สำคัญยิ่งกว่าชีวิต
บทที่ 12 สำคัญยิ่งกว่าชีวิต
“ไม่มีอะไรค่ะ ฉันไม่ทันระวังเลยทำแจกันล้ม” ซูฮวาโค้งตัวลงเตรียมจะเก็บเศษกระเบื้องที่แตกกระจาย
“อย่าจับนะ เดี๋ยวจะบาดมือเอา หลบไปก่อนเถอะ เดี๋ยวตรงนี้ผมจัดการเอง” กู้เป่ยเสวียนรีบเดินเข้ามาในห้องน้ำ ดึงเธอไปยืนข้างๆ แล้ววางโทรศัพท์มือถือลงบนขอบอ่างล้างหน้าอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะก้มลงไปเก็บเศษกระเบื้อง
เขาลืมไปสนิทว่ายังไม่ได้วางสาย
ซูฮวาหาถังขยะมายื่นให้ พร้อมกำชับว่า “คุณระวังหน่อยนะคะ”
“ผมหนังหนาจะตาย เศษเเก้วพวกนี้ทำอะไรผมไม่ได้หรอก” กู้เป่ยเสวียนเก็บเศษกระเบื้องชิ้นใหญ่สองสามชิ้นทิ้งลงในถังขยะ
“พูดไปเรื่อย จะมีหนังที่ไหนที่บาดไม่เข้ากันคะ” ซูฮวาคุกเข่าลงข้างๆ เขา แล้วช่วยเก็บไปด้วยกัน
กู้เป่ยเสวียนรีบห้ามเธอไว้ ไม่ยอมให้เธอแตะต้อง “สองปีนั้นอารมณ์ฉันแย่มาก เดี๋ยวๆ ก็ขว้างปาข้าวของ เธอต้องคอยตามเก็บกวาดให้ฉันทุกวัน คงจะเหนื่อยใจน่าดูเลยสินะ”
เมื่อนึกถึงความทุกข์ทรมานตลอดสองปีนั้น ความรู้สึกตื้นตันก็จุกขึ้นมาที่ปลายจมูกของซูฮวา น้ำตาเกือบจะร่วงหล่นลงมา
เธอรีบหลุบตาลงต่ำ พลางเอ่ยเสียงอ่อนโยน “ไม่เหนื่อยเลยค่ะ ฉันพูดจริงๆ นะ”
กู้เป่ยเสวียนจ้องมองแพขนตาที่งอนยาวของเธออยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยว่า “คุณนี่มัน... อารมณ์ดีได้ทุกสถานการณ์จริงๆ เลยนะ”
เมื่อนึกถึงคำพูดของเซียวอี้ ซูฮวาก็เอ่ยถามเสียงเบา “นิสัยแบบฉันนี่มันน่าเบื่อมากเลยใช่ไหมคะ?”
กู้เป่ยเสวียนยิ้มจางๆ “ก็มีบ้างนิดหน่อย”
“นี่แน่ะ” ซูฮวาผลักขาเขาเบาๆ
กู้เป่ยเสวียนหัวเราะพลางกุมมือเธอไว้
เมื่อได้ยินเสียงหยอกล้อกันของคนทั้งสองผ่านโทรศัพท์ ฉู่สั่วสั่วก็กดวางสายด้วยความโมโห
“ปัง!”
เธอเขวี้ยงโทรศัพท์ลงบนเบาะรถยนต์
แล้วก็นั่งเงียบด้วยความโกรธมาตลอดทาง
เมื่อกลับมาถึงบ้านตระกูลฉู่
ฮวาฉีโหรวเห็นว่าที่นิ้วของลูกสาวมีผ้าพันแผลอยู่ แถมใบหน้ายังบึ้งตึง จึงรีบถาม “นี่มือลูกไปโดนอะไรมา? แล้วทำหน้าตาบึ้งตึงขนาดนี้ไปโกรธใครเขามาอีกล่ะ?”
“มือไม่เป็นไรค่ะ แผลนิดหน่อย”
“แล้วลูกโกรธอะไรล่ะ?”
ฉู่สั่วสั่วระบายอย่างไม่พอใจ “ก็แค่เด็กบ้านนอกที่เคยรับใช้เขาเมื่อสามปีก่อน ทำไมพี่เป่ยเสวียนต้องปกป้องขนาดนั้นด้วย แค่หนูตักเตือนเธอสองสามคำ เขาก็ไม่พอใจ จะวางสายท่าเดียว พอเธอจะเก็บแจกันแตก เขาก็รีบร้อนกลัวเธอจะเจ็บตัว คืนนี้ก็เหมือนกัน... เขารับปากจะไปส่งหนูที่โรงพยาบาล แต่แค่ได้ยินว่าซูฮวาขึ้นรถเพื่อนร่วมงานไป เขาก็ลงจากรถไปเรียกแท็กซี่ตามเธอไปต่อหน้าต่อตาหนูเลย”
ฮวาฉีโหรวเองก็ไม่เข้าใจ “ถ้าเขาใส่ใจเธอขนาดนั้น แล้วทำไมถึงยังจะหย่ากับเธอล่ะ?”
ฉู่สั่วสั่วเตะรองเท้าส้นสูงออก “ใครจะไปรู้ล่ะคะ คราวก่อนที่พี่เป่ยเสวียนเมา เขาบอกว่าที่หย่ากับเธอไม่ใช่เพราะหนูทั้งหมด ที่อ้างชื่อหนูก็เป็นแค่ข้ออ้าง ไม่รู้ว่าพูดจริงหรือพูดประชดกันเเน่”
“น่าจะเป็นคำพูดประชดมากกว่า”
ฉู่สั่วสั่วสวมรองเท้าแตะเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา พลางนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ
ฮวาฉีโหรวปลอบใจเธอ “การที่เป่ยเสวียนแต่งงานกับซูฮวาโดยเลือกคนที่หน้าตาคล้ายลูก ก็แปลว่าในใจเขายังมีลูกอยู่ ตัวจริงอย่างเราจะไปกลัวทำไม? อย่าใจร้อนเลยนะลูก ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ให้เวลาเขาได้กลับมาเปิดใจยอมรับลูกอีกครั้งเถอะนะ”
ฉู่สั่วสั่วขมวดคิ้ว “เห็นพวกเขารักกันดีขนาดนั้น จะไม่ให้หนูร้อนใจได้ยังไงคะคุณเเม่?”
“ร้อนใจไปก็ไม่มีประโยชน์ เรื่องแบบนี้รีบร้อนไม่ได้ ต้องค่อยๆ คิดหาวิธี ดึงเขากลับมาให้ได้ถึงจะถูก” ฮวาฉีโหรวรินน้ำแก้วหนึ่งส่งให้เธอ
ฉู่สั่วสั่วรับแก้วน้ำมา ก่อนจะทำปากยื่นพลางบ่นมารดา “ก็เป็นเพราะคุณแม่นั่นแหละค่ะ เมื่อปีก่อนพี่เป่ยเสวียนก็กลับมายืนได้แล้ว ตอนนั้นฉันบอกว่าจะดรอปเรียนกลับมาหาเขา แม่ก็ไม่ยอม บอกให้รอดูอีกปีก่อน ตอนนี้เป็นไงล่ะ สองคนนั้นรักกันแล้ว แทบจะไม่เหลือที่ให้หนูแล้ว”
ฮวาฉีโหรวเหลือบมองลูกสาว “แม่เป็นห่วงนะ... คนเคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงมาใช่ว่าจะหายเป็นปกติร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่รอดูให้ดีๆ เกิดเขากลับไปเป็นอีก ต้องนั่งรถเข็นเหมือนเดิม ลูกจะยอมดูแลเขาไปตลอดชีวิตเหรอ?”
ฉู่สั่วสั่วเงียบไป ก้มหน้าก้มตาดื่มน้ำ
หลังจากเงียบไปหลายวินาที ฮวาฉีโหรวก็ถามขึ้น “เช็คที่ลูกให้ซูฮวา เธอได้ตกลงรับไว้ไหม?”
“ไม่รับค่ะ”
ฮวาฉีโหรวประหลาดใจ “ยี่สิบล้าน...นี่ยังไม่พออีกเหรอ ใจคอจะโลภไปถึงไหน! ทีเมื่อสามปีก่อนแค่เงินสิบล้าน เธอยังขายตัวเองไปแต่งงานกับคนพิการครึ่งท่อนได้เลย ตอนนี้จะมาเล่นละครเป็นคนดีสูงส่งไปเพื่ออะไร!”
พอพูดถึงเรื่องนี้ ฉู่สั่วสั่วก็เดือดขึ้นมาทันที “แม่รู้ไหมคะว่าเธออวดดีแค่ไหน? เธอเอาเช็คปาใส่หน้าหนู แล้วบอกว่าถ้าสามปีก่อนเธอไม่ได้แต่งงานกับกู้เป่ยเสวียน ป่านนี้เธอใช้สองมือของเธอหาเงินสิบล้านได้สบายๆ ไปแล้ว”
“ใช้สองมือของเธอเอง?” ฮวาฉีโหรวแค่นเสียงอย่างดูแคลน “ก็แค่นักซ่อมภาพวาดโบราณ จะเก่งกาจอะไรขนาดนั้น?”
“หนูให้คนไปสืบมาแล้วค่ะ คุณตาของเธอ ซูเหวินม่าย ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่มีชื่อเสียงในวงการมาก เธอได้รับการถ่ายทอดวิชาจากเขามาทั้งหมด”
“แล้วยังไงล่ะ?” ฮวาฉีโหรวหัวเราะเยาะ “ถ้าวันหนึ่งมือของเธอใช้การไม่ได้ขึ้นมา ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าความอวดดีของเธอมันจะยังเหลืออยู่หรือเปล่า”
ฉู่สั่วสั่วเบิกตากว้าง จ้องมองมารดา “แม่คะ อย่าทำอะไรบ้าๆ นะคะ!”
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ตอนกลางวัน
ณ ร้านกู่เป่าจาย
ซูฮวาล็อกประตูห้องซ่อมแซมแล้วลงไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารใกล้ๆ
เธอเดินเข้าไปในร้านอาหารสไตล์ฮ่องกงแห่งหนึ่ง สั่งข้าวหน้ากุ้ง แล้วเลือกที่นั่งติดผนัง ก่อนจะเริ่มรับประทานอย่างเงียบๆ
ด้วยบุคลิกที่อ่อนโยนและสงบนิ่ง ผิวขาวราวเครื่องกระเบื้อง เครื่องหน้างดงามหมดจด นิ้วมือเรียวงามดุจต้นหอมขาวที่กำลังคีบตะเกียบไม้มะเกลือ เคี้ยวช้าๆ อย่างละเอียด ท่าทางการกินดูสง่างามอย่างยิ่ง ทำให้เธอดูโดดเด่นท่ามกลางความวุ่นวายในร้านอาหาร
หลังจากรับประทานและชำระเงินเสร็จ ซูฮวาก็หยิบกระเป๋าแล้วเดินอย่างสง่างามไปยังประตูร้าน เธอยกมือขวาขึ้นเพื่อผลักบานประตูกระจก
ประตูกระจกค่อนข้างฝืด เมื่อผลักออกเป็นช่องว่างได้เล็กน้อย เธอจึงใช้มือซ้ายจับขอบประตูเพื่อช่วยออกแรงผลักออกไปด้านนอก
ทันใดนั้น ก็มีเงาคนจากด้านนอกวิ่งเข้ามาอย่างร้อนรน แล้วกระแทกประตูเข้ามาเสียงดัง “ปัง!”
ซูฮวาพยายามจะชักมือกลับ แต่ก็สายเกินไปแล้ว
ความเจ็บปวดรุนแรงจนแทบขาดใจแล่นปราดมาจากปลายนิ้ว
เธอเจ็บจนแทบจะหมดสติ
ขาสั่นจนยืนไม่อยู่ เธอทรุดตัวลงนั่งกับพื้น กุมมือซ้ายไว้แน่น น้ำตาร่วงเผาะๆ ไม่ขาดสาย
นิ้วมือซ้ายสี่นิ้วบวมเป่งขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด กระดูกนิ้วเหมือนจะหัก มีเลือดซึมออกมาหยดลงบนพื้น เป็นสีแดงสดที่บาดตา
ท่ามกลางความมึนงง เธอได้ยินเสียงคนกล่าวขอโทษ “ขอโทษค่ะ ขอโทษจริงๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” เสียงของผู้หญิงคนนั้นแข็งกระด้าง เธอสวมชุดพนักงานส่งอาหารสีเหลืองและสวมหมวกกันน็อก
เธอหยิบเงินปึกหนึ่งออกจากกระเป๋าวางไว้ข้างเท้าของซูฮวา “ฉันมีเรื่องด่วนจริงๆ เงินนี่ฉันให้เป็นค่ารักษาพยาบาลนะคะ ไว้จะติดต่อไปนะคะ?”
ซูฮวาเจ็บจนพูดไม่ออก
ได้แต่จ้องมองมือของตัวเองผ่านม่านน้ำตา
มือของเธอ... มือที่เธอตื่นแต่เช้าเข้านอนดึก ทุ่มเทฝึกฝนอย่างไม่เคยย่อท้อมาเกือบยี่สิบปี มือที่สืบทอดวิชาทั้งหมดจากคุณตาและบรรพบุรุษของท่านอีกห้ารุ่น
มือที่เธอเฝ้าดูแลยิ่งกว่าชีวิตมาตั้งแต่เด็ก
พังไปแล้ว... แค่นี้เอง…
ร่างของเธอสั่นสะท้าน ใบหน้าซีดเผือด แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวัง
กว่าเจ้าของร้านอาหารจะได้ยินเสียงและเดินออกมา คนที่ทำร้ายซูฮวาก็วิ่งหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
เจ้าของร้านจึงขับรถพาเธอไปส่งที่โรงพยาบาล
หลังจากห้ามเลือดเสร็จ ขณะกำลังทำเอ็กซเรย์ กู้เป่ยเสวียนก็มาถึง
เขาสวมชุดสูทสั่งตัดอย่างดีและผูกเนคไท กำลังประชุมอยู่ได้เพียงหนึ่งในสาม พอได้รับโทรศัพท์ว่าซูฮวาได้รับบาดเจ็บที่มือ เขาก็โยนงานให้ลูกน้องจัดการ แล้วรีบร้อนมาทันที
ซูฮวาถูกเจ้าของร้านประคองออกมาจากแผนกรังสีวิทยา
ร่างบอบบางแทบจะยืนไม่อยู่ ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ คลอไปด้วยน้ำตา ท่าทางเหม่อลอยราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง
ใครเห็นก็ต้องรู้สึกสงสาร
สีหน้าของกู้เป่ยเสวียนบึ้งตึงน่ากลัว เขาเดินเข้าไปรับตัวซูฮวามา พยายามสะกดกลั้นความโกรธ แล้วถามเจ้าของร้าน “ใครทำร้ายเธอ? คนร้ายอยู่ไหน?”
เจ้าของร้านเป็นผู้หญิงวัยสี่สิบต้นๆ เธอดูหวาดกลัวเล็กน้อย เสียงสั่นเครือตอบว่า “ลูกค้าในร้านบอกว่าเป็นพนักงานส่งอาหารค่ะ ตอนนี้หนีไปแล้ว”
กู้เป่ยเสวียนกัดฟันกรอด สั่งผู้ช่วยที่ยืนอยู่ด้านหลัง “ไปหาตัวมา! ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหาก็ต้องลากคอมันออกมาให้ได้!”
“ครับ ประธานกู้” ผู้ช่วยสัมผัสได้ว่าอารมณ์ของเจ้านายกำลังใกล้ถึงจุดเดือด พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
เขาไม่กล้าชักช้า รีบพาคนไปสืบหาทันที
เจ้าของร้านเองก็ไม่กล้าอยู่เฉย รีบตามผู้ช่วยกลับไปที่ร้านเพื่อช่วยตรวจสอบกล้องวงจรปิด
ต้องรอสักพักกว่าผลเอ็กซเรย์จะออก กู้เป่ยเสวียนประคองซูฮวาไปนั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง แล้วโอบเธอเข้ามาในอ้อมกอดอย่างระมัดระวัง ราวกับกำลังอุ้มทารกน้อย
ซูฮวายังคงตัวสั่นไม่หยุด มือเท้าเย็นเฉียบ
กู้เป่ยเสวียนใช้มือข้างเดียวปลดกระดุมเสื้อสูทแล้วถอดออก คลุมให้เธอ ก่อนจะกอดเธอให้แน่นขึ้น ใช้คางเกยบนศีรษะของเธอ สีหน้าเย็นชาเคร่งขรึม
เมื่อผลเอ็กซเรย์ออกมา ก็นำไปให้แพทย์ดู
แพทย์บอกว่ากระดูกนิ้วกลางและนิ้วนางของซูฮวาหัก จำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อจัดกระดูกให้เข้าที่
กู้เป่ยเสวียนให้คนไปเชิญหมอไป๋ ศัลยแพทย์กระดูกที่ดีที่สุดมาเป็นผู้ผ่าตัดให้
หนึ่งชั่วโมงกว่าต่อมา การผ่าตัดก็เสร็จสิ้น
หลังจากพ้นช่วงสังเกตอาการ ซูฮวาก็ถูกย้ายไปที่ห้องพักฟื้น นิ้วของเธอบวมเป่งเหมือนหัวแครอท นิ้วที่หักถูกดามไว้ด้วยเฝือก และต้องให้น้ำเกลือ
สภาพของเธอดูแย่มาก ไม่พูดไม่จา นอนนิ่งเป็นท่อนไม้ แววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวังราวกับฟ้าถล่ม
กู้เป่ยเสวียนยืนมองเธอเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนำผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นมาเช็ดหน้าให้เธอ หลังจากเช็ดเสร็จก็ป้อนโจ๊กและยาให้เธอ
ซูฮวาเป็นเด็กดีมาก เธอยอมกินโจ๊กและกินยาอย่างว่าง่าย เพียงแต่ไม่ยอมพูดอะไรเลย
ราวสองทุ่มกว่า ก็จับตัวคนที่ทำร้ายซูฮวาได้
ผู้ช่วยเดินเข้ามาข้างกายกู้เป่ยเสวียน แล้วกระซิบที่ข้างหูเขาสองสามประโยค
ยิ่งฟังสีหน้าของกู้เป่ยเสวียนก็ยิ่งเย็นชาลงเรื่อยๆ เมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย เขาก็กัดกรามแน่นจนสันกรามกระตุกอยู่หลายครั้งด้วยความโกรธ
เขาหายใจเข้าลึกๆ อยู่หลายครั้ง กว่าจะสงบสติอารมณ์ลงได้
เขาก้มตัวลง แล้วบอกกับซูฮวาว่า “ผมขอตัวไปทำธุระแป๊บหนึ่งนะเดี๋ยวจะรีบกลับมา”