ทั่วหล้าจะมีผู้ใดคู่ควรให้อึ้งย้งเป็นแม่ครัวส่วนตัวกัน?
บทที่ 3 ทั่วหล้าจะมีผู้ใดคู่ควรให้อึ้งย้งเป็นแม่ครัวส่วนตัวกัน?
ทันทีที่รสเปรี้ยว หวาน ขม เผ็ด เค็ม สารพัดรสชาติระเบิดออกมาพร้อมกันจนเต็มโพรงปาก
ในที่สุดขอทานน้อยก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดหลี่ฉางอันถึงไม่คิดจะไปซื้อยาพิษที่ร้านขายยา
นั่นก็เพราะว่าของพวกนี้...มันก็คือยาพิษดีๆ นี่เอง
เป็นยาพิษที่ร้ายกาจถึงขนาดที่สามารถทิ้งบาดแผลฝังลึกในใจไปได้ชั่วชีวิต
ผ่านไปเนิ่นนาน...หลังจากพอจะตั้งสติได้บ้างแล้ว ขอทานน้อยก็อดไม่ได้ที่จะมองอาหารบนโต๊ะด้วยสายตาตื่นตระหนกสุดขีดแล้วเอ่ยขึ้น
“เจ้ากล้าเรียกสิ่งวิปริตนี่ว่าอาหารงั้นรึ? รสชาติยาพิษเกรงว่ายังดีกว่าอาหารฝีมือเจ้าหลายส่วน”
เมื่อเห็นท่าทีของขอทานน้อยตรงหน้าที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่า “เจ้าวางยาพิษข้า” หลี่ฉางอันก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
ในชาติก่อน หลี่ฉางอันเคยมีความฝันอยากจะเป็นพ่อครัว
เพียงแต่ว่ามัวแต่ยุ่งอยู่กับเรื่องธุรกิจจนไม่มีโอกาส
พอมาถึงชาตินี้ หลี่ฉางอันจึงคิดว่าตนเองน่าจะลองดูสักตั้ง
ทว่า อาหารที่เขาทำกินเองในช่วงสองวันที่ผ่านมานั้น...แม้แต่ตัวเขาเองยังกินไม่ลง
ดังนั้น หลี่ฉางอันจึงคิดหาใครสักคนมาลองชิมอาหารฝีมือตัวเอง แล้วให้คำยืนยัน เพื่อที่เขาจะได้มีกำลังใจเดินต่อไปบนเส้นทางแห่งศาสตร์การทำอาหารนี้
และขอทานน้อยที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ ก็ตกอับถึงขนาดต้องไปขโมยผักกิน
ในสายตาของหลี่ฉางอันแล้ว นางย่อมต้องไม่เรื่องมากเลือกกินอย่างแน่นอน
เห็นได้ชัดว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะมาสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เขาได้
แต่ตอนนี้...อาหารที่เขาทำออกมา ขนาดขอทานยังทนรับไม่ไหว
ช่างน่าเจ็บปวดใจยิ่งนัก
หลังจากที่แสดงความรังเกียจ ดูแคลนต่อฝีมือทำอาหารของหลี่ฉางอันอย่างจริงใจแล้ว ขอทานน้อยก็ลุกขึ้นยืน
“เจ้ารออยู่ตรงนี้แหละ ข้าจะให้เจ้ารู้เองว่าแท้จริงแล้ว อาหารที่ผู้คนเขากินกันนั้นเป็นเช่นไร!”
พูดจบ ต่อหน้าต่อตาของหลี่ฉางอัน ขอทานน้อยก็เดินกระทืบเท้าตรงไปยังห้องครัว
ขณะที่เดินก็ยังพับแขนเสื้อไปด้วย
หลี่ฉางอันจึงสังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่าแขนที่อยู่ใต้แขนเสื้อของขอทานน้อยผู้นี้นั้น...
ช่างเรียวบางและนุ่มนวลยิ่ง
ครึ่งเค่อต่อมา (ประมาณ 7-8 นาที) กลิ่นหอมกรุ่นก็เริ่มโชยออกมาจากห้องครัว ลอยมาถึงที่ที่หลี่ฉางอันนั่งอยู่
“หืม?”
เมื่อได้กลิ่นหอมของอาหารที่เข้มข้นนี้ สีหน้าของหลี่ฉางอันก็พลันเปลี่ยนเป็นประหลาดใจ
ครึ่งชั่วยามต่อมา (ประมาณ 1 ชั่วโมง) เมื่อมองดูข้าวสวยที่หอมนุ่มกำลังดี และกับข้าวสามอย่างกับน้ำแกงอีกถ้วยบนโต๊ะ ซึ่งล้วนมีพร้อมทั้งสีสัน กลิ่น และรสชาติ
หลี่ฉางอันก็หยิบตะเกียบขึ้นมาลองชิม
เมื่อเห็นท่าทีของหลี่ฉางอัน ขอทานน้อยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็เชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“เห็นหรือยัง? นี่จึงจะเรียกได้ว่าอาหารที่ผู้คนกินกัน ส่วนสิ่งวิปริตที่เจ้าทำเมื่อครู่น่ะ ซุปยาพิษในบึงมรณะยังอร่อยกว่า”
ทว่า สำหรับคำพูดของขอทานน้อยนั้น หลี่ฉางอันกลับทำราวกับไม่ได้ยิน
ในมือของเขาคีบอาหารส่งเข้าปากคำแล้วคำเล่าอย่างไม่หยุดหย่อน
ในชาติก่อน หลี่ฉางอันได้ลิ้มลองอาหารเลิศรสมาไม่น้อย
แต่ถึงแม้จะเป็นอาหารเลิศรสในชาติก่อน เมื่อนำมาเทียบกับฝีมือของขอทานน้อยผู้นี้แล้ว กลับยังด้อยกว่าอยู่หลายส่วน
นี่มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย!
ถึงอย่างไร ในชาติก่อนของเขาก็มีเครื่องปรุงรสมากมายหลากหลายชนิด
แม้ว่าในตอนนี้จะมีเครื่องปรุงพื้นฐานครบครันแล้ว
แต่รสชาติก็ไม่น่าจะดีไปกว่าชีวิตก่อนของเขาได้
เหตุใดอาหารที่ขอทานน้อยผู้นี้ทำ ถึงได้อร่อยถึงเพียงนี้กัน?
เมื่อเห็นหลี่ฉางอันกินเร็วปานนั้น ขอทานน้อยที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็เลิกแสดงท่าทีภูมิใจแล้ว
รีบหยิบตะเกียบขึ้นมาร่วมวงแย่งอาหารกับหลี่ฉางอันทันที
จนกระทั่งอาหารในถ้วยชามตรงหน้าถูกกวาดจนเกลี้ยง หลี่ฉางอันก็ลูบท้องของตนอย่างพึงพอใจ
จากนั้นก็จ้องมองไปยังขอทานน้อยที่อยู่ตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเห็นได้ชัดว่านางก็กินเข้าไปไม่น้อยเช่นกัน
หลังจากครุ่นคิดอยู่หลายวินาที ทันใดนั้น หลี่ฉางอันก็ลุกขึ้นเก็บถ้วยชามบนโต๊ะ
แล้วเดินเข้าห้องของตนเองไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ
เมื่อกลับออกมาอีกครั้ง ในมือของเขาก็มีกระดาษ หมึก พู่กัน และจานฝนหมึกปรากฏขึ้นแล้ว
“ส่งมือมาให้ข้า!”
หลังจากนั่งลง หลี่ฉางอันก็เอ่ยปาก
เมื่อขอทานน้อยยื่นมือออกมาอย่างงุนงง หลี่ฉางอันก็ฉวยโอกาสจับมือของนางไว้ทันที
“หืม? นุ่มดีนี่ ไฉนจึงไม่หยาบกร้านเลย?”
ขณะที่จับมือนางอยู่ หลี่ฉางอันรู้สึกว่ามือของขอทานน้อยผู้นี้ไม่มีความหยาบกร้านเหมือนมือของคนยากจนที่เขาจินตนาการไว้เลยแม้แต่น้อย
กลับกัน มันให้ความรู้สึกนุ่มนิ่มราวกับไร้กระดูก
“เจ้าจะทำอะไร?”
เมื่อเห็นหลี่ฉางอันจับมือของตนเองอย่างกะทันหัน ขอทานน้อยก็ชักมือกลับตามสัญชาตญาณ แล้วกำหมัดน้อยๆ ของตนเองอีกครั้ง
“อย่าขยับ!”
หลี่ฉางอันเอ่ยขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะจับมือนางอีกครั้ง แล้วนำนิ้วของนางไปกดลงบนตลับตราประทับชาดที่บดผสมน้ำจนเปียกชุ่ม
จากนั้นก็นำมือของนางไปกดลงบนมุมขวาล่างของกระดาษเซวียนสีขาวสะอาดสองแผ่น
“ตกลงเจ้าจะทำอะไรกันแน่?”
เมื่อเผชิญกับการกระทำของหลี่ฉางอัน ขอทานน้อยก็มีสีหน้างุนงงไม่เข้าใจ
หลี่ฉางอันยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบว่า “เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง!”
ตอบกลับไปเช่นนั้นแล้ว หลี่ฉางอันก็เริ่มฝนหมึก
สิบกว่าลมหายใจต่อมา หลี่ฉางอันก็เริ่มจรดพู่กันเขียนลงบนกระดาษเซวียนสีขาว
“จริงสิ เจ้าชื่ออะไร?”
ขอทานน้อยตอบกลับว่า “อึ้งย้ง (黄蓉 - หวงหรง)”
“อึ้งย้ง? หรง (荣) ที่แปลว่ารุ่งเรืองเฟื่องฟูน่ะหรือ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ขอทานน้อยที่อยู่ข้างๆ ก็กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “คือ หรง (蓉) ในคำว่าฝูหรง (芙蓉) ต่างหาก”
หลี่ฉางอันหัวเราะออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว “ก็จริง เป็นเด็กผู้หญิง ก็ควรจะเป็น หรง (蓉) ตัวนี้ถึงจะถูก!”
พูดจบ ทันใดนั้นหลี่ฉางอันก็นึกถึงตัวละครตัวหนึ่งขึ้นมา ซึ่งก็มีชื่อว่าอึ้งย้งเช่นกัน และนางก็ทำอาหารเก่งกาจเป็นเลิศอีกด้วย
เพียงแต่ว่า...อึ้งย้งคนนั้นน่าจะอยู่ที่แคว้นต้าซ่ง แต่ที่ที่ตนเองอยู่ตอนนี้คือแคว้นต้าหมิง
“คงเป็นแค่เรื่องบังเอิญ….!”
หลังจากคาดเดาในใจแล้ว หลี่ฉางอันก็จรดพู่กันเขียนลงบนกระดาษต่อไป
ครู่ต่อมา บนกระดาษเซวียนที่เคยขาวสะอาดก็ปรากฏตัวอักษรขนาดเล็กขึ้นมาหลายสิบตัว
หลังจากเขียนเสร็จ หลี่ฉางอันก็ประทับลายนิ้วมือของตนเองลงบนกระดาษทั้งสองแผ่น
จากนั้น จึงวางแผ่นหนึ่งลงตรงหน้าอึ้งย้ง
“เรียบร้อย ข้าทำไว้สองฉบับ เจ้าหนึ่งฉบับข้าเก็บไว้หนึ่งฉบับ!”
พูดจบ หลี่ฉางอันยังเอื้อมมือไปลูบศีรษะของอึ้งย้งที่สวมหมวกเก่าๆ สกปรกอยู่เบาๆ
“ต่อไปก็ฝากตัวด้วยนะ!”
อึ้งย้ง: “?????????”
เมื่อได้ยินสิ่งที่หลี่ฉางอันพูด อึ้งย้งก็ทำหน้างุนงง
จากนั้นจึงรีบหยิบกระดาษเซวียนที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมาอ่าน
“สัญญาจ้างงาน ข้าพเจ้าอึ้งย้งยินยอมเป็นแม่ครัวของหลี่ฉางอันแห่งตระกูลหลี่ เพื่อเป็นค่าตอบแทน หลี่ฉางอันจะจัดหาที่พักให้แก่อึ้งย้ง พร้อมทั้งจ่ายเงินเดือนให้เดือนละหนึ่งตำลึงเงิน”
“หากมีการทำอาหารมื้อดึก ให้ถือเป็นการทำงานล่วงเวลา โดยมีค่าล่วงเวลาครั้งละสิบเหวิน”
“อนึ่ง หากต้องการลาหยุดต้องแจ้งล่วงหน้าหนึ่งวัน หากต้องการลาออก ต้องแจ้งล่วงหน้าสามเดือน”
“หากฝ่าฝืนสัญญา จะต้องจ่ายค่าเสียหายชดเชยทางด้านจิตใจให้แก่ผู้ว่าจ้างเป็นจำนวนเงินหนึ่งล้านตำลึงทอง”
อึ้งย้ง: “?????”
เมื่อมองดูข้อความบนกระดาษ พร้อมทั้งลายนิ้วมือของตนเองและหลี่ฉางอัน อึ้งย้งก็ถึงกับตาเบิกโพลง
ในหัวพลันขาวโพลนไปชั่วขณะ
ในเสี้ยววินาทีนั้น ในที่สุดอึ้งย้งก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเมื่อครู่หลี่ฉางอันถึงให้ตนเองประทับลายนิ้วมือ
“เพื่อเงินแค่หนึ่งตำลึง...ข้าก็ขายตัวเองเลยหรือนี่?”
ชั่วขณะหนึ่ง อึ้งย้งจ้องมองสัญญาในมือ พลางจมดิ่งสู่ภวังค์แห่งความสับสนงุนงงอย่างลึกซึ้ง
ไม่กี่ลมหายใจต่อมา เมื่อสายตาของนางเลื่อนไปเห็นค่าปรับในบรรทัดสุดท้าย...อึ้งย้งก็ถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก