรียบง่ายและเก่าไปบ้าง แต่ก็ซักรีดจนสะอาดสะอ้าน บุคลิกของเธอดูสงบนิ่งและมีการศึกษา
“สวัสดีค่ะ... ไม่ทราบว่าคุณมาหาใครคะ?” เธอเอ่ยถามอย่างสุภาพ
“สวัสดีครับมิสโอไบรอัน... ผมชื่อ อัลเลน วิลเลียมส์ ครับ มิสเตอร์เกเบิลแนะนำผมมา”
แววตาของแคทเธอรีนฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง แต่ก็กลับมาสงบนิ่งได้อย่างรวดเร็ว
เธอเชิญแขกแปลกหน้าเข้ามาในห้องรับแขกเล็กๆ ที่จัดแต่งอย่างเรียบง่ายแต่อบอุ่น
อัลเลนไม่ปล่อยให้เสียเวลา เขาแนะนำตัวและแจ้งจุดประสงค์ทันที
“...สรุปสั้นๆ คือ ผมกำลังมองหา 'ผู้จัดการสำนักงาน' ที่จะมารับผิดชอบดูแลระบบบัญชีทั้งหมด, สต็อกสินค้า, การสั่งซื้อวัตถุดิบ และบัญชีเงินเดือนพนักงาน... ตำแหน่งนี้ต้องการคนที่มีความละเอียดรอบคอบ ความอดทนสูง และวิจารณญาณที่เฉียบคมมากครับ”
แคทเธอรีนนั่งฟังอย่างตั้งใจโดยไม่ขัดจังหวะ จนกระทั่งเขาพูดจบ เธอจึงเอ่ยถาม
“คุณวิลเลียมส์คะ... ดิฉันเคยได้ยินชื่อเสียงของคุณจากหน้าหนังสือพิมพ์และชื่นชมในความสามารถของคุณมากค่ะ... แต่ขออนุญาตถามตรงๆ นะคะ สำหรับตำแหน่งสำคัญขนาดนี้ ทำไมคุณถึงพิจารณาผู้หญิงธรรมดาๆ ที่ไม่มีชื่อเสียงอย่างดิฉันล่ะคะ?”
“เพราะคำแนะนำของมิสเตอร์เกเบิล... และสัญชาตญาณของผมเองครับ”
อัลเลนสบตาเธออย่างจริงใจ
“มิสโอไบรอัน... ผมไม่สนเรื่องเพศ อายุ หรือวุฒิการศึกษา ผมสนแค่ว่าคุณ 'ทำงาน' ได้หรือไม่... เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตทดสอบคุณสักเล็กน้อยจะได้ไหมครับ?”
“เชิญค่ะ”
“สมมติว่า...” อัลเลนเริ่มตั้งโจทย์ “วันนี้ผมซื้อเนื้อวัวมา 1,000 ปอนด์ ในราคาปอนด์ละ 10 เซนต์... หลังจากผ่านกระบวนการแปรรูป ผมได้เนื้อสตูว์บรรจุกระป๋องออกมา 800 ปอนด์... คำถามคือ อัตราการสูญเสีย (Yield Loss) คือกี่เปอร์เซ็นต์? และถ้าผมต้องการคำนวณต้นทุนต่อกระป๋องให้ละเอียดถึงระดับออนซ์ คุณจะออกแบบระบบบัญชีอย่างไรครับ?”
นี่เป็นโจทย์การบัญชีต้นทุน (Cost Accounting) ที่ซับซ้อนและล้ำหน้ามากสำหรับยุคนั้น
แต่แคทเธอรีนตอบสวนกลับมาแทบจะทันทีโดยไม่ต้องคิด
“อัตราการสูญเสียอยู่ที่ 20% ค่ะ... ส่วนเรื่องการคำนวณต้นทุน คุณจะคิดแค่ค่าเนื้อวัวไม่ได้ คุณต้องสร้างสมุดบัญชีแยกประเภทเพื่อบันทึกต้นทุนแฝงอื่นๆ ด้วย เช่น ค่าแผ่นเหล็กทำกระป๋อง, ค่าถ่าน, ค่าเกลือเครื่องปรุง, ค่าแรงงานรายชั่วโมง, หรือแม้กระทั่งค่าน้ำมันตะเกียงในสำนักงาน... จากนั้นนำต้นทุนรวมทั้งหมดมาหารด้วยปริมาณผลผลิตสุทธิ คุณถึงจะได้ 'ต้นทุนต่อหน่วย' (Unit Cost) ที่แท้จริงเพื่อใช้ตั้งราคาขายค่ะ”
คำตอบของเธอไม่เพียงแต่ถูกต้องและรวดเร็ว แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในหลักการบริหารธุรกิจอย่างลึกซึ้ง
อัลเลนยิ้มกว้าง... เขาเจอ ‘เพชร’ เข้าให้แล้วจริงๆ
“มิสโอไบรอัน... คุณผ่านการทดสอบอย่างสมบูรณ์แบบครับ”
เขาลุกขึ้นยืนและยื่นมือออกไป
“ผมขอยื่นข้อเสนอจ้างงานคุณอย่างเป็นทางการ... ด้วยเงินเดือน สัปดาห์ละ 8 ดอลลาร์ ในตำแหน่ง 'หัวหน้าเสมียนและผู้ช่วยส่วนตัว' ของผม คุณจะต้องขึ้นตรงต่อผมคนเดียว และมีอำนาจจัดการดูแลระบบหลังบ้านทั้งหมดของโรงงานครับ”
8 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์!
นี่เป็นตัวเลขที่สูงลิบลิ่ว ขนาดอาจารย์มหาวิทยาลัยยังต้องอิจฉา
ดวงตาของแคทเธอรีนเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง แต่เธอก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เพราะรู้ดีว่าเงินเดือนที่สูงขนาดนี้ ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบอันมหาศาล
เธอลุกขึ้นยืน จับมืออัลเลนด้วยความมั่นใจ
“ตกลงค่ะคุณวิลเลียมส์... ดิฉันรับงานนี้ และขอสัญญาว่าบัญชีของบริษัทคุณจะเดินเที่ยงตรงแม่นยำเหมือนนาฬิกาสวิสเลยค่ะ”
“ผมเชื่อใจคุณครับ” อัลเลนกระชับมือตอบ
“ยินดีต้อนรับสู่ทีมครับคุณแคทเธอรีน... การเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ของเรา เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น”