ยื่นมือเข้าช่วย
บทที่ 8 ยื่นมือเข้าช่วย
ฉู่สั่วสั่วถูกตบหน้าฉาดใหญ่ติดต่อกันหลายครั้งอย่างไม่ทันตั้งตัวจนมึนงงไปหมด
ใบหน้าเจ็บแสบราวกับถูกไฟลน หูอื้ออึงไปหมด ตาลายจนเห็นดาวระยิบระยับ
ตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยมีใครกล้าแตะต้องเธอแม้แต่ปลายเล็บ
เธอโกรธจนคลั่ง คว้าแขนของอีกฝ่ายไว้แล้วข่วนไม่ยั้ง
ทั้งสองกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันนัวเนีย
คนขับรถของตระกูลฉู่ที่หลบอยู่ตรงมุมห้องรีบวิ่งเข้ามา แล้วใช้แรงดึงทั้งสองคนแยกออกจากกัน
เมื่อนั้นฉู่สั่วสั่วถึงได้เห็นชัดว่าคนที่ตบเธอคือน้องสาวแท้ๆ ของกู้เป่ยเสวียน กู้หนานอิน เธอก็ถึงกับตะลึงงันไป
ซูฮวาเองก็ประหลาดใจอย่างยิ่งที่เห็นว่าเป็นกู้หนานอิน
เพราะกลัวว่าเธอจะถูกรังแก ซูฮวาจึงรีบวิ่งเข้าไปดึงเธอมาหลบอยู่ข้างหลัง
สายตาเหลือบไปเห็นข้อมือของกู้หนานอินถูกฉู่สั่วสั่วข่วนจนเลือดออก ในใจของซูฮวาก็เจ็บแปลบขึ้นมา เธอหยิบพลาสเตอร์ยาออกจากกระเป๋ามาติดให้กู้หนานอินอย่างเบามือ พลางถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ็บไหม”
กู้หนานอินเจ็บจนต้องสูดปาก “ไม่เป็นไรค่ะ พี่สะใภ้ เมื่อกี้นางนั่นไม่ได้ข่วนหน้าพี่ใช่ไหมคะ”
ซูฮวาส่ายหน้า “ไม่เป็นไรจ้ะ”
กู้หนานอินจ้องฉู่สั่วสั่วอย่างโกรธเคืองแล้วพูดว่า “กับคนแบบนี้ พี่ไม่จำเป็นต้องเกรงใจเลยค่ะ จะไปเสียเวลาคุยเหตุผลกับนางทำไม เหตุผลมีไว้คุยกับคน แต่นางไม่ใช่นี่คะ!”
พอได้ยินเช่นนั้น ฉู่สั่วสั่วก็โกรธจนแทบกระอักเลือด
เธอข่มความโกรธไว้อย่างสุดความสามารถ เค้นน้ำตาออกมาสองหยดแล้วพูดอย่างน้อยใจ “หนานอิน เราสองคนโตมาด้วยกันนะ ฉันเห็นเธอเป็นน้องสาวแท้ๆ มาตลอด ทำไมเธอถึง...”
กู้หนานอินเบ้ปากใส่ “พอเถอะ ฉันไม่อยากมีพี่สาวแบบเธอหรอกนะ พี่ชายฉันดีกับเธอจะตาย ทั้งครอบครัวเราก็ดีกับเธอ แต่พอพี่ชายฉันเกิดเรื่อง เธอกลับทิ้งเขาไปอย่างไม่ใยดี ตอนนี้พอเห็นว่าขาพี่ชายฉันหายดีแล้ว ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ เธอก็รีบแจ้นกลับมาแย่งสามีพี่สะใภ้ฉัน ยังจะมียางอายอยู่บ้างไหม”
ใบหน้าของฉู่สั่วสั่วซีดสลับแดง “ฉันมีเหตุผลที่พูดไม่ได้...”
“เหตุผลบ้าบออะไร พี่ชายฉันอาจจะเชื่อ แต่ฉันไม่เชื่อ!”
ทันทีที่กู้หนานอินพูดจบ โทรศัพท์ของซูฮวาก็ดังขึ้น
เมื่อเหลือบมองหน้าจอ ก็เห็นว่าเป็นสายจากกู้เป่ยเสวียน
ซูฮวาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกดรับสาย
กู้เป่ยเสวียนถาม “คุณอยู่ไหน”
“อยู่ที่ร้านอาหารตะวันตกทางใต้ของประตูใหญ่ถนนโบราณค่ะ”
“ผมผ่านไปแถวนั้นพอดี อีกสามนาทีถึง” เขาพูดจบก็วางสาย
ภาพที่เขาโอบกอดฉู่สั่วสั่วเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัว ในใจของซูฮวาก็รู้สึกเหมือนมีก้างปลาติดคอ
พอเห็นช่อกุหลาบขาวที่เขามอบให้ฉู่สั่วสั่วบนโต๊ะ หัวใจก็ยิ่งเหมือนถูกบีบรัด ราวกับมีหินก้อนใหญ่วางทับอยู่จนหายใจไม่ออก
ไม่กี่นาทีต่อมา กู้เป่ยเสวียนก็พาลูกน้องเดินเข้ามาในร้านอาหาร
เขามีรูปร่างสูงโปร่งสง่างาม ผิวขาวสะอาดสะอ้าน ใบหน้าหล่อเหลาเป็นพิเศษ ภายใต้กางเกงสแล็คสีดำคือเรียวขาคู่ยาวที่ก้าวย่างราวกับลมพัด ทุกอากัปกิริยาล้วนแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายสูงศักดิ์ ท่วงท่าสง่างามจนสะกดทุกสายตา
เดิมทีคนในร้านอาหารกำลังให้ความสนใจกับการทะเลาะวิวาทของฉู่สั่วสั่วและกู้หนานอิน
แต่ทันทีที่กู้เป่ยเสวียนปรากฏตัว ทุกสายตาก็หันไปจับจ้องที่เขาราวกับนัดหมาย
เมื่อเห็นเขา ดวงตาของฉู่สั่วสั่วก็เป็นประกาย เธอวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาเขา พลางร้องเรียกเสียงสั่นเครือ “พี่เป่ยเสวียน!”
คิ้วของกู้เป่ยเสวียนขมวดมุ่น “เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
ฉู่สั่วสั่วตาแดงก่ำ พูดด้วยท่าทางน่าสงสาร “ฉันมาหาพี่ซูฮวาค่ะ อยากจะอธิบายเรื่องเมื่อคืน แต่คุยกันไม่กี่คำ เธอก็ด่าฉัน เเถมยังให้หนานอินตบฉันอีก”
เธอชี้ไปที่แก้มที่บวมแดงของตัวเอง แล้วเบะปากออดอ้อน “เจ็บจังเลยค่ะ”
กู้เป่ยเสวียนหันไปมองซูฮวา “ที่เธอพูดเป็นความจริงเหรอ”
ซูฮวาหัวเราะออกมา
ไม่นึกเลยว่าแสงจันทร์ขาวนวลในดวงใจของเขาจะเป็นคนแบบนี้ ไม่เพียงแต่ไร้หัวใจไร้สัจจะ ยังพูดจาเหลวไหลกลับขาวเป็นดำ ฟ้องร้องคนอื่นก่อนทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายผิด
คนโปรดปราน มักมีที่พึ่งจึงไม่เกรงกลัวเสมอ
ซูฮวากำลังจะอ้าปากพูด แต่กู้หนานอินก็ชิงพูดขึ้นก่อน “พี่คะ พี่ก็ลองคิดดูสิคะ พี่สะใภ้เป็นคนนิสัยดีขนาดนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะฉู่สั่วสั่วมายั่วโมโหก่อน เธอจะด่าได้เหรอคะ เมื่อสองปีก่อนที่พี่สุขภาพไม่ดี อารมณ์แปรปรวนจะตาย เธอเคยขึ้นเสียงกับพี่สักครั้งไหม ที่ฉันตบฉู่สั่วสั่ว ก็เพราะนางจะข่วนหน้าพี่สะใภ้ฉัน ฉันคิดว่าตบเเค่นี้มันยังเบาไปด้วยซ้ำ”
กู้เป่ยเสวียนหันไปมองฉู่สั่วสั่ว “เธอยั่วโมโหซูฮวาทำไม? แล้วมีเหตุผลอะไรที่ต้องไปข่วนหน้าเธอด้วย”
ใบหน้าของฉู่สั่วสั่วซีดเผือด น้ำตาไหลพรากลงมา พูดอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “ฉันเปล่านะคะ พี่ซูฮวากับหนานอินเข้าใจฉันผิดไปเอง พี่เป่ยเสวียนคะ พี่ต้องเชื่อฉันนะคะ”
เธอยื่นมือไปจับมือกู้เป่ยเสวียน พลางเอนตัวจะซบอกเขา
กู้หนานอินก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว คว้าแขนของเธอไว้แล้วกระชากออกไปด้านข้าง ตวาดลั่น “นี่เธอสติยังดีอยู่ไหมเนี่ย พี่ชายฉันมีภรรยาแล้ว เธอยังจะมาซบอกเขาอีกเหรอ ยัยปูขาอ่อน! ไร้ยางอายสิ้นดี!”
ฉู่สั่วสั่วกุมหน้าอกอย่างเจ็บปวด น้ำตาไหลรินราวกับสายสร้อยไข่มุกที่ขาดสะบั้น
กู้เป่ยเสวียนขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วพูดกับกู้หนานอินว่า “พูดจาให้ระวังหน่อยเถอะ สั่วสั่วเป็นโรคซึมเศร้ารุนแรง อย่าไปกระตุ้นเธอ”
กู้หนานอินแค่นหัวเราะ “อย่าเอาโรคซึมเศร้ามาเป็นข้ออ้างในการทำตัวต่ำๆ เลยค่ะ ฉันเคยเห็นคนเป็นโรคซึมเศร้ามาเยอะแยะ พวกเขารักศักดิ์ศรีตัวเอง จิตใจดีงาม ไม่เหมือนนางนี่ คนดีๆ ไม่ชอบเป็น ชอบมาเป็นไม้กวนอุจจาระ!”
ฉู่สั่วสั่วร้องไห้โฮออกมา เอามือปิดปากแล้ววิ่งสะดุดโซซัดโซเซออกไป
คนขับรถของเธอรีบคว้ากระเป๋าและเช็คแล้ววิ่งตามไป
กู้เป่ยเสวียนหันไปสั่งบอดี้การ์ด “ตามไปดูหน่อย อย่าให้เขาคิดสั้นอีกล่ะ”
“ครับ ประธานกู้” บอดี้การ์ดตามออกไป
กู้หนานอิน “เชอะ” ออกมาคำหนึ่ง “ถ้าอยากจะตายนักก็เชิญเลย... ไปหาที่ลับตาคนแล้วจัดการตัวเองให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราวไปสิ ไม่ต้องมาทำเป็นตีหน้าเศร้าร้องไห้ฟูมฟายหรอก... คิดเหรอว่าทำแบบนี้จะใช้ขู่ใครเขาได้”
แววตาของกู้เป่ยเสวียนเย็นชาลง ดุว่า “หนานอิน เธอทำเกินไปแล้วนะ!”
ซูฮวาดึงกู้หนานอินไปหลบข้างหลังแล้วพูดว่า “ถ้าจะโทษก็โทษฉันเถอะค่ะ หนานอินทำไปก็เพื่อระบายความโกรธแทนฉัน”
เมื่อมองซูฮวา แววตาของกู้เป่ยเสวียนก็อ่อนโยนลง เขาหยิบยาหลอดหนึ่งที่นำเข้าจากต่างประเทศออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ “นี่เป็นยาลดรอยแผลจากต่างประเทศ เธอทาตามคำแนะนำนะ แผลที่คอจะได้ไม่ทิ้งรอยแผลเป็น”
ซูฮวาจ้องมองหลอดยานั้น ในใจรู้สึกซับซ้อนปนเป
ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่ได้รักเธอ แต่บางครั้งก็รู้สึกเหมือนว่าเขาค่อนข้างจะใส่ใจเธออยู่เหมือนกัน
ไม่นานเธอก็หัวเราะเยาะตัวเอง ถ้าใส่ใจจริง แล้วเรื่องเมื่อคืนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
เรื่องเมื่อคืนมันเจ็บปวดเกินไป
เจ็บปวดจนเธอหมดความกล้าที่จะเอ่ยปากถาม
กู้หนานอินยื่นมือไปรับยา แล้วยัดใส่มือซูฮวา พลางจ้องกู้เป่ยเสวียนเขม็ง “พี่ ถ้าพี่กล้าทิ้งพี่สะใภ้ฉัน ฉันจะไม่นับพี่เป็นพี่ชายอีกต่อไป!”
กู้เป่ยเสวียนพูดเรียบๆ “เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กอย่ามายุ่ง”
“ฉันอายุน้อยกว่าพี่สะใภ้แค่ปีเดียว ไม่ใช่เด็กแล้วนะ!”
กู้เป่ยเสวียนไม่สนใจเธอ เขาจูงมือซูฮวาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “กินข้าวหรือยัง ถ้ายังไม่ได้กินเดี๋ยวผมพาไป”
ซูฮวารู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าช็อต รีบดึงมือออกจากมือเขาทันที “ฉันกินเรียบร้อยแล้วค่ะ”
กู้เป่ยเสวียนก้มลงมองเธอ แววตาอ่อนโยนเป็นพิเศษ “ถ้าผมบอกว่าเรื่องเมื่อคืนเป็นเรื่องเข้าใจผิด คุณจะเชื่อไหม”
ซูฮวายืดคอตรง น้ำเสียงที่เคยอ่อนโยนเสมอมากลับแฝงความกระด้าง “คงเป็นฉันเองที่ไปไม่ถูกเวลา ไปรบกวนพวกคุณเข้า”
รอยยิ้มของกู้เป่ยเสวียนลึกล้ำ เจือไปด้วยความจนใจ “ช่างเถอะ เดี๋ยวผมไปส่งคุณเอง”
ซูฮวาหยิบกระเป๋าแล้วเดินออกไป
กู้เป่ยเสวียนก้าวยาวๆ ตามไปอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ช่วยเดินตามอยู่ห่างๆ
เมื่อออกจากร้านอาหารตะวันตก ผ่านร้านดอกไม้ร้านหนึ่ง ซูฮวาก็ผลักประตูเดินเข้าไป
เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วชี้ไปที่ช่อกุหลาบขาว “เอาช่อนี้ค่ะ”
พนักงานถาม “คุณผู้หญิงต้องการกี่ดอกคะ”
เมื่อนึกถึงกุหลาบยี่สิบดอกที่กู้เป่ยเสวียนมอบให้ฉู่สั่วสั่ว ซูฮวาก็พูดอย่างประชดประชัน “เอาสองร้อยดอก”
พนักงานชะงักไปครู่หนึ่งแล้วยิ้ม “กรุณารอสักครู่นะคะ”
หลังจากรออยู่นาน ในที่สุดดอกไม้ก็ห่อเสร็จ ซูฮวาถึงได้เข้าใจว่าทำไมพนักงานถึงชะงักไป
กุหลาบสองร้อยดอก เมื่อห่อเสร็จแล้วมีเส้นผ่านศูนย์กลางเกือบหนึ่งเมตร
ใหญ่มาก และหนักมาก
เธออุ้มมันอย่างทุลักทุเล แต่กลับรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก อยากได้ดอกไม้ก็ซื้อเองสิ จะรอให้คนอื่นมาส่งทำไม ไม่ใช่ว่าซื้อไม่ไหวเสียหน่อย
กู้เป่ยเสวียนหยิบบัตรออกมาจะจ่ายเงิน แต่ซูฮวาก็ยื่นบัตรของเธอไป “ฉันมีเงินค่ะ ฉันจะจ่ายเอง”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
เงินที่จ่ายไปคือเงินที่เธอหามาจากการทำงาน
กู้เป่ยเสวียนยิ้มบางๆ รู้ว่าเธอกำลังน้อยใจ
หลังจากจ่ายเงินเสร็จ ซูฮวาก็อุ้มช่อกุหลาบขาวขนาดใหญ่มหึมาเดินออกไป
ช่อดอกไม้ที่ใหญ่เกินไป ยิ่งขับเน้นให้รูปร่างของเธอดูบอบบางอรชรยิ่งขึ้น ราวกับต้นไผ่ที่เรียวตรง ถึงจะบอบบางแต่ก็แฝงไว้ด้วยความทรนง
กู้เป่ยเสวียนยื่นมือไปจะช่วยถือ
ซูฮวาเบี่ยงตัวหลบมือของเขาทันที
มือของกู้เป่ยเสวียนค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนจะค่อยๆ ดึงกลับมาในวินาทีต่อมา
ทั้งสองเดินเคียงข้างกันไป
เมื่อมองดูกุหลาบที่อัดแน่นอยู่ในอ้อมแขนของเธอ กู้เป่ยเสวียนก็ถาม “คุณก็ชอบกุหลาบขาวเหรอ”
“ไม่ชอบค่ะ”
“ไม่ชอบแล้วซื้อทำไมเยอะแยะ”
“ค่ะ!”
หางตาของกู้เป่ยเสวียนปรากฏรอยยิ้ม “ไม่คิดเลยว่าคุณจะชอบดอกไม้ นึกว่าคุณชอบแต่ภาพวาด”
“ฉันก็เป็นผู้หญิงนะคะ!”
เมื่อคุ้นเคยกับท่าทางที่อ่อนโยนของเธอมาตลอด นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเธอทำท่าทางโกรธฟึดฟัด กู้เป่ยเสวียนจึงรู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ “แล้วคุณชอบดอกไม้อะไรล่ะ คราวหน้าผมจะซื้อให้”
ซูฮวาเม้มปากนิ่งเงียบ
เธอเติบโตมากับคุณตาคุณยายที่เชิงเขาตั้งแต่เด็ก ชอบดอกหม่าหลันและดอกแดนดิไลออนในป่า อีกทั้งยังชอบดอกไอริส ถั่วสีชมพู และดอกทานตะวันที่ปลูกอยู่ใต้หน้าต่าง
เธอผูกพันกับดอกไม้เล็กๆ ที่เรียบง่ายและทนทานเหล่านี้ แต่กลับไม่รู้สึกอะไรกับกุหลาบนำเข้าที่ทั้งแพงและบอบบางในอ้อมแขนเลย
ที่ซื้อมาเยอะขนาดนี้ ก็เพื่อประชดล้วนๆ
เมื่อใกล้จะถึงร้านกู่เป่าจาย ซูฮวาก็หยุดเดินกะทันหัน “คุณส่งฉันเเค่นี้กพอค่ะ”
คิ้วของกู้เป่ยเสวียนเลิกขึ้นเล็กน้อย “กลัวเพื่อนร่วมงานของคุณจะเห็นผมเหรอ”
“ยังไงก็ต้องหย่ากันอยู่แล้ว ไม่ใช่เหรอคะ” เสียงของเธอสั่นเครือ ปลายหัวใจสั่นระริก
สถานการณ์แบบนี้ ที่จะหย่าก็ไม่หย่า เหมือนถูกมีดทื่อๆ เชือดเฉือนเนื้อหนัง เจ็บปวดรวดร้าวไปทั่ว
กู้เป่ยเสวียนนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วหยุดเดิน มองเงาร่างของเธอที่ค่อยๆ เดินห่างออกไปอย่างเงียบงัน แววตาลึกล้ำราวกับท้องทะเลที่สงบนิ่ง
ซูฮวาเดินมาถึงหน้าร้านกู่เป่าจาย ก็เจอกับคุณชายรองของร้านเสิ่นหวย
เขายิ้มแล้วพูดว่า “ดอกไม้ช่อใหญ่ขนาดนี้ แฟนให้มาเหรอครับ”
“ไม่ใช่หรอกค่ะ ฉันซื้อเองต่างหากล่ะ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นหวยกว้างขึ้น “คงจะหนักน่าดูเลยนะครับ ให้ผมช่วยถือไหม”
ซูฮวามอบดอกไม้ให้เขาแล้วยิ้ม “ขอบคุณค่ะ”
เสิ่นหวยพูดติดตลก “คุณเป็นถึงดาวเด่นของร้านเราเลยนะ ช่วยถือดอกไม้แค่นี้เรื่องเล็กน่า”
“คุณชายเสิ่นก็พูดเกินไปค่ะ”
ทั้งสองพูดคุยหัวเราะกันไป เดินเคียงข้างกันเข้าร้านไป
กู้เป่ยเสวียนยืนสง่างามอยู่ตรงนั้น มองดูจากระยะไกล แววตาเย็นเยียบจนน่าขนลุก
บอกไม่ถูกว่าเป็นความรู้สึกแบบไหน
ราวกับผักกาดขาวน้อยๆ ที่บ้านอุตส่าห์ประคบประหงมดูแลมาสามปี จู่ๆ ก็มีหมูตัวหนึ่งบุกเข้ามาจะขุดคุ้ย
เขาแทบจะอยากวิ่งเข้าไปไล่หมูตัวนั้นออกไปตามสัญชาตญาณ
เมื่อนั้นเขาถึงได้ตระหนักว่า ตัวเองไม่ได้ใจกว้างอย่างที่คิด
ปลายลิ้นแตะเบาๆ ที่กระพุ้งแก้ม กู้เป่ยเสวียนสั่งผู้ช่วยที่อยู่ข้างหลัง “ส่งคนไปสืบประวัติผู้ชายคนนั้นมา”
“ครับ ประธานกู้”
ทั้งสองขึ้นรถ กลับไปยังบริษัท
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ผู้ช่วยรับโทรศัพท์สายหนึ่งแล้วรายงานกู้เป่ยเสวียน “ประธานกู้ครับ ผู้ชายคนนั้นชื่อเสิ่นหวย อาชีพเป็นหมอ ร้านกู่เป่าจายเป็นร้านของคุณปู่เขาครับ เมื่อสามปีก่อน เขากับคุณผู้หญิงน้อยเคยมีประวัติการโทรคุยกันครับ”
กู้เป่ยเสวียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปล่งประกายเย็นเยียบ “ไปสืบชื่อเล่นของเสิ่นหวยมา ดูสิว่าเขาชื่ออาเหยาหรือเปล่า”