ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือ
บทที่ 20 ถูกหลอกใช้เป็นเครื่องมือ
ซูฮวายังคงยืนอยู่ที่เดิมจนกระทั่งมองไม่เห็นรถของกู้เป่ยเสวียนแล้ว สายตาของเธอยังคงจับจ้องไปยังทิศทางที่รถคันนั้นหายลับไป
ในใจรู้สึกบอกไม่ถูก มันทั้งว่างเปล่าและเคว้งคว้าง
สายลมพัดม้วนใบไม้จนเกิดเป็นเกลียวหมุนวนอยู่รอบปลายเท้าของเธอ
หลังจากยืนอยู่อีกครู่หนึ่ง ซูฮวาจึงหันหลังกลับเข้าไปในบ้านของคุณตา
เธอหยิบกุญแจแล้วเดินเข้าไปในห้องปีกตะวันออก ซึ่งเคยเป็นห้องซ่อมแซมภาพวาดโบราณของคุณตา และเป็นสถานที่ที่เธอใช้เวลาอยู่ด้วยนานที่สุดในวัยเด็ก
ห้องยังคงอยู่ในสภาพเดิม ตรงกลางมีโต๊ะไม้เนื้อแข็งสีแดงสดสูงครึ่งตัวคนสองตัววางอยู่ บนโต๊ะมีอุปกรณ์ซ่อมแซมภาพวางอยู่ เช่น แปรงแบน มีดกีบแกะ และผ้าขนแกะ
ห้องไม่ได้ทำความสะอาดมาสักพักแล้ว บนโต๊ะจึงมีฝุ่นจับอยู่บางๆ
เมื่อนึกถึงคุณตาที่เสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร ปลายจมูกของซูฮวาก็ร้อนผ่าวขึ้นมา ขอบตาเปียกชื้น
“ที่นี่คือที่ที่คุณเรียนรู้วิชาตอนเด็กๆ สินะครับ” เสียงของเสิ่นหวยดังขึ้นจากด้านหลัง
ซูฮวาพยักหน้า “ค่ะ”
เสิ่นหวยเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ เธอ พลางยกมือขึ้นลูบโต๊ะเบาๆ “นับถือคุณจริงๆ ตอนเด็กๆ คุณปู่ก็จะถ่ายทอดวิชาให้ผมเหมือนกัน แต่ผมเรียนได้ไม่ถึงเดือนก็ยอมแพ้แล้ว สำหรับผมตอนนั้นคิดว่ามันน่าเบื่อมากๆ นั่งนิ่งๆไม่ได้เลย วิชาซ่อมแซมโบราณวัตถุนี่มันต้องใช้ความอดทนสูงจริงๆ ไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้”
คุณปู่ของเขาก็เป็นช่างซ่อมแซมภาพเขียนและอักษรจีนโบราณเช่นกัน และมีชื่อเสียงอย่างมากในวงการ
ซูฮวายิ้มบางๆ “ตอนนั้นคุณตาก็จะสอนให้แม่ฉันเหมือนกันค่ะ แต่ท่านก็นั่งนิ่งๆ ไม่ได้เหมือนกัน แต่ยังไงก็ต้องมีคนสืบทอดวิชานี้ต่อไป ไม่อย่างนั้นมันก็จะสูญหายไป”
“ใช่ครับ อาชีพนี้จริงๆ แล้ว ต้องใช้ความอดทนค่อนข้างสูง ต้องใจเย็น มีสัญชาตญาณ เข้าใจอะไรง่าย มีความอึด แล้วยังต้องทนลำบากทำงานหนักได้ด้วย”
“ใช่ค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้ามใจร้อนเด็ดขาด ตอนที่ลอกภาพ ต้องค่อยๆ ลอกทีละนิด บางครั้งต้องใช้เวลาลอกครึ่งเดือนเลยทีเดียว ถ้าใจร้อนแค่นิดเดียว ภาพก็จะเสียหายทันที”
เสิ่นหวยเหลือบมองซูฮวาด้วยสายตาอ่อนโยน “วัยเด็กของคุณคงจะลำบากมากเลยสินะ”
ซูฮวายิ้มบางเบา “จะมีวัยเด็กที่ไหนกันล่ะคะ ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ เขาวิ่งเล่นกันอยู่ข้างนอก ฉันกลับต้องนั่งคัดลอกภาพวาดโบราณภาพแล้วภาพเล่าไม่หยุดหย่อน”
“น่าสงสารจัง”
ซูฮวายิ้ม “ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ”
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่ ป้าหลิวก็ถือผ้าขี้ริ้วเข้ามาเงียบๆ เธอเช็ดนั่นเช็ดนี่ไปเรื่อยเปื่อย พลางจ้องมองแผ่นหลังของเสิ่นหวยด้วยสายตาเป็นปรปักษ์ เสิ่นหวยขยับเข้าไปใกล้ซูฮวาอีกนิด แล้วค่อยๆ เลื่อนมือเข้าไปใกล้กับมือของเธอ หมายจะจับมือเธอไว้
ทันใดนั้นเอง ป้าหลิวก็คว้าไม้กวาดที่อยู่หลังประตู พุ่งเข้ามาด้านหลังของเสิ่นหวย แล้วฟาดลงไปที่พื้นใกล้ๆ เท้าของเขาดังลั่น พร้อมกับตะโกนเสียงดัง “คุณหมอเสิ่นคะ หลบหน่อยค่ะ! เมื่อกี้มีหนูวิ่งผ่านไป!”
เสิ่นหวยรีบขยับหลบไปด้านข้าง
ซูฮวามองป้าหลิวอย่างงุนงง
ห้องนี้คุณตาสร้างขึ้นเป็นพิเศษเมื่อหลายปีก่อน มีการปิดผนึกอย่างดีเยี่ยม ขนาดแมลงสาบยังเข้ามาไม่ได้เลย แล้วจะมีหนูได้อย่างไร
ในไม่ช้า เธอก็เข้าใจได้ทันที คงเป็นกู้เป่ยเสวียนที่สั่งเสียอะไรไว้ก่อนจะไปเป็นแน่
เมื่อก่อนไม่เคยรู้เลยว่าเขาเป็นคนมีความเป็นเจ้าของสูงขนาดนี้ แค่เธอคุยกับเสิ่นหวยไม่กี่คำ เขายังไม่อนุญาตเลย
พอถึงตอนเย็น ทุกคนก็ทานอาหารเย็นกัน
หลังจากซูฮวาอาบน้ำเสร็จ เธอก็นอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียง
ป้าหลิวถือโทรศัพท์วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา “คุณผู้หญิงคะ ท่านประธานกู้โทรมาค่ะ บอกว่ามีเรื่องด่วน”
ซูฮวารับโทรศัพท์มาแล้วถาม “มีอะไรเหรอคะ”
เสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ของกู้เป่ยเสวียนดังมาจากปลายสาย “คุณย่าป่วยเข้าโรงพยาบาล ท่านบ่นว่าอยากเจอคุณ ผมบอกบอดี้การ์ดไปแล้วนะ คุณรีบกลับมาเถอะ”
พอซูฮวาได้ยินดังนั้น เธอก็รีบคว้าเสื้อผ้ามาสวมทันที
ครั้งล่าสุดที่เจอคุณย่า ท่านก็ดูร่างกายอ่อนแอมากแล้ว พอคนอายุมากขึ้น แค่เป็นหวัดเป็นไข้ก็ถือว่าอันตรายมากแล้ว
ซูฮวาสวมเสื้อผ้าเสร็จ ก็เก็บของง่ายๆ แล้วเดินออกไป
เสิ่นหวยกำลังยืนสูบบุหรี่อยู่ในสวน
ซูฮวาบอกเขาว่า “ฉันต้องกลับแล้วค่ะ พอดีคุณย่ากู้เข้าโรงพยาบาล”
เสิ่นหวยดับบุหรี่ในมือ “ได้ ให้ผมไปด้วยนะครับ”
สามชั่วโมงกว่าต่อมา ทุกคนก็เดินทางมาถึงตัวเมือง
หลังจากแยกกับเสิ่นหวย ซูฮวาก็พาป้าหลิวและบอดี้การ์ดมาที่โรงพยาบาล
คุณย่าพักอยู่ที่ห้องผู้ป่วยวีไอพีชั้นบนสุด
เมื่อออกจากลิฟต์แล้วเลี้ยวตรงหัวมุม ซูฮวาก็เห็นกู้เป่ยเสวียนยืนสูบบุหรี่อยู่ริมหน้าต่างในร่างสูงสง่าทันที
เขามีรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลา บุคลิกโดดเด่น ออร่าความสูงศักดิ์แผ่ซ่านไปทั่วตัว โดดเด่นดุจหงส์ในฝูงกา สะดุดตาอย่างยิ่ง
ซูฮวากำลังจะเอ่ยปากเรียกเขา แต่พลันได้ยินเสียงใสๆ เรียกขึ้นว่า “พี่เป่ยเสวียนคะ”
จากนั้นก็มีร่างหนึ่งวิ่งออกมาจากทางหนีไฟ พุ่งเข้ามากอดเอวของกู้เป่ยเสวียนจากด้านหลัง แล้วซบใบหน้าลงบนแผ่นหลังของเขา กล่าวอย่างสนิทสนม “ได้ยินว่าคุณย่าป่วย ฉันก็เลยมาเยี่ยมท่านค่ะ”
ผู้หญิงคนนั้นสวยมาก ใบหน้าเล็กๆ ขาวผ่อง ดูเป็นคุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี
เธอคือฉู่สั่วสั่ว
หัวใจของซูฮวา “ตึก” กระแทกเข้ากับซี่โครงอย่างแรง เจ็บจนต้องสูดปาก
สองเท้าของเธอเหมือนถูกตอกตะปูตรึงไว้กับที่ ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับมีตะกั่วถ่วงอยู่ ก้าวต่อไปไม่ไหวแม้แต่ก้าวเดียว
ป้าหลิวรีบตะโกนขึ้น “ท่านประธานกู้คะ คุณผู้หญิงมาถึงแล้วค่ะ”
กู้เป่ยเสวียนจับมือของฉู่สั่วสั่วให้คลายออกจากเอวของเขา แล้วก้าวเท้ายาวๆ มาหาซูฮวา เอ่ยเสียงเรียบ “มาถึงแล้วทำไมไม่โทรบอก ผมจะได้ลงไปรับ”
ซูฮวาพูดอะไรไม่ออก เธอเพียงเหลือบมองเขาด้วยสายตาเย็นชา แล้วลากขาที่หนักอึ้งเดินไปยังห้องพักของคุณย่า
เมื่อเข้าไปในห้อง
หญิงชรากำลังนั่งดื่มซุปรังนกอยู่บนเตียง พอเห็นซูฮวา ดวงตาที่ขุ่นมัวของท่านก็เป็นประกายขึ้นมา “ฮวาเอ๋อร์ ไม่ได้เจอกันตั้งหลายวัน เป่ยเสวียนบอกว่าหนูไปทำงานต่างจังหวัดมาเหรอ”
นี่คงจะเป็นข้ออ้างที่กู้เป่ยเสวียนหาให้เธอ
ซูฮวาขานรับคำหนึ่ง พยายามสะกดอารมณ์ไว้ แล้วซ่อนมือที่บาดเจ็บไว้ด้านหลัง พลางยิ้มแล้วถามว่า “คุณย่าคะ อาการดีขึ้นหรือยังคะ”
หญิงชราถอนหายใจ “พอแก่แล้ว ร่างกายก็เหมือนกระดาษ โดนลมพัดหน่อยก็เป็นหวัดแล้ว มาๆ มานั่งนี่เร็ว ให้ย่าดูหน้าหน่อย”
ซูฮวาก้มตัวลงนั่งข้างเตียงของท่าน
หญิงชราเห็นมือของเธอซ่อนอยู่ด้านหลังตลอดเวลา ก็สงสัยจึงดึงออกมาดู “ทำไมซ่อนมือไว้ข้างหลังตลอดเลยล่ะ”
“ไม่มีอะไรค่ะ” ซูฮวาเผลอเบี่ยงตัวหลบ แต่ก็ยังถูกท่านดึงออกมาจนได้
เมื่อเห็นว่านิ้วสองนิ้วบนมือซ้ายของซูฮวาเข้าเฝือกอยู่ เล็บทั้งสี่นิ้วก็เป็นสีม่วงคล้ำ
หญิงชราสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ รู้สึกสงสารจับใจ “รีบบอกย่ามาเดี๋ยวนี้นะ ว่ามือไปโดนอะไรมา”
ซูฮวาตอบนิ่งๆ “เมื่อหลายวันก่อนไปมีเรื่องกับโจรปล้นสุสานคนหนึ่งเข้าค่ะ เขาถูกจับเข้าคุกไปแล้ว น้องสาวของเขาก็เลยกลับมาเพื่อล้างแค้นเเทนพี่ชายของเขา”
หญิงชราโกรธจนตัวสั่น “โจรปล้นสุสานที่ไหนมันบังอาจขนาดนี้ แม้แต่คนของตระกูลกู้เราก็ยังกล้าแตะ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง เล่าให้ย่าฟังอย่างละเอียดสิว่าเรื่องมันเป็นมายังไงกันแน่”
ซูฮวาเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ท่านฟังอย่างละเอียด
เมื่อหญิงชราฟังจบ ลูกตาก็ขยับเล็กน้อย แล้วจมอยู่ในความคิด
เป็นเวลานาน ท่านจึงเอ่ยขึ้น “วันที่เกิดเรื่อง เป่ยเสวียนก็อยู่ด้วย พวกนั้นไม่รู้จักหนู แต่ต้องสืบเรื่องของเป่ยเสวียนได้แน่ แค่โจรปล้นสุสานตัวเล็กๆ น้องสาวของเขาจะไปเอาความกล้ามาจากไหน มาตามล้างแค้นหนู”
ทันใดนั้นท่านก็เหลือบมองไปที่ประตูแวบหนึ่ง แล้วพูดอย่างมีความหมายคลุมเครือ “คงมีใครกำลังยุยง เเละหลอกใช้เขาเป็นเครื่องมือแล้วล่ะ”
หัวใจของซูฮวากระตุกวูบ เธอหันไปมองตามสายตาของหญิงชรา ที่ตรงนั้น... มีฉู่สั่วสั่วยืนอยู่