ทำอย่างไรดี?
บทที่ 14 ทำอย่างไรดี?
ยามเย็น ขณะที่อึ้งย้งกำลังจะยกอาหารเลิศรสที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ ขึ้นโต๊ะ หลี่ฉางอันกลับห้ามสตรีทั้งสองไม่ให้ขยับตะเกียบ
จากนั้น ท่ามกลางความสงสัยของทั้งสอง หลี่ฉางอันก็หันกายเดินกลับเข้าไปในห้องเก็บสุรา
เมื่อเขาออกมาอีกครั้ง ในมือก็มีไหกระเบื้องเคลือบใบหนึ่งเพิ่มขึ้นมา
หลังจากหลี่ฉางอันนั่งลง อึ้งย้งก็เอ่ยถาม “นี่คือสิ่งใด?”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ฉางอันก็ส่งเสียงประหลาดใจออกมาเบาๆ ก่อนจะยกมือขึ้นวางบนหน้าผากของอึ้งย้ง
“สมองเจ้าคงไม่ได้ถูกแดดเผาจนเลอะเลือนไปแล้วใช่หรือไม่?”
อึ้งย้งปัดมือของหลี่ฉางอันออกอย่างไม่พอใจ
“เจ้าสิเลอะเลือน!”
หลี่ฉางอันยักไหล่ “ข้าหยิบของออกมาจากห้องเก็บสุรา นอกจากสุราแล้วจะหยิบอะไรออกมาได้อีก?”
อึ้งย้งมองหลี่ฉางอันด้วยสายตาแปลกๆ “เจ้าเพิ่งจะหมักสุราเมื่อตอนเช้า ตอนเย็นก็ดื่มได้แล้วรึ?”
หลี่ฉางอันตอบอย่างไม่ใส่ใจ “นี่เป็นส่วนที่ข้าหมักแบบเร่งด่วน หมักเพียงห้าหกชั่วยามก็พอแล้ว เพียงแต่รสชาติและสรรพคุณจะด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ก็ดื่มได้”
“ส่วนที่เหลือนั้นต้องรออีกครึ่งเดือนถึงจะเปิดผนึกได้”
โดยปกติแล้ว ในกระบสนการหมักสุราอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหมักสิบถึงยี่สิบวัน
แต่เวลานานขนาดนั้น ใครจะไปรอไหว?
ดังนั้นเมื่อตอนเช้าตอนที่หมักสุรา หลี่ฉางอันจึงหมักออกมาสองแบบ
แบบแรกคือการไปซื้อสุราสำเร็จรูปจากโรงเตี๊ยมกลับมาแปรรูปซ้ำอีกทอดหนึ่ง
จากนั้นจึงนำไปหมักต่อ
เพียงแต่ว่า ด้วยวิธีนี้ สรรพคุณทางยาในสมุนไพรจะไม่สามารถแสดงออกมาได้อย่างเต็มที่
ไม่ว่าจะเป็นรสชาติของสุราหรือฤทธิ์ยา ล้วนอ่อนลงไปส่วนหนึ่ง
นับว่าขาดทุนอยู่บ้าง
แต่เงินเล็กน้อยเพียงนั้น หลี่ฉางอันจะใส่ใจหรือ?
มีเงินก็เอาแต่ใจได้เช่นนี้แหละ
หลังจากหยิบจอกสุราออกมาสามใบ หลี่ฉางอันก็เปิดไหสุราออก
ทันทีที่ฝาไหถูกเปิดออก กลิ่นหอมของสุราก็พลันลอยฟุ้งออกมาจากปากไห
กลิ่นหอมสดชื่น, ดึงดูดให้สตรีทั้งสองจนต้องเบิกตากว้างเป็นประกาย
และเมื่อน้ำสุราถูกรินลงในจอก ตัวน้ำสุราก็งดงามไม่ต่างจากกลิ่นหอมของมัน
สีชมพูระเรื่อดุจผงผลึก ทั้งยังใสกระจ่างราวกับอำพัน
ปราศจากความขุ่นมัวเหมือนสุราทั่วไปในตลาดโดยสิ้นเชิง
อึ้งย้งมองสุราใสในจอก ก่อนจะยกขึ้นมาด้วยความสงสัยใคร่รู้
นางจรดจอกไว้ใต้จมูกแล้วสูดดมเบาๆ
จากนั้นจึงจิบเข้าไปเล็กน้อย
ทันทีที่สุราชั้นเลิศเข้าสู่ปาก กลิ่นหอมหวานและกลิ่นสุราจางๆ ก็พลันแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ดวงตาของอึ้งย้งสว่างวาบขึ้นมาทันที
จากนั้นนางก็กระดกสุราเลิศรสในจอกรวดเดียวจนหมด
“อร่อยเพียงนี้เชียว?”
หลี่ฉางอันแย้มยิ้ม “ก็ต้องดูว่าใครเป็นคนหมัก ถ้าไม่อร่อยข้าจะทำมันออกมาทำไม?"
เอี้ยง้วยที่อยู่ข้างๆ เห็นดังนั้น ก็ลองชิมไปหนึ่งจอกด้วยความสงสัยเช่นกัน
จากนั้นจึงให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา “สุรานี้ไม่เลวทีเดียว มีชื่อว่าอะไร?”
หลี่ฉางอันตอบ “(เถาฮวาเซียง)ดอกท้อเมามาย”
เอี้ยง้วยพยักหน้า “สุราก็ดี นามก็ดี”
หลี่ฉางอันหัวเราะ “สุราเลิศรสย่อมต้องคู่กับอาหารชั้นเลิศ เช่นนี้จึงจะเรียกว่าส่งเสริมซึ่งกันและกัน”
เอี้ยง้วยยิ้มบางๆ “เจ้าช่างรู้จักใช้ชีวิตเสียจริง”
หลี่ฉางอันหัวเราะอย่างเป็นอิสระ ก่อนจะเริ่มดื่มสุราหนึ่งคำสลับกับคีบอาหารเข้าปากหนึ่งคำ
ทว่า... ขณะที่กำลังกินดื่มอยู่นั้น เมื่อสุราชั้นเลิศไหลลงท้องอย่างต่อเนื่อง
เอี้ยง้วยและอึ้งย้งก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
ในขณะนี้ ทั้งสองคนต่างสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าในช่องท้องของตนพลันมีพลังงานสายหนึ่งก่อตัวขึ้นและแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ภายใต้พลังงานสายนี้ พลังลมปราณในตันเถียนของพวกนางก็พวยพุ่งออกมาดุจแมวได้กลิ่นคาวปลา ก่อนจะเข้าโอบล้อมพลังงานเหล่านั้นไว้
เพียงชั่วเวลาไม่กี่อึดใจ แม้แต่เอี้ยง้วยยังสัมผัสได้ว่าพลังลมปราณของตนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ส่วนอึ้งย้งที่อยู่ข้างๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เมื่อพลังลมปราณเพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง คอขวดที่เดิมทีก็คลอนแคลนอยู่แล้วของอึ้งย้งก็พลันถูกทะลวงผ่าน
พลังลมปราณโคจรอย่างรวดเร็ว ระดับพลังบำเพ็ญของนางทะลวงจากขอบเขตยุทธ์ระดับสองขั้นสูงสุด เข้าสู่ขอบเขตยุทธ์ระดับหนึ่งขั้นต้นในทันที!
เมื่อสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย สตรีทั้งสองต่างก็ตกตะลึงไปพร้อมกัน
อึ้งย้งมองน้ำสุราในจอก สลับกับหันไปมองหลี่ฉางอันที่อยู่ข้างๆ
แต่สิ่งที่ทั้งเอี้ยง้วยและอึ้งย้งไม่ทันสังเกตก็คือ ขณะที่พวกนางกำลังรับรู้ถึงความผันผวนของพลังลมปราณจากการทะลวงขอบเขตของอึ้งย้งนั้น…
มือของหลี่ฉางอันที่ถือจอกสุราอยู่กลับสั่นไหวเล็กน้อย
ทั้งมีวรยุทธ์ ทั้งทำอาหารอร่อยเลิศล้ำ ทั้งยังงดงามถึงเพียงนี้
บัดนี้ หลี่ฉางอันแทบจะมั่นใจได้แล้ว
แม่ครัวคนสวยที่เขาเก็บมาจากข้างถนนโดยบังเอิญคนนี้ เบื้องหลังของนาง…..คงจะเป็นเกาะดอกท้อเป็นแน่
“นี่ข้าโชคดีขนาดนั้นเลย? ออกจากบ้านไปเก็บขอทานมาส่งๆ กลับกลายเป็นอึ้งย้งจากเกาะดอกท้อไปเสียได้?”
ก่อนหน้านี้ตอนที่รู้ชื่อของอึ้งย้ง หลี่ฉางอันก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
เพราะอย่างไรเสีย ตำแหน่งที่ตั้งของเกาะดอกท้อนั้นอยู่ในแคว้นซ่ง
ส่วนที่ที่เขาอยู่ตอนนี้คือแคว้นต้าหมิง
ห่างไกลกันลิบลับ
ดังนั้นในตอนแรกที่หลี่ฉางอันได้ยินชื่ออึ้งย้ง เขาก็ยังคิดว่าเป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่เจอคนชื่อแซ่เดียวกัน
แต่ดูจากตอนนี้แล้ว... บังเอิญกับผีสิ
“นังหนูนี่ รสนิยมช่างแปลกประหลาด? ปลอมเป็นขอทานถึงกับหนีจากแคว้นต้าซ่งมาไกลถึงแคว้นต้าหมิง!”
เมื่อเผชิญหน้ากับความจริงนี้ หลี่ฉางอันก็อดที่จะรู้สึกกลัดกลุ้มใจขึ้นมาไม่ได้
เพราะหากเป็นคนธรรมดา สัญญากระดาษแผ่นนั้นของเขาย่อมไม่มีปัญหาใดๆ
ตำแหน่งแม่ครัวของเขาจะหนีไปไหนไม่ได้ชั่วชีวิต
แต่ถ้าเป็นอึ้งย้งจากเกาะดอกท้อ เรื่องมันก็ต่างออกไปแล้ว
ของที่เรียกว่าสัญญา สำหรับชาวยุทธ์แล้วไม่ต่างอะไรกับกระดาษเปล่า
หากชาวยุทธ์ทุกคนยึดถือเหตุผล…
ในยุทธภพก็คงไม่มีความขัดแย้งไม่สิ้นสุดเช่นนี้
แม้แต่ราชสำนักกับยุทธภพก็คงไม่แบ่งแยกกันอย่างชัดเจนแบบตอนนี้
เพราะอย่างไรเสีย เมื่อกำปั้นใหญ่พอ อารมณ์ดีก็อาจจะยอมคุยด้วยเหตุผล
แต่หากอารมณ์ไม่ดี ก็ใช้กำลังบังคับให้ยอมจำนน แล้วเจ้าจะทำอะไรได้?
ดังนั้น หนทางที่วางอยู่เบื้องหน้าหลี่ฉางอันในตอนนี้จึงมีอยู่สองทาง
หนึ่งคือ เร่งฝึกปรือฝีมือ จนกระทั่งแข็งแกร่งกว่าอึ้งย้ง หรือกระทั่งมารเฒ่าหวงที่อยู่เบื้องหลังนาง
สอง ขายหน้าตาอันหล่อเหลาของตนเองเพื่อจีบอึ้งย้งให้ติด
ทำให้อึ้งย้งกลายเป็นคนของตนเองอย่างสมบูรณ์
แต่แล้วหลี่ฉางอันก็ชะงัก... เมื่อตระหนักถึงปัญหาใหญ่หลวงข้อหนึ่ง
ดูเหมือน……รสนิยมของอึ้งย้งจะเอนเอียงไปทางบุรุษซื่อๆ ทึ่มๆ เสียด้วยสิ...
คนฉลาดหลักแหลมปานปีศาจอย่างตน ย่อมไม่ใช่สเปกของอึ้งย้งแน่นอน!
งานเข้าแล้วสิ? มีวิธีไหนที่จะทำให้ตัวเองดูทึ่มๆ โง่ๆ บ้าง?
เอาก้อนอิฐมาฟาดหัวตัวเองสักทีดีไหม?
ไม่ๆๆ! นั่นมันไม่เล่นใหญ่เกินไปหน่อยรึ?
เพียงเพราะแค่เรื่องของกินถึงกับต้องเอาอิฐมาทุบหัวตัวเอง…
เรื่องแบบนี้ เขาผู้เป็นยอดอัจฉริยะทำใจยอมรับไม่ได้เด็ดขาด!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หลี่ฉางอันก็รู้สึกเศร้าสร้อยขึ้นมาจับใจ
บางครั้ง การเป็นคนฉลาดเกินไปก็เป็นเรื่องน่าปวดหัวเหมือนกัน!
และในระหว่างที่กำลังคร่ำครวญถึงโชคชะตาอยู่นั้น มือของหลี่ฉางอันก็เร่งความเร็วในการจ้วงอาหารเข้าปากไม่หยุด
ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ไม่รู้ว่าแม่ครัวคนสวยของเขาจะขอหยุดงานเมื่อไหร่ ถือโอกาสที่ยังมีตอนนี้ต้องกินให้เยอะๆ เข้าไว้
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่ฉางอันก็ตัดสินใจว่า คืนนี้จะให้อึ้งย้งทำอาหารมื้อดึกให้อีกรอบ
กินเพิ่มได้หนึ่งมื้อ ก็คือกำไรหนึ่งมื้อ