ผมทำไม่ได้

บทที่ 27: ผมทำไม่ได้

เมื่อมาอยู่เคียงข้างกู้เป่ยเสวียน ซูฮวาก็เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้เขา

ชายหนุ่มเจ้าของร่างสูงสง่าดุจต้นสนยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น แสงไฟสาดส่องจากด้านหลังขับเน้นให้ใบหน้าของเขาหล่อเหลาราวกับภาพฝันที่ไม่เป็นจริง

ซูฮวามองเขาด้วยดวงตาโค้งเป็นประกายระยิบระยับราวกับหมู่ดาว นิ้วเรียวเล็กของเธอค่อยๆ เขี่ยปลายนิ้วของเขาที่ใหญ่กว่าอย่างแผ่วเบา

กู้เป่ยเสวียนรับรู้ได้ถึงสัมผัสนั้น เขายิ้มพลางกุมมือเธอไว้ ส่วนมืออีกข้างก็ลูบที่ท้ายทอยของเธอเบาๆ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “วันนี้รถติดมาก ผมเลยมาช้า ขอโทษนะครับที่ปล่อยให้คุณรอนาน”

ซูฮวายิ้มบางๆ “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน”

กู้เฟิ่งเจียวเห็นภาพนั้นแล้วรู้สึกขัดหูขัดตา เธอเม้มปากอยากจะพูดอะไรสักสองสามคำ แต่ก็กลัวว่าจะไปยั่วโมโหกู้เป่ยเสวียนเข้า แล้วจะเสียหน้าเสียเอง

เธอจึงถือแก้วไวน์แล้วเดินเลี่ยงไปยังที่อื่น

กู้เป่ยเสวียนจูงมือซูฮวาเดินไปนั่งที่โต๊ะ

เขาใช้ตะเกียบเงินคีบซาชิมิเนื้อปลาชิ้นหนึ่งขึ้นมาป้อนถึงปากซูฮวา “ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน เพิ่งส่งตรงมาจากต่างประเทศเมื่อเช้านี้เอง นี่เป็นส่วนท้องปลาที่อร่อยที่สุด คุณลองชิมดูสิ”

ปลาทูน่าครีบน้ำเงินได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชาแห่งซาชิมิ” และ “โรลส์-รอยซ์แห่งหมู่ปลา” ถือเป็นสุดยอดเมนูปลาที่เลิศรสที่สุดในโลก

ซูฮวาอ้าปากรับแล้วค่อยๆ เคี้ยว

เนื้อปลาดิบให้ความรู้สึกสดชื่น เนื้อสัมผัสยืดหยุ่นเต็มคำ ทิ้งความหอมกรุ่นไว้ในปาก รสชาติสดใหม่และอร่อยเป็นพิเศษ

หลังจากกลืนลงไปแล้ว เธอก็ยิ้มให้เขา “อร่อยมากค่ะ”

เธอหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอีกชิ้น แล้วยื่นไปที่ริมฝีปากของเขา “คุณก็ทานด้วยสิคะ”

กู้เป่ยเสวียนดันกลับไป “คุณทานเถอะ ไม่ต้องห่วงผม”

ท่ามกลางความวุ่นวาย ฉินซูเหลือบมองมาทางกู้เป่ยเสวียนและซูฮวาจากระยะไกล เมื่อเห็นภาพนั้น มุมปากของเธอก็ยกขึ้นเล็กน้อย

ภรรยาเศรษฐีคนหนึ่งในชุดกี่เพ้าสีเขียวที่อยู่ข้างๆ ก็เห็นเช่นกัน จึงเอ่ยขึ้นว่า “ลูกชายของคุณดูเขารักภรรยาของเขาจริงๆ เลยนะคะ”

ฉินซูถ่อมตน “ใช่ค่ะ ลูกสะใภ้ของฉันคู่ควรกับสิ่งนี้ เธอเป็นเด็กดี จิตใจดีงามมากค่ะ”

ภรรยาเศรษฐีในชุดกี่เพ้าสีเขียวกล่าวต่อ “นั่นก็ดีค่ะ แต่ว่า... ตระกูลปัญญาชนแบบนี้ ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีประโยชน์กับพวกเราที่ทำธุรกิจเท่าไหร่นะคะ”

ฉินซูส่งยิ้มให้อย่างขอไปที เธอโน้มตัวลงหยิบเค้กชิ้นหนึ่งจากบนโต๊ะส่งให้ “คุณนายหลี่คะ ของหวานที่สั่งมารอบนี้รสชาติไม่เลวเลยนะคะ ลองชิมดูสิ”

“ขอบคุณค่ะ” ภรรยาเศรษฐีรับเค้กมา แล้วใช้ช้อนตักเข้าปากคำเล็กๆ ปากที่ช่างพูดของเธอจึงถูกปิดไปโดยปริยาย

ทันใดนั้น ด้านนอกประตูก็มีเสียงจอแจดังขึ้นเล็กน้อย

ซูฮวาหันไปมองที่ประตู

ชายวัยหกสิบเศษในชุดสูทสีดำก้าวเข้ามาอย่างมั่นคง ร่างกายยังคงตั้งตรงสง่างาม บ่ากว้าง ผมสั้นสีเทาขาวถูกตัดแต่งอย่างเรียบร้อย สันคิ้วคมเข้ม แผ่อำนาจออกมาโดยไม่ต้องแสดงความโกรธ

เขาคือบิดาของกู้เป่ยเสวียน กู้เอ้าถิง

ซูฮวากำลังจะลุกขึ้นไปทักทาย

แต่แล้วเธอก็เห็นหญิงสาวร่างเล็กคนหนึ่งเดินตามหลังกู้เอ้าถิงเข้ามา... เป็นฉู่สั่วสั่ว

ช่างบังเอิญเสียจริง เธอก็สวมชุดเดรสราตรีสีน้ำเงินลายดาวประดับเพชรเม็ดเล็กๆ นับไม่ถ้วน ส่องประกายระยิบระยับเช่นกัน

เพียงแต่ของซูฮวาเป็นชุดราตรียาวลากพื้น ส่วนของฉู่สั่วสั่วเป็นชุดเดรสสั้น ชายกระโปรงเป็นแบบพองฟู เผยให้เห็นเรียวขาที่ทั้งตรงและขาว

สไตล์ของซูฮวาคือความสง่างามและอ่อนหวาน

ส่วนของฉู่สั่วสั่วคือความน่ารักสดใส

ซูฮวาเอียงศีรษะมองกู้เป่ยเสวียน “คุณเป็นคนเชิญเธอมาเหรอคะ”

กู้เป่ยเสวียนส่ายหน้าเบาๆ “ผมกับคุณแม่ไม่ได้เชิญเธอมาหรอกครับ น่าจะเป็นคุณพ่อ คือคุณพ่อกับคุณพ่อของคุณสั่วสั่วน่ะ ท่านเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่วัยเด็ก พอโตขึ้นก็กลับมารับช่วงธุรกิจของครอบครัวในช่วงเวลาเดียวกัน ความสัมพันธ์ของพวกท่านเลยค่อนข้างแน่นแฟ้น และก็มีการติดต่อทางธุรกิจกันมาโดยตลอด”

ซูฮวาเม้มริมฝีปากนิ่งเงียบ

เธอไม่ค่อยได้สุงสิงกับกู้เอ้าถิงเท่าไรนัก

จะเจอกันบ้างก็แค่ตอนที่ไปรวมตัวทานอาหารที่บ้านเก่าในช่วงเทศกาลต่างๆ ได้พบหน้าและทักทายกันเพียงเล็กน้อย

หลังจากฉู่สั่วสั่วเข้ามาในงาน เธอก็ทักทายแขกชายหญิงเหล่านั้นอย่างสนิทสนม ไล่ทักทายทีละคน “สวัสดีค่ะคุณอาเจิง สวัสดีค่ะคุณน้าหลี่ สวัสดีค่ะคุณป้าถัง...”

เธอซ่อนมือที่บาดเจ็บไว้ด้านหลัง ใบหน้าประดับรอยยิ้มหวานหยด ทำทีเป็นเด็กสาวที่อ่อนโยนและเชื่อฟัง

คนเหล่านั้นต่างเอ่ยชม “โตเป็นสาวขึ้นเยอะเลยนะ สั่วสั่วเนี่ยยิ่งโตยิ่งสวยจริงๆ”

ฉู่สั่วสั่วยิ้มจนตาหยีเป็นเส้นตรง “ขอบคุณค่ะคุณอาเจิง ขอบคุณค่ะคุณน้าหลี่ ขอบคุณค่ะคุณป้าถัง...”

กู้เป่ยเสวียนเห็นซูฮวาจ้องมองฉู่สั่วสั่วไม่วางตา จึงตบมือเธอเบาๆ แล้วพูดว่า “ก็เป็นคนในแวดวงเดียวกัน คนพวกนี้เห็นสั่วสั่วมาตั้งแต่เด็ก เลยสนิทกันมาก”

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเธอคิดมากไปเองหรืออย่างไร ในวินาทีนั้น ซูฮวารู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนตัวประหลาด ที่บังเอิญหลุดเข้ามาในแวดวงของพวกเขา และไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถหลอมรวมเข้าไปได้

ในไม่ช้า ฉู่สั่วสั่วก็เห็นกู้เป่ยเสวียน ดวงตาของเธอเป็นประกายขึ้นมาทันที เธอรีบเดินสับรองเท้าส้นสูงตรงมาหาเขาแล้วร้องเรียกอย่างดีใจ “พี่เป่ยเสวียน!”

เมื่อเทียบกับความกระตือรือร้นของเธอแล้ว ท่าทีของกู้เป่ยเสวียนกลับเย็นชากว่ามาก เขาเพียงแค่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยแล้วพยักหน้าเบาๆ เป็นการตอบรับ

ฉู่สั่วสั่วไม่ได้รู้สึกเก้อเขินแต่อย่างใด เธอยังคงวิ่งเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างๆ เขา แล้วมองสำรวจซูฮวาพลางเอ่ยชม “ว้าว วันนี้พี่ซูฮวาสวยจังเลยค่ะ”

เธอกดชายกระโปรงที่พองฟูเกินจริงของตัวเองลงเล็กน้อย แล้วพูดอย่างเขินอาย “วันนี้เราดันใส่ชุดซ้ำกันซะได้ บังเอิญจังเลยนะคะ”

ซูฮวาเลียนแบบท่าทีของกู้เป่ยเสวียน เธอพยักหน้าให้เล็กน้อยแล้วยื่นมือไปหยิบทีรามิสุขึ้นมา ก้มหน้าก้มตาทาน

สำหรับฉู่สั่วสั่วแล้ว แม้แต่จะแสร้งทำเป็นสุภาพด้วยเธอยังขี้เกียจจะทำ

ฉู่สั่วสั่วหันไปพูดกับกู้เป่ยเสวียนด้วยท่าทีน้อยใจ “พี่ซูฮวาดูเหมือนจะไม่ค่อยชอบฉันเลยนะคะ”

กู้เป่ยเสวียนเชยคางขึ้นเล็กน้อยแล้วชี้ไปยังที่นั่งฝั่งตรงข้าม “ไปนั่งทานตรงนู้นสิ”

ฉู่สั่วสั่วมองเขา อ้ำๆ อึ้งๆ อยากจะพูดแต่ก็ไม่พูดออกมา สุดท้ายก็ยอมตอบอย่างไม่เต็มใจนัก “ก็ได้ค่ะ”

เธอเดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม แต่สายตาของเธอยังคงจับจ้องอยู่ที่กู้เป่ยเสวียนไม่วางตา

หลังจากที่กู้เอ้าถิงทักทายแขกเหรื่อเสร็จแล้ว เขาก็เดินตรงมาทางกู้เป่ยเสวียนและซูฮวา

เมื่อเขาใกล้จะมาถึง ซูฮวาก็ลุกขึ้นยืนแล้วเรียกเขาด้วยรอยยิ้ม “คุณพ่อคะ”

กู้เอ้าถิงปรายตามองเธออย่างเย็นชา ขานรับในลำคอเบาๆ แล้วหันไปพูดกับกู้เป่ยเสวียนว่า “แกตามฉันไปที่ห้องหนังสือชั้นบน”

กู้เป่ยเสวียนตอบรับสั้นๆ แล้วหันไปพูดกับซูฮวาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คุณนั่งทานไปก่อนนะ อยากทานอะไรก็ทานได้เต็มที่เลย อยู่บ้านตัวเองไม่ต้องเกร็ง มีอะไรก็โทรหาผมนะ”

ซูฮวายิ้ม “ได้ค่ะ คุณรีบไปเถอะ”

ทันทีที่กู้เป่ยเสวียนจากไป ฉู่สั่วสั่วก็ถือแก้วไวน์เดินเข้ามาหาด้วยท่าทีที่ค่อนข้างจะลำพองใจ “แล้วมันจะสำคัญอะไรล่ะ ถ้าทุกคนในบ้านตระกูลกู้จะชอบเธอ แต่คนที่คุณอากู้ชอบคือฉันต่างหาก ฉันนี่แหละคือคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งลูกสะใภ้ในใจของท่าน”

ซูฮวานึกถึงท่าทีเย็นชาที่กู้เอ้าถิงมีต่อเธอเมื่อสักครู่ คงจะเป็นฝีมือของฉู่สั่วสั่วไม่น้อย

เพราะการใส่ไฟและโยนความผิดให้คนอื่นของเธอนั้น ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งแล้ว

ซูฮวารู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง ความรู้สึกนั้นเหมือนกับต้องกลืนแมลงวันเข้าไปนับไม่ถ้วน มันน่าขยะแขยงจนแทบจะทนไม่ไหว

เธอกำแก้วในมือแน่น แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พูดจบหรือยัง ถ้าจบแล้วก็ช่วยกลับไปนั่งที่ของตัวเองซะ วันนี้เป็นวันเกิดของคุณแม่สามีฉัน ฉันไม่อยากให้บรรยากาศต้องมาเสียเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง”

ฉู่สั่วสั่วมองแก้วในมือของเธอ แล้วนึกถึงครั้งที่แล้วที่เธอขว้างกระติกน้ำร้อนใส่หน้าแม่ของตัวเอง

สัญชาตญาณบอกให้เธอรู้สึกเจ็บที่สันจมูกขึ้นมา เธอเผลอยกมือขึ้นลูบจมูกตัวเองโดยไม่รู้ตัว แล้วหันหลังเดินจากไป

เกือบจะสามทุ่มแล้ว

ฉินซูเดินเข้ามาถามซูฮวา “เป่ยเสวียนล่ะ”

ซูฮวาลุกขึ้นยืนแล้วตอบ “คุณพ่อเรียกขึ้นไปที่ห้องหนังสือชั้นบนค่ะ”

ฉินซูยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา “ได้เวลาตัดเค้กแล้ว เธอช่วยขึ้นไปเรียกพวกเขาทีสิ”

ซูฮวารับคำด้วยรอยยิ้ม “ได้ค่ะคุณแม่”

เธอรวบชายกระโปรงแล้วเดินขึ้นไปบนชั้นสอง

ชั้นสองเงียบสงัด ซูฮวากลัวว่าจะไปรบกวนการสนทนาของพวกเขา จึงพยายามเดินให้เบาที่สุด

เมื่อมาถึงหน้าห้องหนังสือ

เธอเพิ่งจะยกมือขึ้นเตรียมจะเคาะประตู ก็ได้ยินเสียงของกู้เอ้าถิงดังออกมาจากข้างใน “พ่อมองว่าสั่วสั่วเหมาะสมกับเเกที่สุดแล้ว เเกก็รู้ว่าพ่อกับพ่อของสั่วสั่วเราทำงานร่วมกันมานานแค่ไหน ธุรกิจของสองบ้านตอนนี้มันแทบจะรวมเป็นเนื้อเดียวกันอยู่แล้ว ถ้าพวกแกสองคนแต่งงานกัน จะช่วยธุรกิจของบ้านเราได้มาก เมื่อกี้นั่งรถมาด้วยกัน พ่อลองคุยกับสั่วสั่วดูแล้ว ท่าทีของเธอก็ยังดูมีใจให้แกอยู่นะ”

หัวใจของซูฮวากระตุกวูบ ราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร

เธอถึงได้ยินเสียงของกู้เป่ยเสวียนดังขึ้น “ในช่วงเวลาที่ผมลำบากและสิ้นหวังที่สุด มีแค่ซูฮวาที่อยู่เคียงข้างผม”

กู้เอ้าถิงหัวเราะอย่างเย็นชา “ก็แค่ให้เงินก็พอแล้ว ไม่มีอะไรที่เงินแก้ปัญหาไม่ได้ เมื่อสามปีก่อน ถ้าแกไม่มีเงิน เธอก็คงไม่แต่งงานกับแกหรอก หลายปีมานี้ แกให้เงินเธอไปตั้งมากมาย ซื้อบ้านให้ครอบครัวเธอ ช่วยหาไตให้ยายของเธอ รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด เลี้ยงดูคนในครอบครัวเธอถึงสามรุ่น พ่อว่านี่มันก็เกินคำว่าเมตตาไปมากแล้ว หนี้บุญคุณนี้ถือว่าใช้หมดแล้ว”

กู้เป่ยเสวียนเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “สิ่งที่แตกต่างที่สุดระหว่างคนกับสัตว์ก็คือ คนมีความรู้สึก”

กู้เอ้าถิงขมวดคิ้ว “แกเป็นผู้ชาย จะมัวแต่มาจมปลักกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของหนุ่มสาวไม่ได้ ในโลกธุรกิจที่มีทั้งรุ่งเรืองและตกต่ำ การเดินทางด้วยเรือสองลำย่อมปลอดภัยกว่าการเดินทางด้วยเรือลำเดียว หลังจากแต่งงานกับตระกูลฉู่แล้ว หากบริษัทเกิดปัญหาขึ้นมา ตระกูลฉู่ก็ยังสามารถยื่นมือเข้ามาช่วยได้ แล้วซูฮวาล่ะ... เธอช่วยอะไรตระกูลเราได้บ้าง?”

ซูฮวายืนนิ่งอยู่นอกประตู ร่างกายบอบบางราวกับต้นไม้ที่เคยผลิดอกงดงามแต่บัดนี้ถูกสายฟ้าฟาดจนเหี่ยวเฉา ในใจของเธอเจ็บปวดอย่างที่สุด

ความรู้สึกเศร้าโศกและสิ้นหวังอย่างสุดซึ้งถาโถมเข้ามาในส่วนลึกของจิตใจ

ใช่แล้ว... คนซ่อมภาพวาดโบราณอย่างเธอ ต่อให้ซ่อมเก่งแค่ไหน จะไปช่วยอะไรกู้ซื่อกรุ๊ปได้กัน

ต่างสายอาชีพก็เหมือนมีภูเขากั้น เธอช่วยอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง

แต่เธอก็ยังไม่ไปไหน เธอยังอยากจะฟังว่ากู้เป่ยเสวียนจะพูดว่าอย่างไร

ทว่าเธอรอนานแสนนาน ก็ไม่ได้ยินเสียงของเขาเลย

เธอหัวเราะเยาะตัวเอง

ก่อนหน้านี้เธอคิดว่าที่เขาเสนอขอหย่า เป็นเพราะรักครั้งเก่าของเขากับฉู่สั่วสั่วยังไม่จางหาย แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า จะไม่ได้มีแค่เหตุผลนั้นเพียงอย่างเดียวสินะ

ซูฮวาหันหลังเดินจากไป ทันทีที่ก้าวขา เธอก็เพิ่งรู้ตัวว่าขาทั้งสองข้างอ่อนแรงอย่างหนัก

ตอนที่เธอพยุงกำแพง ค่อยๆ ประคองตัวลงมาถึงชั้นล่างได้สำเร็จนั้นเอง เสียงของกู้เป่ยเสวียนก็ดังมาจากห้องหนังสือ “ขอโทษครับพ่อ...เเต่ผมทำไม่ได้จริงๆ”

น่าเสียดาย ที่ซูฮวาไม่ได้ยินมันแล้ว



ตอนก่อน

จบบทที่ ผมทำไม่ได้

ตอนถัดไป