ประหลาดใจกับการได้รับความโปรดปราน

บทที่ 26: ประหลาดใจกับการได้รับความโปรดปราน

“ทำไมฉันต้องหาเรื่องซูฮวาด้วยล่ะครับ” ฉินซูขมวดคิ้วถาม

น้ำเสียงของกู้เป่ยเสวียนราบเรียบไร้ความรู้สึก “นิสัยของแม่เป็นยังไง แม่เองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ”

ฉินซูไม่พูดอะไรต่อ เธอตัดสายทันทีแล้วเปิดวีแชทส่งตำแหน่งที่อยู่ของตัวเองให้เขา

เมื่อส่งโทรศัพท์คืนให้ซูฮวา เธอก็หัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ พลางบ่นอย่างแง่งอนว่า “เจ้าลูกคนนี้นี่ คิดว่าที่ฉันนัดเธอออกมาเป็นเพราะจะหาเรื่องเธออย่างนั้นเหรอ ฉันดูเหมือนแม่สามีใจร้ายขนาดนั้นเลยหรือไง”

ซูฮวานึกถึงภาพที่ฉินซูเผชิญหน้ากับฉู่สั่วสั่วด้วยท่าทีเย็นชาในร้านแอร์เมสเมื่อครู่นี้ พลังทำลายล้างนั้นรุนแรงไม่ใช่เล่น

แต่เพราะคนที่เป็นฝ่ายโดนกระทำคือฉู่สั่วสั่ว ซูฮวาจึงรู้สึกสะใจและซาบซึ้งใจมากกว่า

เธอยิ้มหวาน “ไม่จริงเลยค่ะ คุณแม่เป็นคุณแม่สามีที่สวยที่สุดต่างหาก”

ความโกรธของฉินซูมลายหายไปกลายเป็นความยินดี “เธอนี่มันปากหวานจริงๆ เจ้าลูกตัวดีนั่นก็อีกคน ภรรยาจะหนีไปวันไหนก็ไม่รู้ ฉันอุตส่าห์มีน้ำใจมาช่วยง้อให้ แต่ดูเขาทำ! ทำคุณบูชาโทษชัดๆ ไม่เห็นถึงน้ำใจของคนอื่นเลย”

บัดนี้ซูฮวาเข้าใจทุกอย่างกระจ่างแจ้ง

ต้องเป็นคุณย่าหรือไม่ก็กู้หนานอินที่ไปพูดอะไรบางอย่างกับฉินซูเป็นแน่

ดังนั้น การกลับมาครั้งนี้ของเธอที่ปกติแล้วเป็นคนเย็นชา จึงได้ทั้งมอบกระเป๋าและชุดราตรีให้แก่ซูฮวา

ซูฮวารู้สึกประหลาดใจกับการได้รับความโปรดปรานนี้อย่างยิ่ง

ตระกูลใหญ่อย่างตระกูลกู้ให้ความสำคัญกับเรื่องฐานะที่ทัดเทียมกันมาโดยตลอด

ก่อนหน้านี้ที่ขาของกู้เป่ยเสวียนยังใช้การไม่ได้ ต้องนั่งอยู่บนรถเข็น เป็นเพียงคนไร้ค่าคนหนึ่ง การคู่กับเธอนั้นยังถือว่าพอเหมาะสมกันอยู่

แต่ตอนนี้ขาของเขาหายดีแล้ว ทั้งยังกลับไปทำงานที่บริษัทในตำแหน่งซีอีโอของบริษัทใหญ่อย่างกู้ซื่อกรุ๊ป เรียกฝนได้ฝน เรียกพายุได้พายุ อยู่เหนือผู้คนและเป็นที่จับตามองของใครต่อใคร

ส่วนตัวเธอ แม้จะมีความสามารถในการซ่อมแซมภาพวาดโบราณ แต่หากปราศจากบารมีของวงศ์ตระกูลหนุนหลัง พลังของเธอก็ยังคงดูอ่อนด้อยอยู่ดี

ขนาดตัวเธอเองยังคิดเช่นนี้ นับประสาอะไรกับคนอื่น

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ฉู่สั่วสั่วซึ่งมีสถานะเป็นถึงคุณหนูตระกูลใหญ่ กล้ามาท้าทายเธอครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างเปิดเผยเช่นนี้

ไม่นานนัก กู้เป่ยเสวียนก็มาถึง

เขายืนอยู่หน้าประตูที่เปิดออก กวาดสายตามองไปทั่วร้านกาแฟ

เมื่อเห็นซูฮวา เขาก็รีบก้าวยาวๆ ตรงเข้ามาจับมือเธอแล้วดึงให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “เรากลับกันเถอะ”

ซูฮวาดึงมือกลับ แล้วเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขา “จะรีบไปไหนคะ...ฉันกำลังคุยกับคุณแม่เพลินๆ อยู่เลยค่ะ ไม่ได้คุยสนุกแบบนี้มานานแล้ว”

เธอชี้ไปที่กระเป๋าและกล่องของขวัญบนโต๊ะ “ดูของพวกนี้สิ ทั้งหมดนี่คุณแม่ให้ฉันค่ะ”

สีหน้าของกู้เป่ยเสวียนจึงค่อยผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาถาม “คุณแม่ไม่ได้พูดอะไรให้เธอไม่สบายใจใช่ไหม”

“ไม่เลยค่ะ คุณแม่ดีกับฉันมากๆ”

กู้เป่ยเสวียนเลิกคิ้วเล็กน้อย “ไม่ได้โกหกผมใช่ไหม”

ซูฮวาทำหน้างุนงง “ฉันจะโกหกคุณทำไมคะ”

“ไม่ได้โกหกก็ดีแล้ว กาแฟก็ดื่มหมดแล้ว เรากลับกันเถอะ”

“ฉันยังไม่อยากกลับ นานๆ ทีฉันจะได้เจอคุณแม่นะคะ” ซูฮวาไม่อยากกลับเท่าไรนัก

ฉินซูยกถ้วยกาแฟขึ้นมาพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “รีบกลับไปกับเขาเถอะ ขืนยังไม่ไปอีก ไม่รู้ว่าในใจเขาจะแอบด่าฉันว่าอะไรบ้าง”

ซูฮวาหัวเราะ “เขาไม่กล้าหรอกค่ะ”

ฉินซูเหลือบมองกู้เป่ยเสวียนแวบหนึ่ง “เธอไม่เข้าใจความรู้สึกของคนเป็นแม่หรอก ผู้ชายพอมีเหย้ามีเรือน ก็ลืมแม่ที่เลี้ยงเขามาจนโต ตอนนี้ทั้งในใจเเละในสายตาของลูกแม่ ก็คงมีแต่เธอที่เป็นภรรยา แล้วแม่แก่ๆ คนนี้ จะไปอยู่ในสายตาเขาได้ยังไงกันล่ะ”

แม้จะเป็นประโยคตัดพ้อ แต่กลับทำให้ซูฮวาหลุดหัวเราะออกมา

ทว่ายิ่งหัวเราะ ในใจก็ยิ่งรู้สึกเศร้า หากสิ่งที่เธอพูดเป็นความจริงจะดีแค่ไหนกันนะ

วันสุดท้ายของเดือน

วันเกิดของฉินซูก็มาถึง

ในตอนเย็น ซูฮวาสวมชุดเดรสราตรีสีน้ำเงินดุจท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ฉินซูมอบให้ แต่งหน้าอ่อนๆ อย่างตั้งใจ แล้วให้คนขับรถไปส่งที่บ้านตระกูลกู้

ภายในวิลล่าสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ

ห้องนั่งเล่นที่โอ่โถงและสว่างสดใสด้วยเพดานสูงเก้าเมตร ถูกตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา บนโต๊ะยาวสุดหรูเต็มไปด้วยอาหารบุฟเฟต์ชั้นเลิศนานาชนิด ทั้งของป่าและอาหารทะเลมีครบครัน เครื่องดื่ม ผลไม้ และของหวานเลิศรสก็มีให้เลือกมากมายละลานตา

แขกผู้ชายล้วนสวมสูทผูกเนกไท ส่วนแขกผู้หญิงก็พร้อมเพรียงกันในชุดราตรี แต่งกายประดับประดาด้วยเพชรนิลจินดาอย่างหรูหรา

ทุกคนต่างยกแก้วขึ้นดื่ม พูดคุยอย่างสนุกสนาน บรรยากาศครึกครื้นยิ่งนัก

แม้ภายนอกฉินซูจะดูเย็นชา แต่เธอกลับเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม เธอเดินทักทายผู้คนในงานอย่างคล่องแคล่ว พูดคุยและหัวเราะอย่างเป็นกันเอง เรียกได้ว่าเก่งกาจในการเข้าสังคมอย่างแท้จริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ซูฮวาได้มาร่วมงานวันเกิดที่จัดอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้นับตั้งแต่แต่งเข้าบ้านตระกูลกู้

ก่อนหน้านี้ตอนที่กู้เป่ยเสวียนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนขาเดินไม่ได้ ทั้งบ้านตระกูลกู้ต่างตกอยู่ในเงามืด

แม้กระทั่งวันเกิดของคุณย่าก็ไม่ได้จัดงานใหญ่ เพียงแค่เชิญญาติสนิทไม่กี่คนมาทานอาหารที่บ้านเก่า เลี้ยงฉลองกันง่ายๆ แล้วก็แล้วกันไป

ทันทีที่ซูฮวาเดินเข้ามาในบ้าน ทุกสายตาก็จับจ้องมาที่เธอเป็นตาเดียว

ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ดวงตาของทุกคนต่างฉายแววแห่งความตะลึงงัน

เพียงใบหน้าสดของซูฮวาก็งดงามมากพอแล้ว เมื่อแต่งแต้มสีสันลงไปเล็กน้อยก็ยิ่งงดงามจนน่าตกตะลึง และเมื่ออยู่ในชุดราตรีเต็มยศ ก็ยิ่งดูราวกับนางฟ้าที่ตกลงมาจากสวรรค์

บนใบหน้ารูปไข่ขาวผ่องประดับด้วยคิ้วโก่งสีดำขลับดังพู่กันจีน ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับ ฉายแววเจิดจรัสเมื่อทอดมอง

เรือนร่างของเธอนั้นสูงเพรียวสง่างาม ชุดเดรสราตรียาวลากพื้นสีน้ำเงินเข้มประดับด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ นับไม่ถ้วน ส่องประกายราวกับหมู่ดาวบนท้องฟ้า

แสงไฟจากโคมระย้าและประกายดาวบนชุดของเธอสะท้อนกันและกัน ทำให้ทุกย่างก้าวของเธอดูงดงามราวกับเทพธิดา

ฉินซูเห็นซูฮวาเช่นกัน เธอรีบเดินเข้ามาหาอย่างกระตือรือร้น ควงแขนของซูฮวา แล้วแนะนำกับทุกคนว่า “ฉันขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักหน่อยนะคะ นี่คือลูกสะใภ้ของฉันเอง ซูฮวาค่ะ”

ทุกคนต่างพากันประหลาดใจ “ลูกชายคุณแต่งงานตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกกันสักคำ”

ฉินซูยิ้ม “แต่งงานมาสามปีแล้วค่ะ ส่วนงานแต่งเราจะจัดขึ้นในอีกไม่นานค่ะ”

ภรรยาเศรษฐีวัยกลางคนในชุดราตรีสีม่วงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ มองซูฮวาตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วกล่าวชื่นชมไม่หยุดปาก “หน้าตาสวยขนาดนี้ กิริยามารยาทก็ดีงาม ต้องเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่ที่ไหนสักแห่งแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ”

แววตาของซูฮวาหมองลงเล็กน้อย เธอกำลังจะเอ่ยปากตอบ

ฉินซูกระชับมือเธอแน่นขึ้น แล้วกล่าวว่า “ซูฮวาเป็นหลานสาวของคุณตาซูเหวินม่าย ‘หัตถ์เทวดาแห่งการซ่อมแซม’ ภาพวาดโบราณ สืบเชื้อสายมาจากตระกูลปัญญาชนค่ะ”

ภรรยาเศรษฐีในชุดสีม่วงไม่ได้อยู่ในแวดวงของเก่า ย่อมไม่รู้จักชื่อเสียงของซูเหวินม่าย สีหน้าของเธอจึงเปลี่ยนไปเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด พลางกล่าวว่า “อ้อ ตระกูลปัญญาชนเหรอคะ ก็ดีเหมือนกันนะ” น้ำเสียงนั้นฟังดูผิวเผินขึ้นมาก

รอยยิ้มบนใบหน้าของคนอื่นๆ ก็แปรเปลี่ยนเป็นความหมายที่ยากจะคาดเดา

ซูฮวาเป็นคนละเอียดอ่อน เธอสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปจึงรู้สึกไม่สบายใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า

ฉินซูพาเธอเดินลึกเข้าไปข้างใน แล้วกระซิบข้างหูเธอเบาๆ ว่า “อย่าไปสนใจคนพวกนั้นเลยนะ พวกเขาก็เป็นได้แค่พวกเศรษฐีใหม่ที่พยายามทำตัวให้ดูสูงส่ง มีเงินท่วมตัวแต่ไร้ซึ่งรสนิยมและความคิด”

ซูฮวารู้สึกอบอุ่นในใจ เธอยิ้มให้ฉินซูอย่างอ่อนหวาน “ขอบคุณค่ะคุณแม่ หนูไม่เป็นไร”

ฉินซูตบไหล่เธอเบาๆ “ไม่เป็นไรก็ดีแล้วล่ะ เธอนั่งตรงนี้ก่อนนะ หรืออยากทานอะไรก็ไปตักได้เลย เป่ยเสวียนใกล้จะมาถึงแล้ว แม่ขอตัวไปต้อนรับแขกก่อน”

ซูฮวาโค้งตัวเล็กน้อย “คุณแม่ไปรับเเขกเถอะค่ะ ไม่ต้องห่วงหนู”

เมื่อฉินซูเดินจากไปแล้ว ซูฮวาก็หาที่นั่ง

ตลอดสามปีที่แต่งงานกับกู้เป่ยเสวียน เธอใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเก็บตัว นี่เป็นครั้งแรกที่ต้องปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน

ในงานนี้ นอกจากฉินซูแล้ว เธอไม่รู้จักใครเลยสักคน จึงรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง

ซูฮวาหยิบน้ำผลไม้แก้วหนึ่งขึ้นมาจิบเบาๆ แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเลื่อนดูเล่น

ทันใดนั้น เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “อ้าว วันนี้ซูฮวาก็มาด้วยเหรอ พอได้สวมชุดราตรีสวยๆ นี่ จากนกกระจอกก็กลายเป็นหงส์ไปเลยนะ ฉันเกือบจะจำไม่ได้แน่ะ”

คำพูดนั้นช่างเสียดแทงเหลือเกิน

ซูฮวาหนังศีรษะชาไปชั่วขณะ เธอหันไปมอง

หญิงร่างสูงโปร่งในชุดราตรีสีดำยืนอยู่ไม่ไกล รูปร่างของเธอได้รับการดูเเลเป็นอย่างดีจนเดาอายุจริงไม่ออก ใบหน้าเรียวยาว โหนกแก้มสูงเล็กน้อย แววตาแฝงไปด้วยความร้ายกาจ

เธอคือกู้เฟิ่งเจียว คุณป้าของกู้เป่ยเสวียน

ซูฮวาลุกขึ้นยืน ทักทายเธอด้วยรอยยิ้มที่ไม่จริงใจนัก “สวัสดีค่ะคุณป้า”

กู้เฟิ่งเจียวถือแก้วไวน์แดงอยู่ในมือ สวมรองเท้าส้นสูงเดินเข้ามาหา พลางเหลือบตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “เด็กอย่างเธอคงจะสร้างบุญมาแปดชาติภพ ถึงได้แต่งงานกับหลานชายของฉัน มีพร้อมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ชาติตระกูล หน้าตา หรือมารยาท ทุกอย่างล้วนหาที่ติไม่ได้เลย”

ซูฮวาเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ตอบกลับอย่างไม่เจียมตัวแต่ก็ไม่หยิ่งยโส “เป่ยเสวียนเป็นคนเก่งก็จริง แต่ฉันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาหรอกนะคะ”

“ถ้าพูดถึงแค่ตัวเธอก็ถือว่าไม่เลว แต่พื้นเพของเธอนี่สิ มันช่าง... ต่ำต้อยเสียเหลือเกิน จะเอามาเทียบกับตระกูลกู้ผู้สูงส่งของเราได้อย่างไรกัน” กู้เฟิ่งเจียวเบ้ปากอย่างดูแคลนแล้วจิบไวน์

ซูฮวาอดทนแล้วตอบกลับอย่างใจเย็น “สำหรับฉันแล้ว พื้นเพเดิมจะสูงส่งหรือต่ำต้อยไม่ได้สำคัญเลยค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดคือเป่ยเสวียนดีกับฉัน นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตคู่ และที่นี่ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่ดีกับฉัน แต่คุณปู่ คุณย่า คุณแม่ เเละหนานอิน ทุกคนล้วนเมตตาและให้เกียรติฉันเสมอมา”

กู้เฟิ่งเจียวไม่คาดคิดว่าซูฮวาที่ดูภายนอกอ่อนหวาน จะไม่ใช่คนที่ยอมใครง่ายๆ

เธอพูดหนึ่งคำ เธอก็ตอกกลับหนึ่งคำ ไม่มียอมอ่อนข้อให้เลย

ความโกรธของกู้เฟิ่งเจียวพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที “นั่นเป็นเพราะพวกเขามีมารยาทดีต่างหากล่ะ ไม่คู่ควรก็คือไม่คู่ควร อย่าพยายามยกยอปอปั้นตัวเองหน่อยเลย!”

ทันใดนั้น เสียงทุ้มเย็นเยียบของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้น “ซูฮวาไม่จำเป็นต้องยกยอปอปั้นตัวเอง เพราะตัวเธอเองก็มีค่าดุจทองคำ คู่ควรกับผมเกินพอแล้วครับ!”

ซูฮวาได้ยินเสียงก็หันกลับไปมอง

ชายหนุ่มร่างสูงสง่ายืนตระหง่านในชุดสูทสีเข้ม โครงหน้าลุ่มลึก ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตร เขาก้าวขายาวๆ เดินเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว

เมื่อมาถึงตรงหน้า เขาก็หยุดยืนแล้วมองกู้เฟิ่งเจียวด้วยสายตาที่เหนือกว่า พลางกล่าวเน้นทีละคำ “เธอเป็นผู้หญิงของผม เรื่องของเธอก็คือเรื่องของผม และผมไม่เคยอนุญาตให้คนนอก เข้ามาวิจารณ์เรื่องส่วนตัว หวังว่าคุณป้าจะเข้าใจนะครับ!”

ใบหน้าของกู้เฟิ่งเจียวเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ อับอายจนพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว

“คุณ มาแล้วเหรอคะ” ซูฮวาโค้งตาเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เธอรวบชายกระโปรงแล้ววิ่งเข้าไปหาเขาทันที




ตอนก่อน

จบบทที่ ประหลาดใจกับการได้รับความโปรดปราน

ตอนถัดไป