แม่ครัวสำรอง, เสี่ยวเจียว
บทที่ 25: แม่ครัวสำรอง, เสี่ยวเจียว
ไม้เท้าหัวมังกรในมือกระทุ้งลงบนพื้น หญิงชราค่อยๆ หันกลับมามองเด็กสาวในอาภรณ์ที่เปียกปอนไปทั้งร่าง
“ฟังให้ดี ในเมืองฉางซานแห่งนี้ สายลับของลัทธิเม้งก่ามีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง หากล่วงล้ำเข้าไปลึกกว่านี้ อาจถูกเปิดโปงตัวตนได้
หญิงชรากล่าวพลางเหลือบมองเด็กสาว แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “การจะแฝงตัวเข้าไปในลัทธิเม้งก่า เจ้าจำเป็นต้องมีสถานะที่สมเหตุสมผล มิเช่นนั้น สถานที่สำคัญอย่างยอดเขาเจิดจรัส เจ้าก็ยากที่จะแฝงตัวเข้าไปได้"
“ดังนั้น นับจากนี้ไป เจ้าต้องหาครอบครัวในเมืองนี้เพื่อให้พวกเขารับเจ้าไปอยู่ด้วย เพื่อว่าภายภาคหน้าเมื่อลัทธิเม้งก่ามาสืบสาวเรื่องราวของเจ้า จะได้มีที่มาที่ไปให้สืบเสาะได้...เข้าใจหรือไม่?”
เมื่อได้ฟังคำของหญิงชราตรงหน้า ดวงตาที่งดงามดุจสายน้ำของเด็กสาวก็ค่อยๆ ลดต่ำลง นางถอนหายใจแผ่วเบา “เสี่ยวเจียวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
“อืม! เมื่อถึงเวลา ข้าจะส่งข่าวให้เจ้าเอง”
หลังจากตอบกลับอย่างเย็นชา หญิงชราก็หันหลังเดินกลับออกไปนอกประตูเมือง
ทิ้งให้เสี่ยวเจียวยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนเพียงลำพัง ปล่อยให้ละอองฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสายชโลมเรือนผมและอาภรณ์จนเปียกชุ่มไปทั้งตัว
ความหนาวเหน็บเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาในร่างกาย
จนกระทั่งกลิ่นหอมของอาหารลอยปะปนมากับสายฝน แตะที่ปลายจมูกของนาง
กลิ่นหอมยั่วน้ำลายนั้นทำเอาเสี่ยวเจียวอดมิได้ที่จะหันไปมอง
สุดปลายสายตา ในลานบ้านที่ปิดประตูสนิท มีควันไฟจากการหุงหาลอยขึ้นมาเป็นสาย
หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เสี่ยวเจียวก็ลากร่างกายที่เย็นเฉียบเดินไปยังหน้าประตูเรือนหลังนั้นอย่างเหม่อลอย
สายตาของนางจับจ้องไปยังป้ายประกาศให้เช่าที่เปียกชื้นบนกำแพงด้านข้าง
เสี่ยวเจียวค่อยๆ ยกมือขึ้นแล้วเคาะประตู
ทว่า ภายในเรือนกลับเงียบสงัดไร้การตอบรับ
เอี๊ยด…
และในขณะที่เสี่ยวเจียวผิดหวังเตรียมจะจากไปนั่นเอง
ประตูบานใหญ่ตรงหน้าก็พลันเปิดออก
ทันใดนั้น บุรุษหนุ่มผู้มีรูปโฉมหล่อเหลาชวนตะลึง ทว่ากลับมีสีหน้าเจือแววเกียจคร้าน ก็ปรากฏสู่สายตาของเสี่ยวเจียว
สายตาจับจ้องไปที่เด็กสาวหน้าประตู หลี่ฉางอันเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย
“เจ้าคือ?”
สิ้นเสียงที่ฟังดูสบายๆ ของเขา เสี่ยวเจียวเหลือบมองป้ายประกาศบนกำแพงแล้วเอ่ยเสียงเบา “ที่นี่... มีห้องให้เช่าหรือไม่เจ้าคะ?”
หลี่ฉางอันขมวดคิ้ว “มาเช่าห้องรึ?”
ตอนแรกเสี่ยวเจียวพยักหน้า แต่แล้วก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เจือความประหม่า “แต่ว่า... ข้าไม่มีเงินเจ้าค่ะ”
“หืม? ไม่มีเงิน?”
เมื่อมองเด็กสาวตรงหน้าที่เอาแต่ก้มหน้างุด ทั้งขี้อายทั้งเจียมตน…
หลี่ฉางอันกลับรู้สึกสนใจขึ้นมา
ไม่มีเงินติดตัวแต่ยังคิดจะเช่าห้อง...เรื่องเช่นนี้นับว่าน่าสนใจ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลี่ฉางอันจึงเอ่ยถาม “งานซักล้างปัดกวาดเช็ดถู...ทำเป็นหรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสี่ยวเจียวก็รีบพยักหน้ารับ “เป็นเจ้าค่ะ! เมื่อก่อนงานบ้านในเรือนล้วนเป็นข้าที่ทำมาตลอด”
เมื่อฟังคำตอบของนาง หลี่ฉางอันก็เกิดความสนใจขึ้นไปอีก “แล้วทำอาหารเป็นหรือไม่?”
เสี่ยวเจียว “เป็นเจ้าค่ะ!”
เมื่อได้คำตอบ หลี่ฉางอันลูบคางพลางกล่าว “เอาเช่นนี้แล้วกัน รวมที่พักและอาหารให้ เดือนละหนึ่งตำลึงเงิน...ทำหรือไม่?”
เสี่ยวเจียวพยักหน้ารับตามสัญชาตญาณ “ทำเจ้าค่ะ”
แต่พอพูดจบ นางก็พลันฉุกคิดขึ้นได้ จึงถามด้วยความกังวลเล็กน้อย “ทำอะไรหรือเจ้าคะ?”
หลี่ฉางอันตอบเรียบๆ “ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถูทุกวัน แล้วก็เรียนทำอาหารกับแม่ครัวคนปัจจุบันของบ้านข้า”
ถึงแม้ตอนนี้จะมีแม่ครัวแล้ว แต่ใครจะรู้ว่าวันไหนนางจะหายไป
และถึงแม้ตัวหลี่ฉางอันเองจะเคยใฝ่ฝันอยากเป็นยอดพ่อครัว...
แต่ตอนนี้จิตใจของเขาก็ได้แหลกสลายไม่มีชิ้นดีไปแล้ว
ชาตินี้คงหมดหวังที่จะทำอาหารรสเลิศเทียบเท่าฝีมือของอึ้งย้งได้แล้ว
ดูท่าตนจะไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้เลยจริงๆ
ดังนั้นหลายวันที่ผ่านมาหลี่ฉางอันจึงครุ่นคิดหาวิธีการมาโดยตลอด
จนกระทั่งการปรากฏตัวของเสี่ยวเจียว...ความคิดหนึ่งก็พลันผุดขึ้นในใจของหลี่ฉางอัน
ก็หาศิษย์ให้อึ้งย้งเสียเลย ให้นางถ่ายทอดฝีมือการครัวทั้งหมดที่มี
เช่นนี้แล้ว ต่อให้ในอนาคตแม่ครัวคนเก่งจะหนีไป เขาก็ยังมีแม่ครัวสำรองอยู่
ชีวิตอันแสนสุขสบายของเขาก็จะยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น!
เมื่อเข้าใจแล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง เสี่ยวเจียวก็รู้สึกโล่งใจ “เสี่ยวเจียวขอบพระคุณคุณชายมากเจ้าค่ะ”
“เสี่ยวเจียว?”
เมื่อได้ยินชื่อของเด็กสาว หลี่ฉางอันก็เหลือบมองนางด้วยความสงสัย
รูปโฉมธรรมดา ทั้งยังเปียกปอนไปทั้งตัว
ดูแล้วน่าเวทนาอยู่หลายส่วน
ภาพลักษณ์เช่นนี้ ช่างดูไม่ตรงกับเสี่ยวเจียวในความทรงจำของหลี่ฉางอันเลยแม้แต่น้อย
“คง...ไม่บังเอิญถึงเพียงนั้นกระมัง?”
หลังจากพึมพำกับตัวเอง หลี่ฉางอันก็สลัดความคิดฟุ้งซ่านในใจทิ้งไป แล้วหันไปนำเสี่ยวเจียวเข้ามาในลานเรือน
ขณะเดียวกัน อึ้งย้งที่ยกอาหารออกมาจากครัวก็เห็นคนทั้งสองที่เดินเข้ามาในลานพอดี
นางมองสำรวจเสี่ยวเจียวอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปถามหลี่ฉางอันด้วยความสงสัย “นี่ใครรึ?”
เมื่อได้ยินเสียง เอี้ยง้วยที่อยู่ในห้องก็เดินมาที่ประตูเช่นกัน สายตาของนางจับจ้องไปยังเสี่ยวเจียวในทันที
ในทางกลับกัน เมื่อเสี่ยวเจียวเห็นสตรีทั้งสองที่งดงามราวกับเทพธิดาผู้ไม่แปดเปื้อนไอโลกีย์ ในแววตาของนางก็ฉายแววตื่นตะลึงออกมาเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่าเสี่ยวเจียวไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า…
ในเรือนหลังนี้ นอกจากบุรุษหนุ่มรูปงามอย่างหลี่ฉางอันแล้ว ยังมีสตรีที่งดงามล้ำเหนือใครในปฐพีอยู่อีกถึงสองคน
เมื่อเดินเข้ามาใกล้ หลี่ฉางอันกล่าวอย่างขอไปที “ผู้เช่าคนใหม่ แต่ไม่มีเงินจ่าย เลยจะให้นางช่วยงานปัดกวาดเช็ดถู แล้วก็ถือโอกาสเรียนทำอาหารจากเจ้าไปด้วย”
“หืม?”
อึ้งย้งไม่เข้าใจ “ให้ช่วยงานปัดกวาดข้ายังพอเข้าใจได้ แต่ให้มาเรียนทำอาหารกับข้าหมายความว่าอย่างไร?”
หลี่ฉางอันยักไหล่ “ก็เผื่อวันใดเจ้ามีธุระต้องลา หรือคิดหนีไปน่ะสิ อย่างน้อยข้าก็ยังมีคนทำอาหารให้ข้ากินแทนเจ้าได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น อึ้งย้งก็เบ้ปาก “ช่างคิดการณ์ไกลเสียจริงนะ”
หลี่ฉางอันยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “แน่นอนอยู่แล้ว!”
เมื่อเห็นท่าทีภูมิใจของหลี่ฉางอัน อึ้งย้งก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบน
หลังจากวางร่มไว้ที่ประตู หลี่ฉางอันก็หันไปพูดกับอึ้งย้ง “รูปร่างของเจ้ากับเสี่ยวเจียวใกล้เคียงกัน ไปเอาเสื้อผ้ามาให้นางเปลี่ยนสักชุด เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอา”
“โอ้!”
อึ้งย้งตอบรับอย่างไม่เต็มใจนัก แล้วจึงพาเสี่ยวเจียวเดินไปยังห้องของตน
ส่วนหลี่ฉางอันนั้นเดินไปยังห้องหนังสืออีกฟากหนึ่งแล้วคลี่กระดาษเซวียนออก
ไม่นานนัก อึ้งย้งที่พาเสี่ยวเจียวไปก่อนหน้านี้ก็กลับมา
หลังจากกลับเข้ามาในห้อง นางเหลือบมองหลี่ฉางอันแวบหนึ่ง ก่อนจะเขยิบเข้าไปใกล้เอี้ยง้วยแล้วกระซิบเสียงเบา
“พี่สาวเล้ง… เมื่อครู่ตอนข้าพานางเข้าไป ข้าสังเกตเห็นว่าเสี่ยวเจียวผู้นั้น... นางแปลงโฉมมาเจ้าค่ะ”