ตอนที่ 9 เป็นคน ต้องพึ่งพาตัวเอง
ตอนที่ 9 เป็นคน ต้องพึ่งพาตัวเอง
"หลิวอี้เฟย? ตอนนี้เธอโดนคดีรุมเร้า ชื่อเสียงก็พังพินาศ มูลค่าทางการตลาดต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนแบกรับเงินลงทุนมหาศาลขนาดนี้ไม่ไหวหรอก ถ้าเราจะใช้ดารา เราจะใช้คนของบริษัทเราเอง"
ในที่สุด เขาก็หงายไพ่ใบสุดท้ายออกมา พลางเลื่อนซองเอกสารทั้งหมดกลับไปวางไว้ตรงกลางโต๊ะ
"เอาแบบนี้ ลิขสิทธิ์เรื่องนี้ทั้งหมด บริษัทเราเสนอซื้อขาดในราคา 8 หลัก คุณยังหนุ่มและมีพรสวรรค์ อนาคตไกลแน่นอน เงินก้อนนี้มากพอจะทำให้คุณมีอิสรภาพทางการเงินไปตลอดชีวิต"
เจียงหลางยิ้มพลางส่ายหน้า น้ำเสียงของเขาไม่ดังนักแต่หนักแน่นอย่างยิ่ง: "คุณหวังครับ ขอบคุณที่ชื่นชมในตัวผม แต่โปรเจกต์นี้ ผู้กำกับต้องเป็นผมเท่านั้น"
อากาศในห้องทำงานเย็นเฉียบลงในพริบตา
รอยยิ้มของหวังซั่วหลินหายวับไปโดยสิ้นเชิง เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ผู้บริหารตัวใหญ่ ประสานมือเข้าด้วยกัน แล้วจ้องมองเจียงหลางด้วยสายตาที่กดขี่จากที่สูง
"เสี่ยวเจียง หนังมันคืองานอุตสาหกรรม มันคือเงินลงทุนระดับหลายสิบล้านหรือแม้แต่ร้อยล้านนะ ไม่ใช่การบ้านส่งอาจารย์ในมหาลัย ผมไม่มีทางวางเดิมพันก้อนใหญ่ขนาดนี้ไว้ในมือเด็กใหม่อย่างคุณ ที่แม้แต่หนังสั้นสักเรื่องยังไม่เคยกำกับหรอก"
เขาโยนกิ่งมะกอกใบสุดท้ายออกมา: "เอาแบบนี้ ผมจะเชิญผู้กำกับเฉิงตงจากฝั่งฮ่องกงมาคุมงานให้ เขาคือตัวพ่อด้านหนังวิทยายุทธเลยนะ"
"คุณสามารถติดตามกองถ่ายได้ ในฐานะรองผู้กำกับและได้รับเครดิตเป็นคนเขียนบท ได้เรียนรู้งานเยอะๆ มันจะเป็นผลดีต่อตัวคุณเอง"
เจียงหลางลุกขึ้นยืน เก็บเอกสารทั้งหมดบนโต๊ะใส่ซองอย่างเงียบเชียบทีละใบ
เขาพยักหน้าให้หวังซั่วหลินอย่างสงบนิ่ง
"ขอบคุณสำหรับเวลาครับคุณหวัง ถ้าผู้กำกับไม่ใช่ผม หนังเรื่องนี้ก็ไร้วิญญาณ ผมไม่ขายครับ"
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไป แผ่นหลังเหยียดตรงราวกับทวนที่ไม่ยอมหักงอ
หวังซั่วหลินมองตามแผ่นหลังของเขา พลางส่ายหน้าด้วยความเหยียดหยาม เหมือนกำลังมองคนโง่ที่ฝันกลางวันไม่ดูสารรูปตัวเอง
---
กลับมาถึงห้องเช่า
เจียงหลางนั่งลงบนเก้าอี้ พลางจุดบุหรี่ขึ้นมามวนหนึ่ง
การถูกหวังซั่วหลินปฏิเสธ ความจริงมันก็อยู่ในความคาดหมายของเจียงหลางอยู่แล้ว
เขาเป็นแค่เด็กจบใหม่ไร้ชื่อเสียง ดันริอ่านจะกุมบังเหียนเป็นผู้กำกับ ต่อให้แผนงานจะทำออกมาเทพแค่ไหน ก็ไม่มีใครยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินก้อนโตเพื่อซื้อความเสี่ยงนี้หรอก
เขาก็ไม่ได้คิดจะไปรบกวนอาจารย์อีก เพราะการจะพิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้กำกับ คือด่านที่ยากที่สุดที่เขาต้องข้ามไปให้ได้ด้วยตัวเอง
“คิดจะเอาเงิน 10,000,000 มาฟาดหัวกัน แถมยังทำท่าเหมือนผมเป็นฝ่ายได้กำไรเนี่ยนะ นี่แหละนะโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกนายทุน”
ข้อได้เปรียบของการเป็นคนเกิดใหม่ แถมมีสูตรโกงอย่าง AI ถ้าเขาจะหาเงินเฉยๆ มันจะยากอะไรนักหนา?
แต่สิ่งที่เขาต้องการคือการลบคำสบประมาทและเติมเต็มความเสียใจในชาติก่อน ที่เรียนจบจากสถาบันดังแท้ๆ แต่กลับใช้ชีวิตล้มลุกคลุกคลาน เป็นได้แค่เบี้ยล่างให้ผู้กำกับคนอื่น
ไอ้เรื่องซื้อสลากกินแบ่งเพื่อหาทุนตั้งตัวให้เร็วที่สุด ถึงแม้คนเกิดใหม่จะสู้ท่านผอ.กองสลากไม่ได้จนทำให้เขาแปลกใจไปบ้างก็เถอะ
เขาพ่นควันบุหรี่ออกมา ในกลุ่มควันนั้น แววตาของเขาเริ่มกลับมาเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง
ในเมื่อไม่มีใครลงทุนให้ ก็ทำเองแม่งเลย อย่างมากก็แค่ช้าหน่อย
ตอนนี้มีรายได้จากนิยายแล้ว ถ้าเงินไม่พอเดี๋ยวเปิดนิยายใหม่อีกสักเรื่อง พอหาเงินได้ครบค่อยเริ่มโปรเจกต์ก็ยังไม่สาย
ถึงแม้ทุกอย่างจะอยู่ในความคาดหมาย แต่ตอนนี้นี่สิ พี่บอกเลยว่าอารมณ์ขึ้นโว้ย!
เขาเปิดหน้าต่างแชท QQ ที่คุ้นเคยขึ้นมา นิ้วรัวแป้นพิมพ์อย่างบ้าคลั่ง
[วิ่งจนขาขวิด พล่ามจนปากเปียกปากแฉะ สุดท้ายก็ได้เจอแค่พวกหมูตอนสมองกลวงกลุ่มหนึ่ง]
[พวกมันเห็นแต่เงิน แต่ไม่เคยมองเห็นคุณค่าของงานศิลปะ ก็ดีเหมือนกัน ไม่มีใครลงทุนให้ พี่ก็จะหาเงินลงทุนเองแม่งเลย!]
[พวกเวรหัวอี้ นี่มันพวกหน้าไหว้หลังหลอกจริงๆ!]
[หวังซั่วหลิน ไอ้แก่เจ้าเล่ห์นั่น ปากก็บอกว่าบทของผมดี แต่อีกปากก็รังเกียจหลิวอี้เฟย บอกว่าชื่อเสียงเธอไม่ดี ถุย! พล่ามไร้สาระชะมัด!]
[ใครๆ ก็รู้ว่าเมื่อก่อนพวกมันอยากเซ็นสัญญากับแม่นางฟ้าแต่ไม่สำเร็จ พอไม่ได้ดั่งใจก็หันกลับมาสาดน้ำเน่าใส่เธอในเน็ตไปเท่าไหร่ล่ะ?]
[ทีตอนนี้มาทำตัวเป็นสุภาพบุรุษจอมปลอมต่อหน้าผม ทุเรศจนแม่อาย ทุเรศจนถึงที่สุดจริงๆ!]
[ยัยเฟยเซียนเอ๋ย ยัยเฟยเซียน ยัยเหงือกเอ๊ย ยัยคนเห็นแก่ตัวตัวน้อย ผ่านไปแค่ไม่กี่ปีเอง เปลี่ยนเบอร์ QQ แล้วก็ไม่บอกกันบ้างเลย]
[กะว่าจะช่วยดึงเธอให้ดังเปรี้ยงปร้างในวงการหนังแท้ๆ กะจะให้กูรูอย่างพี่ช่วยขัดเกลาเส้นทางอาชีพให้สักหน่อย แต่นี่อะไร ดันมาเล่นซ่อนแอบหายจ้อยใส่กันซะงั้น]
[ช่างเถอะ เป็นคนมันก็ต้องพึ่งพาตัวเองนั่นแหละ]
---
ดึกสงัดในลอสแอนเจลิส ทุกอย่างเงียบสงบจนได้ยินเสียงลม
หลิวอี้เฟยขดตัวอยู่บนโซฟา มีผ้าห่มวูลบางๆ คลุมกาย แสงจากหน้าจอแล็ปท็อปฉายลงบนใบหน้าขาวนวลของเธอ เห็นความหม่นและความสว่างสลับกันไปตามอารมณ์
เธอจ้องมองข้อความล่าสุดในไดอารี่ของเจียงหลาง
[...ทีตอนนี้มาทำตัวเป็นสุภาพบุรุษจอมปลอมต่อหน้าผม ทุเรศจนแม่อทุเรศจนแม่อาย ทุเรศจนถึงที่สุดจริงๆ!
ข้อความที่เขาโกรธแค้นแทนเธอ ตอกกลับพวกหัวอี้และแฉเบื้องลึกเบื้องหลังของวงการนี้ มันเหมือนกับกระแสน้ำอุ่นที่พุ่งเข้าจู่โจมและโอบล้อมหัวใจเธอไว้ในทันที
ในช่วงที่ผ่านมา เธอได้ยินคำปลอบใจมามากพอแล้ว เห็นสายตาเวทนามานับไม่ถ้วน แต่คำพูดเหล่านั้นมันเหมือนมีกำแพงกั้นไว้อีกชั้น ทุกคนระมัดระวังจนเกินเหตุเพราะกลัวจะไปสะกิดแผลใจของเธอ
จะมีก็แต่เจียงหลางเพื่อนเก่าที่อยู่ห่างกันคนละซีกโลกคนนี้แหละ ที่ใช้วิธีที่ดิบที่สุด ตรงที่สุด และสะใจที่สุด ในการด่าทอความอัดอั้นตันใจแทนเธอออกมาแบบไม่มีกั๊ก
ที่แท้... ก็ยังมีคนที่เข้าใจเธอจริงๆ
ที่แท้... ก็ยังมีคนที่ยืนอยู่ข้างเธอ
แต่ความซึ้งใจที่ถูกทำความเข้าใจยังไม่ทันจะได้บ่มจนได้ที่ ข้อความถัดมาก็ทำให้ความอบอุ่นบนใบหน้าของเธอจางหายไปอย่างรวดเร็ว
“ยัยเฟยเซียน ยัยโชว์เหงือก ยัยคนเห็นแก่ได้ตัวน้อย...”
มุมปากของหลิวอี้เฟยกระตุกวูบ ความรู้สึกอุ่นซ่านเมื่อกี้ถูกแทนที่ด้วยความโมโหที่แสนคุ้นเคยทันที
เธอกัดฟันกรอด คว้าหมอนอิงข้างๆ มาฟาดลมไปสองทีเพื่อระบายอารมณ์
ไอ้คนบ้า! จะชมกันให้เกิน 3 วินาทีไม่ได้หรือไง?
เธอเปิดบันทึกระบายอารมณ์ของตัวเองขึ้นมาอย่างฮึดฮัด
นิ้วรัวคีย์บอร์ดดังปังๆ
"เจียงหลางไอ้คนเฮงซวย! เพิ่งจะรู้สึกว่านายมีหูมีตาดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหน่อยเดียว วินาทีต่อมาก็เผยธาตุแท้ออกมาเลยนะ! นายนั่นแหละที่อ้วน ทั้งบ้านนายนั่นแหละที่อ้วน นายนั่นแหละที่เห็นแก่ได้"
"แล้วฉันก็ไม่ได้เปลี่ยนเบอร์ QQ ย่ะ! ฉันไม่ได้แจ้งนายนั่นแหละถูกแล้ว ก็นายมันโง่เหมือนหมูเองนี่นา ที่ดันเอาหน้าแชทฉันมาใช้เป็นสมุดจดบันทึกหน้าตาเฉยแบบนี้..."
พูดถึงตรงนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะหลุดขำพรืดออกหลังจากระบายความอัดอั้นออกไป เธอก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง ก่อนจะบ่นพึมพำด่าเขาต่อไปอีกสัดพัก
แต่พอสายตากลับมาที่หน้าจอ และหยุดอยู่ที่ประโยคสองสุดท้ายนั่น... หัวใจของเธอก็พลันสั่นสะท้าน
[กะว่าจะช่วยดึงเธอให้ดังเปรี้ยงปร้างในวงการหนังแท้ๆ กะจะให้กูรูอย่างพี่ช่วยขัดเกลาเส้นทางอาชีพให้สักหน่อย แต่นี่อะไร ดันมาเล่นซ่อนแอบหายจ้อยใส่กันซะงั้น]
[ช่างเถอะ เป็นคนมันก็ต้องพึ่งพาตัวเองนั่นแหละ]
หลิวอี้เฟยจ้องประโยคเหล่านั้นตาค้าง ในหัวดังเปรี๊ยงเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงมากลางหมอกควันจนทุกอย่างกระจ่างแจ้ง
ที่แท้... ที่แท้ประโยค "อยู่ไหม? เพื่อนเก่า" ที่เขาทักมาเป็นประโยคแรกสุดนั่น ไม่ใช่การทักทายตามมารยาท หรือแค่เรื่องล้อเล่นแก้เหงา
แต่เขามีเรื่องจะคุยกับเธอจริงๆ!
จะช่วยดึงเธอขึ้นมา? จะทำให้เส้นทางสายภาพยนตร์ของเธอปังระดับโลก?
เบาะแสทุกอย่างเริ่มร้อยเรียงเข้าด้วยกันในวินาทีนี้... ทั้งตอนที่เหมือนเขียนมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ รูปภาพต้นแบบที่ทำเอาคนทั้งโลกต้องตะลึง และความทะเยอทะยานอันแรงกล้าที่ซ่อนอยู่ในทุกตัวอักษรของเขา...
โปรเจกต์นี้ ตั้งแต่เริ่มต้น... เขาสร้างมันขึ้นมาเพื่อเธอ!
เขาตั้งใจจะให้เธอเป็นคนลงทุน และเป็นนางเอกของเรื่องนี้!
ความรู้สึกที่เหมือนได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญ และความรู้สึกอยากจะลุกขึ้นมาคุมเกมด้วยตัวเองพุ่งพล่านขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"นายพูดถูกแล้วล่ะ พวกบริษัทหนังน่ะมันพึ่งพาไม่ได้หรอก..." เธอพึมพำกับหน้าจอ แววตาที่เคยหม่นแสงกลับมาเป็นประกายอีกครั้ง "เราต้องพึ่งพาตัวเอง"
. . .