สงคราม
บรรยากาศภายในสำนักงานบริษัท วิลเลียมส์ ฟู้ด ปกคลุมไปด้วยความอึมครึมและหนักอึ้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สิบโทโจนส์พุ่งพรวดเข้ามาในห้องราวกับพายุ ใบหน้าของเขาซีดเผือด ไร้ซึ่งรอยยิ้มขี้เล่นอย่างเคย
ปัง!
เขาโยนหนังสือพิมพ์ 'นิวยอร์ก เฮรัลด์' (New York Herald) ที่เพิ่งตีพิมพ์สดๆ ร้อนๆ ลงบนโต๊ะของอัลเลน
“เจ้านายครับ! ดูนี่เร็ว! มัน... มันเริ่มขึ้นแล้วจริงๆ!”
พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งตัวมหึมา ตะโกนก้องออกมาจากหน้ากระดาษ
“กบฏ! กองกำลังเซาท์แคโรไลนาระดมยิงป้อมซัมเตอร์!”
แคทเธอรีน มิลเลอร์ และพนักงานทุกคนรีบกรูเข้ามามุงดู
หนังสือพิมพ์รายงานรายละเอียดเหตุการณ์ช็อกโลก... เช้าตรู่วันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1861 กองทัพฝ่ายใต้เปิดฉากยิงถล่มกองทหารฝ่ายเหนือที่ประจำการอยู่ ณ ป้อมซัมเตอร์ อย่างอุกอาจ
“พวกมันบ้าไปแล้ว... พวกเจ้าของทาสทางใต้พวกนี้ กล้าดียังไงถึงยิงใส่กองทัพสหภาพ!” เสมียนหนุ่มคนหนึ่งตะโกนเสียงสั่น
“พระเจ้าช่วย... นี่หมายความว่า... สงครามเหรอคะ?”
ใบหน้าของแคทเธอรีนซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ในฐานะผู้อพยพที่ปากกัดตีนถีบมาตลอด เธอรู้ซึ้งดีว่า 'สงคราม' คือฝันร้ายที่เลวร้ายที่สุดสำหรับพลเรือน
จ่ามิลเลอร์ อดีตทหารผ่านศึก ยืนนิ่งเงียบ
เขาหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านอย่างละเอียด คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น
“จะมีคนตายเป็นเบือ...” เขาพึมพำเสียงแหบพร่า
“พวกฝ่ายใต้ไม่ใช่หมูๆ... พวกเขามีนายพลเก่งๆ จากเวสต์พอยต์เพียบ... ผมเกรงว่าสงครามครั้งนี้จะลากยาวและนองเลือดกว่าที่เราคิด”
ความหวาดกลัวต่ออนาคตที่ไม่แน่นอนเข้าเกาะกุมหัวใจของทุกคนในห้อง
ยกเว้นคนเดียว...
อัลเลน
เขานั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น
บนใบหน้าไร้ซึ่งความตื่นตระหนก เพราะสำหรับเขาผู้มาจากอนาคต... นี่คือหน้าประวัติศาสตร์ที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว
เขายกถ้วยกาแฟขึ้นจิบช้าๆ
“เจ้านายคะ?” แคทเธอรีนสังเกตเห็นความผิดปกติ “ท่าน... ไม่กังวลเลยเหรอคะ?”
อัลเลนวางถ้วยลง เงยหน้าสบตาพนักงานทุกคนทีละคน
“แน่นอนครับ ผมกังวล”
น้ำเสียงของเขานุ่มนวลแต่หนักแน่น
“ผมกังวลที่ประเทศชาติต้องแตกแยก... กังวลที่ชีวิตคนหนุ่มสาวนับแสนต้องมาสังเวยในสนามรบ... แต่แคทเธอรีนครับ... และทุกคน...”
“ความกังวล... หยุดลูกปืนใหญ่ไม่ได้”
อัลเลนลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดหน้าแผนที่สหรัฐอเมริกาขนาดใหญ่บนผนัง
“เราไม่ใช่นักการเมือง... ไม่ใช่นายพล... แต่เราคือ 'นักธุรกิจ'... หน้าที่ของเราไม่ใช่การมานั่งคร่ำครวญ แต่คือการมองให้ออกว่า เราจะทำอะไรได้บ้างในวิกฤตระดับชาตินี้”
“นับจากวันนี้ไป... สหภาพต้องการกองทัพขนาดมหึมา... ชายหนุ่มนับแสนนับล้านจะต้องทิ้งบ้านมาสวมเครื่องแบบทหาร... และกองทัพนั้น ดังที่นโปเลียนเคยกล่าวไว้... 'กองทัพเดินด้วยท้อง'”
เขาหันกลับมามองทีมงาน แววตาเป็นประกายวาวโรจน์
“แล้วตลอดหลายเดือนมานี้... วิลเลียมส์ ฟู้ด ของเราทำอะไรไปบ้าง?”
เขาชี้ไปที่โจนส์
“เราสร้างสายการผลิตที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในนิวยอร์ก! กำลังการผลิตของเราพร้อมจะป้อนอาหารให้กองพลทั้งกองได้สบายๆ!”
เขาชี้ไปทางโกดังของบิล
“เรามีพันธมิตรด้านวัตถุดิบที่แข็งแกร่งที่สุด! สต็อกเนื้อของเรามากพอที่จะทำให้พ่อค้าหน้าเลือดทั้งเมืองต้องหนาว!”
เขาหันมาที่แคทเธอรีน
“และเรามีเงินสดหมุนเวียนหลายหมื่นดอลลาร์! มากพอที่จะทำสงครามการค้าได้ทุกรูปแบบ!”
“ทุกคนครับ...” น้ำเสียงของอัลเลนทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ ปลุกเร้าจิตวิญญาณของทุกคน
“พวกคุณคิดว่าที่เราทุ่มเทกันมาทั้งหมด ก็แค่เพื่อขายของกระป๋องไปวันๆ งั้นเหรอ?”
“ไม่ใช่เลย... เรากำลังตีดาบ... ดาบที่คมกริบและแกร่งกล้าที่สุดในอเมริกา... และตอนนี้...”
“เสียงแตรศึกดังขึ้นแล้ว... ได้เวลาที่เราจะชักดาบเล่มนี้ออกมาแล้ว!”
สุนทรพจน์อันเร่าร้อนทำให้เลือดในกายของทุกคนเดือดพล่าน
แม้ลึกๆ มิลเลอร์จะรู้ดีว่า อัลเลน (ที่เป็นคนไอริช) คงไม่ได้อินกับความรักชาติของอเมริกาขนาดนั้น แต่เขาก็รู้เช่นกันว่า... นี่คือโอกาสพลิกชีวิตครั้งสำคัญที่สุด!
“ท่านครับ! สั่งมาได้เลย!” โจนส์ตะเบ๊ะท่าแข็งขัน “พวกเราพร้อมลุยครับ!”
"ดี"
อัลเลนพยักหน้า แผนการทั้งหมดถูกวางไว้อย่างรัดกุมในหัวของเขาแล้ว
“กลยุทธ์ของเราจะแบ่งเป็น 2 แนวรบ”
“แนวรบที่ 1: การแทรกซึมผ่านประตูหน้า”
เขาหันไปหามิลเลอร์
“จ่า... คุณรู้จักกองทัพดีกว่าพวกเราทุกคน... 'กรมพลาธิการ' (Quartermaster Department) คือป้อมปราการแรกที่เราต้องยึดให้ได้ แต่เราจะบุกเข้าไปทื่อๆ ไม่ได้”
“แล้วผมต้องทำยังไงครับ?”
“ผมต้องการ 'ชื่อ'” ดวงตาของอัลเลนหรี่ลงอย่างเจ้าเล่ห์
“ผมไม่ต้องการชื่อนายพลใหญ่โตที่อยู่บนหอคอยงาช้าง... และผมไม่ต้องการพลทหารกระจอกๆ ที่ไม่มีอำนาจ...”
“สิ่งที่ผมต้องการคือ... 'นายทหารระดับกลาง'... คนที่มีอำนาจตัดสินใจระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร... คนหนุ่มที่มีความทะเยอทะยาน หิวกระหายความสำเร็จ แต่ขาดโอกาส... คนแบบนี้แหละที่เราจะ 'คุย' ด้วยง่ายที่สุด”
“ใช้เส้นสายทั้งหมดของคุณ... ไปตามร้านเหล้าที่พวกทหารชอบไปสิงสถิต... ไปคุยกับทหารผ่านศึกที่ทำงานรับใช้ใน 'เกาะกอฟเวอร์เนอร์' (Governors Island)... ฟังคำบ่นของพวกเขา จับตาดูความอัดอั้นตันใจของพวกเขา... แล้วหาคนคนนั้นมาให้ผม”
“นี่คือภารกิจข่าวกรองครับท่าน” มิลเลอร์รับคำเสียงเข้ม “อาจต้องใช้... งบประมาณ”
“แน่นอน”
อัลเลนหยิบซองหนาปึกออกมาจากตู้เซฟ
“นี่ 1,000 ดอลลาร์... ผมไม่สนว่าคุณจะเอาไปเลี้ยงเหล้าหรือยัดใต้โต๊ะใคร... ภายใน 1 สัปดาห์ ผมต้องการชื่อและประวัติของหมอนั่นมาวางบนโต๊ะผม”
“รับทราบครับ!” มิลเลอร์รับซองเงินไป
“แนวรบที่ 2: การตัดหัวบนยอดเขา”
อัลเลนหันไปหาแคทเธอรีน
“แคทเธอรีน... ถึงเวลาที่สินค้า 'Gold Label' ล็อตพิเศษสุดที่เราเตรียมไว้จะได้ออกเดินทางแล้ว”
“ส่งออกไปตอนนี้เลยเหรอคะ?” แคทเธอรีนแปลกใจ
“เดี๋ยวนี้เลย” อัลเลนยืนยัน
“เมื่อสงครามเกิด... ความวุ่นวายจะตามมา สิ่งที่วอชิงตันต้องการที่สุดตอนนี้คือ 'ทางออก'... ใครก็ตามที่เสนอทางออกให้พวกเขาได้ จะได้รับความสนใจสูงสุด”
“ผมต้องการให้คุณไป วอชิงตัน ดี.ซี. ด้วยตัวเอง”
“ฉันเหรอคะ!?” แคทเธอรีนตาโต
“ใช่... คุณนั่นแหละ คุณคือทูตผู้มีอำนาจเต็มของวิลเลียมส์ ฟู้ด”
“ผมต้องการให้คุณเช่าห้องสวีทที่หรูที่สุดในโรงแรมที่ดีที่สุดของวอชิงตัน... จัดงานชิมอาหารแบบปิด (Exclusive Tasting) ที่หรูหราอลังการ... โดยมีเงื่อนไขเดียว: แขกที่จะได้รับเชิญต้องเป็น 'สมาชิกรัฐสภา' หรือ 'เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหม' เท่านั้น”
“แต่... ฉันไม่มีเส้นสายในวอชิงตันเลยนะคะ”
“คุณไม่จำเป็นต้องมีเส้นสาย” อัลเลนยิ้มอย่างมั่นใจ
“คุณแค่ต้องใช้เงิน 'กระซิบ' บอกบริกรโรงแรม หรือคนในคลับหรูๆ ว่า... 'มิสวิลเลียมส์' จากนิวยอร์ก ผู้โด่งดังจากการพิชิตพาร์ค แอนด์ ทิลฟอร์ด กำลังมาเปิดตัวนวัตกรรมอาหารกระป๋อง 'ปลอดภัยไร้สารตะกั่ว' สำหรับกองทัพ...”
“เชื่อผมเถอะ... พวกนักการเมืองจมูกไวพวกนั้น พอได้กลิ่นโอกาสทำผลงาน พวกเขาจะแห่กันมาเหมือนฉลามได้กลิ่นเลือด”
“และภารกิจสำคัญที่สุดของคุณคือ...”
อัลเลนหยิบกล่องไม้สักแกะสลักสวยงามออกมา ภายในบรรจุกระป๋อง Gold Label ที่ผลิตพิเศษ
“นำของขวัญชิ้นนี้ไปมอบให้ 'วุฒิสมาชิกคลาร์ก' ประธานคณะกรรมาธิการการทหารของวุฒิสภา... ในนามของ 'นักธุรกิจนิวยอร์กผู้รักชาติ'”
“จำไว้... เราไม่ขายของ เราไม่รับออเดอร์”
“เราแค่ไป 'หว่านเมล็ดพันธุ์'... ปลูกชื่อ 'วิลเลียมส์' ลงไปกลางใจศูนย์กลางอำนาจ... แล้วรอดูมันเติบโตเป็นต้นไม้ยักษ์ที่ใครก็โค่นไม่ลง”