การโน้มน้าวใจ
คำพูดของอัลเลนเปรียบเสมือนค้อนปอนด์ที่เหวี่ยงเข้าใส่ความรู้สึกของ ชาร์ลส์ รีฟส์ อย่างจัง
วิศวกรเฒ่าลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้จนเข่ากระแทกโต๊ะกาแฟเสียงดังสนั่น แววตาที่จ้องมองอัลเลนเต็มไปด้วยความตระหนก สับสน และความรู้สึกขมขื่นเหมือนถูกหักหลังโดยคนที่เขาเพิ่งจะเริ่มไว้วางใจ
“คุณ... คุณพูดว่าอะไรนะ?” รีฟส์ถามเสียงแหบพร่า “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสอง? นี่คุณแอบกว้านซื้อหุ้นบริษัทผมลับหลังงั้นเหรอ?”
“ผมขอเรียกว่ามันเป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงครับ ชาร์ลส์” อัลเลนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความจริงใจ “ในขณะที่คุณกำลังสาละวนอยู่กับเครื่องยนต์และรางรถไฟ ศัตรูของเรากำลังใช้ทั้งเงินและสื่อทำลายมูลค่าบริษัทของคุณอย่างเงียบเชียบในตลาดหลักทรัพย์ พวกมันต้องการเปลี่ยนหุ้นของคุณให้กลายเป็นเศษกระดาษไร้ค่า”
เขายื่นรายงานการทำธุรกรรมให้ดูแล้วกล่าวต่อ “สิ่งที่ผมทำ คือการก้มลงเก็บกระดาษทุกชิ้นที่นักลงทุนขวัญอ่อนพวกนั้นโยนทิ้งไป ก่อนที่พวกมันจะคว้าไปได้ต่างหาก”
“แล้วทำไมคุณไม่บอกผม!” รีฟส์ตะคอก แววตาเจ็บปวด “เราเป็นหุ้นส่วนกันไม่ใช่เรอะ?”
“เพราะตอนนั้นมันยังไม่ถึงเวลาครับ” อัลเลนถอนหายใจเล็กน้อย “ชาร์ลส์... ด้วยความเคารพ คุณคือวิศวกรที่ยอดเยี่ยมและนักอุดมคติที่น่ากราบไกล แต่คุณไม่ใช่ 'สัตว์ป่า' ในโลกการเงิน ถ้าผมบอกแผนนี้กับคุณล่วงหน้า นิสัยที่ซื่อตรงของคุณอาจจะทำให้คุณเผลอแสดงพิรุธออกมา และพวกฉลามในตลาดหลักทรัพย์ที่มีจมูกไวอย่างกับสุนัขล่าเนื้อจะรู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ ความลับคืออาวุธเดียวที่เรามีในตอนนั้นครับ”
อัลเลนเดินเข้าไปใกล้และสบตารีฟส์อย่างแน่วแน่ “แต่ตอนนี้พวกมันยกระดับสงครามมาถึงการวางเพลิงลานขนส่งของคุณแล้ว พวกมันใช้ความรุนแรง ผมจึงไม่มีความจำเป็นต้องซ่อนตัวอีกต่อไป... ความร่วมมือของเราหลังจากนี้จะไม่มีคำว่าคลุมเครืออีก”
รีฟส์ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างหมดแรง คำอธิบายของอัลเลนแม้จะดูเลือดเย็นแต่มันก็สมเหตุสมผลจนปฏิเสธไม่ได้ เขาเงียบไปนานก่อนจะเริ่มตั้งสติได้
“เอาล่ะ อัลเลน... ผมยอมรับความจริงข้อนี้ แต่ต่อให้เรามีหุ้นรวมกัน มันก็เพิ่งจะแค่ 45% เรายังคุมสถานการณ์ไม่ได้เบ็ดเสร็จอยู่ดีไม่ใช่หรือ?”
อัลเลนยกยิ้มเมื่อเห็นว่ารีฟส์เริ่มกลับมาใช้ตรรกะทางธุรกิจ “นั่นแหละคือประเด็นครับเพื่อนรัก... พันธมิตรที่เปราะบางระหว่างผู้ถือหุ้นรายใหญ่สองรายน่ะ เอาชนะสงครามนี้ไม่ได้หรอก”
“คุณหมายความว่ายังไง?”
“ศัตรูของเรามีเงินล้นฟ้า พวกมันสามารถซื้อหุ้นที่เหลือมาเพื่อป่วนเราในบอร์ดบริหารได้ตลอดกาล หรือแม้แต่หาทางแทรกกลางระหว่างคุณกับผมด้วยข้อเสนอที่เย้ายวนกว่า... พันธมิตรที่ไม่มั่นคงคือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุด”
อัลเลนเผยความทะเยอทะยานที่แท้จริงออกมาในที่สุด “เป้าหมายของผมไม่ใช่แค่การ 'ร่วมกันคุม' แต่ผมต้องการหุ้นอย่างน้อย 51% ผมต้องการอำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จในมือคนเดียว”
รีฟส์อ้าปากค้าง “นี่คุณ... คุณจะฮุบบริษัทผมงั้นเหรอ?”
“เปล่าครับ ผมจะ 'รักษา' มันไว้ต่างหาก” อัลเลนเน้นเสียง “บริษัทนี้จะรอดได้ก็ต่อเมื่อมีแก่นกลางเพียงหนึ่งเดียว มีเจตจำนงที่แข็งแกร่งพอจะฟาดฟันกับยักษ์ใหญ่พวกนั้นได้ทุกวิถีทาง และเมื่ออำนาจสั่งการอยู่ที่ผมคนเดียว ผมจะสู้กับพวกมันได้มีประสิทธิภาพกว่านี้ร้อยเท่า”
“ส่วนคุณ...” อัลเลนวาดวิมานใหม่ให้เขา “คุณจะยังเป็นประธานและหัวหน้าวิศวกรเหมือนเดิม คุณจะมีเงินทุนมหาศาลไว้ซ่อมรถไฟ วางรางใหม่ สานฝันงานวิศวกรรมที่คุณรักให้เป็นจริง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเมืองหรือการเงินอีกต่อไป... เพราะผมจะเป็นคนจัดการ 'สงคราม' นอกรางรถไฟให้คุณเอง ทั้งเรื่องตลาดทุน สื่อมวลชน และพวกสุนัขลอบกัดที่ชอบวางเพลิงพวกนั้น!”
รีฟส์นิ่งอึ้งในใจเกิดการสู้รบอย่างหนัก เขาปกป้อง "ลูกชาย" ที่ชื่อบริษัทรถไฟนี้มาครึ่งชีวิตเพื่อให้มันเป็นอิสระ แต่ตอนนี้ทางเลือกเดียวคือต้องยกอำนาจให้ชายหนุ่มคนนี้ดูแล เพื่อไม่ให้มันถูกฝูงหมาป่ารุมทึ้งจนตาย
“ชาร์ลส์... การตัดสินใจนี้ง่ายมาก” อัลเลนรุกต่อ “คุณจะยึดติดกับบัลลังก์ที่ว่างเปล่าในอาณาจักรที่กำลังล่มสลาย หรือจะเป็นเจ้าชายผู้มั่งคั่งที่ได้สานต่ออุดมการณ์ของตัวเองจนสำเร็จ?”
รีฟส์หลับตาลง ถอนหายใจยาวเหยียดราวกับจะทิ้งภาระที่แบกมาหลายสิบปี “ผม... ต้องทำยังไงบ้าง?”
อัลเลนยิ้มอย่างผู้ชนะ เขากลับไปนั่งลงด้วยท่าทีสงบนิ่ง “เริ่มจากพรุ่งนี้ คุณและกลุ่มผู้ถือหุ้นที่ภักดีต้องเซ็นสัญญา 'ข้อตกลงออกเสียงร่วมกัน' (Voting Trust Agreement) กับผม ทุกการลงคะแนนในบอร์ดบริหารต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน”
“ในเวลาเดียวกัน...” อัลเลนหันไปทางฟลินน์และโอมาลลีย์ “บริษัทรักษาความปลอดภัย 'สปาร์ตัน' ของผมจะส่งทีมระดับพระกาฬ 10 นาย นำโดยฟลินน์ เข้าไปคุมจุดยุทธศาสตร์ของบริษัทรถไฟทั้งหมดทันที เราจะเซ็นสัญญารักษาความปลอดภัยอย่างเป็นทางการ”
เขายื่นเช็คธนาคารมูลค่า 10,000 ดอลลาร์ วางลงบนโต๊ะ “เงินก้อนนี้จะถูกใช้ซ่อมหอส่งสัญญาณและตั้งทีมรปภ. โดยถือเป็นการเพิ่มทุนในส่วนของผม ซึ่งจะทำให้หุ้นของผมขยับขึ้นไปที่ 30%... เท่านี้ก็น่าจะพอให้เรายันพวกยักษ์ใหญ่พวกนั้นไว้ได้ในระยะแรก”
รีฟส์มองเช็คบนโต๊ะ แล้วเงยหน้ามองอัลเลน เขาไม่มีทางถอยอีกต่อไปแล้ว
“ตกลง...” รีฟส์พยักหน้าอย่างหนักแน่น แววตานักสู้กลับมาลุกโชน “ผมหวังว่าทุกอย่างจะเป็นอย่างที่คุณพูดนะ อัลเลน”
พันธมิตรเหล็กกล้าที่รวมเอา อุดมการณ์ของวิศวกร และ ความเจ้าเล่ห์ของนักธุรกิจ เข้าด้วยกัน... ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว