ช่างยั่วยวนใจ
บทที่ 11 ช่างยั่วยวนใจ
ซูฮวาแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองเขา ใบหน้าของเธอเรียบนิ่ง “ค่ะ พี่ชาย”
ดวงตาคู่นั้นฉายแววดื้อรั้นอย่างใสซื่อ
คนที่อ่อนโยนจนเป็นนิสัย แม้แต่การต่อต้านก็ยังคงเงียบงันเช่นนี้
เดิมทีกู้เป่ยเสวียนคิดจะดุเธอสักสองสามคำ แต่แล้วก็พลันใจอ่อนลงอย่างไม่ทันตั้งตัว เขายกมุมปากขึ้น “ก็ได้ พี่ชายก็พี่ชาย”
เขายกแขนขึ้นแล้วรวบตัวเธอเข้ามาในอ้อมกอด
ซูฮวาไม่ทันระวังตัว ทั้งร่างจึงถลาเข้าสู่อ้อมอกของเขา ปลายจมูกได้กลิ่นน้ำหอมบุรุษอันน่าอภิรมย์ที่ผสมปนเปไปกับกลิ่นบุหรี่และสุราจางๆ ทั้งยังมีกลิ่นหอมหวานที่ไม่คุ้นเคยเจืออยู่ด้วย
นั่นเป็นกลิ่นกายของฉู่สั่วสั่ว
ซูฮวารู้สึกรังเกียจขึ้นมาในใจ เธอขยับไหล่พยายามจะผละออกจากอ้อมแขนของเขา
ทว่ากู้เป่ยเสวียนกลับออกแรงกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น แสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดแจ้ง ก่อนจะเอ่ยกับเสิ่นหวยด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าห่างเหิน “ขอบคุณที่มาส่งเธอนะครับ”
เสิ่นหวยเอ่ยตอบ “ไม่เป็นไรครับ”
แต่ดวงตาของเขากลับจับจ้องไปยังแขนของกู้เป่ยเสวียนที่วางอยู่บนไหล่ของซูฮวาด้วยความสงสัย เขารู้สึกว่าความสัมพันธ์ของพี่น้องคู่นี้ดูจะสนิทสนมกันเกินกว่าญาติธรรมดาไปสักหน่อย
กู้เป่ยเสวียนเหลือบมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนจะโอบไหล่ซูฮวาพาเดินไปยังหน้าลิฟต์
ระหว่างรอลิฟต์ เขามองตัวเลขที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ บนหน้าจอ แล้วเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก “เขากำลังตามจีบคุณอยู่เหรอ?”
“น่าจะแค่ชื่นชมผลงานกันมากกว่าค่ะ ไม่มีอะไรเกินเลย”
“คำว่าชื่นชมจากปากผู้ชายเนี่ย... เชื่อถือไม่ค่อยได้หรอกนะ จุดประสงค์ซ่อนเร้นน่ะมีเสมอ” เขาเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน “ว่าแต่... พวกคุณรู้จักกันมาสามปีแล้วไม่ใช่เหรอ?”
สีหน้าของซูฮวาเปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนของเขา “คุณตามสืบเรื่องของฉันเหรอ?”
กู้เป่ยเสวียนยกมือขึ้นลูบศีรษะเธออย่างแผ่วเบา น้ำเสียงอ่อนโยนลง “อย่าพูดให้มันฟังดูแย่ขนาดนั้นสิ เรียกว่าเป็นห่วงจะดีกว่า”
ซูฮวาถอยหลังหลบ “คุณปู่ของเขากับคุณตาของฉันเคยรู้จักกันค่ะ และเมื่อสามปีก่อน เขาเคยทาบทามให้ฉันไปร่วมงานเเละเสนอเงินเดือนที่สูงมาก”
“โอ้ ไม่เคยรู้เลยนะเนี่ยว่าฮวาฮวาของบ้านเราจะยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความสนิทสนมเจือแววหยอกเย้า มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ
ซูฮวารู้สึกวาบหวามที่ใบหู
ตลอดสามปีที่แต่งงานกันมา ทั้งสองคนต่างให้เกียรติกันเสมอมา นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินเขาเรียกชื่อ “ฮวาฮวา” อย่างสนิทสนมเช่นนี้ ช่างไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกน้อยใจอยู่ลึกๆ
เสียง “ติ๊ง” ดังขึ้น ประตูลิฟต์เปิดออก
ทั้งสองเดินเข้าไปทีละคน
ในลิฟต์ไม่มีใครอื่น
กู้เป่ยเสวียนกดปุ่มชั้น 21 แล้วหันมามองซูฮวา ดวงตาของเขาลุ่มลึกเป็นพิเศษ มีประกายบางอย่างซ่อนอยู่ราวกับอารมณ์ที่ถูกเก็บกดไว้กำลังจะปะทุออกมา
บุรุษที่ปกติแลดูสุภาพและเยือกเย็นราวกับไม่มีความปรารถนาใดๆ พลันเผยสัญชาตญาณดิบออกมา
ซูฮวารู้สึกถึงแรงกดดันจนต้องขยับตัวไปหลบมุมโดยสัญชาตญาณ ดวงตากลมโตสีนิลจ้องมองเขา “มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
กู้เป่ยเสวียนใช้แผ่นหลังบดบังกล้องวงจรปิด เขาก้มหน้าลงมองเธอจากมุมสูง “ที่คุณบอกเขาว่าฉันเป็นพี่ชาย คุณตั้งใจจะเปิดโอกาสให้เขางั้นเหรอ?”
ซูฮวาเข้าใจในทันทีว่าเขากำลังจะคิดบัญชีกับเธอ
“ฉัน...อื้อ...” เธอเพิ่งจะอ้าปาก ก็ถูกเขาทาบทับริมฝีปากลงมาปิดเสียก่อน
เขารู้วิธีจุมพิตเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะแค่สัมผัสแผ่วเบาหรือล่วงล้ำลึกล้ำ ก็ล้วนแต่สามารถปลุกปั่นอารมณ์ของคนให้ปั่นป่วนได้ทั้งสิ้น
หัวใจของซูฮวาเต้นโครมครามไม่เป็นส่ำ ราวกับน้ำที่เดือดพล่าน
ด้วยความกังวลว่าจะมีคนเข้ามาเห็น เธอจึงยกมือขึ้นผลักไสเขา ในใจก็นึกโกรธที่เขาเพิ่งจะไปใกล้ชิดกับฉู่สั่วสั่วมา แต่ยังมาจูบเธออีก
แต่ด้วยรูปร่างที่บอบบางของเธอ เรี่ยวแรงเพียงน้อยนิดจะผลักไสบุรุษร่างสูงใหญ่ได้อย่างไร?
มันช่างไร้ผล
การกระทำของเธอกลับยิ่งดูเหมือนเป็นการปฏิเสธอย่างเชื้อเชิญ ยั่วยวนเขาโดยไม่รู้ตัว
กู้เป่ยเสวียนรวบมือที่กำลังปัดป่ายของเธอไว้ ส่วนมืออีกข้างก็เชยคางเธอขึ้น จุมพิตนั้นหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังขบเม้มริมฝีปากของเธอเบาๆ
ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เหมือนเป็นการระบายอารมณ์โกรธ
ซูฮวาถูกเขาจูบจนหอบหายใจสะท้าน แทบจะขาดอากาศ
ในที่สุดกู้เป่ยเสวียนก็ยอมปล่อยเธอ เขาช่วยจัดผมยาวที่ยุ่งเหยิงและปกเสื้อให้เข้าที่ ก่อนจะแสร้งขู่ “คราวหน้าคราวหลัง ยังจะกล้าเรียกผมว่าพี่ชายให้คนอื่นได้ยินอีกรึเปล่า?”
ใบหูของซูฮวากลายเป็นสีแดงระเรื่อ เธอค้อนให้เขาเบาๆ วงหนึ่งโดยไม่พูดอะไร
กู้เป่ยเสวียนหัวเราะในลำคอ ก่อนจะก้มลงสำรวจเธอ
ริมฝีปากที่ชุ่มชื้นแวววาวเผยอออกเล็กน้อย ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำราวกับลูกกวาง ช่างยั่วยวนใจเสียจริง
เมื่อครู่ตอนที่อยู่ต่อหน้าเสิ่นหวย เธอเรียกเขาว่าพี่ชายอย่างดื้อรั้น ทำให้เขาอยากจะสั่งสอนเธอดีๆ สักครั้ง จะได้ดูว่าต่อไปเธอยังกล้าเรียกเขาแบบนั้นต่อหน้าคนนอกอีกหรือไม่
คนที่ปกติว่านอนสอนง่าย เมื่อเผยความดื้อดึงออกมาบ้าง ก็สามารถปลุกสัญชาตญาณอยากเอาชนะของเขาได้อย่างง่ายดาย
ลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นกู้เป่ยเสวียนก็เอ่ยถามขึ้นมาอย่างไร้ปี่มีขลุ่ย “เมื่อสามปีก่อน คุณเสียใจไหมที่ต้องแต่งงานกับผม?”
ซูฮวาชะงักไปเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นมองดวงตาและคิ้วอันหล่อเหลาเกินมนุษย์ของเขา สายตาของเธอพร่ามัวเล็กน้อย เหมือนกำลังมองเขา แต่ก็เหมือนไม่ได้มอง
น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาแต่หนักแน่น “ไม่เสียใจค่ะ”
“สามปีก่อน... ผมมันก็แค่ผู้ชายพิการที่เดินไม่ได้คนหนึ่ง เป็นภาระที่แม้แต่คนดูแลยังเอือมระอา ในขณะที่คุณ...คือดอกไม้ที่กำลังผลิบานงดงาม อนาคตทั้งชีวิตรออยู่ตรงหน้า การต้องมาแต่งงานกับคนอย่างผม คุณไม่เคยนึกเสียใจเลย...สักนิดก็ไม่เคยเลยเหรอ?”
เขายืนล้วงกระเป๋ากางเกงข้างหนึ่ง ท่าทางสง่างาม คิ้วตาคมคาย ร่างกายสูงโปร่งตั้งตรงดุจต้นสน
รัศมีความสูงส่งที่แผ่ออกมาจากภายใน เมื่ออยู่ภายใต้แสงไฟสีขาวเย็นตานั้น ช่างเปี่ยมเสน่ห์อย่างแท้จริง
ไม่เหลือเค้าของสภาพที่ตกต่ำเมื่อสามปีก่อนเลยแม้แต่น้อย
ซูฮวาพูดอย่างจริงจังว่า “คุณช่วยชีวิตคุณยายด้วยการหาไตให้ท่าน คุณซื้อบ้านให้พวกเรา มอบสินสอดก้อนโตเพื่อช่วยให้ครอบครัวเราผ่านพ้นวิกฤต... ทุกสิ่งที่คุณทำให้ ฉันยังซาบซึ้งใจไม่หมดเลยค่ะ คุณตาสอนฉันเสมอว่า...เกิดเป็นคนต้องรู้จักทดแทนบุญคุณ”
กู้เป่ยเสวียนรับฟังอย่างเงียบๆ จนกระทั่งจบคำสุดท้าย เขาจึงปรือตาขึ้นแล้วถามอย่างไร้อารมณ์ “งั้นที่เธอมีให้ฉัน ก็มีแค่ความซาบซึ้งใจสินะ?”
ซูฮวาเงียบไป
หากเป็นเมื่อก่อน ถ้าเขาถามเช่นนี้ เธอคงจะตอบไปโดยไม่ต้องคิดเลยว่า นอกจากความซาบซึ้งใจแล้ว ก็ยังมีความรักที่ก่อตัวขึ้นตามกาลเวลาด้วย
แต่ตอนนี้ เขาเป็นคนเสนอขอหย่า ทั้งยังไปสนิทสนมกับฉู่สั่วสั่วขนาดนั้น หากเธอยังจะมอบหัวใจให้เขาอีก ก็ดูจะเป็นการลดคุณค่าของตัวเองเกินไป
เธอเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา
ประตูลิฟต์เปิดออก
ทั้งสองเดินออกไป
ซูฮวาหยิบกุญแจออกจากกระเป๋าเพื่อเปิดประตู
เมื่อเข้ามาในห้อง
กู้เป่ยเสวียนยืนมองเธอเปลี่ยนรองเท้าอย่างเงียบๆ
รอจนเธอยืดตัวตรง เขาก็ใช้มือข้างหนึ่งยันกำแพง กักตัวเธอไว้ในวงแขน แล้วก้มลงมองพลางเอ่ยถามย้ำอย่างดื้อดึงอีกครั้ง “ที่เธอมีให้ฉัน มีแค่ความซาบซึ้งใจ ไม่มีอย่างอื่นเลยจริงๆเหรอ?”
ซูฮวาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา
สีหน้าของเขาสงบนิ่งราวกับผืนน้ำ ดวงตาสีนิลที่ลึกล้ำราวกับมีหมู่ดาวอยู่ในนั้น แค่เพียงจ้องมองเธออย่างเงียบๆ ก็ทำให้หัวใจของเธอสั่นไหวได้
น่าเสียดายที่ในใจของเขา เธอเป็นได้แค่ตัวแทนของฉู่สั่วสั่ว
ซูฮวารู้สึกเจ็บแปลบในใจ เธอหลุบตาลงแล้วเอ่ยเสียงเบา “ค่ะ มีแค่ความซาบซึ้งใจเท่านั้น” น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความน้อยใจอยู่หลายส่วน
กู้เป่ยเสวียนยกมุมปากขึ้นอย่างเย้ยหยันตัวเอง
ก็คงจะจริง ความรักของเธอคงมอบให้กับ ‘พี่อาเหยา’ ที่เธอเฝ้าคิดถึงไปหมดแล้ว ส่วนที่เหลือให้เขา ก็คงมีแค่ความซาบซึ้งใจ
การแต่งงานที่ผูกมัดไว้ด้วยบุญคุณ มันจะมีความหมายอะไร?
กู้เป่ยเสวียนพลันรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาทันที ประกายไฟที่เธอจุดขึ้นในใจเขาเมื่อครู่ในลิฟต์ได้มอดดับลงจนหมดสิ้น
เขาชักมือกลับแล้วล้วงกระเป๋ากางเกง กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องนั่งเล่น แล้วถามอย่างเลื่อนลอย “คุณแม่ของคุณไม่อยู่บ้านหรอกเหรอ?”
“พยาบาลที่ดูแลคุณยายเขาลางานค่ะ แม่ฉันเลยไปดูเเลแทนสองสามวัน คุณนั่งตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันจะไปชงชามาให้”
เธอเพิ่งจะหันหลังเตรียมเดินไป โทรศัพท์ของกู้เป่ยเสวียนก็ดังขึ้น
เขาหยิบมันออกมาจากกระเป๋ากางเกง เมื่อเหลือบมองก็เห็นว่าเป็นสายของฉู่สั่วสั่ว
เพราะยืนอยู่ใกล้กัน ซูฮวาจึงเห็นชื่อ “สั่วสั่ว” บนหน้าจอโทรศัพท์ด้วย
ความรู้สึกเหมือนกลืนแมลงวันเข้าไปทำให้เธอสะบัดหน้าหนีแล้วเดินตรงไปยังห้องน้ำทันที
กู้เป่ยเสวียนมองแผ่นหลังที่รีบร้อนจากไปของเธอ เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกดรับสาย แล้วเดินไปที่หน้าต่างพลางถาม “ทำเเผลเสร็จแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงของฉู่สั่วสั่วสั่นเครือเล็กน้อย ราวกับเจือความน้อยใจ “เสร็จแล้วค่ะ เพิ่งขึ้นรถ กำลังจะกลับบ้านแล้ว พี่ซูฮวาไม่ได้โกรธใช่ไหมคะ?”
“ไม่หรอก ซูฮวาเป็นคนอารมณ์ดี เธอไม่ค่อยโกรธใครง่ายๆหรอก”
ฉู่สั่วสั่วเบะปาก แต่เสียงที่ส่งผ่านไปกลับอ่อนโยนอย่างยิ่ง “เธอไม่ได้ว่าอะไรฉันใช่ไหมคะ?”
เธอกลัวว่าซูฮวาจะเอาเรื่องเช็คยี่สิบล้านไปฟ้อง
สีหน้าของกู้เป่ยเสวียนเรียบเฉย “ไม่ได้ว่าอะไร เธอเป็นคนพูดน้อย”
ฉู่สั่วสั่วแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะแสร้งทำเป็นประหลาดใจ “เอ๊ะ? พูดน้อยเหรอคะ ไม่จริงมั้ง... เธอพูดกับฉันฉอดๆ เลย แต่ละคำพูดก็ร้ายกาจทั้งนั้นเลยค่ะ”
กู้เป่ยเสวียนฟังแล้วรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา “สั่วสั่ว ซูฮวาไม่เคยพูดถึงคุณในแง่ไม่ดีให้ผมฟังเลยแม้แต่คำเดียว ต่อไปอย่าให้ผมได้ยินคำพูดแบบนี้จากปากคุณอีกนะ”
ฉู่สั่วสั่วชะงักไป รีบเปลี่ยนเรื่องทันที “ขอโทษจริงๆนะคะ พี่เป่ยเสวียน ฉันก็แค่ไม่อยากให้พี่ถูกพี่ซูฮวาหลอก”
กู้เป่ยเสวียนขมวดคิ้ว “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ก็เเค่นี้นะ”
“อย่าเพิ่งวางสิคะ พรุ่งนี้ฉัน...”
“โครม!”
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังสนั่นมาจากในห้องน้ำ
กู้เป่ยเสวียนกำโทรศัพท์ไว้ในมือ เขาก้าวขายาวๆ เดินตรงไปยังห้องน้ำอย่างรวดเร็วราวกับลมพัด พลางตะโกนถามเสียงดัง “เกิดอะไรขึ้น ซูฮวา?”