เจ้าคิดว่า... ข้าประมุขจะหวาดกลัวหรือ?

บทที่ 41 เจ้าคิดว่า... ข้าประมุขจะหวาดกลัวหรือ?

ในยามนี้ ด้านหลังของตงฟางปู้ป้าย ถงไป่สงแห่งพรรคสุริยันจันทรากำลังคุกเข่าอยู่ข้างหนึ่ง

ครู่ต่อมา ตงฟางปู้ป้ายพลันค่อยๆ หมุนกายกลับมา นางปรายตามองไปยังถงไป่สงที่อยู่เบื้องหลัง

เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของตงฟางปู้ป้าย หัวใจของถงไป่สงก็พลันสั่นสะท้าน ศีรษะของเขาก้มต่ำลงโดยไม่รู้ตัว

“เมื่อครู่... เจ้ากล่าวว่าวังบุปผา?”

ถงไป่สงรีบกล่าว “ขอรับ! แม้เมืองฉางซานจะห่างไกล แต่ก็นับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เงินบรรณาการรายเดือนก็ไม่ใช่น้อย”

“ดังนั้นหลังจากที่พรรคไผ่เขียวประสบเรื่องเมื่อเดือนก่อน ข้าจึงได้ส่งคนไปยังเมืองฉางซานเพื่อตรวจสอบ”

“จากการตรวจสอบศพของคนในพรรคไผ่เขียว บาดแผลบนร่างของศิษย์เหล่านั้นแปลกประหลาดอย่างยิ่ง ล้วนมีลักษณะคล้ายดอกไม้”

“ดูคล้ายกับบาดแผลที่เกิดจากเคล็ดกระบี่ร้อยบุปผาของวังบุปผา”

“แต่หลังจากส่งข้อมูลการชันสูตรกลับมาได้เพียงวันเดียว คนของข้าน้อยที่ส่งไปก็ขาดการติดต่อไปโดยสิ้นเชิง”

“หลังจากนั้นข้าน้อยก็ได้ส่งศิษย์อีกชุดหนึ่งตามไป จนได้พบร่างของศิษย์กลุ่มแรกในป่าไผ่ทิศใต้นอกเมืองฉางซาน”

“สภาพบาดแผลของพวกเขา... ตรงกันกับศพของคนจากพรรคไผ่เขียวทุกประการ”

“ข้าน้อยได้ให้ท่านหมอผิงอีจื่อชันสูตรซ้ำแล้ว และยืนยันได้ว่านี่เป็นเคล็ดกระบี่ร้อยบุปผาของวังบุปผาจริงๆ”

เมื่อฟังถงไป่สงกล่าวจบ ตงฟางปู้ป้ายก็หรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาคมปลาบฉายประกายเย็นเยียบ “คนของวังบุปผา เหตุใดจึงย่างกรายเข้ามาในอาณาเขตของข้า?”

ดินแดนแถบทิศตะวันตกเฉียงใต้นี้ แม้จะพูดไม่ได้ว่าแห้งแล้งทุรกันดาร แต่เมื่อเทียบกับที่อื่นแล้ว ก็ยังนับว่ามีความเจริญรุ่งเรืองด้อยกว่าอยู่บ้าง

ดังนั้นในแถบนี้จึงมีเพียงขุมกำลังอย่างพรรคสุริยันจันทราและพันธมิตรห้าขุนเขากระบี่เท่านั้นที่นับว่าเป็นขุมอำนาจใหญ่

แต่ไหนแต่ไรมาก็มิเคยข้องแวะกับวังบุปผามาก่อน

ในตอนนั้น ถงไป่สงก็กล่าวขึ้นอีกครั้ง “เนื่องจากอีกฝ่ายคือคนของวังบุปผา ข้าน้อยจึงไม่กล้าตัดสินใจโดยพลการ”

“จึงมารบกวนท่านประมุขเพื่อขอรับคำชี้แนะว่าจะรับมือกับเรื่องนี้เช่นไรต่อไป”

แม้ว่าหลายปีมานี้พรรคสุริยันจันทราจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ถึงที่สุดแล้วก็ยังเป็นเพียงขุมกำลังชั้นหนึ่ง

เมื่อเทียบกับขุมกำลังระดับสุดยอดอย่างวังบุปผาแล้ว ยังนับว่าห่างชั้นกันอยู่มาก การไปยั่วยุวังบุปผาโดยไม่มีเหตุผลย่อมไม่ใช่การกระทำที่ฉลาดนัก

ทว่าเมื่อได้ฟังคำของถงไป่สง ตงฟางปู้ป้ายกลับแค่นเสียงเย็นชา “วังบุปผาแล้วอย่างไรเล่า? เจ้าคิดว่าข้าประมุขหวาดกลัวหรือ?”

ถงไป่สงรีบตอบ “ข้าน้อยมิกล้า! เพียงแต่…ตอนนี้ศัตรูเก่าอย่างพันธมิตรห้าขุนเขากระบี่ยังมิได้ถูกกำจัด หากต้องสร้างศัตรูเพิ่มกับวังบุปผาอีก ข้าน้อยเพียงเกรงว่าจะเป็นผลเสียต่อแผนการใหญ่ของพรรคเรา”

ตงฟางปู้ป้ายกล่าวอย่างดูแคลน “พันธมิตรห้าขุนเขากระบี่น่ะรึ? ก็แค่พวกตัวตลกที่กระโดดโลดเต้นไปวันๆ เท่านั้น”

“หากมิใช่เพราะจั่วเหลิ่งฉานไปสวามิภักดิ์ต่อจูอู๋ซื่อแห่งหมู่บ้านพิทักษ์มังกร ป่านนี้ข้าคงทำลายล้างพวกมันไปสิ้นแล้ว จะปล่อยให้พวกมันเหิมเกริมมาจนถึงวันนี้ได้อย่างไร?”

ถงไป่สงกล่าว “ข้าน้อยเข้าใจ แต่ตามข่าวล่าสุดที่ได้รับมา ว่ากันว่าเมื่อเดือนก่อนเพื่อไล่ล่าพวกสิบสองนักษัตร จ้าววังบุปผาเอี้ยง้วยได้ลงมือด้วยตนเอง”

“ข้าน้อยกังวลว่าเอี้ยง้วยผู้นี้ มีความเป็นไปได้สูงที่นางจะพำนักอยู่ในเมืองฉางซานเวลานี้”

เมื่อได้ยินชื่อนั้น ตงฟางปู้ป้ายก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เอี้ยง้วย?”

ในยุทธภพ แม้ผู้ฝึกยุทธ์จะมีมากมายดุจมัจฉาข้ามมหานที แต่ผู้ที่สามารถยืนอยู่เหนือผู้อื่นและครองความเป็นใหญ่ได้นั้นมีน้อยยิ่งนัก และหากเป็นสตรีด้วยแล้ว ก็ยิ่งหาได้ยาก

ทั่วทั้งแผ่นดินต้าหมิง มีเพียงเอี้ยง้วยและตงฟางปู้ป้าย สองนามนี้เท่านั้นที่มีชื่ออยู่ใน ;ทำเนียบบุปผา’ และ ‘ทำเนียบเทพยุทธ์’ ทั้งสองต่างเป็นประมุขของพรรคตนเอง มีอำนาจล้นเหลือ เมื่อใดก็ตามที่คนในยุทธภพเอ่ยถึงคนหนึ่ง ก็มักจะนำอีกคนหนึ่งมาเปรียบเทียบด้วยเสมอ

ในฐานะอิสตรีที่ยิ่งใหญ่เช่นเดียวกัน สำหรับเอี้ยง้วยที่มีชื่อเสียงทัดเทียมกับตน ตงฟางปู้ป้ายย่อมรู้สึกสนใจใคร่รู้เป็นธรรมดา

ดังนั้น หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตงฟางปู้ป้ายจึงเอ่ยขึ้น “ส่งข่าวไปยังคนของเราที่เมืองฉางซาน... อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น พรุ่งนี้ข้าประมุขจะเดินทางไปเมืองฉางซานด้วยตนเอง”

ถงไป่สงรีบตอบรับ “ข้าน้อยรับบัญชา”

หลังจากถงไป่สงจากไป ตงฟางปู้ป้ายก็หันกลับไปทอดสายตามองทิวเขาที่สูงชันเบื้องล่างหน้าผา “วังบุปผา... เอี้ยง้วย... น่าสนใจ! ข้าประมุขก็อยากจะเห็นกับตาเช่นกัน ว่าสตรีผู้มีชื่อเสียงเคียงคู่กับข้า... จะแน่สักเพียงไหน”

ขณะพึมพำ แววตาของนางก็เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น มิได้มีความหวาดหวั่นดังเช่นที่ชาวยุทธ์คนอื่นมีต่อประมุขวังบุปผาแม้แต่น้อย

…..

เมืองฉางซาน,ในลานเรือน

หลังจากจัดการมื้อค่ำจนแน่นท้องแล้ว หลี่ฉางอันก็วางตะเกียบลงพลางลูบหน้าท้องที่นูนขึ้นน้อยๆ ด้วยความพึงพอใจ

เมื่อมองไปยังอึ้งย้ง แววตาของหลี่ฉางอันก็ฉายความพอใจออกมาอย่างชัดเจน

1 เดือนเต็มตั้งแต่อึ้งย้งมาเป็นแม่ครัวให้เขา หลี่ฉางอันยังไม่เคยกินอาหารซ้ำกันเลยแม้แต่มื้อเดียว และอาหารทุกจานก็ล้วนอร่อยเลิศรส อีกทั้งนางยังสร้างสรรค์อาหารจานใหม่ออกมาให้ประหลาดใจได้เสมอ

ฝีมือระดับนี้ จะไปหาแม่ครัวที่มีพรสวรรค์เช่นนี้คนที่สองได้จากที่ใดในใต้หล้า?

หากจะพูดถึงเรื่องที่น่าพึงพอใจที่สุดตั้งแต่ข้ามภพมา สำหรับหลี่ฉางอันแล้วการได้พบกับอึ้งย้งนับเป็นหนึ่งในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อเห็นหลี่ฉางอันที่กินอาหารจนเกลี้ยงและวางตะเกียบลง เสี่ยวเจียวก็ลุกขึ้นมาเก็บถ้วยชามทันที ท่าทางของนางคล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติ

ทว่า ขณะที่เสี่ยวเจียวยกมือขึ้น สายตาของหลี่ฉางอันก็พลันหยุดนิ่งอยู่ที่มือขวาของนางแวบหนึ่ง ก่อนจะละสายตากลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ

ครู่ต่อมา หลี่ฉางอันจึงเอ่ยขึ้น “เสี่ยวเจียว ไม่ต้องเก็บแล้ว ไปช่วยข้าซื้อสมุนไพรจากร้านยาในเมืองสักสองสามอย่าง”

เมื่อได้ยินดังนั้น เสี่ยวเจียวก็รีบวางถ้วยชามในมือแล้วเดินกลับมาหาหลี่ฉางอัน

หลังจากเขาเข้าไปเขียนชื่อยาและปริมาณในห้องหนังสือแล้ว เสี่ยวเจียวก็ถือใบสั่งยาออกจากเรือนไปอย่างรวดเร็ว

อึ้งย้งที่อยู่ด้านข้างมองหลี่ฉางอันอย่างแปลกใจแล้วเอ่ยถาม “จะซื้อยาไว้รอพรุ่งนี้ไม่ได้หรือ? เหตุใดต้องรีบร้อนปานนี้?”

หลี่ฉางอันยักไหล่ “ก็เพิ่งกินอิ่ม เดินเล่นเสียหน่อยจะได้ช่วยย่อยอาหาร”

อึ้งย้งเบ้ปาก “วันๆ เอาแต่ชี้นิ้วสั่งคนอื่น”

หลี่ฉางอันเคาะหัวเล็กๆ ของอึ้งย้งเบาๆ อย่างไม่สบอารมณ์

“เจ้าเด็กนี่พูดมาก รีบไปล้างจานเสีย ไม่งั้นอย่าหาว่าข้าไม่รอเจ้าล่ะ”

อึ้งย้งเบ้ปากแล้วพึมพำพลางยกถ้วยชามเดินเข้าไปในครัว

อาจเป็นเพราะกลัวว่าจะกลับมาช้าแล้วจะไม่ได้แช่น้ำพุร้อน

เวลาผ่านไปไม่ถึงสองเค่อ* (30 นาที)

เสี่ยวเจียวก็กลับมาพร้อมกับห่อสมุนไพรที่หลี่ฉางอันต้องการ

หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจว่าสมุนไพรไม่มีปัญหาแล้ว หลี่ฉางอันก็หยิบของเดินไปยังห้องหมักสุรา

เมื่อเห็นดังนั้น เหล่าหญิงสาวก็แยกย้ายกลับห้องของตนเพื่อเตรียมเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนหลังอาบน้ำเช่นกัน

ไม่นานนัก หลี่ฉางอันก็ถือไหสุราเล็กๆ เดินไปยังสระน้ำพุร้อนเช่นเคย

ในยามนี้ ไม่ว่าจะเป็นเอี้ยง้วย อึ้งย้ง หรือแม้แต่เสี่ยวเจียว ต่างก็ลงไปแช่ตัวอยู่ในสระน้ำพุร้อนอีกฝั่งหนึ่งแล้ว

ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของหลี่ฉางอันใกล้เข้ามา เสียงใสๆ ของอึ้งย้งก็ดังลอดม่านมาทันที “เร็วเข้าสิ! วันนี้เหตุใดเจ้าจึงช้านัก?”

หลี่ฉางอันกรอกตา ก่อนจะเปิดไหสุราแล้วเทลงไปในสระน้ำพุร้อนจนหมด

เมื่อของเหลวสีแดงจางๆถูกเทลงในสระ ท่ามกลางไอหมอกที่ลอยอบอวล สระน้ำพุร้อนทั้งสระก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอีกครั้ง

เมื่อกลิ่นหอมอันคุ้นเคยนี้แผ่กระจายออกไป อึ้งย้งก็ส่งเสียงครางออกมาอย่างมีความสุข

ทว่า ยังไม่ทันที่อึ้งย้งจะได้หลับตาลง มุมหนึ่งของม่านกั้นก็พลันถูกเลิกขึ้น!

ในขณะเดียวกัน เสียงของหลี่ฉางอันก็ดังขึ้น

“รับไป!”

สิ้นเสียง ห่อกระดาษห่อหนึ่งก็ถูกโยนข้ามม่านมา….



ตอนก่อน

จบบทที่ เจ้าคิดว่า... ข้าประมุขจะหวาดกลัวหรือ?

ตอนถัดไป