ฉกฉวยเวลาครึ่งค่อนวันมาพักผ่อน

บทที่ 13 ฉกฉวยเวลาครึ่งค่อนวันมาพักผ่อน

เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ ขณะที่เอี้ยง้วยมองไปยังน้ำชาบนโต๊ะ ในแววตาของนางก็ปรากฏความขรึมขึ้นมาหลายส่วนโดยไม่รู้ตัว

“ดื่มเถอะ!”

อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่รินน้ำชาจากกาลงในถ้วยทั้งสามจนเต็มเรียบร้อยแล้ว หลี่ฉางอันก็เอ่ยขึ้นแล้วหยิบถ้วยของตนเองขึ้นมาดื่ม

เขาเป่าเบาๆ ที่ผิวชา ก่อนจะจิบเข้าไปเล็กน้อย

ทันทีที่น้ำชาสัมผัสลิ้น กลิ่นหอมสดชื่นผสมกับรสหวานจางๆ ก็พลันเบ่งบานไปทั่วโพรงปาก

และเมื่อน้ำชาไหลผ่านลำคอลงไป ก็ยังทิ้งรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของใบชาหลงจิ่งไว้ให้ชุ่มชื่นใจ

ทั่วทั้งปากอบอวลไปด้วยกลิ่นหอม

“อา!”

เมื่อดื่มลงไปหนึ่งอึก หหลี่ฉางอันก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาวออกมา บนใบหน้าเต็มไปด้วยสีหน้าแห่งความเพลิดเพลินอย่างที่สุด

เมื่อเห็นท่าทางดื่มด่ำของหลี่ฉางอัน อึ้งย้งก็ไม่อาจทนความสงสัยต่อไปได้อีก นางรีบยกถ้วยของตนขึ้นมาบ้าง

หลังจากจิบเข้าไปเบาๆ ดวงตาของอึ้งย้งก็พลันเบิกกว้างเป็นประกาย

รสชาติที่หอมสดชื่นและหวานละมุนแผ่ซ่านไปทั่วปากในทันที ทำให้อึ้งย้งอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความชื่นชม “ชาดี!”

ทว่า ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา อึ้งย้งก็สัมผัสได้ว่าน้ำชาที่เพิ่งดื่มลงไปนั้น เมื่อเข้าสู่ช่องท้องกลับแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานเยือกเย็นสายหนึ่งที่กำลังแผ่กระจายไปทั่วร่าง

ส่วนหนึ่งไหลเวียนอย่างช้าๆ อยู่ในร่างกาย ส่วนอีกสายหนึ่งพุ่งตรงขึ้นสู่สมอง ทำให้ทั้งศีรษะรู้สึกเย็นสบายอย่างบอกไม่ถูก

ในขณะเดียวกัน เอี้ยง้วยที่อยู่ข้างๆ ก็ได้จรดถ้วยชาที่ริมฝีปากแล้วเช่นกัน

ขณะที่นางค่อยๆ จิบชา รสหวานละมุนก็แผ่ซ่านไปพร้อมๆ กับที่นางสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในทันที

ในชั่วพริบตา แม้แต่เอี้ยง้วยเองก็ยังต้องหรี่นัยน์ตาลง จ้องมองน้ำชาในถ้วยที่ใสดั่งแก้วมรกต

ในใจของนางราวกับมีคลื่นยักษ์ซัดสาดโหมกระหน่ำ ยากจะสงบลงได้

“ชานี้... สามารถยกระดับพรสวรรค์ด้านความเข้าใจและรากฐานกระดูกได้ด้วยรึ?”

แม้ในยุทธภพจะมีโอสถวิเศษที่สามารถยกระดับพรสวรรค์และรากฐานกระดูกอยู่บ้าง

แต่ทว่าทุกชิ้นล้วนสามารถเรียกได้ว่าเป็นของล้ำค่าหายาก คนธรรมดาต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตก็อาจจะไม่ได้พบเจอแม้แต่ชิ้นเดียว

ถึงแม้จะเป็นขุมกำลังระดับสุดยอดอย่างบู๊ตึ๊ง เส้าหลิน หรือแม้แต่วังบุปผาเองก็เช่นกัน

แต่บัดนี้ ในเมืองเล็กๆ ที่ชายแดนของแคว้นต้าหมิง ใบชาที่หลี่ฉางอันหยิบออกมาอย่างง่ายดายกลับมีสรรพคุณน่าอัศจรรย์เช่นนี้

แล้วจะให้เอี้ยง้วยไม่รู้สึกตื่นตระหนกและประหลาดใจได้อย่างไร?

ด้วยเหตุนี้เอง สายตาที่นางมองไปยังหลี่ฉางอันจึงอดไม่ได้ที่จะฉายแววตกตะลึงและงุนงงระคนกัน

อีกด้านหนึ่ง หลังจากที่หลี่ฉางอันค่อยๆ ดื่มชาจนหมดถ้วย ข้อความแจ้งเตือนของระบบก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา

[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ รากฐานกระดูกของท่านเพิ่มขึ้น 1 แต้ม]

“เพิ่มแค่รากฐานกระดูกอย่างนั้นหรือ?”

เมื่อเห็นการแจ้งเตือนของระบบ หลี่ฉางอันก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด

รากฐานกระดูกของหลี่ฉางอันนั้นค่อนข้างต่ำ ในขณะที่พรสวรรค์ด้านความเข้าใจของเขาอยู่ในระดับอัจฉริยะฟ้าประทานแล้ว

ชาหยกหลิงหลงจัดเป็นโอสถวิเศษที่มีฤทธิ์อ่อนโยน

ด้วยระดับพรสวรรค์ของหลี่ฉางอัน ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเพิ่มขึ้นตั้งแต่การดื่มครั้งแรกเหมือนกับรากฐานกระดูก

ตามการคาดการณ์ของเขา เขาคงต้องดื่มติดต่อกันสักสองสามวัน พรสวรรค์ด้านความเข้าใจจึงจะเพิ่มขึ้นสัก 1 แต้ม

เขาจิบชาเสียงดังจั๊บๆ ก่อนจะวางถ้วยลง แล้วหันไปยกเก้าอี้โยกออกมาไว้ในลานเรือน

จากนั้น ก็วางกาน้ำชาและถ้วยชาไว้ข้างๆ เก้าอี้โยก ส่วนตัวเองก็เอนกายลงนอนอาบแดดบนเก้าอี้เหมือนเมื่อวาน

เมื่อเห็นการกระทำของหลี่ฉางอัน อึ้งย้งที่กำลังตะลึงอยู่ก็พลันได้สติกลับคืนมา

ดวงตาเล็กๆ ของนางเป็นประกายวาบ รีบทำตามหลี่ฉางอันโดยการไปยกเก้าอี้โยกออกมาบ้าง

ตอนที่เดินผ่านเอี้ยง้วย นางก็ยังถือโอกาสบอกกับเอี้ยง้วยด้วยว่า “ในห้องยังมีเก้าอี้เหลือนะเจ้าคะ หากพี่สาวเล้งอยากจะร่วมด้วยก็ไปยกออกมาเองได้เลย”

หลังจากวางเก้าอี้ไว้ข้างๆ หลี่ฉางอัน อึ้งย้งก็รินชาอีกถ้วยดื่มรวดเดียวจนหมด ก่อนจะเอนตัวลงนอนทันที

“อา!”

ในชั่วขณะที่อึ้งย้งเอนกายลงนอน เสียงครางที่มาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณก็หลุดออกมาจากปากของนางอย่างห้ามไม่อยู่

จากนั้น ทั้งร่างของนางก็ไม่อยากจะขยับเขยื้อนอีกต่อไป

เอี้ยง้วยเหลือบมองถ้วยชาในมือ สลับกับมองคนทั้งสองที่กำลังนอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้ประหลาดกลางลานเรือน โยกคลอนไปมาเบาๆ ด้วยใบหน้าที่เปี่ยมสุข

ในดวงตาของนางอดไม่ได้ที่จะปรากฏแววสงสัยขึ้นมา

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เอี้ยง้วยก็ทำตามอึ้งย้ง นางเดินไปยกเก้าอี้มาหนึ่งตัวแล้ววางลงข้างๆ หลี่ฉางอัน

เมื่อสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวข้างกาย หลี่ฉางอันก็ปรือตาขึ้นอย่างเกียจคร้าน เหลือบมองเอี้ยง้วยแวบหนึ่ง

แล้วก็หลับตาลงอย่างเกียจคร้านอีกครั้ง

เมื่อเห็นท่าทางเกียจคร้านของหลี่ฉางอัน เอี้ยง้วยก็เลิกคิ้วขึ้น

หลังจากนิ่งไปชั่วครู่ นางก็ลองเอนกายลงนอนเหมือนคนทั้งสอง

ไม่กี่วินาทีต่อมา... สัมผัสได้ถึงการโยกไหวของเก้าอี้ และความรู้สึกอบอุ่นของแสงแดดที่สาดส่องทั่วร่าง

“อืม!”

ประกอบกับกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในลานเรือน และกลิ่นหอมของชาหยกหลิงหลงที่ยังคงตกค้างอยู่ในปาก

เสียงพึมพำแผ่วเบาก็หลุดออกมาจากริมฝีปากของเอี้ยง้วย

ทั้งร่างกายและจิตใจของนางในชั่วขณะนี้ พลันผ่อนคลายลงอย่างสมบูรณ์

ในขณะเดียวกัน เอี้ยง้วยก็พลันเข้าใจขึ้นมาว่าเหตุใดคนทั้งสองจึงมีสีหน้าเช่นนั้นหลังจากเอนกายลงนอน

แสงแดดสาดส่องอุ่นสบาย สายลมพัดโชยมาเอื่อยๆ

1 บุรุษ 2 สตรีนอนอยู่ใต้แสงแดด ปล่อยให้เก้าอี้โยกแกว่งไกวไปมาอย่างช้าๆ

ในสภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นเช่นนี้ นานๆ ครั้งก็จิบชาสักอึก

ราวกับว่าตัวเกียจคร้านที่ซ่อนอยู่ก้นบึ้งของจิตใจได้ถูกแสงแดดขับออกมา ทำให้ทั้งสามรู้สึกขี้เกียจจนไม่อยากกระทั้งยกนิ้วขึ้นมา

ทั่วทั้งลานเรือน มีเพียงเสียง “เอี๊ยดอ๊าด” ของเก้าอี้โยกที่เสียดสีกับพื้นดิน

แม้จะไม่ใช่เสียงที่ไพเราะ แต่กลับทำให้รู้สึกผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจอย่างน่าประหลาด

และเป็นเช่นนั้นเอง…

เป็นเวลากว่าสองชั่วยามเต็มๆ

ทั้งสามคนต่างดื่มด่ำอยู่กับบรรยากาศที่แปลกประหลาดนี้

จนกระทั่งแสงแดดเริ่มอ่อนแรงลง อุณหภูมิเริ่มลดต่ำ หลี่ฉางอันจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ

เขาหาวออกมาคราหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นนั่ง บิดขี้เกียจเพื่อขับไล่ความเกียจคร้านออกจากร่างกาย

หลังจากดื่มชาอีกถ้วย หลี่ฉางอันก็เอ่ยขึ้นอย่างพึงพอใจ “เป็นบ่ายที่คุ้มค่าอีกวันแล้วสินะ!”

ข้างๆ กัน อึ้งย้งที่ลุกขึ้นนั่งเพราะการเคลื่อนไหวของหลี่ฉางอันเช่นกัน นางมองเขาด้วยสายตาดูแคลน “เจ้าคงเข้าใจความหมายของคำว่า ‘คุ้มค่า’ ผิดไปกระมัง? ทำเพียงเท่านี้เรียกว่าคุ้มค่าแล้วรึ?”

เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ฉางอันก็หัวเราะเบาๆ “แล้วเหตุใดจะไม่ได้เล่า? การได้'ฉกฉวยเวลาครึ่งค่อนวันมาพักผ่อน' ก็ถือเป็นความสุขอย่างยิ่งในชีวิตแล้วไม่ใช่หรือ?”

“มีความสุขก็หนึ่งวัน วุ่นวายก็หนึ่งวัน ผ่อนคลายก็หนึ่งวัน”

“ชีวิตคนเรา บางครั้งความสบายใจนี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”

“เจ้าคิดว่า จะมีสักกี่คนที่สามารถทำอย่างพวกเราได้?”

อึ้งย้งถามด้วยความสงสัย “เหตุใดจะทำไม่ได้เล่า? ก็แค่แอบอู้นอนเล่นทั้งบ่ายมิใช่รึ?”

หลี่ฉางอันส่ายหน้า “การจะนอนเล่นตอนบ่าย ไม่ใช่เรื่องง่ายดายปานนั้นหรอก!”

“คนธรรมดาทั้งวันก็ต้องเอาแต่คิดหาวิธีหาเงิน ขุนนางต้องบริหารบ้านเมือง แม้แต่ชาวยุทธ์ในยุทธภพเอง ก็ยังต้องวิ่งวุ่นและฝึกยุทธ์ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา”

“สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับการอยู่ท่ามกลางคลื่นลม ทำได้เพียงถูกกระแสผลักดันให้เคลื่อนไปข้างหน้าเท่านั้น”

“แม้บางคนจะมีเงื่อนไขพร้อม แต่คำสี่คำว่า ‘ชื่อเสียงลาภยศ’ ก็หนักหนาพอที่จะฉุดรั้งพวกเขาไว้ ไม่ให้ผ่อนคลายเช่นนี้ได้”

“หลายครั้ง เมื่อเราได้บางสิ่งมา ก็ย่อมต้องสูญเสียบางสิ่งไป”

“เหมือนกับการที่พวกเรากินข้าวเสร็จแล้วมานอนอาบแดดอย่างสบายใจไร้กังวลเช่นนี้ ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายดาย แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถทำได้กันเล่า?”

เมื่อได้ฟังคำพูดของหลี่ฉางอัน อึ้งย้งก็ครุ่นคิดตาม และพบว่าเป็นจริงดังที่เขากล่าว

นับตั้งแต่ออกจากเกาะดอกท้อมา อึ้งย้งได้เห็นความทุกข์ยากมามากมาย เห็นการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นมานับไม่ถ้วน

แต่คนที่ใช้ชีวิตเพียงเพื่อเสพสุขกับชีวิตอย่างหลี่ฉางอันนั้น นับเป็นคนแรกที่นางได้พบเจอ

คนเรามีชีวิตอยู่หนึ่งชาติภพ มีเรื่องผูกมัดมากมายเหลือเกิน มากจนไม่สามารถผ่อนคลายลงได้

โดยเฉพาะในยุทธภพ ยิ่งเป็นเช่นนั้น!

บางคนขนาดนอนยังต้องลืมตาข้างหนึ่ง เพียงเพราะกลัวว่าจะถูกศัตรูลอบสังหาร!

ในขณะนี้เอี้ยง้วยที่อยู่ข้างๆ ก็ลืมตาขึ้น นางมองหลี่ฉางอันที่มีท่าทีสบายๆ มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ

เมื่อหวนนึกถึงคำพูดของหลี่ฉางอันเมื่อครู่ ในแววตาของนางก็อดไม่ได้ที่จะฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง

นางเหลือบมองดวงตะวันที่กำลังคล้อยต่ำบนท้องฟ้า ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลงอีกครั้ง มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอีกครั้ง

“ฉกฉวยเวลาครึ่งค่อนวันมาพักผ่อนงั้นหรือ? ความรู้สึกนี้... ก็นับว่าไม่เลวจริงๆ!”



ตอนก่อน

จบบทที่ ฉกฉวยเวลาครึ่งค่อนวันมาพักผ่อน

ตอนถัดไป