สวัสดีคุณพี่ลูกพี่ลูกน้อง

บทที่ 10 สวัสดีคุณพี่ลูกพี่ลูกน้อง

ซูฮวานึกว่ากู้เป่ยเสวียนเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆ เธอคว้าเสื้อคลุมแล้วลุกขึ้นยืน ไม่แม้แต่จะเอ่ยลาใครสักคำ ก็รีบเดินออกไปข้างนอก

เสิ่นหวยซึ่งนั่งร่วมโต๊ะกับเธออยู่ เห็นสีหน้าท่าทางของเธอไม่สู้ดีนัก จึงหยิบกุญแจรถแล้วรีบตามออกไปถาม “เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”

ซูฮวาฝืนยิ้ม “ฉันจะไปที่จินเจาจุ้ยสักหน่อย พวกคุณทานกันต่อเถอะค่ะ”

เสิ่นหวยชูกุญแจรถในมือขึ้น “ผมขับรถไปส่งคุณเอง”

ซูฮวาใจร้อนเป็นไฟจึงไม่ปฏิเสธอีกต่อไป กล่าวขอบคุณเสียงเบา

ยี่สิบนาทีต่อมา รถก็จอดสนิทอยู่ชั้นล่างของภัตตาคารจินเจาจุ้ย

ซูฮวาก้าวลงจากรถ รีบเดินตรงไปยังประตูโรงแรม ลมพัดชายเสื้อโค้ทของเธอให้ปลิวไสว เผยให้เห็นเรียวขาที่งดงามและบอบบาง

เธอขึ้นลิฟต์ รีบรุดมายังห้องจุ้ยเซียงเก๋อบนชั้นสาม

ซูฮวาผลักประตูเข้าไปโดยตรง

ภาพที่เห็นคือฉู่สั่วสั่วกำลังถือช้อนซุปป้อนไปที่ริมฝีปากของกู้เป่ยเสวียน

ทั้งสองนั่งไหล่ชิดกัน แก้มของหล่อนแดงระเรื่อ ดวงตาหวานเยิ้มขณะที่กำลังป้อนซุปให้เขา ทุกอณูบนใบหน้าล้วนฉายแววรักใคร่เสน่หา

ซูฮวาหยุดนิ่งอยู่กับที่

ข้อนิ้วมือที่กำลูกบิดประตูอยู่ขาวซีด ในใจราวกับมีหนามแหลมทิ่มแทง เจ็บปวดจนเลือดซิบ

สายตาของเธอพร่ามัว มองตรงไปยังกู้เป่ยเสวียน

ถึงแม้ในมือเขาจะถือแก้วเหล้าอยู่ แต่แววตากลับแจ่มใส ท่าทางสง่างาม ไม่มีเค้าของคนเมาแม้แต่น้อย

เมื่อฉู่สั่วสั่วเห็นเธอมาถึง ก็ขยับตัวเข้าไปชิดกู้เป่ยเสวียนอย่างท้าทาย รอยยิ้มบนใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

ซูฮวาหัวเราะเยาะตัวเอง

“ขอโทษที่เข้ามารบกวนค่ะ” ทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านี้ เธอก็หันหลังกลับแล้วเดินจากไป

เซียวอี้รีบเลื่อนเก้าอี้ตามออกไป คว้าแขนของเธอไว้แล้วลากมาข้างกายกู้เป่ยเสวียน กดให้นั่งลงบนเก้าอี้ “พี่สะใภ้ครับ คนที่ควรจะนั่งข้างพี่เป่ยเสวียนคือพี่ต่างหาก ตั้งสติไว้ครับ”

เขาตบเบาๆ ที่ไหล่ของเธอ เป็นการส่งสัญญาณว่าอย่าเพิ่งวู่วาม

กู้เป่ยเสวียนจ้องมองไหล่ของซูฮวาที่ถูกเซียวอี้ตบเมื่อครู่ นิ่งไปชั่ววินาทีหนึ่ง แล้วหยิบผ้าขนหนูฆ่าเชื้อขึ้นมาเช็ดบนไหล่ของเธอ

ซูฮวาหัวเราะออกมา

ไหล่ของเธอถูกเซียวอี้ตบเพียงครั้งเดียว เขาก็รู้สึกว่ามันสกปรกแล้ว

แล้วตัวเขาล่ะ

เขาโอบกอดจูบกับฉู่สั่วสั่ว พลอดรักป้อนอาหารให้กัน แล้วใครกันแน่ที่สกปรกกว่า

ซูฮวาเม้มริมฝีปากแน่น กลัวว่าถ้าอ้าปากพูดออกมา จะมีแต่คำพูดร้ายๆ หลุดออกไป

ตลอดสามปีที่แต่งงานกันมา เธอไม่เคยทะเลาะกับเขาเลยสักครั้ง ไม่เคยขึ้นเสียงใส่กันเลยสักหน แม้แต่ในช่วงสองปีแรกที่ขาของเขายังยืนไม่ได้ อารมณ์หดหู่และฉุนเฉียว ขว้างปาสิ่งของอาละวาด เธอก็ไม่เคยว่าอะไร

ตอนนี้ใกล้จะหย่ากันแล้ว ยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องทำลายสถิติ

เธอโทษแต่ตัวเองเท่านั้น

พอได้ยินว่าเขาเกิดเรื่อง เธอก็ไม่ควรจะสติแตก รีบร้อนวิ่งมาที่นี่ให้ต้องมาหาเรื่องเจ็บตัว

สถานการณ์ตึงเครียดอยู่ครู่หนึ่ง

กู้เป่ยเสวียนหันไปพูดกับฉู่สั่วสั่ว “สั่วสั่ว เธอกลับไปก่อนเถอะ”

ฉู่สั่วสั่วเบะปากเล็กน้อย ดูไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ก็ยอมลุกขึ้นยืนแล้วพูดกับซูฮวา “พี่ซูฮวาคะ อย่าโกรธเลยนะคะ ฉันกับพี่เป่ยเสวียนก็แค่มาทานข้าวกันเฉยๆ พี่เซียวอี้เป็นพยานได้ค่ะ”

เซียวอี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับกลอกตาจนแทบจะเห็นแต่ตาขาว

แค่กินกุ้งยังกินกันจนกลายเป็นภาพอีโรติกมีชีวิตได้ ทั้งป้อนน้ำ ทั้งป้อนซุป นี่เรียกว่าแค่ทานข้าวกันเฉยๆ เหรอ

ถ้าไม่ใช่เพราะเขานั่งจ้องเป็นเสือเฒ่าอยู่ข้างๆ ไม่ช้าก็เร็วสองคนนี้ต้องเกิดเรื่องกันแน่

เมื่อเห็นว่าไม่มีใครรั้งตัวเองไว้ ฉู่สั่วสั่วจึงหยิบเสื้อโค้ทจากพนักพิงเก้าอี้เตรียมจะจากไป

“เพล้ง!” เสียงดังขึ้นเมื่อชายเสื้อของเธอปัดถ้วยชาที่ขอบโต๊ะตกลงบนพื้น แตกเป็นเสี่ยงๆ

ฉู่สั่วสั่วรีบก้มลงไปเก็บเศษกระเบื้อง นิ้วชี้ของเธอไปขูดกับเศษกระเบื้องที่คมกริบเข้า เลือดไหลซิบออกมาทันที

เธอร้องเสียงหลง “อ๊า!” ออกมา กุมนิ้วชี้ไว้แน่น น้ำตารื้นขึ้นมาในดวงตา ปลายนิ้วสั่นเทา

เธอพยุงขอบโต๊ะ ริมฝีปากสั่นระริกพูดกับกู้เป่ยเสวียน “เจ็บค่ะ มือฉันเจ็บมากเลย พี่เป่ยเสวียนคะ ช่วยพาฉันไปโรงพยาบาลทำแผลหน่อยได้ไหมคะ”

เซียวอี้เบ้ปาก “เดี๋ยวฉันพาไปเอง พี่สะใภ้อยู่ที่นี่ทั้งคน เธอก็อย่ามาทำให้รำคาญใจหน่อยเลย”

แววตาของฉู่สั่วสั่วแข็งกร้าวขึ้น เธอชูมือที่เปื้อนเลือดขึ้นมา กำชายเสื้อของกู้เป่ยเสวียนไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ดวงตาแดงก่ำจ้องมองเขาราวกับลูกกระต่ายน้อยน่าสงสาร “พี่เป่ยเสวียนคะ ฉันจะให้คุณเป็นคนพาไปเท่านั้น”

กู้เป่ยเสวียนนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วพูดกับซูฮวา “ให้เซียวอี้ไปส่งเธอกลับนะ ผมจะพาสั่วสั่วไปโรงพยาบาลก่อน แล้วจะรีบกลับไปหา”

พูดจบเขาก็หยิบกระเป๋าของฉู่สั่วสั่ว แล้วประคองไหล่เธอเดินออกไป

ซูฮวาสงบนิ่งได้อย่างน่าประหลาด

เธอเรียกพนักงานเสิร์ฟมาอย่างไม่รีบร้อน แล้วเซ็นบิล

หลังจากเซ็นบิลเสร็จ เธอยังให้อาหารที่ยังไม่ได้แตะต้องเลยสักอย่างห่อกลับบ้านทีละอย่าง

เมื่อห่อเสร็จ เธอก็กล่าวขอบคุณพนักงานเสิร์ฟอย่างสุภาพ แล้วให้ทิปไปหนึ่งร้อยหยวน

เธอถือถุงอาหารที่ห่อแล้ว เดินออกไปพร้อมกับเซียวอี้

ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงกู้เป่ยเสวียนและฉู่สั่วสั่ว

เธอไม่อยากเห็นภาพที่ทั้งสองประคองกันไป ท่าทางดูรักใคร่เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก

มันเจ็บปวดหัวใจเกินไป

ขณะที่รอลิฟต์ เซียวอี้มองซูฮวาที่สงบนิ่งจนผิดปกติแล้วถอนหายใจ “พี่สะใภ้ครับ พี่เป็นผู้หญิงที่ดีจริงๆ”

“ขอบคุณค่ะ” ซูฮวายืนตัวตรงอย่างสง่างาม ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอมตะคล้ายกับภาพถ่ายหน้าศพ

“เจอผู้หญิงดีก็เป็นเรื่องที่ดีครับ เเต่ถ้าดีเกินไป ก็อาจจะน่าเบื่อไปหน่อย ผู้ชายชอบผู้หญิงที่ดูสง่างามเรียบร้อยเวลาอยู่ข้างนอก แต่เวลาอยู่บ้าน พี่ต้องร้อนแรงกว่านี้หน่อย แพรวพราวกว่านี้หน่อย ต้องรู้จักพลิกแพลง มีลูกล่อลูกชน เวลาไหนควรอ้อนก็ต้องอ้อน เวลาไหนควรทำตัวอ่อนแอก็ต้องทำ หน้าด้านได้ก็ต้องด้าน ใช้เล่ห์เหลี่ยมได้ก็ต้องใช้ พี่สะใภ้ครับ ต้องใส่ใจมากกว่านี้หน่อยนะ ไม่งั้นพี่ตามฉู่สั่วสั่วไม่ทันหรอกครับ” ทุกคำพูดของเซียวอี้ล้วนออกมาจากใจจริง

“ฉู่สั่วสั่วร้อนแรงเหรอคะ” ซูฮวาถามเสียงเบา

“โธ่ ร้อนแรงจนไฟลุกเลยล่ะครับ” พอพูดถึงเรื่องนี้ เซียวอี้ก็มีน้ำโหขึ้นมา “เมื่อกี้ถ้าไม่ใช่เพราะผมนั่งอยู่ข้างๆ สองคนนั้นคงเกิดเรื่องร้อนแรงกันไปแล้ว พี่สะใภ้ครับ ยังไงพี่ก็ต้องหาทางมัดใจพี่เป่ยเสวียนไว้ให้ได้นะ”

นิ้วของซูฮวากำหูหิ้วถุงอาหารแน่น ในใจรู้สึกซับซ้อนปนเป

เธอเคยคิดว่าการรักใครสักคน แค่จริงใจและทำดีกับเขาก็เพียงพอแล้ว ไม่คิดเลยว่ามันยังห่างไกลจากคำว่าพอ

แต่จะให้เธอทำตัวร้อนแรงแพรวพราว เธอก็ทำไม่เป็น

เธอเติบโตมากับคุณตาคุณยายตั้งแต่เด็ก คุณตาเป็นคนจริงจังเคร่งขรึม คุณยายเป็นคนสง่างามเรียบร้อย ส่วนแม่ของเธอก็เป็นคนห้าวๆ ตรงไปตรงมา

เรื่องแบบนั้น มันไม่มีอยู่ในสายเลือดของเธอเลย

ทั้งสองคนลงมาถึงชั้นล่าง

กู้เป่ยเสวียนยังไม่ไป เขายืนสูบบุหรี่อยู่ข้างรถ รอเธออยู่

เมื่อเห็นพวกเขาออกมา เขาก็บี้บุหรี่ทิ้งแล้วเดินเข้ามาหา จับไหล่ของเธอเบาๆ โน้มตัวลงเล็กน้อยมองเธอ ท่าทางทั้งหมดดูอ่อนโยนเป็นพิเศษ “เดี๋ยวผมรีบกลับมานะ อย่าคิดมาก”

ซูฮวาเศร้าจนหัวเราะออกมา

สู้ให้เขาทำร้ายเธอให้เจ็บสุดๆ ไปเลยสักครั้ง เธอยังจะได้มีเหตุผลที่จะเกลียดเขา

แต่เขากลับทำตัวสุภาพอ่อนโยน มีมารยาทครบถ้วน ดูอบอุ่นมีน้ำใจเช่นนี้ เธอแม้แต่จะเกลียดเขาก็ยังทำไม่ลง

เธอทำได้เพียงพูดกึ่งประชดกึ่งแสดงความเป็นภรรยาที่ดี “คุณรีบพาเธอไปโรงพยาบาลเถอะค่ะ”

“อืม” เมื่อเห็นว่าเธอไม่ถือสา กู้เป่ยเสวียนก็หันหลังกลับขึ้นรถ

คนขับรถสตาร์ทเครื่องยนต์ มุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาล

ซูฮวาพูดกับเซียวอี้ “ฉันมากับเพื่อนร่วมงาน งานเลี้ยงยังไม่เลิกเลย คุณไม่ต้องไปส่งฉันหรอกค่ะ คุณไปทำธุระของคุณเถอะ”

“ได้ครับ แต่อย่าลืมที่ผมพูดนะ พวกเราน่ะยอมรับพี่เป็นพี่สะใภ้แค่คนเดียว”

“ขอบคุณค่ะ”

ซูฮวาเดินไปที่รถของเสิ่นหวยแล้วขึ้นไปนั่ง

เสิ่นหวยสตาร์ทเครื่องยนต์ พลางถอยรถพลางถาม “ผู้ชายคนนั้นเป็นอะไรกับคุณเหรอครับ”

“คนไหนคะ”

“คุณชายรองแห่งกู้ซื่อกรุ๊ป กู้เป่ยเสวียน”

ชั่วขณะหนึ่งซูฮวาไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี

จะบอกว่าเป็นอดีตสามี ก็ยังไม่ได้หย่ากัน

จะบอกว่าเป็นสามี เขาก็ขอหย่าแล้ว ค่าเลี้ยงดูก็ให้แล้ว หัวใจก็ไปอยู่กับฉู่สั่วสั่วแล้ว

ซูฮวานิ่งไปครู่หนึ่งแล้วตอบ “เป็นญาติกันค่ะ”

“คุณนามสกุลซู เขาแซ่กู้ เป็นพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของคุณเหรอครับ”

ซูฮวา “อืม” ออกมาอย่างเลื่อนลอย

เมื่อสามปีก่อน เพราะขาของกู้เป่ยเสวียนบาดเจ็บ ต้องนั่งรถเข็น ไม่สะดวกที่จะจัดงานแต่งงาน ทั้งสองจึงแค่จดทะเบียนสมรสกันเท่านั้น นอกจากคนสนิทจริงๆ แล้ว ก็ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาแต่งงานกัน

ตอนนี้ใกล้จะหย่ากันแล้ว ยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องป่าวประกาศให้ใครรู้ พี่ชายลูกพี่ลูกน้องก็พี่ชายลูกพี่ลูกน้องแล้วกัน

เมื่อเห็นเธออารมณ์ไม่ดี เสิ่นหวยจึงถาม “คุณไม่เป็นไรนะครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ”

“โกหกชัดๆ ท่าทางเหมือนมีเรื่องในใจเห็นๆ”

“คุณชายเสิ่นคะ พวกผู้ชายชอบผู้หญิงแบบไหนกันเหรอคะ” ในใจของซูฮวามีปมค้างคาอยู่

เสิ่นหวยยิ้ม “นั่นเป็นคำถามที่ตอบยากนะครับ... มันก็เหมือนกับที่โบราณว่า ลางเนื้อชอบลางยา" ส่วนผม...”

หางตาของเขาลอบมองใบหน้าด้านข้างของเธอ

ใบหน้ารูปไข่ขาวเนียนได้สัดส่วน ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำ ขนตายาวงอนราวกับปีกผีเสื้อ

แสงไฟจากถนนส่องลอดเข้ามา ตกกระทบบนใบหน้าของเธอเป็นเงาพร่าเลือน ดูไม่สมจริง เธอสวยราวกับภาพวาด

หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะไปครึ่งหนึ่ง “ผมชื่นชมผู้หญิงแบบคุณซูครับ อ่อนโยนสงบนิ่ง สวยโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่มีความสามารถแต่กลับไม่โอ้อวด ไม่ฉาบฉวย”

ซูฮวายิ้มบางๆ

ที่แท้ก็ยังมีผู้ชายที่ชื่นชมผู้หญิงแบบเธออยู่

ที่แท้การเป็นที่รักของใครสักคน ก็ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้น

เธอไม่จำเป็นต้องทำตัวร้อนแรง ไม่ต้องแพรวพราว ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ต้องหน้าด้าน ไม่ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยม ก็ยังมีคนชอบเธอ

“ก็แค่ช่างฝีมือซ่อมแซมโบราณวัตถุคนหนึ่ง ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรอย่างคุณพูดหรอกค่ะ” อารมณ์ของซูฮวาดีขึ้นเล็กน้อย

“พูดแบบไม่เกินจริงเลยนะครับ ฝีมือการซ่อมแซมภาพเขียนและอักษรจีนโบราณของคุณ อยู่ในระดับแนวหน้าของวงการแล้ว ผู้เชี่ยวชาญที่เรียกตัวเองว่าอาจารย์หลายคน ต่อให้ทำทั้งชีวิตก็ยังไปไม่ถึงระดับของคุณเลย”

“คุณชายเสิ่นชมเกินไปแล้วค่ะ ฉันเริ่มเรียนกับคุณตาตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ ท่านสอนแบบตัวต่อตัวจับมือทำเลย ประกอบกับตอนนั้นยังเด็กเรียนรู้ได้เร็ว มีโอกาสฝึกฝนเยอะ ถ้ายังทำได้ไม่ดีอีก ก็คงจะน่าละอายต่อท่านผู้เฒ่าเกินไปแล้ว”

“พรสวรรค์กับความพยายามก็สำคัญครับ บุคลิกก็ด้วย การซ่อมแซมภาพเขียนโบราณมันบั่นทอนจิตใจมาก คนหนุ่มสาวสมัยนี้ไม่ค่อยมีใครอยากจะเรียนกันแล้ว ใกล้จะสูญหายไปหมดแล้วครับ”

“นั่นก็จริงค่ะ”

ขณะที่รถกำลังจะเลี้ยว ซูฮวาก็พูดขึ้น “ช่วยไปส่งฉันที่บ้านได้ไหมคะ ไม่อยากกลับไปที่โรงแรมแล้ว”

“ได้ครับ”

เมื่อมาถึงคอนโดที่ตระกูลซูอาศัยอยู่

ซูฮวาถือถุงอาหารที่ห่อมาลงจากรถ

เสิ่นหวยก็ตามลงมาจากรถด้วย “ดึกมากแล้ว ผมเดินขึ้นไปส่งคุณบนห้องดีกว่า”

“ขอบคุณค่ะ”

เสิ่นหวยรับถุงอาหารจากมือซูฮวาแล้วยิ้ม ตั้งแต่เล็กจนโตเขารู้จักแต่ลูกคุณหนูไฮโซ นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นคนทานข้าวแล้วห่อกลับบ้าน

การซ่อมแซมภาพเขียนโบราณเป็นสาขาที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักแต่กลับเป็นที่ต้องการของตลาด บุคลากรหาได้ยากมาก เงินเดือนที่เขาเสนอให้เธอนั้นสูงลิบลิ่ว ไม่น่าจะประหยัดขนาดนี้

เมื่อส่งซูฮวาถึงชั้นล่างแล้ว เสิ่นหวยก็ยังไม่อยากจะกลับ เขาดึงเธอคุยต่ออีกครู่หนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องงาน

แสงจันทร์คืนนี้สวยงามเหลือเกิน แค่ได้พูดคุยกับเธอ อารมณ์ก็ดีขึ้นอย่างน่าประหลาด

ทันใดนั้น แววตาของซูฮวาก็แข็งค้าง

เธอเห็นร่างสูงโปร่งสง่างามร่างหนึ่ง เดินจากไกลเข้ามาใกล้

คนผู้นั้นรูปร่างสูงมาก โครงร่างโดดเด่น ท่วงท่าการเดินสง่างามราวกับลมพัด มีเสน่ห์อย่างยิ่ง แม้จะอยู่ไกลขนาดนี้ ซูฮวาก็ยังจำได้ในทันทีว่าเป็นกู้เป่ยเสวียน

เธอแอบประหลาดใจในใจ เขาไปส่งฉู่สั่วสั่วที่โรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ ทำไมกลับมาเร็วจัง

เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของเธอ เสิ่นหวยก็หันไปมองแล้วยิ้ม “พี่ชายลูกพี่ลูกน้องของคุณมาแล้ว”

ซูฮวาชะงักไปเล็กน้อย แล้ว “อืม” ออกมาเบาๆ

เมื่อกู้เป่ยเสวียนเดินเข้ามาใกล้ เสิ่นหวยก็ยื่นมือขวาออกไปทักทายอย่างสุภาพ “คุณคือพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของซูฮวาสินะครับ สวัสดีครับ ผมเสิ่นหวย เป็นเพื่อนร่วมงานของซูฮวาครับ”

กู้เป่ยเสวียนก้มหน้าลงมองซูฮวา แววตาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง “ผมเป็นพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของคุณเหรอ”



ตอนก่อน

จบบทที่ สวัสดีคุณพี่ลูกพี่ลูกน้อง

ตอนถัดไป